ใต้ฟ้าสีคราม ใกล้ยอดเนินหญ้าที่ชุ่มชื่นไปด้วยไอหมอกจางแห่งฤดูหนาวยามต้นรุ่งสาง แสงอรุณแรกของเช้าวันใหม่ทอดผ่านม่านเมฆบาง เผยให้เห็นแสงสีทองอ่อน ๆ ไล้ขอบฟ้าเหนือเทือกเขาเรียงราย กลิ่นหอมสดชื่นของดินชื้น และยอดหญ้าต้องน้ำค้างแตะต้องปลายจมูกเบา ๆ สายลมยามเช้าพัดผ่านด้วยอุณหภูมิแผ่วเย็น กรีดกรายผ่านค่ายทหารอันครึกครื้นเมื่อวานให้สงบลงสู่ความเงียบสงัดก่อนคลื่นพายุแห่งการแข่งขันจะถาโถมอีกครั้งในวันนี้
พรึบพรับ.!! เสียงธงกองทัพกระพือแผ่ว ๆ ตามแรงลม เสมือนหัวใจของเหล่าทหารที่เริ่มเต้นแรงขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
จ้าวมู่เฉินยืนอยู่บนสนามหญ้าหน้าค่าย แหงนหน้ามองยอดเขาสูงตระหง่านที่บดบังแสงแดดบางส่วน นัยน์ตาสีดำกระจ่างของเขาเหมือนจะสะท้อนภาพของเส้นทางข้างหน้าอันทอดยาวเต็มไปด้วยขวากหนาม…หรืออาจเต็มไปด้วยธงแห่งชัยชนะที่โบกไสวอยู่ปลายฟ้า
ผมดำขลับที่สยายยาวถูกรวบไว้หลวม ๆ ด้วยริบบิ้นสีเข้ม ทว่าปลายผมที่หลุดร่วงพลิ้วไหวตามแรงลมเบา เปล่งประกายเมื่อถูกต้องแสงอรุณ เผยผิวหน้าขาวเนียนราวหยกเย็น ยามที่เขายกมือขึ้นป้องแดด ดวงตาเรียวก็พลันฉายแววสับสนเล็กน้อย ก่อนจะเปลี่ยนเป็นประกายระยับอย่างเด็กน้อยที่กำลังเฝ้ารอวันไปทัศนศึกษา
“วันนี้…ต้องปีนเขาใช่หรือไม่?” เขาหันไปถามเสียงแผ่ว ท่าทีคล้ายจะกลัว คล้ายจะตื่นเต้น คล้ายจะ…ไม่รู้ว่าตนเองอยู่ในการแข่งขันอันยิ่งใหญ่
เฉินซูเหรินหัวเราะเบา ๆ ยืนกอดอกอยู่ข้าง ๆ “ใช่…และห้ามวิ่งเตลิดกลางทางอีกนะ เจ้ายังจำได้หรือไม่ว่าเมื่อวานเจ้าไปวิ่งไล่เก็บก้อนหินกลางสนามแข่ง?”
จ้าวมู่เฉินเกาศีรษะ ดวงหน้าใส ๆ แสดงสีหน้าเขินอายเล็กน้อย
เหล่าหยวนในร่างชายชราหลังค่อมเดินมาหยุดอยู่ข้างหลัง มือหนึ่งถือตะกร้าผลไม้ อีกมือยื่นขนมเปี๊ยะให้ “นายน้อย ทานหน่อยเถิด ข้านำมาเผื่อท่าน ยามปีนเขาจะได้ไม่หิวกลางทาง” จ้าวมู่เฉินผงกศีรษะตอบรับเบา ๆ
เสียงกลองศึกดังกระหึ่ม ดุจเสียงสัญญาณปลุกมังกรให้ตื่นจากนิทรา ทั่วทุกค่ายน้อยใหญ่ เหล่าทหารกลุ่มที่ผ่านการทดสอบทั้งสี่ด่าน ต่างตื่นตัวพลัน สวมเกราะคว้าศัสตรา วิ่งทะยานมายังลานรวมพลด้วยฝีเท้าหนักแน่น เรียงรายเป็นระเบียบ ลมหายใจประสานเป็นหนึ่ง เสียงฝีเท้ากระทบพื้นลานดังประหนึ่งกลองรบของทวยเทพ
ผืนธงประจำค่ายถูกโบกสะบัดอย่างสง่างาม ผ้าแพรสีแดงเพลิงปลิวไหวดุจเปลวเพลิงต้องลม กระแทกใจเหล่าทหารให้คึกคักร้อนแรงไม่ต่างไฟสงคราม
แม่ทัพเฉินเหยาจิน สวมเกราะดำทมิฬเดินขึ้นแท่นยกพื้น ใบหน้าอันสงบนิ่งเปี่ยมด้วยอำนาจ มือหนึ่งประคองดาบยาว อีกมือไพล่หลังอย่างสง่างาม เมื่อยืนเต็มความสูงกลางม่านธงแล้วจึงกล่าวด้วยสุ้มเสียงทรงอำนาจ
“วันนี้…คือวันตัดสิน!”
