Perfect Area : พลิกดินไต่สวรรค์

    ตอนที่ 143 หลานสะใภ้

    คณะเดินทางของผู้แทนพระองค์ได้เทียบท่าเรือหนานทงแค่เพียงคืนเดียวเท่านั้น ครั้นเวลาตอนเช้าซ่งจุ้นรุ่ยเจ้าเมืองหนานทงเมื่อทราบข่าวว่าเรือหลวงจะออกจากท่าแล้วก็รีบเร่งมาส่ง แต่หยางไคนั้นมิใช่พวกมากพิธีจึงมิได้รีรอผู้ใดจึงสั่งให้ออกเดินเรือไปตั้งแต่เช้ามืด พอเวลาเที่ยงเรือพระที่นั่งก็แล่นมาถึงท่าเรือหนานจิง 

    แต่ด้วยอากาศที่ร้อนและกอปรกับองค์หญิงหย่งชิงมิได้ประสงค์จะลงไปเล่นที่ท่าเรือจึงมิได้จอดเทียบท่าแต่ประการใด โดยปล่อยให้เฉินจิ้งหลิน (陈静林) เจ้าเมืองหนานจิงพร้อมคณะอีกหลายร้อยคนต้องรอเก้ออยู่บนท่าเรือนั้น ครั้นถึงเวลาเย็นจึงค่อยออกมาชื่นชมบรรยากาศอันงดงามของสองฟากฝั่งเรือรวมทั้งสายแม่น้ำแยงซีเกียงที่กว้างใหญ่ดังท้องทะเล

     

    ในขณะนั้นเอง ที่กลางแม่น้ำกลับปรากฏฝูงโลมาน้ำจืดสีขาวไป๋จีผู้งดงามราวกับเป็นเทพธิดาแห่งแม่น้ำแยงซีเกียงไม่มีผิด จนองค์หญิงหย่งชิงเมื่อทอดพระเนตรเห็นเช่นนั้นก็ตื่นเต้นเป็นอันมาก จึงรีบวางกู่ฉินในมือลง จากนั้นวิ่งไปเกาะที่ราวไม้บริเวณหัวเรือจากแล้วพนมมือขึ้นเพื่ออธิษฐานบางอย่างในใจ

     

    ฝ่ายหยางไคเมื่อเห็นภาพที่ถูกฉายซ้ำ ๆ ตรงหน้าอีกครา ก็พานนึกไปถึงลี่หลินซึ่งมีอากัปกิริยาและความงดงามไม่แตกต่างกันเลย

    .. เมื่อเช่นนั้นแล้วแม้สายตาของชายหนุ่มจะเหม่อมองดูภรรยาของตน แต่จิตใจกลับคิดไปถึงเรื่องราวเก่า ๆ ที่ผ่านมาไปเสียอีก!!

     

    ฝ่ายหย่งชิงครั้นลืมตาหันมามองก็เห็นพระสวามีของตนจับจ้องใบหน้าของนางอยู่ จึงรู้สึกเขินอายเป็นอันมาก แล้วถามไปว่า

    “ใบหน้าของน้องมีสิ่งใดติดอยู่หรือท่านพี่ ? ”

     

    หยางไคมิใช่บุรุษเจ้าชู้หลายใจ แต่ที่ผ่านมานั้นก็มีลี่หลินที่คอยช่วยเหลือโดยตลอดไม่ว่าจะทั้งทางตรงหรือทางอ้อม จึงทำให้อนาคตของเขามาไกลได้ถึงเพียง แต่เมื่อได้ยินภรรยาไต่ถามขึ้นมาเช่นนั้นก็รู้สึกผิดส่วนหนึ่ง แล้วจึงตอบไปว่า

    “พี่เพียงคิดถึงสหายผู้หนึ่งเท่านั้นดอก”

     

