ระบบเร่งความเร็ว : ข้าจะกลายเป็นยอดยุทธ์ไร้เทียมทาน

    บทที่ 32 อัจฉริยะ

            “ฉู่ซิวก็อยู่ขอบเขตหลอมกระดูกด้วยหรือ?”

     

            บนอัฒจันทร์ นายอำเภอหวังถึงกับลุกขึ้นยืนจากที่นั่ง จ้องมองไปยังกลางเวทีประลองด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ทั้งที่ฉู่ซิวเพิ่งเข้าสำนักถงซื่อมาได้ไม่ถึงสองเดือน แต่ปราณโลหิตกลับก้าวกระโดดจากเกณฑ์ขั้นต่ำมาจนถึงเกณฑ์ขั้นสูง นี่มันยอดอัจฉริยะชัด ๆ !

     

            เหลียวสิงที่ยืนอยู่ไกลออกไปก็ตกตะลึงกับตบะความสามารถที่ฉู่ซิวเผยออกมาเช่นกัน ตอนแรกที่เขาลงชื่อให้ฉู่ซิวเข้าร่วมการประลอง ก็เพียงเพื่อให้ฉู่ซิวได้เปิดหูเปิดตาเท่านั้น แต่ยามนี้ฉู่ซิวกลับทะลวงเข้าสู่ขอบเขตหลอมกระดูก มีโอกาสที่จะคว้าสิทธิของแดนเร้นลับเยี่ยนอู่มาครองได้จริง ๆ

     

            หรือว่าเจ้าเด็กนี่ไม่ได้ลงสมัครเพื่อมาเปิดหูเปิดตาตั้งแต่แรก แต่เล็งสิทธิของแดนเร้นลับเยี่ยนอู่ไว้ตั้งแต่ต้นกันแน่?

     

            “การประลองรอบแรกฉู่ซิวปะทะหลิวฉิงชาง ฉู่ซิวเป็นฝ่ายชนะ!”

     

            เมื่อสิ้นเสียงของกรรมการ เหล่าผู้คนที่กำลังใจลอยอยู่บนอัฒจันทร์ถึงเพิ่งรู้สึกตัว และส่งเสียงโห่ร้องยินดีดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นมาทันที!

     

            “ศิษย์น้องฉู่อยู่ขอบเขตหลอมกระดูกจริง ๆ ด้วย! มิน่าเล่าถึงเอาชนะได้ง่ายดายปานนี้!”

     

            “อำเภออันอู่ของพวกเรากำเนิดยอดอัจฉริยะขึ้นมาแล้ว ดูจากพรสวรรค์ของศิษย์น้องฉู่แล้ว ต้องคว้าสิทธิมาได้แน่นอน!”

     

            “นับเป็นเกียรติของพวกเรายิ่งนักที่ได้เห็นอัจฉริยะเช่นนี้ผงาดขึ้นมา ข้าเชื่อว่าในวันข้างหน้า ศิษย์น้องฉู่จะต้องกลายเป็นยอดคนผู้มีชื่อเสียงก้องไปทั่วสี่ทิศอย่างแน่นอน!”

     

            หลังการประลองจบลง อารมณ์ของนายอำเภอหวังถึงได้ค่อย ๆ สงบลง แล้วนั่งกลับลงบนเก้าอี้ตามเดิม ยามมองไปยังเรือนร่างบนเวทีประลองจากระยะไกล นายอำเภอหวังคล้ายกับเห็นดาวรุ่งดวงใหม่กำลังสุกสว่าง

     

            ด้วยพรสวรรค์ของฉู่ซิว ขอเพียงไม่ตกตายไปเสียก่อน ในวันข้างหน้าย่อมได้ก้าวเข้าสู่ศูนย์กลางราชสำนัก แม้กระทั่งได้เป็นขุนนางใหญ่หรือแม่ทัพผู้เกรียงไกรเป็นแน่

     

            หากไม่มีกฎเกณฑ์บังคับไว้ นายอำเภอหวังก็อยากจะมอบสิทธินี้ให้แก่ฉู่ซิวไปตรง ๆ เลยเสียด้วยซ้ำ อย่างไรเสียยามนี้ฉู่ซิวยังคงอ่อนแอ หากให้ความช่วยเหลือในเวลานี้ ย่อมเปรียบเสมือนการยื่นถ่านกลางหิมะ เมื่อวันใดที่ฉู่ซิวเติบใหญ่ขึ้น ย่อมต้องตอบแทนคืนอย่างทวีคูณเป็นแน่!