“กลุ่มใดจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสุดยอดกลุ่มทหารแห่งค่าย!”
“กลุ่มใดทะยานขึ้นยอดเขา นำธงกลับมาได้มากที่สุด…กลุ่มนั้น คือผู้ชนะ..!”
เสียงแม่ทัพหนักแน่นมั่นคง ทว่าดังกระหึ่มประหนึ่งฟ้าคำราม วาจานั้นเปี่ยมด้วยความหมาย ยิ่งเมื่อกล่าวประโยคสุดท้าย สายตาทั้งลานกว้างพลันลุกเป็นเปลว
“ข้าจักอนุญาตให้กลุ่มผู้ชนะ…เข้าสู่กองพันหัวหมู่ทลวงฟัน! กองกำลังพิเศษ…อันเป็นที่สุดแห่งยอดทหารในค่าย!”
ทันใดนั้น เสียงเหล่าทหารหลายร้อยนายพลันแผดร้องกึกก้อง ดั่งเสียงพยัคฆ์คำราม ประสานเป็นหนึ่งเดียว
“โฮ่วววววววววววววว!!”
เสียงร้องดังกระหึ่มฟ้าสะท้านดิน โหมกระหน่ำแรงอาวุธแห่งใจทั่วทั้งลานใหญ่จนแม้นเมฆเบื้องบนยังต้องล่าถอย ทั้งยอดเขาเบื้องหน้าก็แลดูต่ำลงถนัดตาใต้ฝีเท้าของเหล่าทหารผู้มีใจมุ่งมั่น
ทว่าในกลุ่มทหารเหล่านั้น...กลับมีเงาร่างบาง ๆ ของเด็กหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งยืนแทรกอยู่กลางหมู่ทหารกำยำ เขากะพริบตาถี่ ๆ คล้ายยังไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น พร้อมเสียงกระซิบถามผู้เคียงข้าง
“พี่ใหญ่เฉิน…เรากำลังจะไปปีนเขาเล่นใช่หรือไม่?”
แต่คำตอบจากหญิงสาวผู้ถูกเรียกว่า "พี่ใหญ่เฉิน" กลับเป็นเพียงรอยยิ้มบาง พร้อมเสียงถอนใจเงียบ ๆ
“เริ่มได้…!!!”
เสียงตะโกนกึกก้องเปี่ยมอำนาจพุ่งแหวกม่านอากาศ กระแทกสติทหารทุกนายให้ตื่นตัวเต็มที่!
