'โลกลมปราณ'
ริมเนินเขาชายป่าแห่งหนึ่ง ปรากฏร่างเด็กหญิงคนนึงอายุราวๆ 10 ขวบปี เดินโซซัดโซเซไปมา เสื้อผ้ามอมแมมเต็มไปด้วยรอยฉีกขาดจากการโดนกิ่งไม้เกี่ยว เด็กน้อยผมเผ้ายุ่งเหยิงร่างกายซูบผอม หากเพียงแค่มีสายลมแรงๆพัดผ่าน ร่างของเด็กหญิงคนนี้คงจะปลิวไปตามแรงลมเป็แน่แท้
เด็กหญิงเดินมุ่งหน้าไปเรื่อยโดยไม่รู้จุดหมายใด ภายในห้วงความคิดของเธอ ตอนนี้มีแต่เพียงเื่เดียว คือต้องหนีไปให้ได้เท่านั้น ในขณะที่ตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มที่จะมืดมิด ทำให้ไม่สามารถมองเห็นเส้นทางได้ชัดเจนเท่าใดนัก
ร่างผอมบางเดินเข้าสู่ส่วนลึกของป่าลึกขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วในที่สุดด้วยความอ่อนแรงและความมืดมิดรอบข้าง เด็กหญิงคนนั้นก็สะดุดเข้ากับก้อนหินบนพื้น ทำให้ร่างน้อยกลิ้งไถลลงไปตามความลาดชันของเนินเขาอย่างเร็ว จนเมื่อถึงยังพื้นดินด้านล่างก็นอนแน่นิ่งไปทันที ไม่รู้เป็ตายร้ายดีอย่างไร
‘เวลาผ่านไป 1 ชั่วยาม’
“ อู๊ยยยย.. เจ็บ..”
ร่างเล็กของเด็กหญิงร้องครางออกมาด้วยความเ็ป เธอพยายามลืมตาอันหนักอึ้งขึ้นมา แล้วค่อยๆกรอกตามองสำรวจไปรอบข้าง แต่รอบข้างมีแต่ความมืดมิดมองเห็นอะไรไม่เห็นสักนิดเดียว
“ อูยยย.. ที่ไหนเนี่ย.. อู๊ยย.. เจ็บ.. เราจำได้ว่าขับรถชนท้ายคันอื่นบนถนนแล้วสลบไปนี่น่า.. แล้วทำไมมาอยู่ที่มืดๆแบบนี้ละ.. หรือเราตายไปแล้ว.. คงไม่ใช่หรอกมั้ง ถุงลมนิรภัยมันก็กางออกมานี่น่า”
คำพูดที่เปล่งออกมาจากปากของเด็กหญิง หาใช่คนเดิมที่เคยเป็อีกต่อไป
ใช่แล้ว.. นี่เป็เสียงของบุษยา นักธุรกิจสาวที่เพิ่งประสบอุบัติเหตุรถชนนั่นเอง เหตุใดเธอถึงมาฟื้นขึ้นในร่างของเด็กน้อยคนนี้ไม่มีใครรู้ได้ บุษยาตอนนี้ยังไม่มีสติครบถ้วนดีนัก เธอพยายามเรียบเรียงความคิดตนเอง แต่ก็ทำได้อย่างยากเย็นยิ่งนัก สงสัยอาการาเ็มันคงสาหัสกว่าที่เธอคิดไว้มาก
บุษยานอนนิ่งแทบไม่ไหวติง สมองอันปราดเปรื่องพยายามปะติดปะต่อเื่ราวที่เกิดขึ้น
แล้วทันใดนั้นเอง.. เธอก็รู้สึกปวดหัวเหมือนจะะเิออกมา เมื่อมีความทรงจำนึงวิ่งพรูเข้าไปสู่สมองของเธอ ดั่งสายน้ำเชี่ยวที่ไม่สามารถหยุดได้
“ อ๊ากๆๆ..”
