มารดาผู้ทรงเสน่ห์กับจอมเจ้าเล่ห์ผู้เป็นตัวร้ายทั้งสาม

    บทที่ 11 อาจารย์เจิ้ง

            สบู่หอมของเจียงฉิงฟางขายดีเกินคาดนางไม่ได้ขายแพงมากตั้งราคาที่ชาวบ้านธรรมดาพอจะซื้อหาได้แม้ว่าสบู่ที่นางทำจะต้องใช้ทั้งถั่วเหลือง สมุนไพรหลายชนิดรวมไปถึงตับอ่อนหมู่แต่เพื่อให้ขายในราคาที่คนทั่วไปสามารถซื้อได้นางจึงทำเป็นก้อนเล็กๆ เพื่อลดต้นทุนประกอบกับเมืองเทียนเฟิงที่อยู่ไม่ไกลเฟื่องฟูเพราะการเปิดเหมืองทองทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านต้าหนิวพลอยมีกินมีใช้ตามไปด้วย

            “ท่านแม่วันนี้สบู่หอมของท่านขายหมดเลย”จ้าวฉางหนิงเอ่ยออกมาด้วยความยินดีในใจของเด็กน้อยเต็มไปด้วยความคิดที่ว่าหากพวกนางขายสบู่หอมหมดก็หมายความว่าบ้านของพวกนางจะมีเงินมากยิ่งขึ้น

            “แต่ธูปหอมน้ำหอมและน้ำมันบำรุงผิวของท่านแม่กลับยังเหลืออยู่อีกเป็นจำนวนมาก”จ้าวฉางเยี่ยนเอ่ยพลางนิ่งหน้าและจ้องมองมารดาที่เก็บร้านแล้ว

            “ท่านแม่ทำไมรีบเก็บร้านเล่าขอรับ ไม่ขายต่อแล้วหรือ”จ้าวฉางยวนเอ่ยถามด้วยความสงสัย

            “สินค้าหลักอย่างสบู่หอมขายหมดแล้วก็ถือว่าเกินเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ในวันนี้แล้วอีกอย่างแม่ตั้งใจว่าวันนี้จะเก็บร้านเร็วอยู่แล้ว”เจียงฉิงฟางเอ่ยพลางเก็บของที่เหลือใส่ตะกร้า นางคิดเอาไว้แล้วว่าธูปหอมน้ำหอมและน้ำมันบำรุงผิวที่นางทำจะขายไม่ได้เพราะมีราคาแพงและชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะได้ใช้แต่นางก็ยังคงทำออกมาด้วยคิดว่าเผื่อจะมีผู้สูงศักดิ์สักคนมีสายตาที่กว้างไกลและเห็นว่าสินค้าที่นางทำเป็นของดีและมีคุณภาพเพียงพอที่จะนำไปขายต่อ

            นางไม่เหมือนนางเอกของเรื่องอย่างฉินซิงเหยาที่ได้รับการสนับสนุนจากจวนแม่ทัพสกุลจ้าวทำจนให้มีเงินทุนเพียงพอที่จะเปิดร้านเครื่องหอมเป็นของตนเองและนางก็ไม่สามารถรอจนกว่าจ้าวถิงฟงกลับมาให้ความช่วยเหลือนางได้ดังนั้นสิ่งที่นางทำได้ก็คือต้องพึ่งพากำลังของตนเองเพียงเท่านั้น

            “วันนี้พวกเราจะไปสำนักศึกษากันแม่อยากจะว่าจ้างบัณฑิตสักคนให้ช่วยสอนหนังสือให้พวกเจ้า”เจียงฉิงฟางเอ่ยพลางยิ้มออกมาทำให้เด็กน้อยทั้งสามมองหน้ากันในทันที

