ตอนพิเศษ 4 ภาคหมอดูเทวดา
ตอนที่ 1
หลังจากที่ไป่หลิงกลับจากแคว้นชิตันและได้อยู่กับท่านเสนาฯได้เพียงสามวัน ฝ่าบาทก็มีรับสั่งให้ท่านเสนาฯและแม่ทัพธงอี่เดินทางไปลู่ผิงเพื่อช่วยบรรเทาทุกข์ภัยน้ำท่วมพร้อมกับให้คุมเสบียงเพื่อนำไปแจกให้กับชาวบ้านที่ประสบภัยครั้งนี้
“เดินทางปลอดภัยนะคะ ท่านพี่” ไป่หลิงกล่าวลา
ท่านเสนาฯกอดภรรยาและกล่าวว่า “พี่ขอโทษที่ไม่ค่อยได้อยู่กับเจ้า เมื่อเสร็จงาน พี่จะรีบกลับบ้านให้เร็วที่สุดนะ ไป่หลิง”
“ท่านพี่ อย่าได้กังวล ท่านพี่เดินทางไปเพื่อช่วยเหลือชาวประชา ข้าภูมิใจในตัวท่านพี่ค่ะ” ไป่หลิงกล่าวจากใจ
ท่านเสนาฯจูบหน้าผาก แล้วคุกเข่ากระซิบบอกลูกชายให้ดูแลท่านแม่และท่านย่าให้ดี ให้สมกับเป็นลูกผู้ชายที่ต้องปกป้องผู้หญิง
จากนั้นท่านเสนาฯก็ลุกขึ้นคารวะท่านแม่ พร้อมกับรีบขี่ม้าเพื่อเตรียมออกเดินทาง
ท่านด้านธงอี่ก็ไม่แพ้กัน หลังจากกอดลูกชายคนโต เขาคุกเข่าแล้วคุยกับลูกในท้องของต่งหนาน ซึ่งขณะนี้นางตั้งครรภ์ได้สองเดือนแล้ว ต่งหนานน้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว เพราะธงอี่เพิ่งกลับมาไม่นานเอง ก็ต้องเดินทางไปลู่ผิงอีกแล้ว
ธงอี่รีบลุกขึ้น แล้วช่วยเช็ดน้ำตาให้ภรรยาพร้อมกับกอดอย่างทะนุถนอม “อย่าร้องเลยนะคนดี ข้าสัญญาจะรีบกลับมาหาเจ้า”
“ถึงข้าจะคิดถึงเจ้ามากนะธงอี่ แต่ข้าก็ภูมิใจในตัวเจ้ามาก ที่เจ้าได้ช่วยเหลือชาวบ้านที่ทุกข์ร้อน ข้าเอาใจช่วยเจ้าก็แล้วกัน รักษาตัวด้วยนะธงอี่” ต่งหนานกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ธงอี่ละจากภรรยาด้วยความจำใจ แล้วหันไปคารวะท่านพ่อตา จากนั้นก็กระซิบอะไรบางอย่างกับท่านรองแม่ทัพ ธงอี่รอจนท่านรองแม่ทัพพยักหน้ารับคำ จึงรีบขี่ม้าออกเดินทางทันที
ไป่หลิงเดินไปหาต่งหนานแล้วยืนมองขบวนรถม้าที่บรรทุกเสบียงไปเต็มคันรถ พวกนางก็ได้แต่หวังว่าจะไม่มีโจรผู้ร้ายที่มาคอยปล้นเสบียงและซ้ำเติมชาวบ้านตาดำๆ
*********************************
สองวันต่อมา ณ จวนแม่ทัพธงอี่
“อ้าว ท่านป้า มีอะไรหรือเปล่าคะ ทำไมมาหาข้าแต่เช้า” ต่งหนานแปลกใจ
“ไป่หลิง อยู่กับเจ้าหรือเปล่า ต่งหนาน” แม่สามีของไป่หลิงถามอย่างมีความหวัง
“เปล่านี่คะ ข้าไม่ได้เจอนางมาสองวันแล้ว นี่นางหายตัวไปหรอคะ” ต่งหนานตกใจ
“ใช่แล้วล่ะ เมื่อสองวันที่แล้ว ไป่หลิงเดินทางไปรักษาชาวบ้านที่หลังเขา ป่านนี้ยังไม่กลับมาเลย ตอนแรกข้าก็นึกว่านางคงค้างอยู่ที่นั่นเพื่อทำการรักษาชาวบ้าน แต่พอข้าส่งพ่อบ้านเดินทางไปสอบถามชาวบ้านแถวนั้น พวกเขาก็บอกว่าไป่หลิงเดินทางกลับทันทีหลังจากรักษาเสร็จ” แม่สามีของไป่หลิงเล่า
“งั้นพวกเรารีบไปแจ้งที่ว่าการอำเภอเถอะค่ะ ท่านป้า” ต่งหนานกล่าว
“งั้นรีบไปกันเถอะ” แม่สามีเดินไปพร้อมกับต่งหนาน
ต่งหนานเลยฝากลูกชายคนโตไว้ที่จวนท่านอำมาตย์ แล้วพาท่านป้าหรือแม่ย่าของไป่หลิงไปแจ้งความที่จวนผู้ว่าฯทันที
*********************************
ณ จวนผู้ว่าการอำเภอ
“อ้าว ท่านรองแม่ทัพ เหตุใดท่านถึงอยู่ที่นี่ด้วยล่ะ” ต่งหนานแปลกใจ
“ข้ามาส่งหนังสือให้กับท่านผู้ว่าฯ น่ะ แล้วท่านทั้งสองล่ะ ทำไมถึงมาที่นี่” ท่านรองแม่ทัพสงสัย
“ลูกสะใภ้ป้าหายตัวไปสองวันแล้ว ป่านนี้ยังไม่กลับมาเลย ป้าเป็นห่วงนางจริงๆ” แม่สามีไป่หลิงกล่าว
“ไหนๆก็ไหนๆแล้ว เดี๋ยวข้าช่วยออกตามหาด้วยอีกแรงก็แล้วกัน” ท่านรองแม่ทัพรับปากกับธงอี่แล้วว่าจะช่วยดูแลต่งหนานและไป่หลิงให้ เลยรีบอาสาให้ความช่วยเหลือ
ดังนั้นทั้งมือปราบจากจวนผู้ว่าฯและทีมทหารของท่านรองแม่ทัพฯก็รีบพากันช่วยออกตามหาไป่หลิงแทบพลิกแผ่นดิน หนึ่งวันผ่านไปก็ยังหาตัวนางไม่เจอ
ด้วยความที่ท่านป้าเป็นห่วงลูกสะใภ้มาก และทางการก็ไม่อาจหาตัวไป่หลิงเจอ นางจำต้องพึ่งพาหมอดู ดังนั้นนางจึงเชิญหมอดูสาวมาที่จวนผู้ว่าฯด้วย
“ท่านป้า! ท่านพานางมาทำไม” ท่านรองแม่ทัพกล่าว
“นั่นสิคะ ท่านป้า” ต่งหนานสงสัยเช่นกัน
“ท่านนี้คือ สุ่ยเชี่ย นางเป็นหมอดูที่แม่นที่สุด ครั้งที่แล้วนางได้ทำนายว่าไป่หลิงจะเกิดภัย เลยมอบป้ายหยกให้ไป่หลิงห้อยติดตัวไว้ ซึ่งไป่หลิงก็บอกกับป้าเองว่า เพราะป้ายหยกนี้ถึงช่วยชีวิตของนางได้” แม่สามีไป่หลิงเล่า
“แต่หมอดูก็คู่กับหมอเดานะท่านป้า” ท่านรองแม่ทัพไม่เชื่อเรื่องดวง และไม่ถูกชะตากับสุ่ยเชี่ย
“ใช่ครับท่านป้า เรื่องความเป็นความตายแบบนี้เราจะมาเชื่อแบบสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้นะ” มือปราบกล่าว
“แต่ว่า…” แม่สามีไป่หลิงกล่าวไม่จบ หมอดูสาวก็รีบพูดตัดบท
“ไม่เป็นไรค่ะท่านป้า ในเมื่อพวกเขาไม่เชื่อ พวกเราก็ไม่ควรบังคับให้เขาเชื่อ งั้นข้าขอตัวกลับก่อน” หมอดูสาวจึงเดินออกไปจากจวนทันที
“ช้าก่อน ท่านหมอ ได้โปรดช่วยข้าตามหาไป่หลิงด้วยเถิด ข้าจะลองเชื่อท่านดูสักครั้ง” ต่งหนานคิดว่าลองเชื่อสักครั้งก็ไม่เสียหลาย
หมอดูสาวสุ่ยเชี่ยจึงเดินตามต่งหนานไปที่ห้องรับรองของจวนผู้ว่าฯ โดยมีแม่ท่านเสนาฯเดินตามมาด้วย
ส่วนฝ่ายชายที่ไม่เชื่อเรื่องดวงจึงรีบออกเดินทางไปตามหาไป่หลิงต่อไป
“เป็นอย่างไรบ้างท่านหมอ” แม่สามีไป่หลิงถาม
“ไป่หลิงอยู่หลังเขา ห่างจากตัวเมืองไม่ไกลมาก และตอนนี้นางปลอดภัยดี” หมอดูสาวทำนายจากวันเดือนปีเกิดของไป่หลิง โยนเหรียญสองเหรียญและนั่งนับนิ้ว
“งั้นข้าจะติดตามท่านออกตามหาไป่หลิงด้วย” ต่งหนานกล่าวอย่างมุ่งมั่น
“แต่ท่านตั้งครรภ์อยู่ไม่ใช่หรือ หนทางมันไกลมากนะ” หมอดูสาวเป็นห่วง
“ข้าเป็นห่วงไป่หลิงจริงๆ ขอข้าไปด้วยเถิด” ต่งหนานขอร้อง
“อย่างนั้นก็ได้ งั้นพวกเรารีบไปกันเถอะ” หมอดูสาวเลยรีบพาต่งหนานออกตามหาไป่หลิง
“ป้าฝากด้วยนะต่งหนาน ท่านหมอ” แม่สามีไป่หลิงรู้สึกมีความหวัง
“รับรองค่ะ ว่าไป่หลิงต้องปลอดภัย” หมอดูสาวกล่าวอย่างมั่นใจ
ต่งหนานกับท่านหมอสุ่ยเชี่ยจึงออกเดินทางตามหาไป่หลิง โดยเดินทางตามคำทำนาย ซึ่งเป็นคนละเส้นทางกับทีมทหารและมือปราบ
*********************************
ณ หลังเขา ที่หน้าถ้ำแห่งหนึ่ง
“มาประลองกันเดี๋ยวนี้นะ ไป่หลิง ท่านฆ่าพ่อข้า ข้าจะแก้แค้นท่าน” เด็กสาวถือกระบี่เตรียมประลองกับไป่หลิง
“ข้าไม่ได้ฆ่าพ่อเจ้า ข้าบอกเจ้ากี่ครั้งแล้ว” ไป่หลิงรู้สึกเหมือนกรรมตามสนอง ที่นางเคยปรักปรำท่านเสนาฯ ในตอนนี้นางเองก็ถูกปรักปรำ
“ไม่จริง! เจ้าไม่ต้องมาแก้ตัว รีบจับกระบี่เดี๋ยวนี้” เด็กสาวชี้ให้ไป่หลิงจับกระบี่ที่วางอยู่ที่พื้น
“แล้วทำไมเจ้าไม่ฆ่าข้าเลยล่ะ ทำไมต้องประลองอีก” ไป่หลิงสงสัย
“ข้าไม่อยากลอบฆ่าใคร ข้าจะให้โอกาสผู้ต่อสู้เสมอ” เด็กสาวกล่าว
“นี่เจ้าอายุเท่าไหร่แล้ว” ไป่หลิงแอบยิ้มกับความคิดเด็กสาว
“ข้าอายุ 13 ปี ถามทำไม” เด็กสาวสงสัย
“นี่เจ้าก็คงจะเก่งวรยุทธ์มากเลยสินะ อายุเพียงเท่านี้ก็เที่ยวท้าประลองคนไปทั่ว” ไป่หลิงกล่าว
“ข้าเพิ่งเคยท้าประลองกับเจ้าเป็นคนแรกต่างหาก” เด็กสาวกล่าว
“แน่ใจนะว่าจะสู้กับข้า” ไป่หลิงถามยิ้มๆ
“ข้ายอมสู้ตายกับเจ้า ตายซะเถอะ” เด็กสาวดึงกระบี่ออกจากฝัก
เด็กสาวถือกระบี่วิ่งมุ่งตรงหมายจะฟาดฟันไป่หลิง แต่ทว่า ไป่หลิงเพียงแค่ก้าวหลบเท่านั้น เด็กสาวก็เสียหลักล้มไม่เป็นท่า โดยที่ไป่หลิงยังไม่ได้ทำอะไรเลยด้วยซ้ำ แต่ด้วยความมุ่งมั่นของเด็กสาว นางก็ลุกขึ้นมาใหม่ แล้ววิ่งไปฟันไป่หลิงอีก ไป่หลิงเพียงพลิกตัวหลบ เด็กสาวก็ล้มหน้าคะมำอีกครั้ง
ไป่หลิงนั่งดูอาการที่เด็กสาวล้มจนหอบ แล้วถามว่า “นี่เจ้าชื่ออะไรน่ะ”
“ข้าชื่อเจินผิง” เด็กสาวตอบทั้งๆที่นั่งหอบ
“พักก่อนมั้ยล่ะ” ไป่หลิงกล่าวยิ้มๆ
“ไม่ ข้ายังไหว” เด็กสาวเช็ดเหงื่อ
เจินผิงจึงลุกขึ้นมาต่อสู้กับไป่หลิงอีก แต่คราวนี้ไป่หลิงใช้สันมือกระแทกที่ข้อมือของเด็ก แล้วทำให้กระบี่หลุดมือเด็กอย่างง่ายดาย ไป่หลิงรู้ดีว่าเจินผิงไม่เป็นวรยุทธ์แม้แต่นิดเดียว นางเลยทิ้งกระบี่แล้วต่อสู้กับเจินผิงแบบไร้อาวุธ
การต่อสู้ครั้งนี้ ไป่หลิงแทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย แค่นางผลักหน้าผากเด็ก เจินผิงก็ไม่อาจถึงตัวไป่หลิงได้ เจินผิงต่อยอากาศไม่โดนตัวไป่หลิงสักนิด ไป่หลิงจึงผลักให้เด็กน้อยล้มแล้วเริ่มใหม่
พอทั้งสองตั้งหลักต่อสู้กันใหม่ เจินผิงรีบโจมตีไป่หลิง ไป่หลิงแกล้งขัดขานาง ก็ทำให้เด็กสาวล้มไม่เป็นท่า
“ยอมแพ้เถอะ เจ้าสู้ข้าไม่ได้หรอก” ไป่หลิงกล่าวเพราะเริ่มสงสาร
“ไม่ ข้าจะแก้แค้นให้พ่อ ฮือ ฮือ” เจินผิงร้องไห้
“ข้าโอ๋เด็กไม่เป็นเสียด้วยสิ” ไป่หลิงกล่าวอย่างเย็นชา
“นี่เจ้า รังแกเด็กหรอ ไป่หลิง” ต่งหนานรีบถามเพราะเห็นการประลองระหว่างไป่หลิงกับเด็กสาว
“ต่งหนาน เจ้าหาข้าเจอได้ยังไง” ไป่หลิงยิ้มดีใจที่เห็นต่งหนาน
“หมอดูท่านนี้ ทำนายไว้น่ะสิ” ต่งหนานกล่าว
“ท่านช่างดูดวงแม่นยิ่งนัก ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนหาข้าเจอ” ไป่หลิงกล่าว
“มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมเจ้าถึงมาอยู่กับเด็กสาวผู้นี้” ต่งหนานสงสัย
“นางชื่อเจินผิง นางกล่าวหาว่าข้าฆ่าพ่อของนาง เลยจะประลองกับข้าเพื่อแก้แค้นให้พ่อ แต่นางไม่เป็นวรยุทธ์เลยสักนิด และข้าก็ให้โอกาสนางประลองหลายครั้งแล้ว นางก็สู้ข้าไม่ได้สักที” ไป่หลิงกล่าว
“ให้ข้าคุยกับนางเองเถอะ ไป่หลิง ข้ามีวิธีทำให้นางหยุดแก้แค้น” หมอดูสุ่ยเชี่ยกล่าว
“งั้นเชิญเถอะท่าน” ไป่หลิงกล่าว
หมอดูสาวสุ่ยเชี่ยคุกเข่าข้างเด็กสาวที่นั่งร้องไห้ “เจ้าคงเสียใจที่แก้แค้นนางมารไป่หลิงไม่ได้สินะ”
“ข้าไม่เป็นวรยุทธ์ ข้าไม่อาจแก้แค้นให้พ่อข้าได้” เจินผิงกล่าวทั้งๆที่ร้องไห้
“แต่นางไม่ได้ฆ่าพ่อเจ้าหรอก เพราะนางไม่เคยฆ่าใครสักคน” หมอดูสาวกล่าว
“ไม่จริง ก็ชาวบ้านแถวนั้นบอกข้าว่านางมารไป่หลิงเป็นคนฆ่าพ่อของข้าตาย” เจินผิงไม่เชื่อ
“มันเป็นเพียงแค่ข่าวลือเท่านั้น ไป่หลิงนางเป็นลูกสาวของหมอเทวดา แม้ว่านางจะฝึกวรยุทธ์เพื่อแก้แค้นคนที่ฆ่าพ่อเหมือนกับเจ้า แต่สุดท้ายแล้วนางก็ไม่เคยฆ่าใครเลยสักคน เพราะจรรยาบรรณแพทย์มันซึมลึกในตัวนางมาก” หมอดูสาวกล่าว
“เอ่อ ท่านหมอ ทำไมถึงรู้เรื่องราวของข้าละเอียดอย่างนั้นล่ะ” ไป่หลิงสงสัย
“แม่สามีท่าน นำวันเดือนปีเกิดของท่านมาให้ข้าทำนายน่ะสิ” หมอดูสาวกล่าว
“มันก็เป็นเพียงแค่คำทำนายเท่านั้น ข้าไม่เชื่อท่านหรอก” เจินผิงไม่ยอมเชื่อ
“ดูจากโหงวเฮ้งของเจ้าแล้ว เจ้าไม่ใช่คนกำพร้าพ่อ พ่อเจ้ายังไม่ตาย” หมอดูสาวกล่าว
“ข้าไม่เชื่อ ท่านเป็นหมอดูจอมหลอกลวง” เจินผิงกล่าว
“งั้นข้าจะเขียนแผนที่ให้เจ้า หากเจ้าอยากพิสูจน์ ก็ไปตามเส้นทางที่บอกไว้ แล้วเจ้าจะได้เจอพ่อของตัวเอง แต่ถ้าเจ้าไม่เชื่อ เจ้าก็นำไปเผาทิ้งได้เลย ข้าไม่ว่าเจ้าหรอก เอาล่ะ ตอนนี้ข้าขอพาตัวไป่หลิงกลับก่อนนะ ลาก่อน” หมอดูสาวกล่าว
“พวกเราจะปล่อยเด็กไว้ที่นี่ มันจะดีหรอคะ” ต่งหนานสงสารเด็ก
“อย่าพานางไปเลย นางเป็นคนเย่อหยิ่ง พอไปถึงจวนผู้ว่าฯ นางอาจสารภาพว่าเป็นคนลักพาตัวข้ามา นางอาจติดคุกได้” ไป่หลิงรู้ใจเด็กสาวดี เพราะรู้สึกว่าเจินผิงมีนิสัยเหมือนตัวเอง
“ที่แท้เจ้าก็สงสารนาง ไม่อยากให้นางติดคุกล่ะสิ” ต่งหนานกล่าว
“ข้าเห็นใจนาง ข้าเคยมีชีวิตอยู่เพื่อการแก้แค้นแบบนาง แต่ก็ตามที่หมอดูท่านบอกล่ะนะ ข้าไม่เคยฆ่าใคร ฉายาของข้า มันก็เป็นเพียงแค่คำเล่าลือเท่านั้น” ไป่หลิงกล่าว
หมอดูสาวเดินนำหน้า แล้วอยู่ดีๆนางก็รู้สึกหน้ามืดจนไป่หลิงและต่งหนานต้องช่วยกันประคองไว้
ไป่หลิงแอบจับชีพจรของหมอดูสาว แต่ก็ต้องเก็บงำไว้ในใจ เพราะหมอดูสาวรีบตั้งสติแล้วรีบดึงมือออกทันที
“ข้าไม่เป็นอะไรแล้วขอบคุณมาก” หมอดูสาวกลัวผู้อื่นล่วงรู้อาการของนาง
“พักก่อนดีมั้ย ดูท่านอาจจะเหนื่อย” ต่งหนานกล่าว
“ไม่เป็นไรค่ะ พวกเรารีบกลับกันเถอะ” หมอดูสาวกล่าว
ทั้งสามสาวจึงปล่อยให้เด็กสาวเจินผิงอยู่ในป่าตามลำพัง เพราะรู้แก่ใจดีว่านางไม่เชื่อคำทำนายและไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากศัตรูอย่างเด็ดขาด
*********************************
ทั้งสามสาวเดินทางมาถึงที่จวนผู้ว่าฯ ก็พากันเห็นทีมพวกผู้ชายมีสีหน้ากังวลเพราะตามหาไป่หลิงไม่เจอ แต่พอไป่หลังกลับมาพร้อมกับหมอดูสาว ก็พากันเสียหน้าไปตามๆกัน
แม่สามีวิ่งมากอดลูกสะใภ้อย่างเป็นห่วงเป็นใย
“ไปไหนมาน่ะไป่หลิง รู้มั้ยแม่เป็นห่วงลูกมากเลยนะ” แม่สามีดีใจทั้งน้ำตา
“เอ่อ คือ ลูกหลงทางค่ะ โชคดีที่เจอท่านหมอและต่งหนานพอดี” ไป่หลิงพยายามปกปิดเรื่องลักพาตัว
“ลูกไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว พวกเรารีบกลับบ้านกันเถอะ” แม่สามีกล่าวและรีบปาดน้ำตา
หมอดูสาวคารวะให้กับแม่สามีของไป่หลิงและท่านผู้ว่าฯ แล้วนางก็ยิ้มเยาะเย้ยให้กับท่านรองแม่ทัพ เพราะนางกับท่านรองแม่ทัพไม่ถูกกัน
ไป่หลิงขออนุญาตแม่สามีไปส่งต่งหนานที่จวนก่อน แล้วจะรีบมุ่งตรงกลับบ้านทันที
ไป่หลิงพาต่งหนานไปรับลูกชาย แล้วรีบพานางกลับจวนแม่ทัพธงอี่
“เจ้าไม่ได้กลับบ้านมาสามวันแล้ว รีบกลับบ้านเถอะ ไม่เห็นต้องมาส่งข้าถึงที่นี่เลย” ต่งหนานกล่าว
“เจ้ากำลังตั้งครรภ์อยู่นะ ยังลำบากออกตามหาข้าอีก” ไป่หลิงซึ้งใจ
“ก็พวกเราเป็นเพื่อนกันนี่ ข้าเป็นห่วงเจ้ามากเลยรู้มั้ย” ต่งหนานกล่าว
“ขอบใจมาก งั้นเจ้ารีบพักผ่อนเถอะ” ไป่หลิงกล่าว
“ช้าก่อน ไป่หลิง ข้าเห็นเจ้าแอบจับชีพจรท่านหมอดูด้วย นางเป็นอะไรกันแน่” ต่งหนานกล่าว
“ไม่มีอะไรหรอก” ไป่หลิงยังไม่อยากเปิดเผย
“ข้าเป็นเพื่อนเจ้ามาหลายปีแล้วนะ ข้าดูเจ้าออกแล้ว จากสีหน้าเจ้า แสดงว่านางเป็นโรคร้ายใช่หรือไม่” ต่งหนานกล่าว
“อื้อ ใช่แล้วล่ะ อีกสามเดือนนางอาจตายได้” ไป่หลิงกล่าว
“มีหนทางรักษาหรือไม่” ต่งหนานเป็นห่วงหมอดูสาว
“ข้าขออ่านตำราของท่านพ่อก่อนก็แล้วกัน” ไป่หลิงกล่าวเพราะท่านหมอดูเป็นโรคหายาก น้อยคนจะเป็น
“ท่านหมอดูสุ่ยเชี่ยเป็นคนดี เจ้าต้องช่วยนางให้ได้นะไป่หลิง” ต่งหนานสงสารหมอดูสาวและเข้าใจความรู้สึกของนางดี
“อื้อ ข้ารู้แล้ว เจ้าไปพักผ่อนได้แล้วล่ะ” ไป่หลิงกล่าว
ไป่หลิงเดินกลับไปจวนท่านเสนาฯ ด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด เพราะโรคที่สุ่ยเชี่ยเป็นนั้นเป็นโรคร้ายแรงจริงๆ และคาดว่านางคงแกล้งแสดงออกว่าตัวเองแข็งแรง ทั้งๆที่ความจริงแล้วร่างกายของนางอ่อนแอมาก