ฉับพลัน เสียงฝีเท้ากึกก้องสนั่น พื้นดินสะเทือนเลือนราวแผ่นดินไหว เหล่าทหารหาญที่ยืนรวมกลุ่มต่างพุ่งทะยานออกจากลานกว้างประหนึ่งลูกธนูหลุดจากแล่ง แต่ละกลุ่มแต่งชุดเกราะเบา สวมหน้ากากสัตว์ สัญลักษณ์ของตน หอบเสบียงและอาวุธประจำกลุ่ม วิ่งฝ่าไอหมอกเช้าสู่แนวป่าที่ทอดยาวขึ้นเขาเบื้องหน้า
เสียงโห่ร้องประสาน สะท้อนสู่เวิ้งหุบเขาเป็นระลอกดั่งมังกรตื่นนิทรา
…ทว่าท่ามกลางกระแสแห่งความเร่งรีบอันรุนแรงนั้น กลับยังคงมีอีกกลุ่มหนึ่งยืนสงบนิ่งอยู่กลางลาน
กลุ่มของ “เฉินซูเหริน”
เด็กสาวผู้สง่างามในอาภรณ์ทหารเพศชาย ยืนเท้าเอวทอดสายตามองพวกที่วิ่งลิ่วไปลิบ ๆ พลางถอนใจยาวเบา ๆ ข้างกายนั้นมีชายชราไว้เครายาวหงอกครึ่งดำครึ่ง เหล่าหยวนผู้แสร้งทำท่าทางงกงัน เกาศีรษะตนเองอย่างงุนงงราวเพิ่งตื่น
เด็กหนุ่มหน้าหวาน ผมดำยาวปลิวลู่ลม ผู้ดูไม่เข้าใจสถานการณ์ใด ๆ จ้าวมู่เฉิน มองซ้ายขวาแล้วพึมพำเสียงเบา
“อ้าว? เขาเริ่มแข่งกันแล้วหรือ…แต่ข้ายังไม่ได้กินข้าวเช้าเลย…”
ข้างกันคืออาไค่ หนุ่มร่างยักษ์จากเผ่านอกด่าน มัดกล้ามแน่นราวเสาไม้ซุง ผู้ยืนยิ้มงง ๆ มองเหล่าทหารหายวับไปกับหมอก ลูบท้องตนเองแล้วถามเสียงอ่อย
“เราต้องรีบตามไปหรือไม่นายน้อย? ข้าว่ายังทันอยู่นะ…”
เฉินซูเหรินยกมือขึ้นกุมขมับ ก่อนกล่าวเสียงเรียบ
“เดินเร็วหน่อยเถอะ เดี๋ยวจะไม่ทันเก็บธง…”
จากนั้นจึงสาวเท้าก้าวนำหน้าอย่างสง่าผ่าเผย
เหล่าหยวนปาดน้ำมูกปลอม ๆ ก่อนขยับเดินตามอย่างเงอะงะ จ้าวมู่เฉินวิ่งถลาไล่ตามหลังพร้อมเสียงหัวเราะคิก ส่วนอาไค่ก็รีบย่องตามไปโดยถือถุงเสบียงใหญ่บนหลัง
ทั้งสี่…ประหนึ่งคณะละครเร่ในชุดทหาร มุ่งหน้าสู่ขุนเขาที่เริ่มสูงชันด้วยฝีเท้าสบาย ๆ
จากบนแท่นบัญชาการ แม่ทัพเฉินเหยาจินหรี่ตาเพ่งมองกลุ่มสุดท้ายที่เพิ่งเริ่มเดิน เหล่าครูฝึกหลายคนข้างกายอดมิได้ต้องส่ายหน้าพร้อมถอนใจยาว บางคนกระซิบกระซาบ
“กลุ่มคุณหนูหรือ…จะหวังอันใดได้เล่า…”
แม่ทัพเฉินพยักหน้าเบา ๆ แต่แววตากลับฉายแววขบขันบางอย่างประหลาด
“บางที…ข้าอาจเฝ้ารอดูพวกเขา มากกว่ากลุ่มใดเสียอีก”
แล้วสายลมแห่งเช้าวันใหม่ก็พัดผ่าน ทอดแสงทองอาบกลุ่มเงาเล็กทั้งสี่ที่กำลังมุ่งหน้าสู่ศึกสุดท้าย…อย่างไม่รู้ว่าตนเองกำลังก้าวเข้าสู่ตำนาน.
…..