            “เหตุใดต้องเรียนหนังสือด้วย”จ้าวฉางเยี่ยนเอ่ยถามด้วยสีหน้าไม่พอใจ

            “ถ้าพวกเจ้าได้เรียนหนังสือก็จะสามารถอ่านออกเขียนได้อีกทั้งยังได้เรียนรู้เรื่องคุณธรรมจนสามารถแยกแยะดีชั่วได้ด้วยตนเองแม่ไม่ใช่คนที่ดีพร้อมจนสามารถสั่งสอนเรื่องคุณธรรมให้พวกเจ้าได้ดังนั้นจึงต้องหาอาจารย์ที่เหมาะสมสักคนมาสอนพวกเจ้าเชื่อแม่เถิดว่าการได้ร่ำเรียนจะทำให้ชีวิตของพวกเจ้าดีขึ้น”เมื่อเจียงฉิงฟางเอ่ยเช่นนี้เด็กน้อยทั้งสามก็หันไปมองหน้ากัน

            หลายวันมานี้เจียงฉิงฟางดีกับพวกเขาเป็นอย่างมากหากนางบอกว่าเป็นเรื่องที่ดีต่อพวกเขาพวกเขาก็ไม่กล้าโต้แย้งด้วยสามารถสัมผัสได้ถึงความหวังดีของนางจากใจจริงพวกเขาจึงยินดีที่จะทำทุกอย่างตามที่เจียงฉิงฟางต้องการ

            แม้จะบอกว่าหาอาจารย์สักคนมาสอนหนังสือให้เด็กน้อยทั้งสามแต่แท้จริงแล้วเจียงฉิงฟางที่เป้าหมายอยู่ในใจแล้วคนที่สามารถสั่งสอนมหาบัณฑิตที่มีชื่อเสียงในเมืองหลวงได้ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไปเจียงฉิงฟางพาลูกๆ ทั้งสามเดินเลยสำนักศึกษาไปที่บ้านไม้หลังเล็กหลังหนึ่งนางเคาะประตูอย่างสุภาพเพียงสองสามครั้งก็มีสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งเปิดประตูบ้านออกมาพอเห็นว่าเป็นเจียงฉิงฟางสตรีวัยกลางคนผู้นั้นก็นิ่วหน้าในทันที

            “เจ้ามาทำอะไรที่นี่”คำถามของสตรีผู้นั้นทำให้เจียงฉิงฟางยิ้มออกมาอย่างจืดเจื่อนแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงนอบน้อม

            “ขอเจิ้งฮูหยินอย่าได้เข้าใจผิดข้ามิได้ตั้งใจมาที่นี่เพราะคนผู้นั้นแต่ข้าตั้งใจจะมาหาอาจารย์เจิ้งเพื่อขอให้เขาสอนหนังสือให้แก่ลูกๆ ของข้า”คำพูดของเจียงฉิงฟางทำให้เจิ้งฮูหยินนิ่วหน้า

            เจียงฉิงฟางผู้นี้เป็นสตรีที่มีสามีแล้วแต่ก่อนหน้านี้เจียงฉิงฟางกลับมีความสนิทสนมที่ดูคลุมเครือกับอดีตลูกศิษย์คนหนึ่งของสามีของนางสามีของนางรู้สึกไม่พอใจกับเรื่องนี้จึงได้ตัดขาดความสัมพันธ์ศิษย์อาจารย์กับลูกศิษย์คนนั้นแล้วไล่เขากลับเมืองหลวงไปแต่ยามนี้เจียงฉิงฟางกลับมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าประตูแล้วเอ่ยปากว่าอยากจะขอให้สามีของนางสอนหนังสือให้แก่ลูกๆมันทำให้นางอดรู้สึกสับสนไม่ได้

            “ก่อนหน้านี้ข้ารู้ดีว่าตนเองประพฤติตนไม่เหมาะสมยามนี้ข้าคิดได้แล้วละทิ้งความต้องการที่ผิดทำนองคลองธรรมของตนเองมาเลี้ยงดูลูกๆในใจคิดถึงแต่ว่าทำอย่างไรลูกน้อยทั้งสามของข้าจึงจะเติบใหญ่เป็นคนที่มีคุณธรรมไม่ถูกล่อลวงโดยคนที่ไม่ดี” เมื่อเจียงฉิงฟางเอ่ยเช่นนี้ก็มีเสียงของคนผู้หนึ่งดังแทรกขึ้นมา