    องค์หญิงเมื่อได้ฟังก็ทรงเสียพระทัยเล็กน้อย แต่ก็ยังยิ้มแล้วถามแก้เกี้ยวว่า

    “น้องต้องการเล่นอีกสักเพลงหนึ่ง จะได้หรือไม่เจ้าคะ”

     

    ไม่ว่าจะอีกกี่ชาติหยางไคก็มิอาจแสวงหาสตรีที่งดงามและเพียบพร้อมอย่างองค์หญิงหย่งชิงได้อีกเป็นครั้งที่สองอย่างแน่นอน ทั้งสาวน้อยผู้นี้ก็หลงรักทุกอย่างที่เป็นเขาอย่างหมดหัวใจ ตนย่อมไม่คิดจะทำร้ายจิตใจอันบริสุทธิ์เช่นนี้ได้เป็นอันขาด จึงจุมพิตที่หน้าผากของนางแล้วกล่าวว่า

    “เหตุใดจะไม่ได้เล่า เพราะทุกเวลาต่อแต่นี้ของข้าพเจ้า ย่อมเป็นของท่านเพียงผู้เดียวเท่านั้น”

     

    และจากที่องค์หญิงเคยทรงเสียพระทัยไปแต่เมื่อได้ยินคำหวานถึงเพียงนั้นแล้ว บัดนี้ย่อมจะกลับฟื้นสภาพได้ดีดังเดิม ทั้งยังมีใจเสน่หาในตัวของชายหนุ่มยิ่งขึ้นไปอีก จึงเผลอหอมแก้มอันเกลี้ยงเกลาของเขาโดยไม่ตั้งใจ

    ..แล้วจู่ ๆ หยางไคลมหายใจก็พลันรู้สึกเร่งร้อนขึ้นมาอีกครััง จึงโอบกอดเอาร่างบอบบางของหญิงสาวขึ้น แล้วประทับจูบลงไปที่ริมฝีปากน้อย ๆ อีกครั้งพร้อมเอ่ยเบา ๆ ว่า

    “บัดนี้ข้าพเจ้าไม่ต้องการรับประทานข้าวเย็นแล้ว ต้องการรับประทานอย่างอื่นมากกว่า”

     

    กล่าวเพียงเท่านั้นก็หยิบกู่ฉินขึ้นมา แล้วจูงมือกันลงไปก่อนจะถึงเวลาอาหารค่ำด้วยความเต็มใจ..

    ..

    .... ณ เมืองอู่ฮั่น

    ซ่งเจ๋อจิ้นอดีตเจ้าเมืองไคเฟิงซึ่งเป็นหัวเมืองชั้นโท ได้ย้ายมาประจำตำแหน่งเป็นเจ้าเมืองอู่ฮั่นหัวเมืองชั้นเอกตั้งแต่เมื่อ 2 ปีก่อน ครั้นทราบข่าวว่าราชบุตรเขยในฐานะผู้แทนพระองค์จะเดินทางด้วยเรือพระที่นั่งผ่านมาตรวจราชการแผ่นดินเส้นทางนี้ จึงเตรียมการต้อนรับอย่างใหญ่โต 

    เพราะแม้สายข่าวจะรายงานว่า ผู้แทนพระองค์มิได้เทียบท่าตามหัวเมืองตลอดรายทางสักเท่าใดนัก แต่เมืองอู่ฮั่นแห่งนี้ถือเป็นบ้านเกิดของจอหงวนผู้นั้น ย่อมมีโอกาสจะจอดแวะที่ท่าเรือในความดูแลของตนค่อนข้างสูง 

    ..ซึ่งก็เป็นจริงตามที่ท่านเจ้าเมืองคาดการณ์เอาไว้ไม่มีผิด หนำซ้ำราชบุตรเขยยังมีความประสงค์จะแวะไปทำธุระบ้างประการยังหมู่บ้านมู่หยู่ อำเภออู่ชางอีกด้วย

     