เดินไปได้สักพักไป่หลิงก็นึกถึงเด็กสาวเจินผิง เวลาที่นางมองที่เด็กสาวคนนั้นก็ทำให้นางนึกถึงตัวเองเมื่อสมัยก่อน นางมุ่งแต่จะแก้แค้นแทนพ่อโดยไม่สนใจความจริงใดๆทั้งสิ้น จนทำให้นางเกือบที่จะฆ่าผู้บริสุทธิ์ไปเสียแล้ว นางได้แต่หวังว่าเด็กสาวจะได้รับรู้ความจริงว่านางไม่ได้ฆ่าพ่อของเด็กสาวเลย
****************************************************************************************************************
ตอนที่ 2
ตกดึก ไป่หลิงยังไม่หลับ นางรีบค้นตำราของพ่อเพื่อดูวิธีรักษาโรคของท่านหมอดูสุ่ยเชี่ย นางหานานมากจนกระทั่งเจอ แต่ทว่าสมุนไพรที่ใช้รักษานั้นเป็นสมุนไพรที่หายากมาก ไป่หลิงจนปัญญาจริงๆ เพราะไม่รู้ว่าจะหาสมุนไพรชนิดนี้ได้ที่ไหน
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังทานข้าวกับครอบครัว แม่สามีเป็นห่วงลูกสะใภ้มาก เลยสั่งให้สาวใช้ติดตามไป่หลิงทุกฝีก้าว เพราะไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้อีก
“โถ่ ท่านแม่ ไม่มีอะไรหรอกค่ะ” ไป่หลิงกล่าว
“แม่รักลูกนะ ไป่หลิง แม่ไม่อยากเสียลูกสาวอย่างเจ้าไป อย่างน้อยมีสาวใช้อยู่ด้วย นางจะได้รีบส่งข่าวยามที่เจ้าเกิดภัยไง” แม่สามีกล่าว
“ก็ได้ค่ะท่านแม่ ให้สาวใช้ติดตามลูกก็ได้” ไป่หลิงใจอ่อน
แม่สามีกอดลูกสะใภ้แล้ว หันกลับไปสั่งสาวใช้ให้ดูแลเจ้านายดีๆ
ไป่หลิงเข้าไปกอดลูกชาย กระซิบบอกให้เขาตั้งใจเรียนและดูแลท่านย่าให้ดีๆ
กว่าที่ไป่หลิงจะออกมาจากจวนท่านเสนาฯได้ก็กินเวลาไปหนึ่งชั่วยาม เพราะทุกคนต่างพากันกำชับให้ไป่หลิงระวังตัวมากกว่าเดิม และอย่าทำอะไรให้ทุกคนเป็นห่วง ไป่หลิงรู้สึกอบอุ่นมากเมื่อได้มาอยู่ในครอบครัวนี้
ไป่หลิงเดินทางไปที่ร้านหมอกับสาวใช้ และฝากหมอผายฟางดูแลร้านหมอให้ช่วงเช้า
“ท่านต้องไปรักษาชาวบ้านนอกสถานที่อีกแล้วงั้นรึ” หมอผายฟางกล่าว
“ใช่แล้วล่ะ ท่านหมอ” ไป่หลิงกล่าว
“แต่ท่านต้องระวังตัวนะ หากท่านหายตัวไปอีก แม่สามีท่านต้องอกแตกตายอีกแน่ นางต่อว่าข้าฐานปล่อยให้เจ้าหายตัวไป” หมอผายฟางบ่น
“ขออภัยค่ะท่านหมอ และขอบคุณท่านมาก เพราะท่านพูดปลอบ แม่สามีของข้าจึงสงบใจได้” ไป่หลิงกล่าว
“เจ้ารีบไปหาคนไข้เถอะ” หมอผายฟางรีบไปตรวจคนไข้ทันที
“ค่ะ ท่านหมอ” ไป่หลิงรับคำ นางหยิบยาไปบางส่วน แล้วมุ่งตรงไปที่บ้านของหมอดูสุ่ยเชี่ยทันที
“ท่านมาดูดวงงั้นรึ” หมอดูสุ่ยเชี่ยกล่าวไปเช่นนั้นเอง แต่ความจริงนางรู้วัตถุประสงค์ของไป่หลิง
“ท่านเป็นคนฉลาด ท่านก็น่าจะดูออกว่าข้ารู้อาการของท่านแล้ว” ไป่หลิงไม่พูดพร่ำทำเพลง
“ท่านเป็นคนพูดตรงจริงๆ เอาล่ะ เชิญด้านในก่อน ข้าไม่ต้องการให้ใครรับรู้อีก” สุ่ยเชี่ยกล่าว
“งั้นท่านก็เล่ามาเถอะ ข้ารู้สึกว่าท่านอดทนอยู่ที่นี่เพราะมีวัตถุประสงค์อะไรบางอย่าง” ไป่หลิงกล่าว
“งั้นข้าจะเล่าให้ท่านฟังเอง จริงๆแล้วข้าชื่อ เสิ่นชุ่ย ข้าเป็นคนลู่ผิง พออายุได้สิบห้าปีก็กำพร้าพ่อแม่ ข้าเลยอยู่กับน้องสาวอีกคนซึ่งมีอายุ 13 ปี นางชื่อเสิ่นชิง พวกเราทำอาชีพทำซาลาเปาขายเพื่อหาเลี้ยงชีพ ข้าเป็นโรคร้ายมาตั้งแต่กำเนิดแล้ว ไม่มีหมอคนใดรักษาหาย แต่ถึงกระนั้นเสิ่นชิงก็คอยดูแลข้ามาโดยตลอด ผ่านไปไม่นาน เกิดน้ำท่วมที่ลู่ผิง ทำให้ข้าและน้องสาวพลัดพรากจากกัน ข้าพยายามออกตามหานางจนทั่ว แต่ไม่พบร่องรอยของนางเลย ข้าก็เลยฝึกวิชาของหมอดูเทวดาท่านหนึ่ง เขายอมถ่ายทอดวิชาให้กับข้า แต่เขาได้ทำนายไว้ว่า เมื่อข้าอายุ 25 ปีข้าก็ต้องตาย ดังนั้นก่อนที่ข้าจะตาย ข้าก็เลยรีบออกตามหาน้องสาว เพื่อที่ข้าจะได้เห็นหน้าน้องสาวก่อนตายสักครั้ง” หมอดูสุ่ยเชี่ยเล่าทั้งน้ำตา
“ถึงอาจารย์ของท่านจะทำนายไว้อย่างนั้น แต่ข้าจะช่วยรักษาเจ้าให้หายให้จงได้” ไป่หลิงพูดอย่างมุ่งมั่น
“ข้ารู้ตัวดีว่า โรคที่ข้าเป็นอยู่ มันเป็นโรคร้ายแรง ไม่มีใครรักษาข้าได้หรอก” สุ่ยเชี่ยทำใจไว้แล้ว
“ข้ามีวิธีรักษาเจ้า แต่ข้าต้องหาตัวยาให้เจอเสียก่อน ดังนั้นในระหว่างนี้ เจ้าจงทานยาเหล่านี้เพื่อบรรเทาอาการปวดเถิด ข้ารู้ว่าเจ้าทนเจ็บมาโดยตลอด” ไป่หลิงกล่าว
“ขอบคุณท่านมาก ไป่หลิง” สุ่ยเชี่ยซึ้งน้ำใจ
“งั้นข้าขอตัวก่อนก็แล้วกัน” ไป่หลิงกำลังจะลุกออกไป
“ช้าก่อน ไป่หลิง ข้ามีเรื่องจะขอ” สุ่ยเชี่ยรีบยั้งไว้
“ท่านว่ามาเถอะ” ไป่หลิงกล่าว
“อีกไม่นาน ท่านจะได้เจอเจินผิงอีกครั้ง ท่านช่วยรับอุปการะนางจะได้หรือไม่” สุ่ยเชี่ยกล่าว
“ทำไมท่านไม่ดูแลนางเองล่ะ นางเกลียดข้าขนาดนั้น นางคงไม่อยากอยู่กับข้าหรอก” ไป่หลิงกล่าว
“ไม่หรอกไป่หลิง พอเจอกันคราวนี้ นางจะนับถือท่านมาก อีกอย่างข้าไม่รู้ว่าตัวเองจะจากไปเมื่อไหร่ ข้าไม่อยากให้เด็กคนนั้นเสียใจจากการสูญเสียอีก” สุ่ยเชี่ยกล่าว
“ได้ ข้าจะรับอุปการะนางเอง แต่ถ้าข้ารักษาเจ้าหาย และเจ้ามีอายุเกิน 25 ปี เจ้าต้องให้นางไปอยู่กับท่านด้วยนะ” ไป่หลิงกล่าวเงื่อนไข
“ทำไมถึงอยากให้นางอยู่กับข้าล่ะ” สุ่ยเชี่ยแปลกใจ
“นิสัยข้ากับเจินผิงเหมือนกันจนเกินไป ข้าอยากให้นางรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตนและลดความหยิ่งผยองลง ข้าอยากให้นางดูท่านเป็นแบบอย่างมากกว่า” ไป่หลิงกล่าว
“อย่างนั้นก็ได้ ถ้าข้ามีอายุมากกว่า 25 ปีจริงๆ ข้าจะมารับนางไปอยู่ด้วยก็แล้วกัน” สุ่ยเชี่ยกล่าว
ไป่หลิงคารวะท่านหมอดู แล้วรีบไปที่จวนแม่ทัพธงอี่ทันที
*********************************
ณ จวนแม่ทัพธงอี่
“เจ้ามาหาข้าแต่เช้าเชียว มีอะไรงั้นรึ” ต่งหนานสงสัย
“ข้าไปหาท่านหมอดูมา เลยแวะเอายาบำรุงครรภ์มาให้เจ้าด้วย” ไป่หลิงยื่นยาให้กับต่งหนาน
“แหม ข้าไปรับที่ร้านหมอก็ได้นี่” ต่งหนานกล่าว
“ข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้า เรื่องสุ่ยเชี่ยน่ะ” ไป่หลิงกล่าว
“เจ้ามีวิธีรักษานางใช่หรือไม่” ต่งหนานกล่าวอย่างมีความหวัง
“ข้ามีวิธี แต่ตัวยากลับหายากนี่สิ ข้าไม่มีปัญญาหาตัวยาสมุนไพรที่หุบเขาชีหลงได้” ไป่หลิงกล่าว
“ไว้ให้ข้าหาคนช่วยอีกแรงนะ ยังไงข้าก็อยากให้เจ้ารักษานางให้หาย” ต่งหนานกล่าว
ทั้งคู่คุยกันไปได้สักพัก อยู่ดีๆเด็กสาวเจินผิงก็วิ่งเข้ามาในจวนท่านแม่ทัพ
“เจ้าจะเข้ามาแก้แค้นข้าอีกแล้วงั้นรึ” ไป่หลิงกล่าว
“เปล่านะ ได้โปรดช่วยข้าด้วยเถิด พ่อข้าหลอกพาข้าไปขายที่หอนางโลม ข้าเลยหนีออกมา ตอนนี้คนคุมหอนางโลมวิ่งตามหาข้าเสียทั่ว ข้าไม่รู้ว่าจะไปหลบได้ที่ไหนจริงๆ” เจินผิงกล่าว
“ก็ไหนเจ้าบอกว่า ข้าเป็นคนฆ่าพ่อเจ้าไง” ไป่หลิงกล่าว
“ข้าขอโทษแม่นางไป่หลิง ข้าเดินทางไปตามแผนที่ที่ท่านหมอสุ่ยเชี่ยเขียนเอาไว้ นั่นทำให้ข้าได้พบกับพ่อ เขาแอบไปมีภรรยาใหม่และมีลูกชายวัย 3 ขวบอยู่หนึ่งคน ในตอนแรก พ่อยอมรับข้าไปอยู่ด้วย แต่แม่เลี้ยงกดขี่ให้ข้าทำงานบ้านทั้งหมด ไม่เพียงเท่านั้น นางยังไปยุท่านพ่อให้ขายข้าที่หอนางโลม เพราะต้องการอัฐมาจุนเจือครอบครัวน่ะ” เจินผิงเล่าทั้งน้ำตา
ไป่หลิงเห็นว่า หมอดูสุ่ยเชี่ยดูดวงแม่นอย่างกับตาเห็นจริงๆ นางจึงทำตามคำพูด “ข้าจะรับเจ้าไปอยู่ด้วย เจ้าจะไปอยู่หรือไม่”
“ท่านโกรธ ก็เลยจะแกล้งข้าคืนงั้นสิ” เจินผิงกล่าว
“ข้าเป็นผู้ใหญ่แล้วนะ ข้าไม่ทำกับเจ้าอย่างนั้นหรอก ข้าจะจ้างเจ้าให้ช่วยดูแลร้านหมอ อัฐที่ได้เจ้าค่อยเก็บไว้ตอบแทนบุญคุณพ่อเจ้าภายหลังก็แล้วกัน” ไป่หลิงกล่าว
“ท่านรู้ได้ยังไงว่าข้าอยากตอบแทนบุญคุณพ่อ” เจินผิงสงสัย
“ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ได้แค้นพ่อตัวเองหรอก แต่การไปอดทนรับใช้และอดทนให้เขากดขี่ข่มเหง มันอาจทำให้เจ้ามีนิสัยเปลี่ยนไปได้ ดังนั้นข้าจึงอยากให้เจ้าอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีก่อน เพื่อขัดเกลาจิตใจของเจ้า แล้วปีหน้าเจ้าค่อยย้ายไปอยู่กับท่านหมอดูสุ่ยเชี่ย” ไป่หลิงกล่าว
“แล้วทำไมท่านถึงจ้างข้าแค่ปีเดียวล่ะ” เจินผิงสงสัย
“แม่นางสุ่ยเชี่ยเป็นคนดี และนางเป็นคนฉลาด นางสามารถสั่งสอนอบรมเจ้าได้ ข้าไม่อยากให้เจ้าเป็นแบบข้าเมื่อสมัยก่อนน่ะ” ไป่หลิงกลัวว่าเจินผิงจะมีนิสัยเหมือนกับตัวเองมากเกินไป
“ขอบคุณท่านมาก ที่เมตตาข้า” เจินผิงคุกเข่าขอบคุณ
“งั้นพวกเรารีบกลับกันเถอะ” ไป่หลิงประคองเด็กสาวให้ลุกขึ้น
“พวกเจ้าออกไปทางด้านหลังจวนเถอะ คิดว่าพวกคนคุมหอนางโลมคงแอบดักอยู่หน้าจวนข้า” ต่งหนานกล่าว
“อื้อ ขอบใจมากต่งหนาน อย่าลืมทานยาตามที่ข้าสั่งล่ะ” ไป่หลิงกล่าวกำชับ
“ทราบแล้วค่ะ ท่านหมอไป่หลิง” ต่งหนานกล่าวยิ้มๆ
ไป่หลิงสั่งให้สาวใช้ที่ติดตามแต่งตัวให้เจินผิงใหม่ เพื่อตบตาคนคุมหอนางโลม หญิงทั้งสามจึงรีบเดินทางกลับร้านหมอ เพื่อให้เจินผิงอยู่ช่วยร้านหมอ
เจินผิงต้องคอยช่วยประคองคนแก่คนเฒ่าเพื่อมาพบหมอไป่หลิง เด็กสาวได้เห็นแล้วว่าไป่หลิงเป็นหมอที่ดี และไม่เห็นวี่แววของความเป็นนักฆ่าตามที่ชาวบ้านเล่าลือกันสักนิด นั่นทำให้เจินผิงรู้แล้วว่าหมอดูสุ่ยเชี่ยทำนายถูกทุกอย่าง
*********************************
สามวันต่อมา ที่เมืองหลวงเกิดเหตุไม่คาดฝัน มีคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง ผู้ตายล้วนเป็นขุนนางชั้นสูงทั้งสิ้น
ตอนนี้ทางการจนปัญญา เพราะไม่อาจหาตัวผู้กระทำความผิดได้ ฆาตกรไปมาไร้ร่องรอย และไม่อาจสืบได้ว่ามันเป็นใคร
ท่านรองแม่ทัพกำลังสำรวจศพเพื่อดูว่าคนร้ายใช้อาวุธใดและวิทยายุทธ์แบบไหนในการฆ่าคน แต่ท่านเองก็จนปัญญาเพราะไม่รู้จักและไม่เคยเห็นร่องรอยบาดแผลแบบนี้มาก่อนเลย
ท่านมือปราบจนปัญญาจึงไปเชิญหมอดูสุ่ยเชี่ยมาทำนายช่วย
“นี่ท่านถึงขั้นงมงายขนาดนี้แล้วงั้นรึ” ท่านรองแม่ทัพกล่าว
“เอ่อ พวกข้าจนปัญญาจริงๆครับ และไม่อาจปล่อยให้คนร้ายฆ่าคนต่อไปได้อีก ก็เลยอยากลองเสี่ยงดูสักครั้ง” มือปราบกล่าว
“ความจริงท่านควรจับกุมนางฐานหลอกลวงชาวบ้านนะ” ท่านรองแม่ทัพกล่าวอย่างไม่ไว้หน้า
“ในเมื่อท่านรองแม่ทัพไม่เชื่อขนาดนี้แล้ว งั้นข้าขอตัวก็แล้วกัน” สุ่ยเชี่ยคารวะแล้วเดินกลับทันที
“เอ่อ เดี๋ยวก่อนสิครับ ท่านหมอสุ่ยเชี่ย ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ท่านได้โปรดทำนายให้สักนิดเถิด” มือปราบกล่าว
“อย่างนั้นก็ได้” สุ่ยเชี่ยใจอ่อน เลยโยนเหรียญสองเหรียญที่โต๊ะ พร้อมกับทำท่านับนิ้ว เมื่อรู้คำทำนายก็เลยกล่าวว่า “นักฆ่าสาวผู้นี้ทำงานให้กับขุนนางใหญ่ท่านหนึ่ง พวกเขาอยู่ในเมืองหลวงนี่แหละ ข้าทำนายได้เท่านี้จริงๆ”
“นักฆ่าเป็นผู้หญิงงั้นหรือนี่ นางมีฝีมือเก่งกาจจริงๆ” มือปราบกล่าว
“ข้าคงบอกได้เพียงเท่านี้ งั้นข้าขอตัวกลับก่อน” สุ่ยเชี่ยกำลังจะเดินออกไปจากจวน แต่ท่านรองแม่ทัพรีบว่านางทันที
“เจ้าจะทำให้ทางการไขว้เขวได้ เจ้าไม่ควรทำนายสุ่มสี่สุ่มห้าแบบนี้” ท่านรองแม่ทัพกำลังจะต่อว่าต่อ แต่ทว่า
“ท่านพี่” แม่นางสาวสวยนามว่า เสิ่นชุ่ย เดินเข้ามาในจวน มุ่งหน้ามาพบท่านรองแม่ทัพ
“เสิ่นชุ่ย! นี่เจ้าออกมาจากบ้านทำไม ร่างกายเจ้ายิ่งไม่แข็งแรงอยู่นะ” ท่านรองแม่ทัพกล่าวด้วยความเป็นห่วง
ท่านหมอสุ่ยเชี่ยได้ยินชื่อเก่าของตัวเองก็ตกใจ แล้วมองไปที่ผู้หญิงที่ใช้ชื่อเก่าของตนทันที ท่านหมอมองเห็นท่านรองแม่ทัพรีบเข้าไปประคองเสิ่นชุ่ยคนนั้น
ท่านรองแม่ทัพกำลังจะพูดกับคนรัก แต่พอเห็นหมอดูสาวหันมามอง เลยรีบถามกลับ “มีอะไรอีกไม่ทราบ”
“เปล่านี่ ข้าขอตัว” หมอดูสุ่ยเชี่ยรีบเดินจากมาทันที
หมอดูสาวแปลกใจมาก ว่าทำไมโหงวเฮ้งหญิงผู้นั้นไม่ใช่คนที่มีร่างกายอ่อนแอเลยสักนิด หรือว่านางแกล้งป่วย แต่ก็อย่างว่านางจะเชื่อคำทำนายไปทั้งหมดไม่ได้ และมันเป็นการปรักปรำผู้หญิงคนนั้น ซึ่งมันอาจเป็นเรื่องบังเอิญที่หญิงคนนั้นใช้ชื่อเหมือนชื่อเก่าของตน
*********************************************************************************************************************
ตอนที่ 3
“เห็นท่านพี่ไม่ค่อยได้มาเยี่ยมข้า ข้าก็เลยเป็นห่วงท่านค่ะ” เสิ่นชุ่ยกล่าว
“เกิดเรื่องในเมืองหลวง ข้าก็เลยไม่มีเวลาไปเยี่ยมเจ้าเลย” ท่านรองแม่ทัพกล่าว
“ข้าได้ข่าวว่ามีคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง ข้ากลัวจังเลยท่านพี่ ตอนนี้หาตัวคนร้ายได้แล้วหรือยังคะ” เสิ่นชุ่ยมีสีหน้าหวาดกลัว
“ยังเลย แต่เจ้าไม่ต้องกลัว ยังไงข้าก็ต้องปกป้องเจ้าให้ได้” ท่านรองแม่ทัพกล่าว
“อย่าห่วงเลย แม่นางเสิ่นชุ่ย ท่านหมอดูสุ่ยเชี่ยทำนายไว้ว่า ฆาตกรเป็นผู้หญิง และคนร้ายรับคำสั่งจากขุนนางท่านหนึ่ง ยังไงพวกเราจะรีบจับกุมให้เร็วที่สุด” มือปราบกล่าว
“แต่มันเป็นแค่คำทำนายเฉยๆไม่ใช่หรอคะ” เสิ่นชุ่ยสงสัย
“นางเป็นหมอดูที่แม่นมากเลยนะ ข้าไม่เคยเห็นนางทำนายพลาดเลย” มือปราบกล่าว
“ท่านมือปราบไม่ควรงมงายแบบนี้รู้มั้ย พวกเราต้องมีหลักฐานเท่านั้น ท่านอย่าลืมสิ” ท่านรองแม่ทัพกล่าวเตือน
“ครับ ท่านรองแม่ทัพ” มือปราบกล่าวเสียงอ่อน
*********************************
ถึงท่านรองแม่ทัพจะไม่รู้ตัวคนร้าย แต่เขาก็พอจะรู้ว่าขุนนางที่ตายล้วนเป็นขุนนางที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเขื่อนที่ลู่ผิงทั้งสิ้น ดังนั้นเขาพอจะทำนายได้ว่า ต่อไปคนร้ายจะไปฆ่าใคร ท่านรองแม่ทัพกับมือปราบจึงร่วมมือกันดักคนร้าย โดยแอบซุ่มดูคนร้ายที่หลังจวนขุนนางท่านหนึ่ง
และแล้วก็เป็นไปตามคาด คนร้ายชุดดำแอบลอบเข้าจวนขุนนางคนนั้นจริงๆ ท่านรองแม่ทัพจึงรีบตามไป เพื่อจับให้ได้คาหนังคาเขา
คนร้ายเข้าโจมตีขุนนาง แต่ท่านรองแม่ทัพรีบดักไว้ทัน ทำให้เกิดการปะทะระหว่างคนร้ายกับท่านรองแม่ทัพ ฝีมือทั้งสองสูสีกันมาก แต่ดูสภาพร่างกายแล้ว คนร้ายเป็นผู้หญิงจริงๆ ทำให้ฝ่ายชายได้เปรียบมากกว่า ท่านรองแม่ทัพสามารถฟันที่แขนของนางจนกระบี่หลุดมือ คนร้ายรีบใช้ระเบิดควันเพื่อหลบหนีทันที
แม้ว่าท่านรองแม่ทัพจะล้มเหลว แต่ตอนนี้เขาได้อาวุธของคนร้ายแล้ว อีกไม่นาน เขาน่าจะจับตัวคนร้ายได้
*********************************
ท่านหมอดูสุ่ยเชี่ยเดินออกมาดูดวงดาวเพื่อดูปรากฏการณ์บนท้องฟ้า ทำให้นางทำนายได้ว่า นางจะได้พบน้องสาวคืนนี้ ดังนั้นนางจึงเดินทางไปบ้านร้างตามคำทำนาย