     

            “เจ้าจงไปบอกเรื่องที่เกิดขึ้นที่นี่ให้ฉู่เทียนเหอรู้เดี๋ยวนี้” นายอำเภอหวังออกคำสั่งแก่ที่ปรึกษาโจวที่อยู่ข้างกาย

     

            แม้จะไม่สามารถมอบสิทธิให้ฉู่ซิวได้โดยตรง แต่หากเป็นเรื่องการช่วยสั่งสอนฉู่เทียนเหอแทนฉู่ซิว เขายังพอทำได้ ทางที่ดีฉู่เทียนเหอควรรู้จักกาลเทศะ มิเช่นนั้นเขาเกรงว่าจะต้องไปเยือนตระกูลฉู่ด้วยตัวเองสักคราว

     

            “ข้าน้อยเข้าใจแล้วขอรับ”

     

            ที่ปรึกษาโจวติดตามนายอำเภอหวังมานาน ย่อมรู้ความหมายในคำพูดของนายอำเภอหวังดี จึงโค้งกายรับคำก่อนจะรีบร้อนมุ่งหน้าไปยังตระกูลฉู่ทันที

     

            ……

     

            หลังจากฉู่ซิวเอาชนะหลิวฉิงชางได้แล้ว การประลองรอบถัด ๆ ไปก็ดำเนินไปอย่างดุเดือดดั่งไฟลุกโชน

     

            ผ่านการเคี่ยวห้ำหั่นกันหลายต่อหลายรอบ ในที่สุดก็เหลือผู้เข้าแข่งขันเพียงสามคนสุดท้ายในรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งแน่นอนว่าฉู่ซิวยังคงอยู่ในนั้น

     

            ยามนี้ขอเพียงประลองอีกแค่นัดเดียว สิทธิของแดนเร้นลับเยี่ยนอู่ก็จะตัดสินได้ทันที

     

            “ตอนนี้เราจะใช้การจับติ้วเพื่อตัดสินผู้ประลองในนัดสุดท้าย และผู้ที่จับได้ติ้วว่าง จะได้รับสิทธิของแดนเร้นลับเยี่ยนอู่ไปโดยตรง ส่วนอีกสองคนที่เหลือจะต้องประลองฝีมือเพื่อแย่งชิงสิทธิสุดท้าย”

     

            เหลียวสิงยกกล่องจับติ้วออกมา บรรยากาศรอบข้างพลันตึงเครียดขึ้นมาทันที ทุกคนต่างลุ้นอยากให้ฉู่ซิวจับได้ติ้วว่าง

     

            แต่ฉู่ซิวกลับทำท่าทีวางเฉย เพราะไม่ว่าจะจับได้ติ้วว่างหรือไม่ เขาต่างมั่นใจว่าจะต้องคว้าสิทธิมาครองได้อย่างแน่นอน

     

            ภายใต้สายตาลุ้นระทึกของทุกคน ฉู่ซิวดึงแผ่นกระดาษออกมาแผ่นหนึ่ง ข้อความบนแผ่นกระดาษตรงกับที่ทุกคนคิดไว้ นั่นคือติ้วว่างนั่นเอง!

     

            “มารดามันเถอะ! โชคร้ายชะมัด”

     

            ชายวัยกลางคนข้าง ๆ เห็นฉู่ซิวจับได้ติ้วว่าง ก็สบถพลางถ่มน้ำลายลงพื้น

     

            ข้างกายชายผู้นั้น มีชายแก่ผมขาวโพนสวมชุดผ้าป่านยืนอยู่ เขาคือคู่แข่งที่จะต้องประลองแย่งชิงสิทธิสุดท้ายกับชายวัยกลางคนนั่นเอง

     

            “ฉู่ซิวจับได้ติ้วว่าง *[1] ได้รับสิทธิของแดนเร้นลับเยี่ยนอู่โดยตรง ส่วนสิทธิสุดท้ายจะตัดสินระหว่างหวังหู่และซุนซาน”

     

            เมื่อได้ยินคำประกาศของเหลียวสิง ชายที่ชื่อหวังหู่ก็กระโดดขึ้นไปบนเวทีประลองทันที พร้อมชี้หน้าตะโกนใส่ซุนซานที่อยู่ล่างเวที

     

            “ตาแก่ ข้าตั้งใจจะเอาสิทธินี้ให้ได้ หากรู้ความก็ยอมแพ้ไปเสีย มิเช่นนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ!”