    ฝ่ายเจ้าเมืองอู่ฮั่นแม้จะมีอายุที่มากแล้ว แต่ก็ยังกุลีกุจอจัดเตรียมรถม้าและขบวนติดตามเป็นจำนวนมาก แต่หยางไคมินั้นมิได้ต้องการให้เป็นการเอิกเกริกจนเกินไป ทั้งต้องการดำเนินธุระให้แล้วเสร็จเป็นการลับ 

    จึงขอให้ซ่งเจ๋อจิ้นจัดทหารคอยอารักขาเรือพระที่นั่ง พร้อมทั้งพาคนบนเรือไปซื้อข้าวของมาเติมเสบียงอาหารไว้ให้พร้อม ส่วนตนและองค์หญิงพร้อมองครักษ์ทั้งสองจะไปเยือนหมู่บ้านมู่หยู่เป็นการเฉพาะ

    เมื่อหยางไคสั่งการแล้ว ม้าทั้งสามตัวก็วิ่งออกไป

     

    กุบ ๆ ๆ ๆ

    ถึงแม้จะเป็นการวิ่งม้าที่รวดเร็วและมีระยะทางค่อนข้างจะไกลก็ตาม แต่ด้วยลมปราณอาชาที่ถูกปรับแต่งทักษะ#ขี่ม้าเป็นอย่างดีแล้ว จึงทำให้ผู้โดยสารบนอานม้ามิได้มีความลำบากในการนั่งม้าใด ๆ เลยแม้แต่นิดเดียว ทั้งไม่เกิดแรงกระแทกเลยสักครั้งคล้ายดังนั่งอยู่บนปุยเมฆก็ไม่ปาน องค์หญิงน้อยจึงมีความสำราญระหว่างการขี่ม้าในครานี้นัก ทั้งยังเที่ยวชมทิวทัศน์อันตื่นตาตื่นใจด้วยความเพลิดเพลินอย่างที่สุดแล้ว

    และด้วยความเร็วของม้าและปราณอาชาอันสูงล้ำนี้เอง จึงทำให้ม้าประทับซึ่งนั่งกันถึงสองคน กลับวิ่งทิ้งห่างม้าของซุนเหว่ยและจ้าวยู่ร์อย่างไม่เห็นฝุ่น จนวิ่งม้าได้มาถึงเรือนของตนที่แลดูทรุดโทรมลงเนื่องดัวยมิได้มีใครมาดูแลก็มีเศร้าใจอยู่ไม่น้อยเลย แล้วพอหันไปดูเรือนของหลี่ฉวนและยุ่นเอ๋อก็มีสภาพที่ไม่แตกต่างกันก็ยิ่งใจหาย แต่ก็เกรงชาวบ้านจะมาพบเห็นตนเสียก่อน จึงผูกม้าแล้วจับเอามือภรรยาของตนไว้จากนั้นกล่าวว่า

    "องค์หญิงเกาะหลังข้าพเจ้าเอาไว้ให้ดีเถิด"

     

    หย่งชิงย่อมมีความสงสัยในคำกล่าวของสามี แต่ก็ยังพยักหน้ารับคำ

     

    ทันใดนั้นเองหยางไคก็ดึงเอาร่างบาง ๆ เข้ามา แล้วตวัดข้อมือแต่เพียงเบา ๆ ร่างเล็ก ๆ ก็ลอยขึ้นไปอยู่บนแผ่นหลังอันกว้างใหญ่อย่างนิ่มนวล จากนั้นโคจรพลังเพียงเล็กน้อย ร่างของคนทั้งสองก็พุ่งทะยานออกไปด้านหน้าโดยฉับพลัน พร้อมกับการกระโดดขึ้นไปกิ่งไม้อย่างเบาแรง

    เท่านั้นยังไม่พอหยางไคยังสะบัดข้อเท้าจนเกิดการระเบิดเล็ก ๆ ที่เบื้องล่างเพื่อใช้ส่งร่างขึ้นไปบนยอดไม้ แล้ววิ่งบนใบไม้อ่อน ๆ ข้ามไปทีละต้นสองต้นด้วยความรวดเร็วนัก