แต่ทว่าเมื่อสุ่ยเชี่ยเดินทางไปถึงบ้านร้าง ภายในบ้านร้างกลับมีหญิงชุดดำที่กำลังได้รับบาดเจ็บอยู่ขณะนี้
“เจ้าเป็นใครน่ะ อยากตายรึยังไง” คนร้ายกล่าว
สุ่ยเชี่ยรู้ทันทีว่าน้องสาวตัวเองอาจเป็นคนร้ายที่ทางการกำลังตามหาอยู่ในขณะนี้ นางกล่าวทั้งน้ำตาว่า “เสิ่นชิง นั่นเจ้าใช่มั้ย”
“ไม่ใช่ ท่านจำคนผิดแล้ว” คนร้ายไม่ยอมรับ
“เอาเถอะ เจ้าไม่ยอมรับก็ไม่เป็นไร งั้นรีบห้ามเลือดก่อนค่อยว่ากัน” สุ่ยเชี่ยเป็นห่วงอาการบาดเจ็บ
“ไม่ต้องมายุ่งกับข้า เจ้าออกไปซะ” หญิงชุดดำรีบผลักนางทันที
อยู่ดีๆสุ่ยเชี่ยก็มีอาการกำเริบ นางไอไม่หยุด ทำให้หญิงชุดดำตกใจ “นี่เจ้าเป็นอะไรน่ะ”
“โรคเก่ากำเริบน่ะ ไม่เป็นไรเดี๋ยวก็หาย เจ้ารีบห้ามเลือดก่อน ทางการอาจตามมาทันก็ได้” สุ่ยเชี่ยพยายามลุกขึ้นมาเพื่อรีบห้ามเลือดให้กับนาง
คนร้ายจึงยอมให้สุ่ยเชี่ยห้ามเลือดให้ พร้อมกับถามว่า “พวกเราไม่รู้จักกัน และข้าก็เป็นคนร้าย เหตุใดถึงยอมช่วยข้า”
“ข้ารู้ว่าเจ้ารับใช้ขุนนางท่านหนึ่งด้วยความจำใจ ใจจริงเจ้าไม่อยากฆ่าคนหรอก” สุ่ยเชี่ยกล่าว
“อย่ามาทำเป็นรู้ดี” คนร้ายรีบว่า
“เจ้าเป็นน้องสาวข้า ทำไมข้าจะไม่รู้จักนิสัยเจ้าล่ะ” สุ่ยเชี่ยยังคงเชื่อเช่นนั้น
“ข้าไม่ใช่น้องสาวเจ้า เจ้าจำคนผิดแล้วล่ะ ท่านหมอดู” คนร้ายหลุดปาก
“เจ้ารู้ว่าข้าเป็นหมอดู พวกเราคงเคยเจอหน้ากันมาก่อนสินะ” สุ่ยเชี่ยกล่าว
“ไม่เคย ข้ายอมไว้ชีวิตเจ้าก็ได้ เจ้ารีบออกไปซะ” คนร้ายกล่าว
“เจ้าจงหนีไปทางตะวันตก นั่นจะทำให้เจ้ารอดจากทางการ” สุ่ยเชี่ยยอมเผย
“แล้วข้าจะเชื่อเจ้าได้ยังไง มันก็แค่คำทำนาย” คนร้ายกล่าว
“ก็ตามใจ รักษาตัวด้วย ลาก่อน” สุ่ยเชี่ยรีบกล่าวลา
คนร้ายจำใจรีบหนีไปทางตะวันตกตามที่หมอดูบอก นั่นทำให้นางรอดพ้นจากทางการจริงๆ
หมอดูสุ่ยเชี่ยเดินได้อีกสามก้าวนางก็ล้มนอนสลบไปในบ้านร้างแห่งนั้น
ท่านรองแม่ทัพนำกองทหารตามหาคนร้าย เขาเห็นผู้หญิงนอนในบ้านร้างเลยรีบเข้าไปดู เพราะคิดว่านางอาจเป็นคนร้าย แต่พอดูดีๆก็พบว่าเป็นหมอดูสุ่ยเชี่ย เขาพยายามสำรวจบาดแผลรอยฟันที่แขนก็ไม่พบร่องรอยบาดเจ็บใดๆทั้งสิ้น เขาจึงพยายามปลุกนาง แต่นางก็ไม่ฟื้นสักที จึงรีบอุ้มนางไปที่จวนท่านเสนาฯเพื่อให้ไป่หลิงดูอาการของนาง
*********************************
ณ จวนท่านเสนาฯ
“นางเป็นอย่างไรบ้าง ทำไมป่านนี้นางยังไม่ฟื้น” ท่านรองแม่ทัพสงสัย
“โรคเก่านางกำเริบน่ะ ให้นางพักผ่อนก่อนเถอะ” ไป่หลิงกล่าว
“ข้าอยากสอบถามนางว่าไปทำอะไรที่บ้านร้าง และนางเห็นคนร้ายหรือไม่” ท่านรองแม่ทัพอยากรู้เบาะแสคนร้าย
“คนร้ายคดีฆาตกรรมขุนนางงั้นหรือ” ไป่หลิงสงสัย
“ใช่แล้ว เมื่อคืนข้าอุตส่าห์ดักคนร้ายได้ แต่นางหนีไปได้และหนีไปทางบ้านร้างนั่นพอดี” ท่านรองแม่ทัพกล่าว
“คงต้องรอพรุ่งนี้ ท่านค่อยสอบปากคำนางเถิด” ไป่หลิงกล่าว
“งั้นข้าไม่รบกวนแล้ว ลาก่อน” ท่านรองแม่ทัพพากองทหารกลับจวนทันที
ไป่หลิงจับชีพจรของสุ่ยเชี่ย นางได้แต่ส่ายหน้า เพราะอาการสุ่ยเชี่ยเริ่มกำเริบหนักขึ้นเรื่อยๆ
“แม่นางสุ่ยเชี่ยเป็นอย่างไรบ้างคะ” เจินผิงห่วงท่านหมอดูมาก
“ในเมื่อเจ้าเป็นห่วงนาง งั้นข้าฝากเจ้าดูแลนางจะได้หรือไม่” ไป่หลิงกล่าว
“ได้ ข้าจะดูแลนางให้ดีที่สุดค่ะ” เจินผิงกล่าว
“ขอบใจมาก เจินผิง” ไป่หลิงเดินออกจากห้องทันที
ไป่หลิงเข้าไปอ่านตำราของพ่อโดยละเอียด เพื่อหาทางชะลออาการของหมอดูไว้ก่อน ไป่หลิงตัดสินใจเดินทางออกตามหายาสมุนไพรในวันพรุ่งนี้ทันที
*********************************
คนร้ายกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย และคิดในใจว่า “ขอโทษนะคะท่านพี่ ข้าไม่อาจเผยตัวจริงได้ และไม่คิดว่าท่านพี่จะมีอาการกำเริบหนักถึงขนาดนี้ ข้าต้องหาวิธีรักษาท่านพี่ให้ได้”
ท่านรองแม่ทัพพร้อมกับมือปราบเดินทางมาที่จวนท่านเสนาฯเพื่อสอบปากคำหมอดูสุ่ยเชี่ย แต่ป่านนี้ท่านหมอดูก็ยังไม่ฟื้นสักที จนกระทั่ง
“แย่แล้ว แย่แล้วค่ะ ท่านรองแม่ทัพ” สาวใช้ประจำตัวเสิ่นชุ่ยรีบรายงาน
“เกิดอะไรกับเสิ่นชุ่ยงั้นหรือ” ท่านรองแม่ทัพตกใจ
“แม่นางเสิ่นชุ่ยเข้าครัวเพื่อทำอาหารรอท่านค่ะ แต่นางเกิดพลาด เลยเผลอทำหม้อหลุดมือให้ให้น้ำร้อนลวกใส่แขน ไม่เพียงเท่านั้นอาการโรคเก่าก็กำเริบขึ้นมาอีก ตอนนี้นางหมดสติ ได้โปรดช่วยไปดูอาการนางด้วยเถิด” สาวใช้กล่าว
“รบกวนหมอไป่หลิงช่วยไปดูอาการของนางด้วย” ท่านรองแม่ทัพขอร้อง
ไป่หลิงจึงสั่งให้เจินผิงดูแลหมอดูสุ่ยเชี่ยอย่างใกล้ชิด ส่วนนางก็รีบตามท่านรองแม่ทัพเพื่อไปดูอาการคนรักของเขาทันที
*********************************
ไป่หลิงเห็นว่าแผลที่แขนที่สาวใช้อ้างว่าน้ำร้อนลวกนั้นถูกพันเป็นอย่างดี จนไม่สามารถรู้ได้เลยว่าแผลนั้นเกิดจากอะไรกันแน่
ไป่หลิงเข้าไปจับชีพจรก็พบว่าหญิงผู้นี้ไม่ได้มีอาการผิดปกติอะไรเลยสักนิดเดียว
สักพักสาวใช้ก็เชิญท่านรองแม่ทัพให้ออกไปรอด้านนอกห้อง โดยอ้างว่าจะให้ท่านหมอตรวจดูร่างกายให้ถี่ถ้วน
พอท่านรองแม่ทัพออกไปได้ไม่ถึงห้านาที เสิ่นชุ่ยก็รีบนำกระบี่มาจ่อที่คอของไป่หลิง
“เจ้าต้องการอะไรกันแน่ เจ้าคงเป็นคนร้ายที่ทางการออกตามหาอยู่ล่ะสิ” ไป่หลิงกล่าวอย่างใจเย็น
“ท่านฉลาดมาก แต่ตอนนี้ท่านอาจตายได้หากพยายามขัดขืนหรือส่งเสียงร้อง” เสิ่นชุ่ยกล่าวอย่างเย็นชา
“ท่านว่ามาเถอะว่าต้องการอะไร” ไป่หลิงกล่าว
“หมอดูท่านนั้นเป็นยังไงบ้าง” เสิ่นชุ่ยเผยตัวว่าเป็นห่วงหมอดู
“นางยังไม่ฟื้น นางยังไม่ได้พาดพิงเรื่องของเจ้าหรอก” ไป่หลิงกล่าวเพราะเข้าใจผิด
“โรคของนาง ท่านรักษาได้หรือไม่” เสิ่นชุ่ยถาม
“มีหนทาง แต่ไม่รู้จะหายามาได้ยังไง” ไป่หลิงกล่าว
“งั้นท่านช่วยหลอกว่าข้าเป็นโรคแบบเดียวกับนาง แล้วบอกให้ท่านรองแม่ทัพหายาตัวนั้นจะได้หรือไม่” เสิ่นชุ่ยกล่าว
“ข้าหลอกเขาแบบนั้นไม่ได้หรอก” ไป่หลิงกล่าว
“ท่านอยากตายงั้นรึ” เสิ่นชุ่ยรีบขู่
“มันทำร้ายจิตใจท่านรองแม่ทัพเกินไป” ไป่หลิงกล่าว
“ความจริงแล้วท่านรองแม่ทัพกับท่านหมอดูคนนั้นเป็นคนรักกันมาก่อน แต่ตอนนี้ข้าสวมรอยเป็นนางอยู่ เขากำลังหาทุกวิถีทางเพื่อรักษานาง ท่านให้เขาช่วยตามหาตัวยาตัวนั้นเถิด” เสิ่นชุ่ยตัวปลอมหรือเสิ่นชิงยอมเผยความจริง
“แล้วเจ้าล่ะ สักวันความจริงต้องเปิดเผย” ไป่หลิงเริ่มรู้วัตถุประสงค์ของนาง
“ข้าจะมอบตัวกับทางการ แต่ข้าไม่อยากให้ท่านรองแม่ทัพเห็นข้าตอนถูกประหารชีวิต” เสิ่นชิงกล่าวทั้งน้ำตา
“เจ้าทำงานให้ใคร ข้าดูเจ้าออกว่าเจ้าไม่ใช่คนเลวร้าย” ไป่หลิงกล่าว
“เรื่องนี้ข้าบอกท่านไม่ได้ และข้าไม่สามารถทรยศผู้มีพระคุณได้” เสิ่นชิงกล่าว
“แต่ผู้มีพระคุณของเจ้ากำลังกระทำความผิดอยู่นะ” ไป่หลิงพยายามเกลี้ยกล่อม
“ขุนนางที่ข้าเป็นคนฆ่า ล้วนแต่เป็นขุนนางทุจริตโกงงบประมาณค่าสร้างเขื่อนที่ลู่ผิงทั้งสิ้น การโกงกินของขุนนางเลวพวกนั้นมีผลทำให้เขื่อนสร้างไม่ได้มาตรฐาน ยามเมื่อมีพายุฝนตกกระหน่ำหลายวัน เขื่อนจึงรับน้ำไม่ไหว เมื่อเขื่อนพังจึงทำให้น้ำท่วมบ้านชาวบ้านที่ลู่ผิง อย่างที่ท่านได้ข่าว” เสิ่นชิงกล่าว
“แต่ถึงกระนั้น เจ้าก็ควรหาหลักฐานเอาผิด ไม่ใช่ใช้ศาลเตี้ยแบบนี้นะ” ไป่หลิงกล่าว
“ข้าได้ลงมือฆ่าคนไปแล้ว และคงย้อนเวลากลับไปแก้ไขไม่ได้อีกแล้ว” เสิ่นชิงกล่าว
“อย่างนั้นก็ได้ ข้ายอมโกหกช่วยเจ้า แต่เจ้าต้องยอมมอบตัวกับทางการ” ไป่หลิงกล่าว
“ข้าสัญญา ข้าจะไม่ผิดคำพูด” เสิ่นชิงกล่าว
ไป่หลิงจำใจต้องโกหกท่านรองแม่ทัพเพื่อให้เขาช่วยเหลือแม่นางสุ่ยเชี่ย
“นางเป็นยังไงบ้างท่านหมอ” ท่านรองแม่ทัพรีบถามเมื่อเห็นไป่หลิงเดินออกมาจากห้อง
“โรคเก่าของนางกำเริบ ข้าพอมีวิธีรักษานาง ท่านต้องรีบหาสมุนไพรชนิดนี้มาโดยด่วน” ไป่หลิงกล่าวพร้อมกับแสดงภาพสมุนไพรให้เขาดู
“แล้วข้าจะหาได้จากที่ไหนกันล่ะ” ท่านรองแม่ทัพรีบถาม
“หุบเขาชีหลง และนี่ตัวอย่างภาพสมุนไพร” ไป่หลิงมอบภาพให้กับท่านรองแม่ทัพ
“ได้ ข้าจะรีบออกตามหาเดี๋ยวนี้ล่ะ” ท่านรองแม่ทัพกล่าว
“แล้วท่านไม่ติดตามคนร้ายแล้วงั้นหรือ” ไป่หลิงสงสัย
“ข้าจะมอบหมายงานให้กับหัวหน้ามือปราบ และมอบอำนาจให้เขามีอำนาจสั่งการลูกน้องข้าได้ชั่วคราว” ท่านรองแม่ทัพกล่าว
“งั้นท่านก็รีบไปสั่งการ แล้วรีบออกเดินทางเถอะ” ไป่หลิงกล่าว
“ข้าทราบแล้ว ขอบคุณท่านหมอไป่หลิงมาก” ท่านรองแม่ทัพรีบคารวะ
ท่านรองแม่ทัพจึงเดินเข้าไปในห้องของแม่นางเสิ่นชุ่ย พร้อมกับกุมมือนางไว้ ซึ่งในขณะนี้นางแกล้งนอนสลบอยู่
“ข้าสัญญา ข้าต้องหายามาให้ได้ เจ้าต้องหายนะเสิ่นชุ่ย” ท่านรองแม่ทัพกล่าวอย่างมุ่งมั่น
ท่านรองแม่ทัพรีบไปที่จวนผู้ว่าฯเพื่อสั่งการกับหัวหน้ามือปราบ แล้วออกเดินทางทันที
ส่วนแม่นางเสิ่นชุ่ยตัวปลอมหรือเสิ่นชิงนั้นลุกขึ้นมาร้องไห้ เพราะนางแอบหลงรักท่านรองแม่ทัพมานานแล้ว และตอนนี้นางพยายามเก็บเกี่ยวความสุขเล็กๆน้อยๆด้วยการสวมรอยเป็นเสิ่นชุ่ยหรือคนรักเก่าของท่านรองแม่ทัพ
ไป่หลิงแอบมองเข้าไปในห้องของเสิ่นชุ่ยตัวปลอม นางก็ทำได้แต่ส่ายหน้าเพราะแอบสงสารนักฆ่าสาวผู้นี้ แต่ไม่อาจช่วยอะไรได้ เพราะยังไงคนผิดก็ต้องถูกลงโทษอยู่ดี
วันถัดมา เสิ่นชิงเดินไปที่จวนผู้ว่าฯเพื่อสารภาพทุกอย่าง แต่นางไม่ยอมซัดทอดไปหาผู้บงการตัวจริง
ในขณะที่หมอดูสุ่ยเชี่ยก็ฟื้นขึ้นมา ทำให้เจินผิงดีใจอย่างมาก เด็กสาวรีบวิ่งไปหาไป่หลิงที่ร้านหมอทันที
“ท่านหมอ แม่นางสุ่ยเชี่ยฟื้นแล้วรีบไปดูอาการนางเร็วเข้า” เจินผิงกล่าว
ไป่หลิงจึงฝากร้านหมอไว้กับหมออีกคน แล้วรีบเดินทางกลับจวนท่านเสนาฯเพื่อดูอาการหมอดูสุ่ยเชี่ย แต่ทว่าเมื่อมาถึงกลับพบว่าเตียงนั้นว่างเปล่า หมอดูหายตัวไปแล้ว…
*****************************************************************************************************************
ตอนที่ 4
“แย่แล้ว ท่านหมอดูหายตัวไป จะทำยังไงดีล่ะคะ” เจินผิงตกใจและรู้สึกผิดที่ไม่ได้เฝ้านาง
“ข้ารู้ว่านางจะไปที่ไหน พวกเรารีบไปที่จวนผู้ว่าฯกันเถอะ” ไป่หลิงรีบวิ่งนำทาง
“ค่ะ ท่านหมอ” เจินผิงจึงรีบวิ่งตามท่านหมอ
ไป่หลิงกับเจินผิงรีบมุ่งหน้าไปที่จวนผู้ว่าฯทันที
*********************************
แม้ว่าสุ่ยเชี่ยจะไร้เรี่ยวแรง แต่ด้วยคำทำนายที่ว่าน้องสาวจะฆ่าตัวตายในคุก นางจึงต้องรีบไปห้ามน้องสาวไว้
“อ้าว ท่านหมอดู ท่านหายดีแล้วงั้นรึ” ท่านมือปราบแปลกใจ
สุ่ยเชี่ยรีบคุกเข่าขอร้องท่านมือปราบทันที “ได้โปรดให้ข้าเข้าไปเยี่ยมแม่นางเสิ่นชุ่ยด้วยเถิด”
ท่านมือปราบรีบประคองหมอดูสาว แล้วกล่าวว่า “ไม่ได้จริงๆท่าน นางเป็นนักโทษประหาร ใครก็ห้ามเข้าไปเยี่ยมเด็ดขาด”
“นางกำลังจะฆ่าตัวตาย ท่านไม่อยากรู้ตัวผู้บงการงั้นหรือ” สุ่ยเชี่ยกล่าว
“ท่านว่าไงนะ นางจะฆ่าตัวตายงั้นหรือ งั้นพวกเรารีบเข้าไปห้ามนางเร็วเข้า” ท่านมือปราบกล่าว
มือปราบจึงพาหมอดูสาวเข้าไปในห้องคุก เพื่อรีบห้ามปรามแม่นางเสิ่นชุ่ยทันที มือปราบมองเห็นแล้วว่ามันเป็นไปตามคำทำนายจริงๆ เขาจึงรีบดีดลูกหินใส่ข้อมือของเสิ่นชุ่ย ทำให้ยาพิษหลุดจากมือของนาง แล้วขวดยาก็แตก คนคุมรีบไขกุญแจเพื่อให้มือปราบและท่านหมอดูเข้าไปห้ามนางไว้
สุ่ยเชี่ยไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบกอดน้องสาวแล้วร้องไห้ทันที “ฮือ ฮือ เจ้าต้องไม่คิดสั้นนะ เสิ่นชิง ให้พี่รับผิดเองเถอะ พี่ต่างหากที่ชื่อเสิ่นชุ่ย เจ้ารับผิดแทนข้าต่างหาก”
“ไม่มีใครเชื่อท่านหรอก ท่านพี่ พวกเขาดูออกว่าท่านพี่ไม่เป็นวรยุทธ์ อีกอยากพี่ทำคุณประโยชน์ตั้งมากมายด้วยการช่วยทำนายคนร้ายและเหตุการณ์ต่างๆ ในเวลาที่พวกเขาต้องการสืบคดีที่เป็นปริศนาและไขไม่ได้สักที” เสิ่นชิงพูดอย่างใจเย็น
“แต่อีกสองเดือนพี่ก็ต้องตายอยู่แล้ว เจ้าควรมีชีวิตอยู่ต่อไป” สุ่ยเชี่ยกล่าว
“ข้าเป็นนักฆ่านะท่านพี่ ข้าต้องได้รับผลกรรม ข้ารู้ตัวดี” เสิ่นชิงกล่าว
“เจ้าควรบอกตัวผู้บงการนะ ท่านผู้ว่าฯอาจลดโทษให้เจ้าได้ และกันเจ้าเป็นพยาน” สุ่ยเชี่ยพูดกล่อม
“เขามีพระคุณต่อข้าจริงๆ ข้าไม่อาจทรยศเขาได้” เสิ่นชิงกล่าว
“งั้นเจ้ารอจนกว่าจะถึงวันประหารจะได้หรือไม่ เจ้าห้ามเจ้าฆ่าตัวตายเด็ดขาด” สุ่ยเชี่ยพยายามประวิงเวลาเพื่อทำพิธีบางอย่าง
“แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรล่ะคะท่านพี่” เสิ่นชิงปลงชีวิต
“พี่อาจช่วยเปลี่ยนชะตาของเจ้าได้ ให้เวลาพี่หน่อยก็แล้วกัน” สุ่ยเชี่ยต้องการช่วยน้องสาว
“ขอบคุณท่านพี่มาก ท่านเป็นญาติเพียงคนเดียวของข้าที่เหลืออยู่ และท่านก็ไม่ยอมทิ้งข้าไปไหน” เสิ่นชิงกล่าวทั้งน้ำตา
สุ่ยเชี่ยตัดสินใจทำพิธีพลิกชะตาให้น้องสาว เพื่อหวังจะต่ออายุให้กับนางด้วยการแลกชีวิตของตัวเอง สุ่ยเชี่ยเลยรีบลาน้องสาวกลับบ้าน นางลุกขึ้นยืนเพื่อเตรียมจะออกไปจากคุก แต่ทว่า อยู่ดีๆ ก็มีคนร้ายเป่าลูกดอกอาบยาพิษใส่เสิ่นชิงเพื่อฆ่านางปิดปาก
เสิ่นชิงกระอักเลือดทันที
“เสิ่นชิง! ม่าย…. เจ้าต้องไม่ตายนะ ทำใจดีๆไว้ ฮือฮือ” สุ่ยเชี่ยรีบเข้าไปประคองน้องสาว
ท่านมือปราบรีบสั่งลูกน้องให้ไปตามหมอ ส่วนตัวเองรีบวิ่งตามไปจับคนร้ายที่ลอบเข้ามาในคุกทันที
“ฮือ ฮือ เจ้าต้องไม่เป็นอะไรนะ ตอนนี้หมอกำลังจะมารักษาเจ้าให้หาย” สุ่ยเชี่ยพูดทั้งน้ำตา
“ข้าขอโทษท่านพี่ ที่ไม่อาจอยู่ดูแลท่านได้” เสิ่นชิงพูดอย่างแผ่วเบา
สุ่ยเชี่ยสะอึกสะอื้น นางนึกไม่ถึงว่าต่อให้ห้ามน้องสาวฆ่าตัวตายได้ แต่ก็ไม่อาจเปลี่ยนชะตากรรมของน้องสาวที่ต้องตายในวันนี้ได้ “อดทนอีกนิดนะ เสิ่นชิง เดี๋ยวหมอก็มาแล้ว”
“ท่านพ่อ ท่านแม่ มารับข้าแล้ว ข้าไปก่อนนะท่านพี่ หากชาติหน้ามีจริง ข้าขอเกิดเป็นน้องของท่านพี่อีกนะคะ” และแล้ว เสิ่นชิงก็ขาดใจตายทันที
“ม่าย…..” สุ่ยเชี่ยช็อคที่สูญเสียน้องสาวอย่างกะทันหัน ทำให้นางกระอักเลือดเพราะโรคเก่ากำเริบ แล้วสลบอยู่ภายในคุก”
ไป่หลิงกับเจินผิงที่ออกตามหาหมอดูสาวสุ่ยเชี่ยอยู่ ก็รีบเข้าไปในคุก ไป่หลิงจับชีพจรให้กับเสิ่นชิงก็พบว่านางเสียชีวิตแล้ว และพอจับชีพจรให้กับสุ่ยเชี่ยก็พบว่าชีพจรเต้นอ่อนมาก ไป่หลิงจึงตะโกนเรียกทหารทันที “ใครก็ได้ช่วยแบกนางไปที่จวนท่านเสนาฯที”