บุษยาคิดว่าตนเองกรีดร้องเสียงดังด้วยความเ็ป แต่กลับแทบไม่มีเสียงแปร่งออกมาจากปาก ร่างกายหนักอึ้งไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เลย
เวลาแห่งความทรมาณผ่านไปไม่นาน ความเ็ปในส่วนลึกของสมองก็หายไป บุษยานอนนิ่งเรียบเรียงความทรงจำที่เพิ่งผ่านเข้ามา
‘อะไรกัน ทำไมฉันถึงได้รู้สึกว่าตัวเองเป็คนอื่นละ'่
‘นี่เราคงตายจากภพที่เราเคยอยู่แล้วสินะ.. แล้วทำไมแทนที่จะไปลงนรกหรือขึ้น์ ิญญาของเรากลับมาเข้าร่างนี้ในอีกโลกนึงงั้นหรือ’
บุษยาคิดในใจด้วยความมึนงง หรือนี่จะเป็โลกคู่ขนาน หรือย้อนอดีตนั้นเธอก็ไม่อาจรู้ได้
‘ความทรงจำเมื่อกี้ เป็ของเด็กผู้หญิงคนนึงนี่นา’
บุษยาเรียบเรียงความทรงจำ จนได้รู้ว่าเ้าของร่างนี้เดิมเป็เด็กหญิงอายุ 10 ปี ชื่อว่า “จ้าวซิ่วอิง” อาศัยอยู่กับพ่อ แม่ และน้องสาววัย 5 ขวบ ในหมู่บ้านเล็กๆชายป่าแห่งนึง
วันนี้ขณะที่เด็กน้อยซิ่วอิงกลับจากหาสมุนไพรในป่า ขณะกำลังจะเดินเข้าหมู่บ้าน เธอเห็นหมู่บ้านของเธอถูกโจรป่าเข้าปล้น และฆ่าทุกคนที่ขัดขืนทิ้งอย่างเืเย็น ด้วยความกลัวเด็กน้อยซิ่วอิงได้แต่แอบดูอยู่หลังพุ่มไม้ ภาพที่เห็นคนในหมู่บ้านถูกฆ่า ทำให้ซิ่วอิงตกตะลึงอย่างมาก
แต่ด้วยความทีซิ่วอิงเป็เด็กที่เข้มแข็งอยู่แล้ว เมื่อพบเจอเหตุการณ์เลวร้ายอยู่ตรงหน้า ถึงจะหวาดกลัวจนตัวสั่นเทา แต่เธอก็พยายามเก็บมันเอาไว้ไม่เเสดงอาการออกมา ก่อนจะค่อยๆเดินหันหลังหนีออกไปทันที เธอคิดว่าต้องรอให้ค่ำก่อน แล้วค่อยกลับเข้าหมู่บ้านไปดูพ่อแม่และน้องสาว
แต่ขณะที่กำลังเดินหนีนั่นเอง พวกโจรคนนึงก็หันมาเห็นเข้า แล้วร้องะโเรียกขึ้นมาด้วยเสียงอันดังลั่น ด้วยความใซิ่วอิงจึงวิ่งหนีเข้าไปในป่า พวกโจรก็ไล่ตามไม่ลดละ ทำให้ซิ่วอิงหนีเตลิดเข้าไปในป่าอย่างไร้จุดหมาย
เวลาผ่านมาจนฟ้ามืด ด้วยความเหนื่อยล้าและหิวโหย มันถาถมเข้าใส่เด็กหญิงตัวน้อยวัย 10 ขวบปี แต่เพราะเธอเป็คนที่มีจิตใจเข้มเเข็ง ถึงแม้ร่างกายจะอ่อนแรง เธอก็สามารถหลบหนีจนมีชีวิตรอดจากพวกโจรมาได้
แต่แล้ว ในที่สุดเธอก็หมดเรี่ยวแรง อีกทั้งเพราะความมืดของป่าจึงสะดุดก้อนหินกลิ้งตกเขาลงมา ด้วยร่างกายที่อ่อนแรง บวกกับแรงกระแทกจากการตกเขา ทำให้ซิ่วอิงเด็กน้อยที่น่าสงสารจบชีวิตไปอย่างนั้น ซึ่งเป็เวลาเดียวกับที่ิญญาของบุษยา เข้ามาสวมร่างแทนเด็กน้อยซิ่วอิงในตอนนี้นั่นเอง
เมื่อหลอมรวมความทรงจำเข้ากับเ้าของร่างเดิมเรียบร้อย บุษยาถึงกับน้ำตาไหลพราก ด้วยความสงสารเด็กน้อยซิ่วอิงคนนี้ยิ่งนัก ก่อนที่เธอจะสลบไสลลงไปอีกครั้ง เพราะความเ็ปจากพิษาแของร่างนี้
‘เวลาผ่านไปหลายวัน’
ภายในถ้ำบนยอดเขาสูงเสียดฟ้าแห่งหนึ่ง เมื่อแสงแดดยามบ่ายสาดส่องลอดเพดานถ้ำลงมา ปรากฏร่างเล็กๆผอมบาง เสื้อผ้าขาดวิ่นร่างนึงนอนนิ่งอยู่ ครู่นึงเมื่อแสงแดดเริ่มสาดส่องกระทบ ร่างน้อยๆก็ค่อยๆขยับตัว พร้อมกับเปลือกตาเ้าของร่างค่อยๆกลอกไปมา นี่คือร่างของจ้าวซิ่วอิงเด็กหญิงตัวน้อยที่เสียชีวิต และจิติญญาของบุษยาเข้ามาแทนที่นั่นเอง