    เพราะบัดนี้วิชาตัวเบาของหยางไคนั้นได้ถูกยกระดับขึ้นมาเป็นอันมาก แค่เพียงครู่เดียว ทั้งสองก็มาถึงหลุมศพของนางจูรั่วซีผู้เป็นยาย

    ..หลังจากลงจอดอย่างปลอดภัยแล้ว หยางไคได้นำป้ายหินอ่อนแกะสลัก มาตั้งข้าง ๆ ป้ายหลุมศพของนางจูรั่วซีแล้วค่อยทำสักการะที่หน้าหลุมศพแล้วกล่าวขึ้นว่า

    "ยุ่นเอ๋อนั้นน่าสงสารนัก ทั้งก่อนตายก็ยังจากไปด้วยความคับแค้นและน้อยใจเป็นอันมาก ซึ่งนางนั้นมีความรักและเคารพต่อท่านยายเป็นอันมาก บัดนี้หลานจึงได้นำป้ายชื่อของนางมาให้อยู่ใกล้ ๆ กัน"

     

    ฝ่ายองค์หญิงหย่วชิงเมื่อเห็นป้ายชื่อทั้งสองต่างคนต่างแซ่ก็มีความสงสัยนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งแซ่จูของท่านยายซึ่งเป็นแซ่เดียวกับตน! 

    แต่ก็เร่งตัดความฟุ้งซ่านในใจทิ้งเสียก่อนแล้วจึงกัมกราบหลุมศพนี้ในฐานะที่ตนเป็นหลานสะใภ้และอีกฝ่ายเป็นท่านยายซึ่งสามีตนรักใคร่อย่างที่สุดแล้ว

    ....

    .....

    หลังจากทั้งสองกลับลงมาที่พื้นล่างก็เห็นองครักษ์ทั้งสองรออยู่ แต่หยางไคสังเกตดูใบหน้าของคนทั้งคู่นั้นมีความผิดปกติ คล้ายกับว่ามีความไม่สบายใจบางประการจึงสอบถามไปว่า

    "ท่านทั้งสองมีเรื่องกังวลใด ?"

     

    ซุนเหว่ยกับจ้าวยู่ร์คิดเพียงนิด แล้วตอบว่า

    "เมื่อครู่มีชาวบ้านมาสอบถาม แต่ข้าพเจ้าได้บอกปัดและขับไล่ไปแล้ว ก็เกรงราชบุตรเขยจะตำหนิจึงมีความกังวล"

     

    หยางไคนั้นเพียงต้องการเร่งรีบ เพื่อมิให้เป็นการเสียเวลาจึงไม่ต้องการพบปะกับผู้ใดเพียงเท่านั้น แต่มิได้มีเจตนาปกปิดสิ่งใดเลยและมิได้จะคิดตำหนิผู้ใด จึงตบบ่าคนทั้งสองแล้วกล่าวไปว่า

    "เรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้เอง พวกเรารีบเดินทางกลับกันเถิด"

     

    กล่าวเพียงเท่านั้นก็นำผลไม้บางอย่างให้ม้าทั้งสามตัวกินแล้วควบม้ากลับมาถึงเมืองอู่ฮั่นก่อนเวลาเย็น 

    ฝ่ายซ่งเจ๋อจิ้นเจ้าเมืองอู่ฮั่นนั้นได้จัดเตรียมห้องรับรองเอาไว้เป็นจำนวนมากจึงได้เชื้อเชิญให้พักในเมืองก่อนเพื่อเป็นเกียรติ ฝ่ายหยางไคก็ปฏิเสธมิได้จึงตัดสินใจค้างคืนกันบนฝั่งพร้อมด้วยบริวารทั้งปวง พอรุ่งเช้าก็รีบออกเดินทางกันต่อ เพราะเป้าหมายยังอยู่อีกห่างไกล..

    คล้ายกับเรื่องPerfect Area : พลิกดินไต่สวรรค์ ที่คุณอ่าน