กลุ่มทหารรีบเข้ามาดู บางส่วนรีบแบกศพเสิ่นชิงเพื่อไปประกอบพิธีทางศาสนา โดยให้ทหารคนหนึ่งรีบไปรายงานท่านผู้ว่าฯทันที ส่วนทหารอีกสองคนรีบนำเปลสนามมาแบกสุ่ยเชี่ยไปที่จวนท่านเสนาฯ
*********************************
ณ จวนท่านเสนาฯ
ไป่หลิงรีบดำเนินการฝังเข็มให้กับสุ่ยเชี่ย เพื่อทำให้นางฟื้น แต่ทว่าสุ่ยเชี่ยเสียใจสุดชีวิตจากการสูญเสียน้องสาว ทำให้สภาวะจิตใจของนางอ่อนแอมาก ความสูญเสียทำให้นางไม่อยากฟื้นขึ้นมาบนโลกใบนี้อีกเลย
“ทำยังไงดีล่ะคะ ท่านหมอ” เจินผิงเป็นห่วงท่านหมอดู
“ข้าคงช่วยชะลอให้นางมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ชั่วคราวเท่านั้น ตอนนี้คงทำได้เพียงรอท่านรองแม่ทัพกลับมา” ไป่หลิงกล่าว
ข่าวฆาตกรเสียชีวิตในคุกแพร่สะพัดไปทั่ว ทำให้ชาวบ้านรู้สึกอุ่นใจมากขึ้นที่ทางการสามารถจับตัวคนร้ายได้แล้ว
วันถัดมา
ต่งหนานเป็นห่วงอาการของท่านหมอดู จึงมาเยี่ยมนาง “ท่านหมอเป็นยังไงบ้างล่ะไป่หลิง”
“นางไม่เพียงแต่ป่วยทางกายเท่านั้น นางยังป่วยทางใจอีกด้วย นางจึงไม่อยากฟื้นขึ้นมาน่ะ” ไป่หลิงรู้สึกจนปัญญา
“น่าสงสารท่านหมอ นางอุตส่าห์ได้เจอน้องสาวแล้วแท้ๆ” ต่งหนานกล่าว
“ไม่คิดว่าคนบงการจะอำมหิตต่อเสิ่นชิงถึงขนาดนี้” ไป่หลิงรู้สึกโกรธแทน
“ได้ยินข่าวว่าท่านมือปราบกำลังรีบสืบ แต่ก็จนปัญญาเพราะไม่มีหลักฐานสาวไปหาตัวพวกมันได้” ต่งหนานกล่าว
“ขุนนางท่านนี้ต้องเป็นผู้มีอิทธิพลมากเป็นแน่” ไป่หลิงคาดการณ์
“แต่ต่อให้เขามีอำนาจมากแค่ไหน ยังไงเขาก็ไม่อาจหลีกหนีกฎแห่งกรรมไปได้พ้นหรอก” ต่งหนานเชื่อเช่นนั้น
“ข้าก็หวังเช่นนั้น” ไป่หลิงกล่าว
ไป่หลิงมองไปที่ท่านหมอดู นางจึงคิดแผนการบางอย่าง
*********************************
วันต่อมา ณ จวนท่านแม่ทัพธงอี่
“เรียนฮูหยิน มีหญิงแปลกหน้ามาขอพบท่านครับ” พ่อบ้านรายงาน
“ให้เข้ามาได้” ต่งหนานกล่าว
หญิงวัยสี่สิบปีเดินเข้ามาในจวนแม่ทัพด้วยท่าทางเก้งๆกังๆ “เอ่อ ท่านนะหรือ คือ แม่นางต่งหนาน”
“ใช่ข้าเอง ท่านน้ามีอะไรกับข้างั้นหรือ” ต่งหนานสงสัย
“ท่านหมอดูสุ่ยเชี่ย จ้างให้ข้ามาส่งจดหมายให้ท่านในวันนี้ค่ะ” หญิงแปลกหน้ากล่าว
“นางจ้างท่านตอนไหน ก็ในเมื่อป่านนี้หมอดูท่านยังไม่ฟื้นเลย” ต่งหนานสงสัย
“นางทำนายล่วงหน้าค่ะ และกำชับว่าต้องให้ท่านอ่านจดหมายทันที ไม่เช่นนั้นท่านหมอไป่หลิงอาจมีภัย” หญิงแปลกหน้ากล่าว
ต่งหนานจึงรีบรับจดหมายมาอ่านทันที ต่งหนานมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันใด จึงกล่าวกับท่านน้าว่า “ข้าจะรีบทำตามที่ท่านหมอสุ่ยเชี่ยกล่าวไว้ ท่านไม่ต้องเป็นห่วง”
“งั้นข้าขอลา” หญิงแปลกหน้ารีบไปทันที
*********************************
วันถัดมา มีข่าวแพร่สะพัดว่าท่านหมอดูสุ่ยเชี่ยฟื้นแล้ว และนางสามารถทำนายได้ว่าคนร้ายที่บงการฆาตกรต่อเนื่องเป็นใครกันแน่ ตอนนี้ท่านหมอดูพักอยู่ภายในจวนท่านเสนาฯ และนางยังไม่ให้ใครเข้าพบหรือเยี่ยมนางในตอนนี้ เพราะกลัวใครจะมาลอบฆ่านางปิดปาก
คนร้ายเริ่มหวาดระแวง ดังนั้นชายชุดดำคนหนึ่งจึงรีบลอบเข้าไปในจวนท่านเสนาฯ เขาแอบฟังจึงรู้ว่าท่านหมอดูนอนพักที่ห้องไหน เมื่อรู้ตำแหน่งห้อง เขาก็รีบเข้าไปในห้องเพื่อฆ่านางปิดปากทันที แต่ทว่า คนร้ายกลับหลงกล เพราะคนในห้องกลับเป็นไป่หลิง
คนร้ายกับไป่หลิงจึงปะทะต่อสู้กัน คนร้ายมีวรยุทธ์สูงมาก ทำให้ไป่หลิงถูกฟันที่แขนและได้รับบาดเจ็บจนกระบี่หลุดมือ คนร้ายได้ทีจึงรีบตั้งหลักจับดาบให้มั่นหมายจะฆ่าไป่หลิงทันที
ทหารที่จวนพยายามเข้าไปช่วยแต่ทว่าคนร้ายกลับจับไป่หลิงเป็นตัวประกัน
“ไม่ต้องห่วงข้า รีบฆ่าคนร้ายซะ” ไป่หลิงกล่าว
“ปากดีนัก งั้นตายซะเถอะ” คนร้ายโกรธมากจึงจะรีบปาดคอไป่หลิง
และแล้วชายวรยุทธ์สูงก็รีบเข้าโจมตีจากทางด้านหลัง ชายคนนั้นถีบคนร้ายจนล้ม ทำให้ไป่หลิงหลุดจากการเกาะกุมของคนร้ายออกมาได้ ต่งหนานรีบประคองไป่หลิงและพาไปอยู่ในที่ปลอดภัยทันที
“ทำไมเจ้าถึงอยู่ที่นี่ล่ะต่งหนาน” ไป่หลิงแปลกใจ
“เรื่องมันยาว ข้าค่อยเล่าให้เจ้าฟัง” ต่งหนานกล่าว
“และนั่น คือ ธงอี่นี่ ทำไมเขาถึงอยู่ที่นี่” ไป่หลิงตั้งสติและพยายามมองจนรู้ว่าเป็นเพื่อนของตัวเอง
ธงอี่มีชั้นเชิงมากกว่า เขาจึงสามารถเอาชนะคนร้ายและจับตัวคนร้ายได้ทันที
กลุ่มมือปราบจึงมาช่วยกันจับกุมคนร้าย กะว่าจะพาไปที่จวนผู้ว่าฯ แต่ทว่า
“ยังไงเขาก็ถูกฆ่าปิดปากอยู่ดี ฆ่ามันตอนนี้เลยดีกว่าท่านมือปราบ” ธงอี่กล่าว
“นั่นสิ ข้าก็เบื่อที่ต้องพามันไปในที่คุมขัง และมาคอยเก็บศพในคุกอีก” หัวหน้ามือปราบกล่าว
“ไว้ชีวิตข้าด้วย อย่าฆ่าข้าเลยนะ” คนร้ายร้องขอชีวิต
“ท่านทำใจเถอะ เจ้านายท่านรักชีวิตตัวเอง เขาไม่ได้ห่วงท่านหรอก ขนาดฆาตกรหญิงคนนั้นยังถูกฆ่าอย่างไร้ปราณี นับภาษาอะไรกับท่าน” ต่งหนานกล่าว
“ขะ ข้า ยอมบอกตัวผู้บงการก็ได้ แต่พวกท่านต้องพาข้าไปอยู่ในที่ปลอดภัยด้วย” คนร้ายกล่าว
“งั้นท่านก็ว่ามา ผู้บงการเป็นใคร” ธงอี่รีบถาม
“ท่านเจ้าเมืองลู่ผิงเป็นผู้บงการ เขาร่วมมือกันโกงงบประมาณค่าสร้างเขื่อนด้วย และเกรงกลัวว่าขุนนางที่ร่วมมือด้วยจะเปิดเผยเรื่องนี้ เลยจ้างนักฆ่าเพื่อฆ่าพวกเขาปิดปาก” คนร้ายยอมเผย
“ข้าก็นึกว่า ผู้บงการจะเป็นผู้ประสบเคราะห์ภัยน้ำท่วม ที่ไหนได้ เขาหลอกใช้ลูกน้องแสร้งบอกว่าเขาต้องการกำจัดคนชั่วโกงกินบ้านเมือง ที่แท้ก็ทำเพื่อปิดปากกลัวตัวเองจะได้รับโทษทัณฑ์นี่เอง” ต่งหนานกล่าว
“น่าสงสารแม่นางเสิ่นชิง นางคงนึกว่านางช่วยกำจัดคนชั่ว ทดแทนผู้มีพระคุณ แต่ผู้มีพระคุณกลับเป็นพวกเดียวกับคนชั่วเหล่านั้นด้วย” ไป่หลิงกล่าว
“แล้วจะเอายังไงกับคนร้ายคนนี้ดีล่ะ” ท่านมือปราบสงสัย
“ข้าจะพาเขาไปขังที่คุกทหารก่อน แล้วข้าจะให้ลูกน้องคุ้มกันเขาอย่างดี เพื่อให้เขาเป็นพยานเอาผิดท่านเจ้าเมืองลู่ผิง ส่วนท่านมือปราบ ท่านก็เป่าประกาศว่าจับคนร้ายได้แล้ว และขณะนี้ได้ขังไว้ในคุกจวนท่านผู้ว่าฯแล้ว พวกเราจะดักจับนักฆ่าที่จะมาฆ่าคนร้ายคนนี้ปิดปากอีกที” ธงอี่กล่าวแผน
“เป็นความคิดที่ดี” ท่านมือปราบกล่าว
“ขอบคุณมากนะต่งหนาน ธงอี่ ที่มาช่วยข้า” ไป่หลิงกล่าว
“เจ้าก็วู่วามเกินไป ไป่หลิง ท่านเสนาฯต้องดุท่านมากแน่ๆ” ต่งหนานกล่าว
“ว่าแต่เจ้ารู้แผนการข้าได้ยังไงน่ะ” ไป่หลิงสงสัย
“ท่านหมอดูสุ่ยเชี่ยได้ทำนายล่วงหน้า นางสั่งให้หญิงวัยกลางคนท่านนึงมาส่งจดหมายให้ข้า ภายในจดหมายได้บอกแผนการของเจ้า พร้อมกับบอกให้ข้ารีบส่งจดหมายผ่านพิราบสื่อสารให้ธงอี่รีบกลับมาเมืองหลวง เพื่อช่วยเหลือเจ้าและจับคนร้ายคนนี้น่ะ” ต่งหนานเล่า
“ที่แท้ ท่านหมอดูก็เตรียมการไว้แล้วนี่เอง” ไป่หลิงนึกไม่ถึง
“เอาล่ะ งั้นข้ากับธงอี่กลับก่อนนะ ไป่หลิง ฝากดูอาการท่านหมอดูสุ่ยเชี่ยด้วย” ต่งหนานกล่าว
“ข้าจะปกป้องนางให้ถึงที่สุด” ไป่หลิงกล่าวอย่างมุ่งมั่น
สองสามีภรรยาจึงพากันกลับจวน ทหารรีบพาคนร้ายกลับค่ายทหารเพื่อนำไปขังที่คุกทหารชั่วคราว ส่วนท่านหัวหน้ามือปราบก็รีบนำลูกน้องปลอมเป็นคนร้ายกลับจวนท่านผู้ว่าฯเพื่อหลอกผู้บงการตัวจริง
สองวันต่อมา มันเป็นไปตามแผนการ นักฆ่าหลงกล เขามาลอบฆ่าอีกเช่นเคย แต่คราวนี้เขาถูกธงอี่ทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส ไป่หลิงจึงรีบรักษาพร้อมกับพูดเกลี้ยกล่อมให้นักฆ่ายอมซัดทอดไปยังท่านเจ้าเมืองลู่ผิง จนกระทั่งนักฆ่าผู้นั้นเริ่มตระหนักแล้วว่า ท่านเจ้าเมืองลู่ผิงยังจ้างเขาให้ไปฆ่าชายคนนั้นได้เลย และนับภาษาอะไรกับตัวเขาล่ะ เขาอาจถูกนักฆ่าคนใหม่มาฆ่าปิดปากด้วยเหมือนกัน ดังนั้นเขาจึงยอมสารภาพผิดและยอมซัดทอดไปยังท่านเจ้าเมืองลู่ผิง
หลักฐานและพยานแน่นหนามาก เพราะในระหว่างที่ท่านเสนาฯและธงอี่อยู่ลู่ผิง พวกเขาแอบสืบเรื่องที่เขื่อนพังทลายอย่างง่ายดายด้วยสาเหตุใด ชายทั้งสองสืบและหาหลักฐานบัญชีรายชื่อผู้ที่อยู่ในขบวนการโกงกินงบประมาณค่าสร้างเขื่อน ทำให้เขื่อนสร้างไม่ได้มาตรฐาน
เจ้าเมืองลู่ผิงพร้อมกับขุนนางในรายชื่อถูกจับทันที ฝ่ายตุลาการตัดสินว่าให้ประหารชีวิตท่านเจ้าเมืองลู่ผิงฐานจ้างวานนักฆ่าให้ไปฆ่าขุนนางที่สามารถซัดทอดความผิดมาถึงตัวเองได้ ส่วนขุนนางในบัญชีรายชื่อคนอื่นๆที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ถูกปลดทั้งหมด พร้อมกับถูกเนรเทศให้ไปอยู่แถบชายแดน เพราะพวกเขาโกงกินบ้านเมืองโดยไม่ยอมเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม มีผลทำให้ชาวประชาต้องประสบภัยน้ำท่วมอันใหญ่หลวง
เจินผิงสงสารท่านหมอดูสุ่ยเชี่ยมาก นางจึงนั่งเล่าเรื่องราวต่างๆรวมทั้งเรื่องที่จับตัวผู้บงการอย่างท่านเจ้าเมืองลู่ผิงได้ให้สุ่ยเชี่ยฟัง แม้ว่าสุ่ยเชี่ยจะยังไม่ฟื้นก็ตาม
*********************************
ท่านรองแม่ทัพเดินทางมาถึงหุบเขาชีหลง เขาพยายามออกตามหาสมุนไพรที่เหมือนกับในภาพ แม้ว่าเวลาผ่านไปสองวัน ท่านก็ยังไม่ถอดใจ และแล้วสวรรค์ก็ให้รางวัลกับคนที่มีความพยายาม ท่านรองแม่ทัพมองลงไปที่เหวก็พบต้นสมุนไพรที่ต้องการโดยบังเอิญ แต่เขาต้องไต่เขาเพื่อลงไปเก็บต้นสมุนไพรชนิดนั้น ท่านรองแม่ทัพค่อยๆไต่ลงไปเรื่อยๆจนกระทั่งสามารถเอื้อมมือไปหยิบต้นดังกล่าวได้ แต่ทว่าในระหว่างที่กำลังถอนต้นไม้อยู่นั้น อยู่ดีๆก็มีผึ้งที่แอบอยู่ภายในต้นปรากฏหลายตัว มันรีบออกมาต่อยท่านรองแม่ทัพจนกระทั่งท่านเสียหลักตกเขาทันที แต่มือยังคงกำต้นสมุนไพรนั้นไว้แน่นมาก
ท่านรองแม่ทัพค่อยๆลืมตาก็พบว่าในขณะนี้เขาได้อยู่ภายในบ้านหลังหนึ่ง เขาลุกขึ้นนั่งเพื่อสำรวจตัวเอง แต่ทว่ากระดูกข้อเท้าข้างซ้ายหักทำให้เขาไม่สามารถลุกยืนได้
“ใจเย็นๆสิท่าน ท่านตกเขาได้รับบาดเจ็บ ไม่ควรรีบขยับ ไม่เช่นนั้นกระดูกที่หักอาจไม่ประสานนะ” ชายแปลกหน้าวัยกลางคนกล่าว
“ท่านเป็นใคร ที่นี่ที่ไหน และข้าต้องรีบออกเดินทาง” ท่านรองแม่ทัพพยายามขยับตัวลุก
“ข้าคือหมอดูเทวดาเสี่ยวเยี่ย อาศัยอยู่ใต้หุบเหวมาเป็นเวลาสิบปีแล้ว” เสี่ยวเยี่ยยอมเล่า
“สมุนไพรของข้าอยู่ไหน ข้าต้องรีบไปช่วยคนรักของข้า นางอาจตายได้” ท่านรองแม่ทัพเป็นห่วงเสิ่นชุ่ย
“สมุนไพรของเจ้า ข้าเก็บไว้เป็นอย่างดี ว่าแต่คนรักของท่านก็คือเสิ่นชุ่ยน่ะสิ” เสี่ยวเยี่ยกล่าว
“ท่านรู้ได้ยังไง” ท่านรองแม่ทัพสงสัย
“ก็ข้าบอกแล้วว่าข้าคือหมอดูเทวดา ข้าได้ทำนายไว้ว่าข้าจะเจอเนื้อคู่ของเสิ่นชุ่ยวันนี้ และแล้วข้าก็เจอเจ้านอนสลบใต้หุบเหวจริงๆ” เสี่ยวเยี่ยกล่าว
“งั้นข้าขอบคุณท่านมาก มอบสมุนไพรให้ข้า ข้าจะรีบไปช่วยนาง” ท่านรองแม่ทัพพยายามฝืนลุก
“ไม่ได้ กระดูกข้อเท้าเจ้าหัก ต้องรอกระดูกประสานก่อน ไม่นานหรอก เพราะข้าได้ใช้สมุนไพรชนิดพิเศษช่วยเจ้า” เสี่ยวเยี่ยกล่าว
“ว่าแต่ทำไมท่านถึงรู้จักเสิ่นชุ่ยล่ะ” ท่านรองแม่ทัพสงสัย
“ก็นางเป็นลูกศิษย์ของข้าเอง ตอนนางอายุ 15 ปี นางก็ตกเขาเหมือนกันกับเจ้า แต่เพราะนางต้องการออกตามหาน้องสาวที่ชื่อเสิ่นชิง นางจึงขอเป็นลูกศิษย์ของข้าเพื่อแลกกับอายุไขของนาง ดังนั้นเมื่อนางได้เรียนวิชาหมอดูเทวดา นางจะอยู่ได้แค่อายุ 25 ปี เมื่อนางเรียนจบ ข้าจึงเปลี่ยนชื่อให้นางเป็น สุ่ยเชี่ย” เสี่ยวเยี่ยยอมเล่า
“งั้นก็คนละคนแล้วล่ะท่าน คนรักของข้าไม่ได้เป็นหมอดู” ท่านรองแม่ทัพกล่าว
“คนละคนหรือเปล่า เจ้าก็ดูภาพที่นางวาดเองเถอะ อะนี่ ระหว่างที่นางว่างจากการเรียน นางก็นั่งวาดรูป ข้าไม่นึกว่าฝีมือของนางจะดีปานนี้ นางวาดรูปเหมือนมากเลยนะ” ท่านเสี่ยวเยี่ยนำรูปวาดมาให้ท่านรองแม่ทัพดู
ภาพที่รองแม่ทัพเห็น เป็นรูปเสิ่นชิงสมัยอายุ 13 ปีและมีรูปวาดของตัวท่านรองแม่ทัพเองตอนอายุ 16 ปี นั่นเป็นเครื่องยืนยันว่าเสิ่นชุ่ยที่เป็นเพื่อนท่านรองแม่ทัพสมัยเด็กเป็นคนเดียวกันกับหมอดูสาวสุ่ยเชี่ยจริงๆ ในใจท่านรองแม่ทัพคิดว่า “แล้วผู้หญิงที่แอบอ้างว่าเป็นเสิ่นชุ่ยเป็นใครกันแน่ หรือว่า จะเป็นเสิ่นชิง เพราะมีเสิ่นชิงเท่านั้นที่รู้เรื่องราวของเสิ่นชุ่ยละเอียดเพียงนี้”
“เป็นไงล่ะท่านรองแม่ทัพ ใช่คนเดียวกับคนรักของท่านหรือไม่” เสี่ยวเยี่ยกล่าว
“ตอนนี้ข้ากำลังสับสนตัวเอง ข้าไม่อาจบอกท่านได้” ท่านรองแม่ทัพอึ้งกับเหตุการณ์ที่ประสบ
“ให้ข้าเดานะ เสิ่นชุ่ยที่อยู่กับเจ้า นางคงเป็นตัวปลอมล่ะสิ ถ้าข้าคาดการณ์ไม่ผิดนางน่าจะเป็นเสิ่นชิงที่สุ่ยเชี่ยพยายามออกตามหาอยู่เป็นแน่” เสี่ยวเยี่ยคาดเดา
“ทำไมท่านทายแม่นอย่างกับตาเห็นล่ะ” ท่านรองแม่ทัพสงสัย
“ข้าเป็นคนสอนวิชากับสุ่ยเชี่ย ดังนั้นข้าจำเป็นต้องดูดวงให้สุ่ยเชี่ยด้วย จึงรู้เรื่องราวของนางดี” เสี่ยวเยี่ยกล่าว
“แต่ข้า…” ท่านรองแม่ทัพยังคงสับสน
“เจ้าคงสับสนล่ะสิ ว่าเจ้ารักใครกันแน่ แต่ข้าขอบอกเลยว่าเจ้าเป็นเนื้อคู่ของลูกศิษย์ของข้า” เสี่ยวเยี่ยกล่าวอย่างมั่นใจ
“ทำไมท่านแน่ใจเช่นนั้น ในเมื่อข้ากับสุ่ยเชี่ยไม่ถูกชะตากัน” ท่านรองแม่ทัพนึกถึงหมอดูสาวคนนั้น
“งั้นเจ้าก็ลองทบทวนเองสิว่า ในสมัยที่เจ้าอายุ 16 ปี เจ้ารักใครและเพราะอะไร เจ้ารักเสิ่นชิงที่อ่อนหวานและชอบเอาอกเอาใจเจ้า หรือชอบเสิ่นชุ่ยที่วันๆเอาแต่ด่าเจ้าและผลักไสเจ้าให้น้องสาวตัวเอง” เสี่ยวเยี่ยกล่าว
“ข้าชักกลัวท่านแล้วสิ” ท่านรองแม่ทัพกลัวเพราะเขารู้แทบทุกอย่าง
“นานๆ ข้าจะได้เจอคนน่ะ มีอะไรเลยพูดออกมาหมด” เสี่ยวเยี่ยกล่าว
“แล้วทำไมท่านถึงไม่ออกไปจากที่นี่ล่ะ” ท่านรองแม่ทัพสงสัย
“การเป็นหมอดูเทวดา มันทำให้ข้าอายุสั้นน่ะ” เสี่ยวเยี่ยกล่าว
“ทำไมล่ะท่าน” ท่านรองแม่ทัพสงสัย
“การที่ข้าดูดวงแม่น บางครั้งทางการก็มาขอให้ข้าช่วยสืบนั่นโน่นนี่ ทำให้คนร้ายหรือคนชั่วต่างหวาดระแวงในตัวข้า กลัวว่าข้าจะเปิดโปงแผนการชั่วและสามารถบอกให้ทางการไปจับกุมพวกมันได้ ดังนั้นข้าจึงโดนหมายหัว” เสี่ยวเยี่ยกล่าว
“อย่างนี้นี่เอง ดังนั้นสุ่ยเชี่ยก็คงจะมีชะตากรรมแบบท่านน่ะสิ” ท่านรองแม่ทัพกล่าว
“ใช่แล้วล่ะ” เสี่ยวเยี่ยกล่าวอีกว่า “อ่ะนี่ ข้าให้” ท่านหมอเสี่ยวเยี่ยมอบจดหมายให้กับเขา
“มันคืออะไรน่ะท่าน” ท่านรองแม่ทัพสงสัย
“ถ้าสุ่ยเชี่ยหายจากอาการป่วย แล้วเจ้าได้แต่งงานกับนาง หลังคืนเข้าหอเจ้าค่อยเปิดอ่านก็แล้วกัน” เสี่ยวเยี่ยกล่าว
“ปัจจุบันข้าอาจไม่ได้รักนางแล้วก็ได้ ข้าคงรักเสิ่นชุ่ยอีกคน” ท่านรองแม่ทัพกล่าว