บุษยาได้สติขึ้นมาจึงพยายามลืมตาขึ้นช้าๆ เมื่อปรับสภาพการมองเห็นได้เเล้ว เธอก็มองไปรอบๆเห็นแต่ผนังหิน พบว่าตอนนี้เธอนอนอยู่ภายในถ้ำแห่งหนึ่ง ซึ่งเธอเองก็ไม่รู้ว่ามันคือที่ไหน แต่ที่แน่ๆถึงตอนนี้เธอยังมีชีวิตอยู่แน่นอน
ขณะที่ขยับตัวไปมา บุษยามีความรู้สึกว่าความเ็ปที่เคยมีมันหายไปหมดแล้ว รวมถึงความเหนื่อยล้าก็หายไปเช่นกัน เธอจึงมองสำรวจร่างกายที่ิญญาตนเข้ามาแทนที่ พบว่าเป็ร่างของเด็กผู้หญิงผอมบางแขนขาเรียวเล็ก ยังดีที่ตอนนี้าแที่เคยมีมากมายมันหายไปหมดแล้ว
บุษยาพยายามนึกถึงเื่ราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ จากที่เธอจำได้ล่าสุดคือ ขณะที่เธอกำลังขับรถกลับบ้านก็เกิดอุบัติเหตุ แล้วิญญาของเธอข้ามภพมาสวมร่างของเด็กหญิงซิ่วอิงที่เพิ่งตกเขาตายไป จากนั้นเธอก็หมดสติลง
ครั้งแรกที่ฟื้นขึ้นมา เธอคิดว่าอาจจะเป็แค่ความฝัน แต่เมื่อฟื้นขึ้นมาเป็ครั้งที่สอง สภาพทุกอย่างในตอนนี้ทำให้บุษยาเชื่อแล้วว่า นี่ไม่ได้เป็เพียงความฝันอีกต่อไป
เมื่อนึกถึงเื่ราวของเด็กน้อยซิ่วอิงเ้าของร่าง บุษยาก็เอ่ยกับตัวเองออกมา
‘เอาเถอะ..ไหนๆ์ก็ให้โอกาสเราอีกครั้ง มาสู้ให้มันสุดๆไปเลยก็แล้วกัน’
บุษยาพูดอย่างคนที่ทำใจยอมรับทุกอย่างได้แล้ว แต่ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกเจ็บแปล๊บในสมองของตนเอง ก่อนจะเปลี่ยนเป็ความรู้สึกเศร้าสร้อยโหยหา เธอรู้ได้ในทันทีว่านี่คงเป็ความรู้สึกส่วนลึกของร่างนี้
‘อืมม.. ซิ่วอิงไหนๆฉันก็มาอาศัยร่างของเธอแล้ว เื่ครอบครัวของเธอไม่ต้องเป็ห่วง ฉันจะดูแลให้เองก็แล้วกัน.. ฉันสัญญา’
บุษยาคิดขึ้นในใจ พลันมีสายลมเย็นๆพัดผ่านตัวเธอไป เหมือนกับซิ่วอิงเด็กน้อยเ้าของร่างจะรับรู้ แล้วความรู้สึกหน่วงๆในหัวใจก็หายไปทันที
‘ว่าแต่.. ที่นี่มันคือที่ไหนกัน.. แล้วเรามาอยู่ที่ได้ยังไง’
บุษยาคิดในใจด้วยความสงสัย จากนั้นเธอก็ค่อยๆลุกขึ้นยืนช้าๆ ก่อนจะเดินตามแสงสว่างจนมาหยุดอยู่ที่ปากถ้ำ เมื่อมองออกไปด้านนอก พบว่าถ้ำที่เธออยู่นั้นมีเมฆสีขาวล้อมรอบ ที่แห่งนี้ต้องอยู่บนูเาใหญ่ซึ่งสูงจากพื้นดินมากนัก บุษยาคิดแล้วก็ต้องใว่าเธอมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร
ในระหว่างที่เธอกำลังยืนหลับตาครุ่นคิดอยู่นั้น หารู้ไม่ว่าที่ห่างออกไปจากปากถ้ำเล็กน้อย กลับมีสัตว์อสูรขนาดใหญ่ตัวนึง กำลังพุ่งกระโจนมุ่งหน้ามาทางถ้ำแห่งนี้ด้วยความเร็ว แล้วไม่นานมันก็มาถึงยังปากถ้ำ ในขณะที่บุษยาในร่างเด็กหญิง ยืนหลับตานิ่งไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อย
‘โฮกกกก’
เสียงคำรามของสัตว์อสูรทำให้บุษยารู้สึกตัวขึ้นมา เมื่อมองไปยังต้นเสียงก็ต้องยืนนิ่งอ้าปากค้าง ด้วยความใอย่างสุดขีด เมื่อเห็นร่างเสือขาวตัวใหญ่มหึมาตัวนึง ยืนแยกเขี้ยวจ้องเขม็งมาที่ตนเอง ร่างเล็กสั่นกระตุกแขนขาเกร็ง ไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้เลย
‘อะไรกัน.. เราเพิ่งมีชีวิตใหม่ได้เพียงไม่กี่วันเอง จะตายอีกแล้วเหรอนี่’
‘ไม่ๆๆๆ’
บุษยาได้แต่ร่ำร้องอยู่ภายในใจด้วยความตื่นตลึง สมองไม่สั่งการให้ต่อสู้หรือหลบหนีแม้แต่น้อย
……………………………………………