            “เรื่องนี้คนที่เป็นมารดาเช่นเจ้าควรจะสั่งสอนพวกเขาด้วยตนเองมิใช่หรือ”คำพูดประโยคนี้เป็นของเจิ้งชวนอดีตอาจารย์ของสำนักศึกษาในหมู่บ้านเขาคือบัณฑิตเพียงคนเดียวของหมู่บ้านต้าหนิวที่ไปสอบสอบรับราชการระดับท้องถิ่นจนได้เป็นซิ่วไฉแต่เพราะสุขภาพไม่ดีจึงทำให้เขาไม่ได้ไปสอบในระดับมณฑลต่อทำได้แค่เพียงกลับมาเป็นอาจารย์ในสำนักศึกษาเล็กๆ ในหมู่บ้านแต่เพราะช่วงหลังสุขภาพย่ำแย่ลงจึงได้ลาออกจากสำนักศึกษามาพักผ่อนอยู่ที่บ้าน

            “ท่านก็เห็นแล้วว่าข้าเป็นแค่เพียงชาวบ้านธรรมดาที่ไม่แตกฉานเรื่องอักษรความรู้ไม่มี คุณธรรมก็อ่อนด้อย เกือบถูกล่อลวงจนสูญสิ้นทุกสิ่งยามนี้เมื่อคิดได้สิ่งแรกที่ต้องการก็คือทำอย่างไรก็ได้เพื่อที่จะไม่ให้ลูกๆทั้งสามของข้ากลายเป็นคนขาดความรู้และขาดคุณธรรมเช่นข้า”เมื่อเจียงฉิงฟางเอ่ยเช่นนี้เจิ้งชวนก็หลุบตาลงพลางยกมือขึ้นมาลูบหนวดเคราของตนเองแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด

            “ลูกศิษย์ของข้าผู้นั้นแม้ว่าจะประสบกับความสำเร็จในชีวิตเพราะเต็มไปด้วยความรู้ความสามารถแต่เรื่องคุณธรรมกับขาดแคลนเป็นอย่างยิ่งเป็นเพราะข้าที่สอนลูกศิษย์ไม่ดีจึงทำให้เจ้าต้องได้รับความลำบาก”เมื่อเจิ้งชวนเอ่ยเช่นนี้เจียงฉิงฟางก็ส่ายหน้า

            “เรื่องนี้ข้าไม่โทษท่านหากจะโทษก็ต้องโทษที่ตนเองมองคนไม่ออกเรื่องนั้นขอท่านอาจารย์เจิ้งอย่าได้เอ่ยถึงอีกเลยข้าไม่อยากให้ผู้อื่นล่วงรู้เท่าใดนัก”คำพูดของเจียงฉิงฟางทำให้เจิ้งชวนทอดถอนใจออกมา

            “ท่านอาจารย์ได้โปรดสอนหนังสือให้ลูกๆ ของข้าเถิดแค่วันละหนึ่งชั่วยามก็ยังดี ข้าไม่ได้คาดหวังอะไรมากขอแค่พวกเขาสามารถอ่านออกเขียนได้และที่สำคัญเป็นคนมีคุณธรรมไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่นเพียงเท่านี้ข้าก็พอใจแล้ว ส่วนเรื่องค่าจ้างสอนข้าเตรียมมาให้ท่านแล้วข้าขอสาบานว่าข้ายินดีที่จะจ่ายเป็นจำนวนเท่านี้ทุกเดือน”เจียงฉิงฟางเอ่ยพลางยื่นเงินสามตำลึงให้เจิ้งชวนอย่างนอบน้อมเจิ้งชวนนิ่งงันไปแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความคาดไม่ถึงในทันที

            “นี่เป็นจำนวนเงินที่มากไปแล้วในสำนักศึกษายังเก็บเงินไม่ถึงครึ่งที่เจ้ามอบให้ข้าเลย”เมื่อเจิ้งชวนเอ่ยเช่นนี้เจียงฉิงฟางก็พยักหน้า