“งั้นก็ตามใจเจ้าเถิด ก็อย่างว่านะ มันก็เป็นแค่คำทำนายเท่านั้น” เสี่ยวเยี่ยกล่าว
ท่านรองแม่ทัพรักษาตัวได้อีกสองวัน ท่านก็ใช้ไม้เท้าค้ำแล้วรีบออกเดินทางกลับเพื่อตรวจสอบความจริงว่า โดยแท้จริงแล้วผู้หญิงที่แอบอ้างว่าเป็นเสิ่นชุ่ยเป็นใครกันแน่ และนางป่วยจริงหรือไม่ ในเมื่อท่านหมอไป่หลิงยังยืนยันให้เขาหาสมุนไพรชนิดนี้ให้กับเสิ่นชุ่ยคนนั้น
********************************************************************************************************************
ตอนที่ 5
ท่านรองแม่ทัพเดินทางออกมาจากหุบเขาชีหลงตามแผนที่ที่ท่านหมอดูเสี่ยวเยี่ยให้ไว้ เขาเก็บสมุนไพรและจดหมายไว้อย่างดี จนกระทั่งเดินทางไปถึงในตัวเมืองหลวงซึ่งใช้เวลาสองวันพอดี เขาพยายามเดินทางให้เร็วที่สุด แล้วไปหยุดอยู่ที่บ้านของเสิ่นชุ่ย ภายในบ้านกลับเงียบไม่มีใครอยู่เลย เขาเลยใช้ไม้เท้าประคองตัวเองเข้าไปในห้องของเสิ่นชุ่ย ภายในห้องว่างเปล่าไม่มีข้าวของหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงจดหมายฉบับหนึ่งวางไว้ จ่าหน้าซองถึงท่านรองแม่ทัพ ดังนั้นเขาจึงรีบเปิดอ่าน
ถึง ท่านพี่
หากท่านได้อ่านจดหมายฉบับนี้ ข้าคงไปสู่ปรโลกแล้ว ความจริงแล้วข้าคือเสิ่นชิง น้องสาวของพี่เสิ่นชุ่ย ขออภัยที่ข้าได้หลอกลวงท่าน เพราะข้ารักท่านเลยสวมรอยเป็นพี่เสิ่นชุ่ย ในอดีตข้าพลัดพรากจากพี่เสิ่นชุ่ยที่ลู่ผิงในระหว่างที่เกิดภัยน้ำท่วม โชคดีที่ท่านเจ้าเมืองลู่ผิงช่วยชีวิตของข้าไว้ แต่เขากลับรับข้าไปเลี้ยงเพื่อเป็นนักฆ่า ข้าจำใจต้องทดแทนบุญคุณจริงๆ ดังนั้นงานที่เขามอบหมายให้ข้าทำนั้นก็คือ การฆ่าขุนนางที่ร่วมมือกันโกงค่าสร้างเขื่อนที่ลู่ผิง ข้ายังรู้สึกดีตรงที่ข้าได้เข่นฆ่าเฉพาะคนชั่วเท่านั้น ข้ายอมรับว่าข้าทำงานไร้ร่องรอย ทางการไม่อาจสืบมาถึงตัวข้าได้ แต่ทว่ากฎแห่งกรรมมีจริง ไม่น่าเชื่อว่าหมอดูสาวสุ่ยเชี่ยจะสามารถทำนายได้ว่าคนร้ายเป็นผู้หญิงและอยู่ในเมืองหลวง ข้าได้ยินเช่นนั้นยิ่งรู้สึกหวาดระแวง
และแล้วก็มาถึงวันที่ข้าทำงานพลาด ข้าตั้งใจจะไปฆ่าขุนนางคนนี้เป็นคนสุดท้าย และใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับท่าน แต่แล้วท่านพี่กลับเป็นผู้ดักจับข้าเสียเอง ข้าไม่อาจต่อสู้กับท่านได้ การต่อสู้ครั้งนั้นทำให้ข้าบาดเจ็บที่แขน ข้าใช้ระเบิดควันเพื่อหลบหนี จนกระทั่งไปซ่อนตัวอยู่ที่บ้านร้าง ไม่น่าเชื่อว่าข้าจะได้เจอพี่เสิ่นชุ่ยตัวจริง นางกลับเป็นคนเดียวกับหมอดูสุ่ยเชี่ย แววตานางดีใจมากเมื่อได้เจอข้าแต่ในขณะเดียวกันนางก็เสียใจที่รู้ว่าข้าเป็นฆาตกรที่ทางการตามหาอยู่ อาการป่วยของนางกำเริบหนักมาก แต่นางก็อดทนต่ออาการเจ็บและฝืนบอกทิศทางเพื่อให้ข้าหลบหนีให้พ้นจากน้ำมือของท่าน ข้าได้แอบรู้ข่าวมาว่าท่านหมอดูสลบยังไม่ฟื้น ข้าจึงตัดสินใจแกล้งป่วย บังคับให้หมอไป่หลิงบอกให้ท่านออกตามหายาสมุนไพรให้พี่สุ่ยเชี่ย อภัยให้ข้าด้วย ข้าไม่มีทางเลือกจริงๆ และได้โปรดช่วยชีวิตพี่สุ่ยเชี่ยด้วยเถิด
สุดท้ายนี้ข้าขออวยพรให้ท่านครองรักกับพี่สุ่ยเชี่ยตราบนานเท่านาน
รักท่านพี่เสมอ
เสิ่นชิง
แม้ท่านรองแม่ทัพจะรู้ความจริงทั้งหมดแล้ว แต่ยังไม่รู้สถานการณ์ปัจจุบันว่ามันเกิดอะไรขึ้น ดังนั้นท่านจึงมุ่งตรงไปที่จวนท่านเสนาฯทันที
“เอ่อ ท่านรองแม่ทัพมาถึงแล้วหรอคะ” ไป่หลิงรู้สึกผิด
“ท่านไม่ต้องพูดอะไรหรอก เสิ่นชิงเขียนจดหมายบอกข้าไว้หมดแล้ว อะ นี่ สมุนไพรที่ท่านให้ข้าตามหา” ท่านรองแม่ทัพยื่นสมุนไพรให้
“ใช่จริงๆด้วย ขอบคุณท่านมาก” ไป่หลิงดีใจที่เห็นสมุนไพรที่ต้องการ
“ท่านไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก ยังไงนางก็เป็นเพื่อนสมัยเด็กของข้า” ท่านรองแม่ทัพกล่าว
“ข้าสัญญาจะรักษานางให้หาย” ไป่หลิงกล่าว
“งั้นข้าขอให้ใครก็ได้พาข้าไปเคารพศพของเสิ่นชิงจะได้หรือไม่” ท่านรองแม่ทัพกล่าว
“เจินผิง เจ้าพาท่านรองแม่ทัพไปที่ป้ายหลุมศพของแม่นางเสิ่นชิงเถิด” ไป่หลิงกล่าวกับเด็กสาว
“รับทราบค่ะ ท่านหมอ” เด็กสาวเจินผิงตอบรับ นางจึงนำทางและระหว่างเดินทางก็คอยเล่าเรื่องราวต่างๆให้ท่านรองแม่ทัพฟัง
ไป่หลิงจึงรีบเข้าไปในห้องยาเพื่อเตรียมปรุงยาให้กับท่านหมอดูสุ่ยเชี่ย โดยมีสาวใช้คอยเป็นลูกมือช่วย
ไป่หลิงพยายามประคองท่านหมอดูสุ่ยเชี่ย โดยแม่สามีของไป่หลิงคอยช่วยประคองและพยายามเรียกท่านหมอดู
“ท่านหมอสุ่ยเชี่ย พยายามฝืนทานยาหน่อยนะ ท่านต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป” แม่สามีกล่าว
เหมือนสุ่ยเชี่ยละเมอ นางกลับทานยาแต่โดยดีทั้งๆที่นางยังหลับตาอยู่
พอสุ่ยเชี่ยยอมทานยาจนหมด ไป่หลิงก็เริ่มดำเนินการฝังเข็มตามตำราของพ่อ ไป่หลิงใช้เวลาถึงหนึ่งชั่วยาม โดยมีแม่สามีคอยช่วยซับเหงื่อให้
“ขอบคุณค่ะ ท่านแม่” ไป่หลิงกล่าว
“เจ้าต้องช่วยชีวิตท่านหมอให้ได้นะ ไป่หลิง” แม่สามีสงสารท่านหมอดู
“ข้าจะพยายามให้ถึงที่สุด” ไป่หลิงกล่าว
สักพักเมื่อไป่หลิงฝังเข็มเป็นเข็มสุดท้าย สุ่ยเชี่ยก็กระอักเลือดทันที ทำให้แม่สามีไป่หลิงต้องรีบเช็ดเลือดให้กับสุ่ยเชี่ย ไป่หลิงถอนเข็มออกทั้งหมด เพื่อเตรียมขั้นตอนต่อไป
และแล้วก็มาถึงขั้นตอนสุดท้าย ไป่หลิงให้สุ่ยเชี่ยแช่น้ำสมุนไพรเป็นเวลาหนึ่งชั่วยาม หลังจากนั้นสาวใช้จึงช่วยอาบน้ำและแต่งตัวให้สุ่ยเชี่ย พวกนางช่วยกันประคองสุ่ยเชี่ยไปนอนพัก เพื่อดูผลการรักษาในเช้าวันรุ่งขึ้น
ไป่หลิงไม่ได้นอน นางคอยสังเกตอาการสุ่ยเชี่ยตลอดเวลา เพราะหากมีอาการผิดปกติจะได้รีบช่วยเหลือได้ทัน
เหมือนฟ้าเป็นใจ สุ่ยเชี่ยค่อยๆลืมตาฟื้นขึ้นมา
“แม่นางไป่หลิง ข้าอยู่ที่ไหน” สุ่ยเชี่ยพูดอย่างแผ่วเบา
“ในที่สุดท่านก็ฟื้น ท่านหมอสุ่ยเชี่ย ตอนนี้ท่านอยู่ในจวนท่านเสนาฯ” ไป่หลิงดีใจมาก
“ท่านรักษาโรคให้ข้างั้นหรือ” สุ่ยเชี่ยกล่าว
“ต้องขอบคุณท่านรองแม่ทัพ เขาเป็นคนหาสมุนไพรมาช่วยชีวิตท่าน” ไป่หลิงกล่าว
“เขามาช่วยข้าทำไม พวกเราไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกัน” สุ่ยเชี่ยสงสัย
“เสิ่นชิงสวมรอยเป็นท่าน และหลอกให้ท่านรองแม่ทัพซึ่งก็คือเพื่อนเก่าของท่านเองไปหาสมุนไพรให้” ไป่หลิงกล่าว
“อย่างนี้นี่เอง แต่ท่านไม่น่าช่วยชีวิตข้าเลย น้องสาวข้าตายแล้ว ข้าไม่เหลือใครอีกแล้ว” สุ่ยเชี่ยเหนื่อยกับชีวิต
“ตอนที่ข้าสูญเสียท่านพ่อไป ข้าก็คิดอย่างท่าน แต่พอระยะเวลาผ่านไป มันทำให้ข้าได้รู้ว่า ข้าควรมีชีวิตเผื่อท่านพ่อของข้าโดยการรักษาคนไข้ ในขณะที่ท่านก็ควรมีชีวิตเผื่อน้องสาวเพื่อทำคุณประโยชน์เพื่อบ้านเมือง จริงมั้ย” ไป่หลิงกล่าว
“อื้อ ข้าจะพยายามก็แล้วกัน” สุ่ยเชี่ยกล่าว
“งั้นข้าจะไปตามเจินผิง ให้ยกอาหารมาให้ท่าน นางต้องดีใจมากแน่ๆที่ท่านฟื้นแล้ว” ไป่หลิงกล่าว
“ยังไงข้าก็ขอขอบคุณท่านมากที่ช่วยชีวิตข้าไว้” สุ่ยเชี่ยกล่าว
“ข้าก็ขอบคุณท่านเช่นกัน ที่ท่านช่วยชีวิตข้าด้วยการส่งจดหมายบอกต่งหนาน” ไป่หลิงทำท่าคารวะเพื่อขอบคุณ
“ถือว่าพวกเราหายกันเถอะนะ” สุ่ยเชี่ยยิ้มบางๆ
“ท่านกล่าวว่า ท่านไม่เหลือใคร แต่ตอนนี้ขอให้ท่านคิดว่าข้ากับต่งหนานเป็นเพื่อนรักท่านจะได้หรือไม่” ไป่หลิงอยากคบสุ่ยเชี่ยเป็นเพื่อน
“ได้ ข้าจะเป็นเพื่อนรักของพวกท่าน ท่านไปพักเถอะ ท่านคงไม่ได้นอน” สุ่ยเชี่ยกล่าว
“งั้นข้าขอตัว” ไป่หลิงกะว่าจะไปเรียกเจินผิงมาดูแลสุ่ยเชี่ย ส่วนตนจะไปนอนพักหลังจากที่ไม่ได้นอนมาทั้งคืน
ข่าวหมอดูฟื้นแพร่สะพัดไปทั่วทำให้หลายคนแห่กันมาเยี่ยมท่านหมอดู จนสุ่ยเชี่ยแทบจะไม่มีเวลาพัก และท่านรองแม่ทัพก็ไม่มีโอกาสได้คุยกับนางสักที
*********************************
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา สุ่ยเชี่ยแข็งแรงขึ้นมากแล้ว นางตัดสินใจล่ำลาไป่หลิง แล้วไปที่วัดแม่ชีแห่งหนึ่ง
“ท่านตัดสินใจดีแล้วแน่หรือ ที่จะบวชชี” ซือไท่สอบถาม
“ข้าตัดสินใจดีแล้วค่ะ” สุ่ยเชี่ยกล่าว
“แต่แม่นางต้องขออนุญาตผู้ปกครองหรือญาติเสียก่อน หากมีผู้ใดไม่อนุญาต แม่นางก็บวชไม่ได้” ซือไท่ต้องการแน่ใจว่าสุ่ยเชี่ยไม่ได้หนีใครมาบวช
“ข้าไร้ญาติขาดมิตร ไม่จำเป็นต้องขออนุญาตใคร” สุ่ยเชี่ยกล่าว
“เอาเถอะ อีกสามวัน หากไม่มีคนคัดค้าน แม่นางถึงจะบวชชีได้” ซือไท่กล่าว
“ขอบคุณท่านซือไท่” สุ่ยเชี่ยกล่าว
สุ่ยเชี่ยจึงอาศัยอยู่ที่วัด วันนี้นางจึงกวาดลานวัด เมื่อนางกวาดเสร็จก็เลยเดินสำรวจรอบๆวัด จนกระทั่งนางไปพบหญิงวัยกลางคนคนหนึ่ง นางเอาแต่ร้องเรียกหาลูกสาว คอยเดินหาทุกซอกทุกมุมในวัด
“มันเกิดอะไรขึ้นกับนางนะ” สุ่ยเชี่ยสงสัย
“นางเป็นหญิงสติไม่ดี หลังจากสูญเสียลูกสาว ก็คอยแต่ออกตามหาลูกไปทั่ววัด ทางบ้านนางพยายามพานางกลับ นางก็หนีมาที่วัดแห่งนี้อีก” แม่ชีท่านหนึ่งเล่า
“ขอบคุณท่านมาก ที่เล่าให้ข้าฟัง” สุ่ยเชี่ยกล่าว
สุ่ยเชี่ยเดินไปหาหญิงคนนั้น นางเลยกอดสุ่ยเชี่ยทันที “แม่ดีใจจริงๆ ในที่สุดแม่ก็เจอเจ้า”
สุ่ยเชี่ยกอดตอบและกล่าวว่า “ข้าก็ดีใจที่ได้เจอท่าน แต่น่าเสียดายที่ข้าไม่ใช่ลูกสาวของท่าน”
หญิงผู้นั้นคลายอ้อมกอด “ทำไมจะไม่ใช่ ลูกแม่ กลับบ้านกับแม่เถอะนะ”
“ข้ารู้ ว่าท่านแกล้งบ้า ท่านทำแบบนี้แล้ว มันจะช่วยอะไรได้ ลูกสาวของท่านจะฟื้นกลับมาได้งั้นหรือ” สุ่ยเชี่ยกล่าว
“เจ้าพูดอะไรน่ะ ข้าไม่ได้แกล้งนะ” หญิงวัยกลางคนกล่าว
“ข้าก็เพิ่งสูญเสียน้องสาว ตอนนี้ข้าอยู่ในสภาพไร้ญาติ แต่ท่านไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวนะ ท่านยังมีสามีที่รักท่านมาก ท่านตั้งสติและยอมรับความจริง จงมีชีวิตอยู่กับสิ่งที่เหลืออยู่เถิด สิ่งที่สูญเสียไปแล้ว อาวรณ์ไปก็เท่านั้น” สุ่ยเชี่ยกล่าว
“เจ้าเก่งมากที่มองข้าออก ข้ามีลูกสาวเพียงคนเดียว แต่นางเป็นโรคร้ายรักษาไม่หาย สุดท้ายนางก็จากไปอย่างสงบ แม่อย่างข้ารับไม่ได้จริง” หญิงวัยกลางคนพูดอย่างปกติ
“งั้นข้าขอถามท่านหน่อย หากดวงวิญญาณลูกสาวของท่านเห็นท่านมีสภาพแกล้งบ้าเช่นนี้ นางจะรู้สึกอย่างไร” สุ่ยเชี่ยกล่าว
“ข้า…” หญิงวัยกลางคนก็ไม่เห็นประโยชน์ที่ทำแบบนี้เช่นกัน
“ให้ข้าคิดนะ ลูกสาวของท่านก็จะร้องไห้เพราะคิดว่าตัวเองอกตัญญูที่เป็นต้นเหตุให้ท่านมีสภาพเช่นนี้ และดวงวิญญาณที่เศร้าหมองก็ไม่อาจไปสู่สุคติภูมิได้ ท่านอยากให้ลูกสาวของท่านเป็นเช่นนั้นหรือ” สุ่ยเชี่ยกล่าว
“ไม่ ข้าไม่ได้ตั้งใจให้นางเป็นเช่นนั้น” หญิงวัยกลางคนกล่าว
“ท่านอดทนมีชีวิตอยู่อย่างเข้มแข็งเพื่อลูกสาวเถอะนะ และใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับสามีที่รักท่านมาก เพื่อให้ลูกสาวของท่านจากไปอย่างสงบไง” สุ่ยเชี่ยกล่าว
“ได้ ข้าจะเชื่อท่าน แต่ข้ามีข้อแม้” หญิงวัยกลางคนกล่าว
“ท่านว่ามาสิ” สุ่ยเชี่ยกล่าว
“หากข้าเข้มแข็งขึ้นได้ ท่านต้องยอมมาเป็นลูกสาวบุญธรรมของข้านะ” หญิงวัยกลางคนรู้สึกถูกชะตากับสุ่ยเชี่ย
“ได้สิ ข้ารับปากท่าน” สุ่ยเชี่ยกล่าว
“ขอบคุณแม่นางมาก เจ้าคือ” หญิงวัยกลางคนถาม
“ข้าชื่อสุ่ยเชี่ย หากท่านอยากจะมาเยี่ยมข้า ท่านก็มาที่วัดแห่งนี้ ส่วนตอนนี้ท่านกลับบ้านเถิด สามีท่านมารอรับแล้ว” สุ่ยเชี่ยกล่าว
“เจ้ารู้ได้ยังไงน่ะ” หญิงวัยกลางคนสงสัย
“ท่านรีบไปเถอะ เขารอท่านมาทั้งชีวิตแล้ว” สุ่ยเชี่ยกล่าว
หญิงผู้นั้นเดินอย่างสง่าผ่าเผย ราวกับคนในราชวงศ์ นางรีบไปที่ห้องไหว้พระทันที ไม่น่าเชื่อว่าสามีของนางจะรออยู่ที่นั่นจริงๆ
“กลับบ้านเถอะนะ” สามีกล่าว
“ค่ะท่านพี่ พวกเรารีบกลับบ้านกันเถอะ ข้าคิดได้แล้ว” หญิงวัยกลางคนกล่าว
สามีกอดภรรยาด้วยความดีใจ เพราะในที่สุดฮูหยินของเขาก็ยอมรับความจริงเสียที
*********************************
สุ่ยเชี่ยเดินไปเรื่อยๆก็เห็นยาจกมารับของแจกที่โรงทานแถววัดแม่ชี จึงทำให้นางหวนคิดถึงอดีต นางกับน้องสาวเคยทำซาลาเปาขาย เลยตัดสินใจว่าจะทำซาลาเปาแจกที่โรงทานในวันพรุ่งนี้ ดังนั้นนางจึงไปหาต่งหนานเพื่อขอความช่วยเหลือ
“ได้สิท่านหมอสุ่ยเชี่ย ข้าจะช่วยท่านอย่างเต็มที่” ต่งหนานกล่าว
“ข้าตั้งใจจะทำเยอะหน่อย ข้าคนเดียวอาจทำไม่ไหว” สุ่ยเชี่ยกล่าว
“ไม่ต้องเกรงใจข้าหรอก ข้าเป็นเพื่อนท่านนี่” ต่งหนานยิ้มให้เพื่อนสาว
“อื้อ ขอบคุณมากต่งหนาน” สุ่ยเชี่ยซึ้งใจ
แต่ทว่าพอเช้าวันรุ่งขึ้น ณ วัดแม่ชี
“ท่านมาที่นี่ทำไมไม่ทราบ” สุ่ยเชี่ยพูดเสียงแข็ง
“ฝ่าบาทมีรับสั่งให้ท่านแม่ทัพธงอี่และฮูหยินเข้าเฝ้า เพื่อมอบรางวัลที่พวกเขาสามารถจับกุมคนร้ายฆ่าขุนนางและฉ้อโกงงบประมาณค่าสร้างเขื่อน ต่งหนานเลยขอร้องให้ข้าพาแม่ครัวและสาวใช้มาช่วยเจ้าทำซาลาเปา” ท่านรองแม่ทัพกล่าว
“ขอบคุณมาก ท่านกลับไปเถอะ ท่านหมดหน้าที่แล้ว” สุ่ยเชี่ยกล่าว
“แต่ข้าก็เคยช่วยเจ้าทำซาลาเปานี่” ท่านรองแม่ทัพไม่ยอมกลับ
“มันเป็นอดีตไปแล้ว ท่านรองแม่ทัพ ท่านไม่จำเป็นต้องช่วยข้าหรอก” สุ่ยเชี่ยกล่าว
“เจ้ากลัวหวั่นไหวน่ะสิ” ท่านรองแม่ทัพแกล้งพูด
“ห๊า นี่ท่านยังไม่เลิกหลงตัวเองอีก” สุ่ยเชี่ยกล่าว
“เอาเป็นว่า ข้าจะช่วยก็แล้วกัน” ท่านรองแม่ทัพเข้าไปช่วยแม่ครัวโดยไม่สนใจสุ่ยเชี่ยอีก
แม้ว่าสุ่ยเชี่ยกับท่านรองแม่ทัพจะเคยเป็นเพื่อนกันมาก่อน แต่พวกเขาชอบทะเลาะกัน เวลาที่สุ่ยเชี่ยห้ามเขาทำอะไร เขาก็จะเอาชนะด้วยการทำสิ่งนั้น ครั้งนี้ก็เช่นกัน ท่านรองแม่ทัพจึงช่วยสุ่ยเชี่ยทำซาลาเปาแจกชาวบ้านและยาจกที่อยู่แถววัด
พอถึงเวลาเที่ยง สุ่ยเชี่ยก็นำซาลาเปาที่ช่วยกันทำจนเสร็จไปแจก ยาจกและชาวบ้านแถวนั้นไม่กล้าวิ่งแย่งกันเพราะมีทหารคอยคุมให้พวกเขาเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบ และแล้วก็แจกจนหมดเสียที
สุ่ยเชี่ยทำการคารวะทหาร แม่บ้านและสาวใช้ที่มาจากจวนแม่ทัพธงอี่ พร้อมกับขอบคุณท่านรองแม่ทัพ
พอแยกย้าย สุ่ยเชี่ยได้นำซาลาเปาที่แบ่งมาสามลูก นำไปเซ่นไหว้น้องสาวที่หน้าป้ายหลุมศพของเสิ่นชิง
“เจ้ายังจำซาลาเปาที่เจ้ากับพี่ช่วยกันทำได้มั้ย วันนี้พี่ลงมือทำเองกับมือเลยนะ พี่ก็เลยเอามาเซ่นไหว้เจ้าด้วย พี่รู้สึกดีขึ้นแล้ว พี่สัญญาว่าจะเข้มแข็งและมีชีวิตอยู่ต่อไป ขอให้เจ้าไปสู่สุคติเถิด” สุ่ยเชี่ยคุกเข่ากล่าวกับดวงวิญญาณของเสิ่นชิง
พอสุ่ยเชี่ยลุกขึ้นแล้วหันไปก็พบว่า….