ใต้เงาไม้สนครึ้มยามสาย ลำแสงอ่อนสาดลอด่านปลายใบกระพือไหวตามแรงลม กลุ่มของเฉินซูเหรินย่างก้าวมาถึงชายป่า ท่ามกลางเสียงนกป่าเจื้อยแจ้ว เสียงใบไม้แห้งกรอบใต้ฝ่าเท้าดังกรอบแกรบ
เฉินซูเหรินหยุดยืน ใบหน้าสงบนิ่งแต่ดวงตาวาววับประหนึ่งพยัคฆินแฝงเงา นางหันซ้ายแลขวาอย่างระแวดระวัง ครั้นแลเห็นพุ่มไม้รกชัฏเบื้องหนึ่งปลอดผู้คน จึงรีบยกมือขึ้นส่งสัญญาณเงียบ
เหล่าหยวน อาไค่ และจ้าวมู่เฉิน ซึ่งเดินตามหลังมาอย่างไม่รู้เหนือรู้ใต้มิได้เอ่ยคำใด ต่างพากันสับเท้าเข้าไปหลบในพุ่มไม้ตามคำสั่ง คล้ายคณะเดินป่าที่หลงเข้ามาโดยไม่รู้จุดหมาย
เมื่อแน่ใจว่าปลอดผู้ใดเฉียดใกล้ นางจึงค่อย ๆ หยิบแผ่นหนังสัตว์เก่าคร่ำออกมาจากอกเสื้อ วางราบลงบนพื้นดินที่ปูด้วยใบไม้กรอบแห้ง จากนั้นนางนั่งยองลงก่อน แล้วพยักหน้าเรียกทั้งสามให้มานั่งล้อมวง
จ้าวมู่เฉินเพียงแลเห็นแผนที่ที่วาดเส้นทางเดินเขาเป็นลวดลายสลับซับซ้อน ก็พลันร้องออกมาเสียงหลงด้วยดวงตาเบิกกว้าง
“พี่ใหญ่เฉิน! ท่านมีแผนที่ภูเขา!”
ยังมิทันที่เสียงจะจบประโยค เฉินซูเหรินกลับคว้าตัวจ้าวมู่เฉินเข้ามาใกล้ปิดปากเขาแน่น ดวงตาดุราวพี่สาวดุเด็กซน พร้อมกล่าวเสียงเบา
“เจ้าอยากให้ทั้งค่ายได้ยินหรือไร..!”
จ้าวมู่เฉินขยับริมฝีปากอุบอิบแต่ก็พยักหน้าเข้าใจ สองแก้มขึ้นสีราวเด็กโดนขู่
เหล่าหยวนที่นั่งขัดสมาธิอยู่ใกล้ ๆ ยิ้มตาหยี ใช้สองนิ้วยกขึ้นชูเชิงชมเชย ดวงหน้าชราเปื้อนรอยยิ้มเจ้าเล่ห์กล่าวเบา ๆ ว่า
“ข้าน้อยนับถือคุณหนูเฉิน…ช่างกล้าหาญนัก…”
เฉินซูเหรินแค่นเสียงเบา ดวงตาฉายแววแน่วแน่ขณะชี้นิ้วลงบนรอยเครื่องหมายแห่งหนึ่งบนแผนที่ รูปธงเล็ก ๆ ถูกขีดวงไว้ชัดเจน
“ครูฝึกจี้ซานบอกข้าเองว่า ธงถูกปักไว้บนโขดหินเหนือบ่อน้ำร้าง หากสิ่งนี้เป็นจริง เราเพียงเดินตามทางซอกเขาไป ไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็คงพบ”
“แล้วหากเขาหลอกพวกเราล่ะ?” อาไค่เอียงคอถามเสียงทุ้มแผ่ว สองมือหนาลูบคางตนเองอย่างครุ่นคิด
เฉินซูเหรินเหยียดยิ้มเย็น ริมฝีปากโค้งดั่งพระจันทร์ครึ่งซีก
“หากเขากล้าหลอกข้า…ข้าจะกลับไปถอนฟันมันเสียให้เกลี้ยงทั้งปาก!”
ทั้งสามคนได้ยินต่างพากันกลืนน้ำลายอึกใหญ่
“เอาล่ะ…หากพวกเจ้าพร้อม เราไปกันเถอะ” เฉินซูเหรินกล่าวขณะม้วนแผนที่เก็บอย่างคล่องแคล่ว
พวกเขาทั้งสี่ลุกขึ้นพร้อมกัน เสียงฝีเท้าก้าวบนใบไม้แห้งดังเบา ๆ ก้าวแรกที่เหยียบออกจากพุ่มไม้เล็กนั้น คล้ายก้าวเข้าสู่ทางแยกแห่งชะตา
ไม่ว่าเบื้องหน้าจะมี “ธง” หรือ “กับดัก” พวกเขาก็จะไปถึงด้วยแรงกายและใจที่แน่วแน่…หรือไม่อย่างนั้น…ก็ด้วยความดวงดีและความงงงวยดังเคย.