            “สำนักศึกษาในหมู่บ้านไม่สามารถเก็บเงินจากผู้เข้าเรียนในราคาที่พวกเขาจ่ายไม่ไหวแต่ข้าไม่เหมือนกันหากเป็นเรื่องการเรียนของลูกๆ ข้ายินดีที่จะหามาจ่ายท่านอาจารย์เจิ้งคือคนที่สมบูรณ์ทั้งความรู้และคุณธรรมข้าย่อมจะต้องมอบเงินให้ท่านมากกว่าที่สำนักศึกษาเรียกเก็บจากผู้เข้าเรียนอยู่แล้ว”เมื่อเจียงฉิงฟางเอ่ยเช่นนี้เจิ้งชวนก็จ้องมองนางแล้วก็จ้องมองถุงเงินในมือนางอย่างครุ่นคิดแล้วจึงได้เอ่ยถามออกมาตามตรง

            “บุตรสาวของเจ้า เจ้าก็อยากให้นางเรียนหรือ”คำถามของเจิ้งชวนทำให้เจียงฉิงฟางพยักหน้าในทันที

            “เจ้าค่ะ ข้าอยากให้นางได้รับการศึกษาเหมือนอย่างพี่ๆของนางสำหรับข้าแล้วคนที่อ่านออกเขียนได้ก็เสมือนมีเกราะป้องกันตนเองอยู่ชั้นหนึ่งข้าอยากให้บุตรสาวของข้าเป็นคนมีความรู้และมีคุณธรรม จะได้ไม่เป็นเช่นข้า”เมื่อเจียงฉิงฟางเอ่ยเช่นนี้เจิ้งชวนก็พยักหน้า เขารับถุงเงินมาเปิดปากถุงออกหยิบเงินในถุงออกมาหนึ่งตำลึงแล้วเอ่ยกับเจียงฉิงฟางด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม

            “เช่นนั้นข้าจะขอรับค่าจ้างเป็นเงินหนึ่งตำลึงต่อเดือนก็แล้วกันข้าจะสอนพวกเขาอย่างเต็มที่แต่พวกเขาจะรับได้แค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับความตั้งใจของพวกเขาแล้ว”เจิ้งชวนเอ่ยพลางคืนถุงเงินและเงินในถุงให้นางทำให้เจียงฉิงฟางค้อมกายคารวะขอบคุณด้วยความยินดีในทันที

            “ขอบคุณท่านอาจารย์เจิ้งเป็นอย่างมากหลังจากนี้ต้องฝากอาจารย์แล้ว” เจียงฉิงฟางเอ่ยด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความยินดี

            “พวกเจ้ารอช้าอยู่ทำไมรีบคารวะท่านอาจารย์และอาจารย์หญิงเสียสิ”เมื่อเจียงฉิงฟางเอ่ยเช่นนี่เด็กน้อยทั้งสามก็รีบคารวะขอบคุณเจิ้งชวนและฮูหยินของเขาด้วยความนอบน้อมในทันทีท่าทีของเด็กน้อยทั้งสามทำให้เจียงฉิงฟางยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจในใจก็ได้แต่คิดว่าวันใดที่นางเอกของเรื่องอย่างฉินซิงเหยามาถึงที่หมู่บ้านแห่งนี้ลูกๆ ของนางก็จะได้ไม่ถูกความเฉลียวฉลาดของฉินซิงเหยากดข่มความชื่นชมและหลงใหลที่จ้าวฉางเยี่ยนและจ้าวฉางยวนมีต่อนางก็คงจะไม่บังเกิดความริษยาของจ้าวฉางหนิงก็คงจะไม่มี แล้วจุดจบอันเลวร้ายของพวกเขายามเติบใหญ่ก็คงจะไม่เกิดขึ้นดังที่ปรากฏในนิยาย...

    คล้ายกับเรื่องมารดาผู้ทรงเสน่ห์กับจอมเจ้าเล่ห์ผู้เป็นตัวร้ายทั้งสาม ที่คุณอ่าน