“ท่านจะมาไหว้เสิ่นชิงงั้นหรือ งั้นเชิญสิ” สุ่ยเชี่ยกล่าว
“ทำไมเจ้าถึงจะบวชชีล่ะ” ท่านรองแม่ทัพกล่าว
“เจ้ารู้ได้ยังไง” สุ่ยเชี่ยสงสัย
“ท่านแม่ชีท่านหนึ่งบอก” ท่านรองแม่ทัพกล่าว
“มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับท่านเลยนะ” สุ่ยเชี่ยกล่าว
“ข้าเป็นคนหาสมุนไพรมาช่วยเจ้า งั้นเจ้าเป็นหนี้ชีวิตข้า เจ้าต้องแต่งงานกับข้าสิ” ท่านรองแม่ทัพไม่อยากให้นางบวช
“หลงฉี! ข้ารู้ว่าเจ้ารักเสิ่นชิงมาก เจ้าก็เลยคิดว่าจะดูแลข้าแทนนาง แต่มันไม่จำเป็นอีกแล้ว เจ้าจงมีชีวิตอย่างมีความสุขเถิด” สุ่ยเชี่ยกล่าว
“มันไม่ใช่อย่างนั้นนะ” ท่านรองแม่ทัพกล่าวเพราะเขาเพิ่งรู้ตัวว่าแม้เสิ่นชิงจะสวมรอยเป็นเสิ่นชุ่ย แต่ความรู้สึกในตอนนั้นเขากลับคิดกับนางแบบน้องสาว นั่นมันทำให้ท่านรองแม่ทัพรู้สึกถึงความขัดแย้งในตัวเอง แต่พอรู้ความจริงเขาจึงเข้าใจว่าไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนเขาก็รักเสิ่นชุ่ยตัวจริงอยู่ดี
“งั้นข้าบอกคำทำนายให้ก็ได้ ต่อไป เจ้าจะได้อภิเษกกับองค์หญิงท่านหนึ่ง เจ้าไม่ได้แต่งงานกับข้าหรอก ข้าขอแสดงความยินดีกับเจ้าล่วงหน้าก็แล้วกัน” สุ่ยเชี่ยทำนาย
“แต่ข้ารักเจ้านี่ ยังไงข้าก็จะแต่งงานกับเจ้า” ท่านรองแม่ทัพยังคงยืนยัน
“เจ้าแน่ใจหรอ แต่ข้าขอปฏิเสธ หากเจ้าไม่ได้แต่งงานกับองค์หญิง เจ้าจะถูกประหารเก้าชั่วโคตร ฐานขัดราชโองการ และข้าอุตส่าห์เพิ่งหายจากโรค ข้าไม่ยอมตายไปพร้อมกับเจ้าหรอกนะ หลงฉี” สุ่ยเชี่ยกล่าว
“แต่ว่าเจ้า…” ท่านรองแม่ทัพกล่าวไม่จบเพราะเสิ่นชุ่ยพูดตัดบท
“ข้าต้องรีบกลับวัดไปสวดมนต์ ข้าขอตัวก็แล้วกัน ลาก่อนท่านรองแม่ทัพ” เสิ่นชุ่ยทำท่าคารวะแล้วเดินจากไป
ท่านรองแม่ทัพสงสัยว่าก็ในเมื่อหมอดูเทวดาเสี่ยวเยี่ยทำนายว่าเขาเป็นเนื้อคู่ของสุ่ยเชี่ย แต่ทำไมเขาถึงจะได้อภิเษกกับองค์หญิงล่ะ
********************************************************************************************************
ตอนจบ
วันนี้เป็นวันที่ฝ่าบาทเสด็จไปไหว้พระที่วัดหมิงต้า โดยมีเหล่าขุนนาง แม่ทัพธงอีและรองแม่ทัพหลงฉีติดตามไปด้วย ในระหว่างที่ฝ่าบาทกำลังจุดธูปไหว้พระอยู่นั้น อยู่ดีๆเกิดแผ่นดินไหว ทุกคนแทบจะทรงตัวไม่อยู่ ต่างพากันหลบในที่ที่ปลอดภัย
ทันใดนั้นเองเกิดเหตุไม่คาดฝัน เหนือพระเศียรของฝ่าบาทมีระฆังที่แขวนไว้ติดเพดานโบสถ์และกำลังจะหล่นลงมา
ท่านรองแม่ทัพตาไวกว่าเพื่อน เขาจึงรีบวิ่งเข้าไปเพื่อผลักฝ่าบาทให้พ้นจากระฆังใหญ่นั้น แม้ว่าฝ่าบาทและท่านรองแม่ทัพจะหลบพ้นระฆังอย่างหวุดหวิด แต่ท่านรองแม่ทัพกลับถูกเสาล้มลงมาทับที่กลางหลังพอดี ผ่านไปไม่นานเหตุการณ์ทุกอย่างสงบลง แผ่นดินหยุดสั่นสะเทือน แม่ทัพธงอี่และทหารองครักษ์จึงรีบวิ่งเข้าไปช่วยกันยกเสาออกไปให้พ้นตัวท่านรองแม่ทัพทันที
ฝ่าบาทจึงมีรับสั่งให้หมอหลวงรีบดูอาการของท่านรองแม่ทัพโดยด่วน ซึ่งตอนนี้เขายืนขึ้นมาปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หมอหลวงรีบสำรวจบาดแผลก็พบรอยฟกช้ำจากการถูกเสาทับซึ่งเป็นแถบใหญ่มาก แต่ท่านรองแม่ทัพไม่แสดงสีหน้าว่าเจ็บปวดใดๆ
“ท่านช่างแข็งแรงยิ่งนัก เสาหนักขนาดนั้น ท่านยังไม่เป็นอะไรเลย” หมอหลวงกล่าว
“ข้าก็เป็นคนนะ ข้ารู้สึกเจ็บ แต่ไม่ถึงขั้นต้องล้มหมอนนอนเสื่อนี่” ท่านรองแม่ทัพกล่าว
“อะ นี่ ยาครับท่าน ทาทุกวัน ท่านก็หายเอง” หมอหลวงยื่นยาให้
ฝ่าบาทเห็นว่าท่านรองแม่ทัพไม่ได้เป็นอะไร ส่วนคนอื่นก็ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บเลยสักคน จึงมีรับสั่งให้แม่ทัพธงอี่พร้อมกับลูกน้องช่วยกันบูรณะวัด ซ่อมแซมหอระฆังให้ดี จากนั้นก็รีบเสด็จกลับวัง พร้อมกับมีรับสั่งให้ขุนนางทุกคนเข้าเฝ้าก่อน
*********************************
ขุนนางผู้ซึ่งเพิ่งประสบเหตุแผ่นดินไหว พากันเข้าเฝ้าตามรับสั่ง
“เราขอขอบคุณท่านมากที่ช่วยชีวิตของเราไว้ ท่านรองแม่ทัพ” ฝ่าบาทตรัส
“มันเป็นหน้าที่ของกระหม่อมที่ต้องปกป้องพระองค์อยู่แล้วพะย่ะค่ะ” รองแม่ทัพกล่าว
“ดังนั้น เราจะปูนบำเหน็จให้ และประทานสมรสให้ท่านอภิเษกกับองค์หญิง แต่องค์หญิงในวังมีหลายพระองค์ เราจะให้สิทธ์เจ้าเป็นผู้เลือก” ฝ่าบาททรงต้องการตอบแทน
“เอ่อ กระหม่อมยังไม่อยาก….” รองแม่ทัพรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ
“ท่านจะปฏิเสธรับน้ำใจของเรางั้นรึ” ฝ่าบาทตรัสเพราะรองแม่ทัพแสดงสีหน้าลังเล
“ถ้าเช่นนั้น กระหม่อมขอเวลาสี่วันในการเลือกได้มั้ยพะย่ะค่ะ” รองแม่ทัพพยายามประวิงเวลา
“ทำไมล่ะ” ฝ่าบาททรงสงสัย
“กระหม่อมเพิ่งจะสูญเสียน้องสาวไป กระหม่อมอยากไว้ทุกข์ให้กับนางพะย่ะค่ะ” รองแม่ทัพกล่าวอ้าง
“ถ้าเช่นนั้นก็ได้ เราให้เวลาเจ้าสี่วัน” ฝ่าบาทตรัสเสร็จ ก็มีรับสั่งต่อ “เอาล่ะ เนื่องจากแผ่นดินไหวครั้งนี้รุนแรงมากจริงๆ พวกท่านก็รีบไปสำรวจว่ามีประชาชนได้รับบาดเจ็บหรือสูญเสียทรัพย์สินไปหรือไม่ และพวกท่านก็รีบบรรเทาทุกข์ของประชาชนตามแต่สมควรเถิด”
“รับด้วยเกล้าพะย่ะค่ะ” ขุนนางทุกคนรับคำ
ขุนนางทุกคนพากันแยกย้ายเพื่อไปปฏิบัติหน้าที่
*********************************
ท่านรองแม่ทัพรู้สึกคิดหนัก เพราะมันเป็นไปตามคำทำนายของหมอดูสุ่ยเชี่ยจริงๆ ในใจคิดว่า จะทำอย่างไรดีล่ะ ในเมื่อเขารักสุ่ยเชี่ยมากและอยากแต่งงานกับนางจริงๆ
แทนที่ท่านรองแม่ทัพจะนอนพักจากการได้รับบาดเจ็บที่หลัง ท่านก็ไปทำงานสำรวจหมู่บ้านเพื่อที่จะได้ลืมเรื่องนี้ไปก่อนชั่วคราว
หลงฉีและลูกน้องสอบถามชาวบ้านเสร็จก็พบว่าไม่มีใครได้รับอันตรายหรือสูญเสียทรัพย์สินใดๆ ท่านก็เลยสั่งลูกน้องกลับไปก่อน แล้วเขาก็เลยไปเดินเล่นอยู่แถวธารน้ำ สักพักเขาก็มองไปเห็นสุ่ยเชี่ยกำลังว่ายน้ำช่วยชีวิตเด็กสาววัย 7 ขวบ นางสามารถช่วยชีวิตเด็กได้ แม่ของเด็กเลยรีบขอบคุณสุ่ยเชี่ยยกใหญ่ จากนั้นแม่เด็กจึงอุ้มเด็กกลับบ้านทันที
แต่ตอนนี้สุ่ยเชี่ยเปียกปอนไปทั้งตัว ชุดที่นางใส่ก็แนบเนื้อเห็นหุ่นที่แท้จริง นางกำลังเดินกลับวัด แต่ทว่า
“จะไปไหนล่ะ แม่นางคนสวย” ชายนักเลงคนหนึ่งกล่าวทัก
“หลีกไปนะ ข้าจะรีบกลับบ้าน” สุ่ยเชี่ยพยายามเลี่ยง
“ไปบ้านพี่มั้ยล่ะน้องสาว” ชายนักเลงกล่าว
ชายคนนั้นไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบกระโจนใส่สุ่ยเชี่ยหวังปลุกปล้ำนางทันที
“ช่วยด้วย ช่วยข้าด้วย ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ” สุ่ยเชี่ยพยายามขัดขืนเต็มกำลังแต่สู้แรงของชายดังกล่าวไม่ไหว เพราะเขาทั้งกอดทั้งไซร้ซอกคออย่างบ้าคลั่ง
สักพัก ชายคนนั้นก็ถูกโยนออกไป พร้อมกับถูกหลงฉีซ้อมอย่างหนักด้วยอารมณ์โกรธจัดฐานที่กล้ามายุ่งกับผู้หญิงของเขา
สุ่ยเชี่ยตั้งสติเพราะเห็นหลงฉีกำลังซ้อมชายคนนั้นด้วยอารมณ์โกรธ นางจึงรีบจัดเครื่องแต่งกายให้เข้าที่ แล้วรีบห้ามหลงฉีทันที โดยจับตัวเขาไว้ไม่ให้ฆ่าชายนักเลงคนนั้น
“ข ข้า กลัวแล้ว ไว้ชีวิตข้าด้วย” ชายนักเลงมีอาการหวาดกลัว
“ต่อไป ถ้าเจ้ากล้ารังแกผู้หญิงอีก เจ้าตายแน่” หลงฉีกล่าว
“ครับ ครับ ต่อไปข้าจะไม่ทำอีกแล้ว” ชายคนนั้นกล่าว แล้วรีบวิ่งหนีไปทันที
“เจ้าไม่เป็นอะไรใช่มั้ย สุ่ยเชี่ย” หลงฉีเป็นห่วงคนรัก
“ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว ขอบคุณท่านมาก” แต่ทว่าพอสุ่ยเชี่ยหันหลังจะเดินกลับวัด นางกลับปวดข้อเท้ามาก เลยนั่งลงจับข้อเท้าไว้ เพราะนางเพิ่งรู้ตัวว่าข้อเท้าของนางพลิก
หลงฉีเห็นดังนั้นจึงนำเสื้อคลุมของเขามาคลุมตัวหญิงสาว แล้วรีบแบกนางโดยให้นางขี่หลัง
“ข้าไม่เป็นอะไร ให้ข้าเดินเองเถอะ” สุ่ยเชี่ยตกใจ
“อย่าดื้อสิ สุ่ยเชี่ย เห็นๆอยู่ ว่าเจ้าเจ็บข้อเท้า” หลงฉีกล่าว
“พาข้ากลับวัดแม่ชีนะ” สุ่ยเชี่ยกล่าว
“ไม่! ข้าจะพาเจ้ากลับจวนข้า” หลงฉีกล่าว
“จะพาข้าไปจวนท่านทำไม” สุ่ยเชี่ยตกใจ
“จวนของข้าอยู่ใกล้ๆนี่เอง ตัวเจ้าหนักจะตาย ข้าแบกเจ้าไปวัดไม่ไหวหรอก” หลงฉีแกล้งบ่น
“ก็ข้าบอกแล้ว ว่าข้าเดินเองได้ เจ้าปล่อยข้าลงเดี๋ยวนี้นะ” สุ่ยเชี่ยกล่าว
สุ่ยเชี่ยเห็นเขาทำเป็นเฉย นางก็เลยรีบทุบไปที่หลังของเขา จนหลงฉีร้องเสียงดังมากผิดปกติ
“ข้าทุบเจ้าเบาๆเองนะ” สุ่ยเชี่ยตกใจเพราะไม่คิดว่าเขาจะเจ็บมากขนาดนั้น
“มือเจ้าหนักจะตาย ยังไม่รู้ตัวอีก อยู่เฉยๆ เดี๋ยวข้าก็เผลอทำเจ้าตกหรอก ข้าไม่รู้ด้วยนะ” หลงฉีรีบขู่
สุ่ยเชี่ยกลัวตก นางก็เลยยอมให้หลงฉีพาไปที่จวนของเขา
หลงฉีพาสุ่ยเชี่ยไปนั่งในห้องของเขา พร้อมกับนำชุดสตรีให้นางเปลี่ยน
“เจ้ารีบเปลี่ยนเสื้อผ้าซะ ข้าไม่อยากให้ใครเห็นรูปร่างของเจ้า ข้าหวง” หลงฉีกล่าว
“บ้าสิ” แต่สุ่ยเชียก็ยอมเปลี่ยนชุดแต่โดยดี
สักพักหลงฉีก็สั่งให้สาวใช้ไปตามหมอเพื่อมาดูข้อเท้าให้สุ่ยเชี่ย
เมื่อหมอมาถึง จึงเคาะประตูเรียกสุ่ยเชี่ย พอนางเดินกะเผลกมาเปิดให้ หมอเข้าไปในห้องพร้อมกับหลงฉี ท่านหมอรีบดูข้อเท้าให้นางทันที เขาทายาและพันผ้าให้นางเรียบร้อย
สุ่ยเชี่ยจึงขอบคุณท่านหมอ พอหมอจากไป นางก็เลยรีบเดินกะเผลกเตรียมออกจากจวนเพื่อกลับวัดแม่ชี แต่ทว่าหลงฉีกลับรั้งนางไว้ หลงฉีพานางกลับเข้าไปในห้องของเขาตามเดิม
“เจ้าทำบ้าอะไรน่ะ ปล่อยข้านะ เจ้าอย่าทำอะไรบ้าๆนะ หลงฉี” สุ่ยเชี่ยตกใจ
หลงฉีไม่ได้พูดอะไร พอจับนางนั่งลงที่เตียง หลังจากนั้นเขาก็รีบถอดเสื้อทันที
“เจ้าทำอย่างนี้กับข้าไม่ได้นะหลงฉี ยังไงเจ้าก็ต้องแต่งงานกับหญิงอื่นอยู่ดี” สุ่ยเชี่ยตกใจกับการกระทำของหลงฉี
สุ่ยเชี่ยกำลังลุกขึ้นเพื่อไปตีเขา เพื่อไม่ให้หลงฉีทำอะไรบ้าๆ แต่ทว่าเขากลับยื่นขวดยามาให้นาง
“นี่อะไรน่ะ” สุ่ยเชี่ยแปลกใจ
“ข้าจะให้เจ้าทายาที่หลังให้ข้าเฉยๆ เจ้าคิดลามกอยู่ล่ะสิ แสดงว่าเจ้าต้องคิดแบบนั้นกับข้า” หลงฉีพูดยิ้มๆ
“บ้า ก็ทำไมเจ้าไม่บอกข้าดีๆล่ะ อยู่ดีๆมาถอดเสื้อต่อหน้าข้า ใครจะไม่คิดล่ะ” สุ่ยเชี่ยหน้าแดงเพราะนางเผลอปล่อยไก่
“ข้าโดนเสาทับที่หลัง และยิ่งต้องแบกเจ้าด้วย หลังข้าเลยระบมไปหมดแล้ว เจ้าต้องรับผิดชอบทายาให้ข้าด้วย” หลงฉีนั่งแล้วหันให้สุ่ยเชี่ยทายาให้
สุ่ยเชี่ยมองเห็นว่าหลังของเขามีรอยเขียวช้ำเป็นแถบใหญ่มาก คาดว่าเป็นรอยเสาทับจริงๆ เลยรีบทายาที่หลังของหลงฉีด้วยอาการหน้าแดง เพราะอายที่เข้าใจผิดและเผลอคิดลึกไปถึงขนาดนั้น
“กระดูกเจ้าแข็งจริงๆ เสาต้นนั้นยังเอาชีวิตเจ้าไม่ได้” สุ่ยเชี่ยแกล้งพูด
“แต่ข้าเกือบตายเพราะเจ้า เพราะเจ้าทุบหลังข้าด้วย” หลงฉีกล่าว
“ข้าขอโทษ ก็ข้าไม่รู้นี่ว่าเจ้าบาดเจ็บอยู่” สุ่ยเชี่ยรู้สึกผิด พอทายาเสร็จก็รีบพูดทันที “อะ เสร็จแล้ว เจ้ารีบใส่เสื้อได้แล้ว เดี๋ยวใครเข้ามาเห็นเข้า จะพากันเข้าใจผิด”
“เจ้าช่างดูดวงแม่นจริงๆ ฝ่าบาทประทานสมรสให้ข้าจริงๆด้วย เพื่อตอบแทนที่ข้าช่วยชีวิตพระองค์ไว้” อยู่ดีๆหลงฉีก็พูดขึ้นมา
“ก็มันเป็นลิขิตฟ้า เจ้าเลี่ยงไม่พ้นหรอก” สุ่ยเชี่ยกล่าว
“ไม่มีหนทางที่ข้าจะได้แต่งงานกับเจ้าเลยหรอ” หลงฉีถามอย่างมีความหวัง
“ข้ามีอายุสั้น อยู่ได้ไม่นานหรอก เจ้าอย่าทนทุกข์กับการที่ต้องมาสูญเสียข้าอีกเลยนะ และอีกอย่างข้าดูแลตัวเองได้จริงๆ เจ้าไม่ต้องดูแลข้าแทนเสิ่นชิงหรอก” สุ่ยเชี่ยเข้าใจว่าเขาต้องการดูแลตนเพื่อทำหน้าที่แทนเสิ่นชิง
“ข้ารักเจ้าต่างหากล่ะ ข้าเห็นเสิ่นชิงเป็นแค่น้องสาว ต่อให้นางสวมรอยเป็นเจ้า ข้าก็รู้สึกกับนางแบบนั้นไม่เปลี่ยน ซึ่งข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม” หลงฉีกล่าว
“ถึงกระนั้นเจ้าก็ฝืนชะตาไม่ได้จริงๆ การอภิเษกครั้งนี้จะทำให้เจ้าได้ทำคุณประโยชน์เพื่อแผ่นดินได้อีกมาก เจ้าอย่าขัดราชโองการเลยนะ การจบชีวิตแบบนี้มันไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรเลย” สุ่ยเชี่ยกล่าว
“งั้นข้าถามหน่อย คนที่เป็นเนื้อคู่กันนี่ จะได้แต่งงานกันและครองคู่กันได้จริงมั้ย” หลงฉีถามเพราะยังไงเขาก็ยังเชื่อว่าสุ่ยเชี่ยเป็นเนื้อคู่ของเขาตามคำทำนายของหมอดูเทวดาเสี่ยวเยี่ย
“ถ้าผู้หญิงคนนั้นเป็นเนื้อคู่ของเจ้า ยังไงนางก็ต้องได้แต่งงานและครองคู่กับเจ้าสิ ทำไมเจ้าถามแบบนั้น” สุ่ยเชี่ยสงสัย
“เปล่า ข้าก็ถามไปอย่างนั้นเอง ข้าเตรียมเกี้ยวให้เจ้าแล้ว เจ้านั่งเกี้ยวกลับวัดเถิด” หลงฉีกล่าว
“ขอบคุณท่านมากหลงฉี ยังไงข้าก็ขอแสดงยินดีกับเจ้าล่วงหน้านะ ข้าขอลา” สุ่ยเชี่ยกล่าว
สุ่ยเชี่ยเลยเดินกะเผลกไปที่หน้าจวนเพื่อนั่งเกี้ยวกลับ แต่หลงฉีกลับรีบอุ้มนางในท่าเจ้าสาวและพาไปนั่งเกี้ยวดีๆ จนสุ่ยเชี่ยแอบเขินและหน้าแดงโดยไม่รู้ตัว
“เจ้าให้เกียรติข้าบ้างสิ ยังไงข้าก็เป็นผู้หญิงนะ” สุ่ยเชี่ยกล่าว
“งั้นข้าจะรับผิดชอบแต่งงานกับเจ้า เพื่อรักษาเกียรติของเจ้าไง” หลงฉียังไม่ยอมแพ้
“ไม่! เจ้าอย่าคิดทำอะไรโดยที่ไม่นึกถึงวงศาคณาญาติของเจ้าสิ โทษของการขัดราชโองการร้ายแรงแค่ไหน เจ้าเองก็รู้นี่” สุ่ยเชี่ยกล่าว
“ข้าเชื่อว่ายังไงข้าก็จะได้แต่งงานกับเจ้า เจ้าคอยดูก็แล้วกัน” หลงฉีพูดอย่างมั่นใจ
สุ่ยเชี่ยหมดปัญญาจะพูดกับเขา เลยหันหน้าหนีไม่ยอมพูด จนหลงฉีต้องยอมให้คนยกเกี้ยวพานางไปส่งที่วัดแม่ชี
*********************************
วันต่อมา ณ วัดแม่ชี ครบกำหนดสามวันพอดี
สุ่ยเชี่ยกำลังจะเข้าพิธีปลงผมเพื่อบวชเป็นชีที่วัดแห่งนี้ ซือไท่กำลังปลงผมให้กับนาง แต่ทว่า
“ไม่ได้นะ ข้าไม่อนุญาตให้นางบวช” หญิงวัยกลางคนกล่าว
“ท่านนี่เอง แต่ท่านไม่มีสิทธิ์มาคัดค้านแบบนี้นะคะ” สุ่ยเชี่ยกล่าว
“เจ้าจำสัญญาระหว่างเราไม่ได้แล้วหรอ หากข้าเข้มแข็งขึ้นแล้ว เจ้าจะยอมมาเป็นลูกสาวบุญธรรมของข้า ซึ่งตอนนี้ข้าก็กำลังทวงสัญญานั้นอยู่” หญิงวัยกลางคนกล่าว
“เอาล่ะ ตามกฎ เมื่อมีผู้มาคัดค้านไม่ให้แม่นางบวช แม่นางก็บวชไม่ได้ แม่นางจงไปดูแลแม่บุญธรรมของเจ้าเถิด” ซือไท่กล่าว
สุ่ยเชี่ยจึงจำใจต้องทำตามคำพูด คือยอมไปเป็นลูกสาวบุญธรรมของหญิงแกล้งบ้าคนนั้น
หญิงวัยกลางคนผู้นั้นจึงกอดสุ่ยเชี่ยอย่างรักใคร่ พร้อมกับพานางกลับบ้าน
พอมาถึง สุ่ยเชี่ยก็ตกใจ เพราะที่นี่คือ จวนท่านอ๋องผู้ซึ่งอยู่ในสถานะเป็นพระปิตุลาของฝ่าบาทองค์ปัจจุบัน
“นี่ท่านคือ พระชายางั้นหรือ ข้าขออภัยจริงๆที่ล่วงเกินท่านไป” สุ่ยเชี่ยตกใจ
“ลูกเป็นลูกของแม่แล้ว วันพรุ่งนี้ลูกจะต้องไปเข้าเฝ้าฝ่าบาท เพื่อแต่งตั้งเจ้าเป็นองค์หญิงอย่างเป็นทางการ” พระชายากล่าว
“ต้องทำถึงขนาดนั้นเลยหรอคะ” สุ่ยเชี่ยนึกไม่ถึงว่าตนจะได้เป็นองค์หญิง
“เจ้าเข้าไปคารวะท่านพ่อของเจ้าเถิด” พระชายากล่าว
สุ่ยเชี่ยนึกไม่ถึงว่าหญิงวัยกลางคนที่แกล้งบ้าผู้นั้นจะเป็นถึงพระชายาของท่านอ๋อง แม้สุ่ยเชี่ยจะพอดูออกว่านางเป็นหญิงสูงศักดิ์ก็ตาม
สุ่ยเชี่ยทำการคารวะท่านอ๋องในฐานะพ่อบุญธรรม
“ข้าดีใจจริงๆ ที่ได้ลูกสาวกลับมา เพราะลูก ชายาของข้าถึงยอมรับความจริง ต้องขอบใจลูกจริงๆ” ท่านอ๋องกล่าว
“แต่ เอ่อ ลูกยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะคะ” สุ่ยเชี่ยกล่าว
“ลูกไปพักผ่อนก่อนเถอะนะ พ่อได้สั่งสาวใช้จัดห้องให้ลูกแล้ว วันพรุ่งนี้ลูกต้องเตรียมตัวเข้าเฝ้าฝ่าบาทเพื่อรับการแต่งตั้ง” ท่านอ๋องกล่าว
“ค่ะ งั้นลูกขอตัว” สุ่ยเชี่ยเดินตามสาวใช้ไป
*********************************
เช้าวันรุ่งขึ้น ณ ที่ประทับของฝ่าบาท ขุนนางน้อยใหญ่เข้าร่วมประชุมซึ่งรวมท่านแม่ทัพและรองแม่ทัพด้วย
“วันนี้ถือเป็นวันมงคล เพราะเสด็จอาของเรา ได้รับแม่นางสุ่ยเชี่ยเป็นบุตรสาวบุญธรรม ดังนั้นเราจะแต่งตั้งให้นางเป็นองค์หญิงสุ่ยเชี่ย” ฝ่าบาทตรัส
“ขอบพระทัยเพคะ” สุ่ยเชี่ยกล่าว
ทุกคนที่รู้จักหมอดูสุ่ยเชี่ยต่างพากันแปลกใจที่อยู่ดีๆนางก็ได้รับตำแหน่งเป็นถึงองค์หญิง และเป็นบุตรสาวบุญธรรมของท่านอ๋อง
สุ่ยเชี่ยพาท่านแม่บุญธรรมกลับจวนก่อนตามคำสั่งท่านอ๋อง เพราะฝ่าบาทมีเรื่องที่จะคุยกับท่านอ๋องสองต่อสอง
*********************************
“ฝ่าบาททรงมีเรื่องอะไรจะตรัสกับอางั้นหรือ” ท่านอ๋องกล่าว
“เอ่อ จะพูดยังไงดีล่ะ ท่านรองแม่ทัพหลงฉีได้ทวงรางวัลกับหลาน หลานอนุญาตให้เขาเลือกองค์หญิงองค์ไหนก็ได้เพื่ออภิเษกกับเขา เขาจึงเลือกองค์หญิงสุ่ยเชี่ย” ฝ่าบาทตรัส
“แต่นางเพิ่งจะได้เป็นบุตรสาวบุญธรรมของอาเองนะ” ท่านอ๋องกล่าว
“เขาอ้างว่านางเป็นคนรักของเขามานานแล้ว แล้วบอกว่านางจดจำเขาได้ตลอดมา ถึงขั้นวาดรูปเหมือนของเขาสมัยตอนวัยหนุ่ม นี่ไงล่ะรูปที่นางวาด” ฝ่าบาทประทานภาพวาดให้กับท่านอ๋อง
ท่านอ๋องรับภาพวาดมาดูก็เห็นภาพเด็กสาววัยประมาณ 13 ปี และภาพชายหนุ่มวัยประมาณ 16 ปี
“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ฝ่าบาทก็ทำตามที่ได้รับสั่งไว้เถิด” ท่านอ๋องยินยอมยกลูกสาวให้ท่านรองแม่ทัพ
“หลานขอบคุณท่านอามาก” ฝ่าบาทตรัส
*********************************
ท่านอ๋องเห็นสองแม่ลูกช่วยกันทำอาหารอย่างมีความสุข ท่านก็แอบยิ้มไปด้วยเพราะนานๆจะเห็นชายายิ้มได้อย่างสุขใจขนาดนี้
หลังทานอาหาร ท่านอ๋องจึงคุยกับสองแม่ลูกอย่างจริงจัง
“ท่านพ่อ มีอะไรจะคุยกับลูกงั้นหรอคะ” สุ่ยเชี่ยกล่าว
“นี่คือภาพที่เจ้าวาดงั้นหรือ” ท่านอ๋องยื่นภาพวาดให้ลูกสาว
สุ่ยเชี่ยรับภาพวาดมาดูก็แปลกใจ เพราะนั่นเป็นภาพของเสิ่นชิงตอนอายุได้ 13 ปี เลยตอบว่า “ใช่ค่ะ นี่เป็นภาพที่ลูกวาดเอง นางเป็นน้องสาวแท้ๆของลูกค่ะ”
“เอาล่ะ งั้นพ่อจำเป็นต้องกล่าวกับเจ้าว่า ฝ่าบาททรงพระราชทานสมรสระหว่างลูกกับรองแม่ทัพหลงฉีแล้ว ลูกจำเป็นจะต้องเตรียมตัวอภิเษกครั้งนี้” ท่านอ๋องกล่าว
“อะไรนะคะ เป็นไปได้ยังไง” สุ่ยเชี่ยตกใจ
“ไม่ได้นะคะ ก็ในเมื่อพวกเราเพิ่งจะได้มีลูกสาวบุญธรรมเอง” พระชายาคัดค้าน
“สุ่ยเชี่ย ลูกออกไปก่อนเถิด ขอพ่อคุยกับแม่เป็นการส่วนตัวนะ” ท่านอ๋องกล่าวกับสุ่ยเชี่ย
“ค่ะ” สุ่ยเชี่ยเดินออกไปจากห้องรับรองแขกอย่างสับสนเพราะนึกไม่ถึงว่าตนจะได้แต่งงานกับหลงฉีตามที่เขาพูดจริงๆ
*********************************
“นางกับท่านรองแม่ทัพเป็นคนรักกันมาก่อน” ท่านอ๋องกล่าวกับพระชายา
“ท่านรู้ได้ยังไง” พระชายาสงสัย
“นี่ไงรูปที่นางวาด นอกจากนางจะวาดน้องสาวแล้ว นางยังวาดรูปท่านรองแม่ทัพสมัยเป็นเด็กหนุ่มด้วย” ท่านอ๋องกล่าว
พระชายารับปึกภาพวาดมา ก็เห็นว่ามีภาพเด็กหนุ่มซึ่งน่าจะเป็นท่านรองแม่ทัพจริงๆ และมีทั้งภาพน้องสาวของสุ่ยเชี่ยยืนเคียงคู่กับเด็กหนุ่มนี่ด้วย นั่นเป็นเครื่องยืนยันว่านางเป็นคนวาดจริงๆ
“แต่นางเพิ่งจะได้อยู่กับพวกเราไม่กี่วันเองนะคะ” พระชายากล่าว
“ข้ารู้ แต่ข้าสงสารลูก การรับตำแหน่งองค์หญิง นั่นหมายความว่านางจะไม่มีสิทธิ์เลือกสามีด้วยตนเอง ข้ากลัวนางไม่มีความสุขในชีวิตคู่ ดังนั้นในเมื่อท่านรองแม่ทัพเป็นคนรักของนางอยู่แล้ว การแต่งงานครั้งนี้จะทำให้นางสมหวังในความรัก เจ้าไม่ดีใจงั้นหรือ ที่ลูกของพวกเราจะมีความสุขในชีวิตคู่เหมือนกับพวกเราไง” ท่านอ๋องกล่าว
“เอาล่ะ เพื่อความสุขของลูก ก็ได้ค่ะ ให้นางแต่งงานกับท่านรองแม่ทัพเถิด” พระชายายินยอม
*********************************
และแล้วก็ถึงวันอภิเษกสมรสระหว่างองค์หญิงสุ่ยเชี่ยกับท่านรองแม่ทัพหลงฉี ท่ามกลางความยินดีของเหล่ามิตรสหายทั้งหลาย
ไป่หลิง ธงอี่และต่งหนานก็มาร่วมแสดงความยินดีกับคู่รักคู่นี้ด้วย
เจ้าบ่าวเจ้าสาวกราบไหว้ฟ้าดิน และเดินต้อนรับแขกเหรื่อที่มาร่วมแสดงความยินดี พอถึงพิธีส่งตัวเข้าหอ
พระชายาแทบจะไม่อยากจากลูกสาวบุญธรรมไปเลย ท่านอ๋องจึงพยายามปรามชายาของตน เพราะมันถึงเวลาฤกษ์ยามแล้ว
“ไม่เอาน่า เกินฤกษ์ยามไป จะไม่ดีนะ” ท่านอ๋องกล่าวเตือน
ชายาจึงยอมปล่อยบุตรสาวไปและเดินออกไปจากห้องหอพร้อมกับท่านอ๋อง
ในตอนนี้เจ้าบ่าวเจ้าสาวอยู่ด้วยกันสองต่อสอง เจ้าบ่าวเปิดผ้าคลุมหน้าอย่างยินดี แล้วทั้งสองก็ดื่มเหล้ามงคล
สุ่ยเชี่ยหน้าแดงจัด และรู้สึกอายมาก
“เป็นไงล่ะ ในที่สุดเจ้าก็ได้เป็นภรรยาของข้าจริงๆ” หลงฉีกล่าว
“มันเป็นไปได้ยังไงน่ะ” สุ่ยเชี่ยกล่าว
“เจ้าทำนายแม่น ที่ข้าได้แต่งงานกับองค์หญิง แต่อาจารย์ของเจ้าก็ต้องเก่งกว่าเจ้าสิจริงมั้ย เพราะท่านทำนายว่าข้าเป็นเนื้อคู่ของเจ้า” หลงฉีกล่าวยิ้มๆ
“เจ้าไปเจออาจารย์ของข้าได้ยังไงน่ะ และอีกอย่างข้าไม่ได้เป็นตัวแทนเสิ่นชิงนะ” สุ่ยเชี่ยกล่าว
หลงฉีเข้าไปกอดและหอมสุ่ยเชี่ยโดยที่นางไม่ทันตั้งตัว พร้อมกับกล่าวว่า “ข้ารักเจ้าจริงๆนะสุ่ยเชี่ย เจ้าไม่ได้เป็นตัวแทนของใครทั้งนั้น”
“แต่ข้าไม่ได้…” สุ่ยเชี่ยยังปากแข็ง
“เจ้าก็รักข้า” หลงฉีจึงรีบพูดทันที
“เจ้าทึกทักไปเองต่างหาก” สุ่ยเชี่ยกล่าว
“นี่ไงภาพที่เจ้าวาด ถ้าเจ้าไม่รักข้า เจ้าคงไม่วาดรูปข้าเยอะขนาดนี้หรอก” หลงฉีพูดยิ้มๆ
“เจ้าไปเอาภาพวาดพวกนี้มาได้ยังไงน่ะ” สุ่ยเชี่ยสงสัย
“อาจารย์เจ้ามอบให้ข้าไง” หลงฉีดึงนางเข้าไปกอดอย่างทะนุถนอม
“แล้วเจ้าไปเจออาจารย์ข้าตอนไหนน่ะ” สุ่ยเชี่ยสงสัย
“ตอนที่ข้าหาสมุนไพรให้เจ้าไง” หลงฉียอมบอก
“เจ้าหาให้น้องสาวข้าต่างหาก” สุ่ยเชี่ยกล่าว
“ข้าหาให้เสิ่นชุ่ยที่มีอาการป่วยมาตั้งแต่กำเนิด ข้าทำเพื่อนาง รู้มั้ยว่าข้าถึงขั้นตกเขา โชคดีที่อาจารย์เจ้าช่วยชีวิตข้าไว้” หลงฉีเล่า
“เจ้าไม่กลัวหรอ ข้ามีอายุไขแค่ 25 ปีเท่านั้นนะ” สุ่ยเชี่ยกล่าว
“ข้าจะหาทางช่วยเจ้าให้ได้” หลงฉีมุ่งมั่น
“ไหนว่าเจ้าจะช่วยข้า นี่เจ้ากำลังจะทำอะไรน่ะ” สุ่ยเชี่ยกล่าวเพราะหลงฉีทั้งกอดทั้งจูบนางไม่ยอมปล่อย
“วันนี้ข้าขอก่อนนะที่รักของข้า อย่าพูดถ่วงเวลาอีกเลยนะ” หลงฉีไม่พูดพร่ำทำเพลงอีกแล้ว
หลงฉีดึงนางเข้าไปจูบจนทำให้สุ่ยเชี่ยเคลิบเคลิ้มและหลงกับรสจูบนั้น จนกระทั่งจุดไฟสวาท ทั้งคู่มีอะไรกันจนถึงเช้าของวันรุ่งขึ้น
สุ่ยเชี่ยอ่อนเพลียและเผลอหลับไป ส่วนหลงฉีนอนกอดภรรยาแน่นมากอย่างกับกลัวว่านางจะหายไป แล้วเขาก็นอนหลับไป
*********************************
แต่แล้วตกบ่าย สุ่ยเชี่ยกับหลงฉีกลับทะเลาะกัน จนคนในจวนรองแม่ทัพพากันตกใจ
“ข้าไม่เลิกเป็นหมอดูหรอก” สุ่ยเชี่ยกล่าว
“อาจารย์ของเจ้าบอกหนทางที่เจ้าจะมีชีวิตยืนยาวให้แล้วนะ ถ้าเจ้าเลิกเป็นหมอดู เจ้าก็จะไม่ตายด้วยวัย 25 ปี” หลงฉีกล่าว
“ข้าก็อยากนำวิชาความรู้ไปช่วยเหลือชาวบ้านไง เจ้าไม่ดีใจหรอที่ข้าทำเพื่อส่วนรวม” สุ่ยเชี่ยกล่าว
“สุ่ยเชี่ย เจ้าเองก็รู้ว่ามันจะนำภัยมาสู่เจ้า พวกคนชั่วต้องหาทางกำจัดเจ้าแน่ๆ เพราะเจ้าไปขัดขวางทางของพวกเขา” หลงฉีกล่าว
“เจ้าจะให้ข้ารักตัวกลัวตาย แล้วปล่อยให้พวกมันกระทำความผิดงั้นหรือ” สุ่ยเชี่ยกล่าว
“ข้าไม่ได้กล่าวเช่นนั้น แต่พวกเรามีหนทางอื่นที่สามารถสืบหาตัวผู้กระทำความผิด โดยที่ไม่ต้องใช้วิธีการทำนายดวงแบบนี้ไง” หลงฉีอธิบาย
“ไม่! ยังไงข้าก็ไม่เลิก” สุ่ยเชี่ยไม่ยอม
“ก็ได้ งั้น ข้าจะท้าพนันเจ้า ถ้าเจ้าแพ้ เจ้าต้องเลิกเป็นหมอดูและยอมเปลี่ยนชื่อกลับมาเป็นเสิ่นชุ่ย” หลงฉีท้าพนัน
“ก็ได้ ข้ารับคำท้าเจ้า แต่วันนี้ข้ารู้สึกหัวเสียมาก งั้นข้าขอกลับไปหาท่านแม่ของข้าก่อนก็แล้วกัน เจอกันพรุ่งนี้นะ ท่านรองแม่ทัพ” สุ่ยเชี่ยเดินออกไปจากจวนทันที
“เดี๋ยวสิ เดี๋ยว” หลงฉีพยายามห้ามฮูหยิน
สุ่ยเชี่ยไม่ยอมฟังอะไรทั้งสิ้น นางออกจากจวนท่านรองแม่ทัพแล้วมุ่งหน้าไปที่จวนท่านอ๋องเพื่อไปหาพระชายาหรือแม่บุญธรรมของนาง โดยอ้างว่าคิดถึงแม่และไม่ยอมบอกใครว่าได้ทะเลาะกับสามี
ท่านรองแม่ทัพยอมทะเลาะกับสุ่ยเชี่ยก็เพราะว่าเขาได้เปิดจดหมายของหมอดูเทวดาเสี่ยวเยี่ยแล้ว ใจความจดหมายกล่าวว่า ทางเดียวที่สุ่ยเชี่ยจะมีอายุยืนยาวก็คือ นางจะต้องเปลี่ยนชื่อกลับมาเป็นเสิ่นชุ่ย แล้วเลิกทำอาชีพหมอดูอย่างเด็ดขาด เพื่อรักษาชีวิตของนางไว้ เขาจำเป็นต้องบังคับสุ่ยเชี่ยให้ทำเช่นนั้น แต่นางไม่ยินยอม สุดท้ายจึงต้องใช้วิธีท้าพนัน แต่จะชนะพนันได้อย่างไรล่ะ ก็ในเมื่อสุ่ยเชี่ยเป็นหมอดูที่ทำนายแม่นมากอย่างกับตาเห็นแบบนั้น
ท่านรองแม่ทัพรู้สึกเศร้าที่ภรรยาไปนอนค้างที่จวนท่านอ๋อง ท่านก็เลยเดินเที่ยวตลาดเพื่อระบายอารมณ์ ท่านเดินเหม่อลอยจนเกือบจะชนหมอไป่หลิงเข้า
“ท่านรองแม่ทัพ เกิดอะไรขึ้น ทำไมเดินเหม่อลอยแบบนี้ ท่านเกือบจะชนข้าอยู่แล้วนะ” ไป่หลิงกล่าว
“งั้นพวกเราไปโรงน้ำชาข้างหน้านี้ก่อนเถอะ ข้ามีเรื่องไม่สบายใจจริงๆ” หลงฉีกล่าว
เมื่อทั้งคู่มาถึงที่โรงน้ำชา ท่านรองแม่ทัพสั่งอาหารเลี้ยงท่านหมอไป่หลิง แล้วก็เล่าเรื่องดวงของสุ่ยเชี่ยที่ต้องตายในวัย 25 ปี และเรื่องจดหมายของอาจารย์ของนางที่ได้บอกหนทางที่ทำให้สุ่ยเชี่ยมีอายุยืนยาว
“เพราะเรื่องนี้ ท่านก็เลยทะเลาะกับสุ่ยเชี่ยสินะ” ไป่หลิงเข้าใจเรื่องราว
“ข้าไม่รู้จะทำยังไงดี นางอยากทำอาชีพหมอดูต่อ แต่ข้าอยากรักษาชีวิตของนางไว้ ตอนนี้ข้าก็เลยท้าพนันกับนาง แต่ข้ารู้ตัวดีว่า ข้าไม่อาจชนะพนันนางได้ นางทำนายแม่นเกินไป” ท่านรองแม่ทัพคิดหนัก
“ข้ามีหนทาง เอาหูมาสิ” ไป่หลิงจึงกระซิบบอกแผนการกับท่านรองแม่ทัพ
*********************************
วันถัดมา สุ่ยเชี่ยกลับมาจากจวนของท่านอ๋องหลังจากที่ได้นอนคุยกับท่านแม่บุญธรรมทั้งคืน เมื่อนางมาถึงจวนของสามีก็ต้องตกใจที่พบว่า ไป่หลงและต่งหนานมาที่จวนท่านรองแม่ทัพด้วย
“พวกท่านมาทำอะไรที่นี่” สุ่ยเชี่ยแปลกใจ
“พวกข้ามาเป็นสักขีพยานในการท้าพนันระหว่างเจ้ากับท่านรองแม่ทัพน่ะ” ไป่หลิงกล่าว
“ถ้าข้าแพ้ พวกเจ้ากลัวข้าไม่ทำตามคำพูดงั้นหรือ” สุ่ยเชี่ยกล่าว
“เปล่าหรอก สุ่ยเชี่ย เพราะพวกเราเห็นด้วยกับท่านรองแม่ทัพที่จะให้เจ้าเลิกอาชีพหมอดูเพื่อรักษาชีวิตของเจ้าไว้น่ะ” ต่งหนานกล่าว
“แต่ข้าอยากทำอาชีพนี้ต่อ เพราะมันช่วยเหลือผู้คนได้ตั้งมากมายนี่” สุ่ยเชี่ยกล่าว
“มันมีวิธีช่วยชาวบ้านตั้งมากมายโดยไม่จำเป็นต้องเป็นหมอดูนี่” ไป่หลิงกล่าว
“เอาล่ะ เถียงกันไปก็เท่านั้น พวกเรามาเริ่มพนันกันดีกว่า” หลงฉีกล่าว
“ท่านจะพนันอะไรก็ว่ามา” สุ่ยเชี่ยกล่าว
หลงฉีสั่งให้พ่อบ้านกับลูกน้องทหารยกโต๊ะยาวเข้ามาในห้องโถง จากนั้นก็กล่าวว่า “เด็กๆ เข้ามาได้”
สาวใช้จำนวนห้าคนเดินเข้ามา แล้วเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบ โดยทั้งหมดยืนหลังโต๊ะยาวตัวนั้น
“เอาล่ะ ข้าจะบอกกติกากับเจ้า สาวใช้ทั้งห้าคนนี้ต่างมีถุงอัฐกันทุกคน แต่มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่มีป้ายหยกอยู่ในถุงอัฐด้วย เจ้าจงทำนายดูซิว่า ป้ายหยกอยู่กับใคร ถ้าเจ้าทายถูก ข้าจะไม่พูดเรื่องนั้นอีก แต่ถ้าเจ้าทายผิด เจ้าจะต้องเลิกเป็นหมอดู แล้วเปลี่ยนชื่อกลับมาเป็นเสิ่นชุ่ยเหมือนเดิม” หลงฉีบอกกติกา
“ได้ ข้ารับคำท้า” จากนั้นสุ่ยเชี่ยก็มองดูหญิงทั้งห้าคน แล้วทำนายโดยใช้เหรียญสองเหรียญพร้อมกับนับนิ้ว สักพักนางก็กล่าวว่า “ป้ายหยกอยู่กับหญิงคนที่สาม”
“เอาล่ะ งั้นมาดูกัน” หลงฉีกล่าว
แต่ทว่าอยู่ดีๆ ธงอี่ก็วิ่งเข้ามาในจวนท่านรองแม่ทัพ แล้ววิ่งเข้าไปกอดต่งหนานไว้อย่างรวดเร็วมาก ทุกคนแทบมองอะไรไม่ทัน
“ธงอี่ มีอะไรหรือเปล่า ทำไมวิ่งมากอดข้าแบบนี้” ต่งหนานตกใจ
“ก็เจ้ามาที่จวนหลงฉี ไม่บอกข้าสักคำ ข้าก็นึกว่าเจ้าหายตัวไป รู้มั้ยข้าเป็นห่วงเจ้ามาก ต่อไปเจ้าไปไหนมาไหนต้องบอกข้าทุกครั้งนะ รู้มั้ย” ธงอี่กล่าว
“ข้าขอโทษ ต่อไปข้าจะบอกเจ้าทุกครั้งนะ” ต่งหนานกล่าว
ไป่หลิงส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “เอาล่ะ งั้น มาดูเฉลยกันเถอะ”
“พวกเจ้ายื่นถุงอัฐออกมา แล้วเปิดถุงอัฐเทไปที่โต๊ะด้านหน้า” หลงฉีกล่าว
และแล้วทุกคนก็เห็นว่าป้ายหยกอยู่กับผู้หญิง คนที่ สี่
“เป็นไปไม่ได้ ข้าไม่เคยทำนายพลาด” สุ่ยเชี่ยตกใจที่ตนทายผิด
“ครั้งนี้ก็เลยเป็นครั้งแรกของเจ้าไง สุ่ยเชี่ย ไม่ใช่สิ เสิ่นชุ่ย” หลงฉีกล่าวยิ้มๆ
“แต่ว่า...” สุ่ยเชี่ยกำลังสับสน
“เจ้าบอกเองนะ ว่าเจ้าจะรักษาคำพูด” ไป่หลิงกล่าว
“ใช่ ข้าว่าสวรรค์คงช่วยเจ้า เพราะอยากช่วยให้เจ้ามีชีวิตยืนยาวไง” ต่งหนานกล่าว
สุ่ยเชี่ยจำใจต้องทำตามคำพูด นางยอมเปลี่ยนชื่อกลับมาเป็นเสิ่นชุ่ย และยอมเลิกเป็นหมอดู ในใจก็สงสัยว่า “มันเป็นไปได้อย่างไรนะ”
ทุกคนเห็นว่าเรื่องเรียบร้อยดีแล้ว จึงแยกย้ายกันกลับจวนของตน
หลงฉีคิดถึงภรรยามาก เขาจึงอุ้มนางเข้าห้องทันที และไม่พูดพร่ำทำเพลงใดๆทั้งสิ้น ทั้งคู่เลยได้เข้าหอกันแต่วัน จนเสิ่นชุ่ยบ่นแล้วบ่นอีก เพราะไม่คิดว่าหลงฉีจะไม่ยอมปล่อยให้นางได้ทันตั้งตัวแบบนี้
*********************************
เช้าวันรุ่งขึ้น อยู่ดีๆ เสิ่นชุ่ยก็เดินไปที่จวนท่านเสนาฯตั้งแต่เช้า
“เจ้ามาหาข้าตั้งแต่เช้ามีอะไรงั้นหรือ” ไป่หลิงแปลกใจ
“เอ่อ คือ จะว่ายังไงดีล่ะ เมื่อคืนข้าฝันไม่ดีเลย ข้าฝันว่าในวันพรุ่งนี้ก่อนตะวันตกดินท่านเสนาฯ เอ่อ จะถูกนักฆ่าลอบยิงธนูอาบยาพิษใส่ จนท่านเสนาฯถึงแก่ความตาย” เสิ่นชุ่ยยอมพูด
“มันเป็นความจริงงั้นหรือ” ไป่หลิงตกใจ
“ไม่หรอก เพราะเดี๋ยวนี้ข้าทำนายไม่แม่นแล้ว ถ้าเป็นแต่ก่อนยังว่าไปอย่าง ตั้งแต่ข้าเป็นหมอดูมาข้าเป็นคนที่ฝันแม่นมาก ไม่ว่าจะฝันเหตุการณ์แบบไหนก็ตาม มันก็เกิดขึ้นจริงทุกครั้ง แต่ครั้งนี้ข้าไม่ได้เป็นหมอดูแล้ว มันคงไม่เป็นจริงหรอก ไป่หลิง” เสิ่นชุ่ยแสดงสีหน้าลังเล
“แล้ว ถ้ามันเป็นจริงล่ะ” ไป่หลิงคิดว่ามันคือความเป็นความตายของสามี
“ไม่หรอกน่า ข้าคงคิดไปเอง งั้นข้าขอตัวกลับก่อนนะ” เสิ่นชุ่ยกล่าว
“เดี๋ยวสิ เสิ่นชุ่ย เจ้ามีวิธีแก้มั้ย เอ่อ คือ ข้าก็ลองถามไปอย่างนั้น” ไป่หลิงกล่าว
“อื้อ ปกติถ้าเป็นสมัยก่อน พอข้ามาเล่าเรื่องความฝันให้ใครก็ตามฟัง แล้วคนนั้นสามารถยับยั้งเหตุการณ์แบบในฝันได้ คนคนนั้นจะต้องทำตามจดหมายที่ข้าเขียนไว้ แต่ต้องเปิดอ่านหลังจากเหตุการณ์นั้นถูกยับยั้งแล้วเท่านั้นนะ เปิดอ่านก่อนไม่ได้เด็ดขาด เพราะมันยิ่งทำให้เหตุการณ์อันเลวร้ายทวีความรุนแรงขึ้นน่ะ” เสิ่นชุ่ยกล่าว
“งั้นข้าขอจดหมายเจ้ามาไว้ก่อนก็แล้วกัน เพื่อความสบายใจ” ไป่หลิงกล่าว
“ไม่ต้องเชื่อมากก็ได้นะ ไป่หลิง เพราะเดี๋ยวนี้ข้าทำนายไม่แม่นแล้ว และไม่ได้เป็นหมอดูอีกแล้วด้วย” เสิ่นชุ่ยกล่าว
“อื้อ ข้ารู้แล้ว” ไป่หลิงพยักหน้า
“งั้นข้าขอตัวกลับก่อนนะ ลาก่อน” เสิ่นชุ่ยเดินออกจากจวนท่านเสนาฯทันที
*********************************
ตอนนี้ไป่หลิงกังวลหนักมาก เพราะกลัวท่านเสนาฯจะถูกฆ่าตาย อีกอย่างเรื่องราวเมื่อวาน มันก็เป็นแผนการของไป่หลิง ความจริงก็คือเสิ่นชุ่ยทำนายถูกแล้วว่าป้ายหยกอยู่กับหญิงคนที่สาม แต่ไป่หลิงได้นัดแนะกับธงอี่เพื่อให้เขาสับเปลี่ยนถุงอัฐระหว่างคนที่สามกับคนที่สี่ ดังนั้นป้ายหยกจึงไปอยู่กับคนที่สี่ตามแผนการ ดังนั้นเสิ่นชุ่ยยังเป็นหมอดูที่ดูแม่นอยู่ และการที่นางมาบอกฝันแบบนี้ ทำให้ไป่หลิงไม่เชื่อไม่ได้
ไป่หลิงกังวลหนักมากจึงเล่าเรื่องนี้ให้แม่สามีฟัง โดยรีบล่ำลาแม่สามีและลูกชาย เพราะนางจะรีบออกเดินทางไปช่วยชีวิตสามีที่ลู่ผิง
“เดินทางปลอดภัยนะไป่หลิง และเจ้าต้องช่วยลูกชายข้าให้ได้นะ” แม่สามีกล่าว
“ไม่ต้องห่วงค่ะท่านแม่ ข้าต้องช่วยท่านพี่ให้ได้” ไป่หลิงมุ่งมั่น
“ท่านแม่รีบกลับมานะครับ” ลูกชายกล่าว
“จ้ะ ลูก แม่จะกลับมาพร้อมกับพ่อนะ ไม่ต้องห่วง” ไป่หลิงนั่งคุกเข่าแล้วกอดลูกชาย
ไป่หลิงลุกขึ้นยืน แล้วรีบขี่ม้าเร็วเพื่อออกเดินทางไปลู่ผิงทันที
แต่น่าสงสารไป่หลิงมาก เพราะการเดินทางครั้งนี้ทำให้นางเจอฝนตกกระหน่ำ ทำให้นางจำต้องหยุดพักชั่วคราว ไป่หลิงไม่ละความพยายามรีบออกเดินทางต่อทันที
และแล้วไป่หลิงก็มาถึงลู่ผิงของวันถัดมา ตอนตะวันใกล้จะตกดินพอดี ในใจคิดว่า “แย่แล้ว ตะวันจะตกดิน เดี๋ยวจะช่วยท่านพี่ไม่ทัน”
ไป่หลิงลงจากม้า นำม้าไปผูกที่หลังจวนท่านผู้ว่าฯที่ลู่ผิง นางรีบสอบถามทหารทันที “ท่านเสนาฯล่ะ ท่านอยู่ที่ไหน”
“เรียนฮูหยิน ท่านเสนาฯได้ไปที่เวทีประชุมของชาวบ้านเพื่อไปกล่าวขอบคุณและอำลาพวกเขา เพราะต้องเตรียมออกเดินทางกลับเมืองหลวงในวันพรุ่งนี้ครับ” ทหารกล่าว
“ขอบคุณมาก” ไป่หลิงรีบวิ่งมุ่งตรงไปที่เวทีประกาศทันที ตอนนี้นางกังวลมาก เพราะมันจวนจะถึงเวลาที่คนร้ายลอบสังหารท่านเสนาฯแล้ว นางวิ่งไปถึงก็เห็นสามีอยู่บนเวทีและกำลังกล่าวขอบคุณชาวบ้านทุกคนพอดี ไป่หลิงคิดว่ามันไม่ทันการณ์อีกแล้ว นางยอมตายแทนท่านเสนาฯ จึงตัดสินใจวิ่งขึ้นไปบนเวที พร้อมกับเข้าไปกอดท่านเสนาฯไว้ เพื่อรับลูกธนูแทนท่านเสนาฯ
ไป่หลิงหลับตาปี๋ พร้อมกับเตรียมรับความตาย แต่ทว่าเวลาผ่านไปหลายอึดใจ มันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
จนท่านเสนาฯกล่าวแบบยิ้มๆว่า “นี่เจ้าคิดถึงพี่มาก จึงมาตามพี่ถึงที่นี่เลยงั้นหรือ”
ไป่หลิงตั้งสติ นางลืมตา ได้แต่แปลกใจว่าทำไมถึงไม่มีอะไรเกิดขึ้น พอคลายอ้อมกอด แล้วหันไปมองชาวบ้านที่ยืนอึ้ง นางก็เริ่มอายจนหน้าแดง เพราะอยู่ดีๆชาวบ้านก็ปรบมือให้ พร้อมกับมีเสียงเฮ ส่งเสียงร้องแสดงความยินดี
“โห ที่แท้ก็คือฮูหยินของท่านเสนาฯนี่เอง นางมารับสามีถึงที่นี่เชียว” ชาวบ้านคนหนึ่งกล่าว
ไป่หลิงอายมากจนไม่รู้ว่าจะเอาหน้าไปแทรกไว้ที่ไหน
ส่วนท่านเสนาฯก็เลยกล่าวอำลา พร้อมกับอุ้มฮูหยินกลับจวนท่านผู้ว่าฯลู่ผิงทันที
“ท่านพี่วางข้าลงเถิด ข้าอายเขา” ไป่หลิงกล่าวด้วยใบหน้าแดงจัด
“เจ้าวิ่งมากอดข้าถึงบนเวที ต่อหน้าขุนนางและชาวประชาเจ้ายังไม่อายเลย” ท่านเสนาฯกล่าวยิ้มๆ
“ก็ข้าดันหลงเชื่อหมอดู นางบอกข้าว่า จะมีคนลอบทำร้ายโดยการยิงธนูอาบยาพิษใส่ท่านพี่วันนี้ก่อนตะวันตกดิน ข้ากลัวท่านพี่จะเป็นอะไรก็เลย…” ไป่หลิงอายที่จะพูดต่อ
“เจ้าก็เลยคิดเอาตัวมาบังเพื่อรับลูกธนูแทนข้า อย่างนั้นใช่มั้ย” ท่านเสนาฯกล่าว
“ใช่แล้วค่ะท่านพี่” ไป่หลิงกล่าว
ท่านเสนาฯอุ้มไป่หลิงแล้วพานางไปที่ห้องรับรองของจวนผู้ว่าฯลู่ผิง พร้อมกับกล่าวว่า “เจ้ารอพี่ที่นี่ก่อน ให้พี่คุยกับทหารลูกน้องเสร็จ พี่จะรีบกลับมาหาเจ้า” ท่านเสนาฯกล่าว
“ค่ะ ท่านพี่” ไป่หลิงรับคำ
ไป่หลิงเริ่มโมโห ว่ามันเกิดอะไรขึ้น เลยรีบเปิดจดหมายของเสิ่นชุ่ยมาอ่านทันที ใจความว่า
“555 ข้าล้อท่านเล่นน่ะไป่หลิง ข้าไม่ได้ฝันหรอก ข้าทำเพื่อแก้แค้นเฉยๆ ก็เจ้ารวมหัวกับต่งหนานและสามีของข้า เพื่อหลอกให้ข้าเปลี่ยนชื่อและเลิกอาชีพหมอดู ที่ข้ารู้ก็เพราะสามีของข้านอนละเมอ แล้วบอกว่าทั้งหมดเป็นแผนการของเจ้า ดังนั้นข้าจึงตอบแทนเจ้าด้วยวิธีนี้ อย่าโกรธข้าเลยนะไป่หลิง อย่างน้อยข้าก็ช่วยให้เจ้าได้มาเจอสามีที่ลู่ผิงไง”
“เสิ่นชุ่ย! ฝากไว้ก่อนเถอะ” ไป่หลิงนึกไม่ถึงว่า นางจะเสียรู้เสิ่นชุ่ย
ท่านเสนาฯเดินกลับมาแล้วพาไป่หลิงไปที่ห้องพัก เขาไม่พูดพร่ำทำเพลงรีบกอดและหอมไป่หลิงให้หายคิดถึง
“เดี๋ยวสิคะ ท่านพี่ วันพรุ่งนี้พวกเราต้องรีบออกเดินทางแต่เช้านะ เดี๋ยวก็ไม่มีแรงออกเดินทางหรอก” ไป่หลิงกล่าวยั้ง
“พี่เตรียมรถม้าให้เจ้าแล้ว เจ้าค่อยนอนพักระหว่างเดินทางนะไป่หลิง วันนี้พี่ขอก็แล้วกัน” ท่านเสนาฯกล่าว
ค่ำคืนนี้จึงกลายเป็นค่ำคืนอันแสนหวานของท่านเสนาฯและไป่หลิงโดยปริยาย
*********************************
เช้าวันรุ่งขึ้น ไป่หลิงแทบไม่ได้นอนทั้งคืน นางจึงได้ไปนอนพักที่รถม้าที่ท่านเสนาฯจัดไว้ให้
ระหว่างที่ออกเดินทางกลับเมืองหลวง ก็ได้ยินเสียงชาวบ้านแถวนั้นและทหารต่างพากันโจษจันเรื่องราวของฮูหยินที่มารับท่านเสนาฯกลับเมืองหลวง
“ฮูหยินนี่ช่างรักท่านเสนาฯจริงๆเลยนะ นางเดินทางมาถึงที่ลู่ผิงเพื่อมารับท่านเสนาฯกลับบ้าน” ชาวบ้านคนหนึ่งกล่าว
“ข้าอยากมีภรรยาแบบนี้บ้างจัง” ชาวบ้านอีกคนกล่าว
ไป่หลิงอายจนหน้าแดง เพราะมันทำให้ตนกลายเป็นแบบที่ชาวบ้านพูดกัน ในใจคิดแค้นเสิ่นชุ่ยมาก “กลับไปคราวนี้ ข้าจะเอาเรื่องเจ้าให้ถึงที่สุดเลย เสิ่นชุ่ย”
และแล้วท่านเสนาฯก็พาขบวนทหารและขุนนางกลับเมืองหลวงอย่างปลอดภัย ท่านไปส่งฮูหยินที่จวน แล้วรีบเข้าเฝ้าฝ่าบาทเพื่อรายงานสถานการณ์ที่ลู่ผิง
ข่าวเรื่องที่ไป่หลิงไปรับท่านเสนาฯถึงที่ลู่ผิง รู้ไปถึงพระเนตรพระกรรณของฝ่าบาท ทำให้ฝ่าบาทนึกเห็นใจไป่หลิงมาก ตั้งแต่นั้นมาพระองค์ก็ไม่กล้าสั่งให้ท่านเสนาฯทำงานนอกเมืองหลวงอีกเลย แต่ถ้าจำเป็นจริงๆ พระองค์ก็จะมีรับสั่งให้ไป่หลิงติดตามท่านเสนาฯไปด้วย
หลังจากนั้นท่านเสนาฯและไป่หลิงก็ไม่ได้อยู่ห่างไกลกันอีกเลย สามเดือนต่อมาไป่หลิงและเสิ่นชุ่ยก็ตั้งครรภ์พร้อมกัน แม้ไป่หลิงจะนึกโกรธเสิ่นชุ่ยเรื่องที่นางหลอกลวง แต่อีกใจนึงก็นึกขอบคุณนาง สุดท้ายเสิ่นชุ่ยก็ได้เป็นเพื่อนรักของไป่หลิงและต่งหนาน
แม้เสิ่นชุ่ยจะไม่ได้ทำอาชีพเป็นหมอดูอีกแล้ว แต่นางก็ได้ทำงานช่วยทางการและชาวบ้าน โดยการวาดรูปคนร้ายติดประกาศจับ เพราะนางมีฝีมือในการวาดรูปได้เหมือนมาก ส่วนถ้ามีเวลาว่างนางก็วาดรูปเป็นงานอดิเรก แล้วนำไปขายที่ร้านขายภาพ
ท่านรองแม่ทัพเป็นคนที่หวงภรรยามาก เขามักจะแอบใช้ให้ลูกน้องติดตามเสิ่นชุ่ยอยู่ไม่ห่าง และยิ่งถ้าเขามีเวลาว่าง เขาจะตามประกบภรรยาไม่ยอมปล่อย
“ข้าแค่ท้องอ่อนๆเองนะ เจ้าไม่ต้องตามข้าขนาดนั้นก็ได้” เสิ่นชุ่ยกล่าว
“ก็ข้าหวงเจ้านี่ ต่อไปเจ้าใช้เด็กๆมาส่งภาพให้เจ้าของร้านขายภาพก็ได้ เจ้าของร้านยิ่งหน้าตาดีอยู่” หลงฉีกล่าว
เสิ่นชุ่ยยื่นม้วนภาพให้หลงฉีถือ จากนั้นนางก็กอดหลงฉีไว้ จนเขาอึ้ง
“เพราะข้ายังไม่ได้บอกรักเจ้าใช่มั้ย เจ้าจึงยังไม่ไว้ใจข้า งั้นก็ได้ ข้ารักเจ้า หลงฉี รักมาตั้งแต่ที่พวกเราอยู่ในวัย 15 16 แล้ว และรักมาโดยตลอดไม่เสื่อมคลาย พอใจแล้วรึยัง” เสิ่นชุ่ยยอมเผยความรู้สึก
“ถ้ารักข้า ก็หอมข้าบ้างสิ” หลงฉีกล่าว
เสิ่นชุ่ยยิ้ม นางก็เลยเขย่งตัวกอดคอเขาเพื่อให้เขาโน้มตัวลงมา จากนั้นก็หอมแก้มทั้งซ้ายขวา “พอใจแล้วนะ ข้าอาย”
“ข้าไว้ใจเจ้าแล้วก็ได้ งั้นเจ้าก็วาดรูปคู่พวกเราบ้างสิ ข้าจะไม่ตามจิกเจ้าแบบนี้อีกเลย” หลงฉีกล่าว
“ก็ได้สามีที่รักของข้า งั้นพวกเรารีบไปที่ร้านขายภาพกันเถอะ” เสิ่นชุ่ยกล่าว
หลงฉีจึงถือม้วนภาพ เดินตามเสิ่นชุ่ย ด้วยอาการที่ยิ้มจนแก้มปริ
*********************************
ต่งหนานคลอดได้ลูกสาว แล้วหลังจากนั้นอีกห้าเดือนเสิ่นชุ่ยและไป่หลิงต่างคลอดได้ลูกชายทั้งคู่ ไป่หลิงเห็นว่าในตอนนี้ เสิ่นชุ่ยมีอายุครบ 26 ปีแล้ว ไป่หลิงจึงตัดสินใจพาเจินผิงไปที่จวนท่านรองแม่ทัพเพื่อให้นางย้ายไปอยู่กับเสิ่นชุ่ยตามสัญญา
“ท่านรักษาตัวด้วยนะคะ ไป่หลิง” เจินผิงกล่าวพร้อมกับมีน้ำตาคลอ
“อื้อ เจ้าก็ต้องเชื่อฟังเสิ่นชุ่ยนะ รู้มั้ย” ไป่หลิงกล่าว
เจินผิงเดินเข้าไปกอดไป่หลิงอย่างอาลัย
ไป่หลิงกอดตอบพร้อมกับกล่าวว่า “ไม่เอาน่า อย่าร้องไห้ พวกเราไม่ได้จากกันไปไหนเสียหน่อย ไว้ข้าจะหมั่นมาเยี่ยมเจ้าที่จวนท่านรองแม่ทัพบ่อยๆก็แล้วกัน”
“ทำไมไม่ให้ข้าอยู่กับท่านต่อไปล่ะคะ” เจินผิงสงสัย
“ข้ารักเจ้าเหมือนน้องสาวของข้า และเจ้าก็มีนิสัยเหมือนข้าไม่มีผิดเพี้ยน แต่นั่นมันจะมีผลเสียต่อเจ้า ข้าต้องการให้เจ้าลดความหยิ่งผยองและมีความอ่อนน้อมถ่อมตนมากขึ้น โดยการเรียนรู้จากเสิ่นชุ่ย นางสามารถอบรมเจ้าได้” ไป่หลิงยอมบอกเหตุผล
“ได้ ข้าจะตั้งใจเรียนรู้จากท่านเสิ่นชุ่ย และข้าจะหมั่นไปเยี่ยมท่าน พี่ไป่หลิง” เจินผิงกล่าว
“ดีมาก น้องรัก” ไป่หลิงหันไปพยักหน้าให้เสิ่นชุ่ย เพื่อให้เสิ่นชุ่ยเดินมารับตัวเจินผิงไปที่ห้องพัก
สักพักเสิ่นชุ่ยก็กลับออกมา พร้อมกับพาไป่หลิงไปเดินชมสวนเพื่อคุยเรื่องราวของเจินผิง
“ขอบคุณเจ้ามากนะ ที่ยอมรับเจินผิงมาอยู่ด้วย” ไป่หลิงกล่าว
“ข้าสิที่ต้องขอบคุณเจ้า เพราะเจ้า ข้าถึงมีชีวิตยืนยาวแบบนี้” เสิ่นชุ่ยกล่าว
“แต่เจ้าก็แกล้งข้าหนักไปนะ” ไป่หลิงกล่าว
“น่า อย่าโกรธข้าเลยนะ หลังจากนั้นมันก็ช่วยไม่ให้เจ้ากับท่านเสนาฯอยู่ไกลกันไง” เสิ่นชุ่ยกล่าว
“ข้าอภัยให้เจ้าก็ได้ เอ้อ ข้าต้องรีบกลับไปให้นมลูกแล้ว ข้าขอตัวก็แล้วกัน” ไป่หลิงนึกขึ้นได้
“ข้าก็เช่นกัน ไม่น่าเชื่อว่าพวกเราจะคลอดลูกในช่วงเวลาใกล้เคียงกันแบบนี้” เสิ่นชุ่ยกล่าว
“นั่นสิ งั้นข้าไปก่อนนะ ฝากอบรมเจินผิง น้องสาวของข้าด้วยล่ะ” ไป่หลิงกล่าว
“อื้อ แล้วค่อยเจอกันใหม่” เสิ่นชุ่ยรับคำ
กลายเป็นว่าทั้งต่งหนาน ไป่หลิง และเสิ่นชุ่ย เพื่อนรักทั้งสามคนต่างไม่ค่อยมีเวลามาพบกัน เพราะต่างต้องเอาใจใส่ดูแลเด็กอ่อน แต่ถึงอย่างไรทั้งสามก็ยังเป็นเพื่อนรักที่คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันตราบนานเท่านาน
จบบริบูรณ์