     

            “ชายแก่อย่างข้าก็อยากเข้าไปแสวงหาวาสนาในแดนเร้นลับเยี่ยนอู่ดูสักคราว หากศิษย์น้องหวังอยากได้สิทธิ ก็จงล้มข้าให้ได้เสียก่อนเถิด” ซุนซานคลี่ยิ้มให้หวังหู่ ก่อนจะเดินขึ้นเวทีประลองไปอย่างไม่เร่งร้อน

     

            ทุกคนบนอัฒจันทร์เห็นท่าทางของซุนซานที่เหมือนจะล้มแหล่ไม่ล้มแหล่ ต่างพากันสั่นหัวโดยพร้อมเพรียง

     

            “ตาแก่นี่น่าจะอายุแปดสิบกว่าแล้วมั้ง อายุป่านนี้แล้วยังคิดจะไปแดนเร้นลับเยี่ยนอู่อีก เพ้อฝันสิ้นดี!”

     

            “ถึงปราณโลหิตของทั้งคู่จะพอ ๆ กัน แต่หวังหู่อยู่ในวัยฉกรรจ์ ร่างกายกำยำ ตาแก่นี่ไม่มีทางชนะได้หรอก”

     

            แม้นไม่มีใครมองว่าเขาจะชนะ แต่ซุนซานก็ไม่มีความคิดที่จะยอมแพ้แม้แต่น้อย

     

            เขายืนหลังค่อมอยู่บนเวทีประลอง เป็นฝ่ายโคจรเค้นระเบิดปราณโลหิตออกมาก่อน พลังข่มขู่แห่งขอบเขตหลอมกระดูกแผ่ซ่านออกมา

     

            “ตาแก่ ข้าจะส่งเจ้าลงโลงเดี๋ยวนี้!”

     

            หวังหู่รู้สึกเหมือนถูกหยาม ปราณโลหิตในร่างระเบิดออก ก่อนจะพุ่งเข้าใส่ซุนซานอย่างไม่ลังเล

     

            เมื่อมองดูซุนซานที่ผอมแห้งจนเห็นกระดูกและแผ่กลิ่นอายชราภาพ ทุกคนต่างคิดว่าซุนซานไม่มีทางรับหมัดนี้ไหวแน่

     

            ทว่าในจังหวะนั้นเอง กลิ่นอายบนร่างของซุนซานพลันเปลี่ยนเป็นน่าสะพรึงกลัวขึ้นมาอย่างกะทันหัน เขาหมุนตัวชกหมัดออกไปอย่างไม่ช้าไม่เร็ว ปะทะเข้ากับหมัดของหวังหู่กลางอากาศ

     

            หมัดของซุนซานที่ดูอ่อนแอปรวนแปรราวกับนุ่มนิ่มนั้น กลับแฝงไปด้วยขุมพลังมหาศาลหลายพันชั่ง เพียงหมัดเดียวก็ซัดเอาหวังหู่ที่กำลังเลือดร้อนลอยกระเด็นออกไป ร่วงลงไปกองบนเวทีประลองจนไม่รู้ว่าอยู่หรือตาย

     

            “ซี้ด!”

     

            ทุกคนบนอัฒจันทร์ต่างสูดหายใจเข้าด้วยความตื่นตระหนก

     

            ไม่มีใครคาดคิดเลยว่า ผลลัพธ์สุดท้ายจะออกมาเป็นเช่นนี้!

     

            ฉู่ซิวเฝ้ามองซุนซานตลอดเวลา ยามนึกถึงหมัดที่อีกฝ่ายชกออกไปเมื่อครู่ ในดวงตาก็ฉายแววหวาดเกรงขึ้นมาแวบหนึ่ง

     

            หากเขาดูไม่ผิด หมัดสุดท้ายของซุนซานน่าจะเป็นวิชายุทธ์บางอย่าง และซุนซานก็ฝึกฝนวิชายุทธ์นี้จนบรรลุถึงขั้นบรรลุขั้นสูงสุดแล้ว!

     

            ต้องรู้ว่า เมื่อฝึกฝนวิชายุทธ์จนบรรลุถึงขั้นบรรลุขั้นสูงสุด อานุภาพของวิชายุทธ์จะก้าวกระโดดอย่างมหาศาล ต่อให้เป็นเพียงวิชายุทธ์ระดับหวงจี๋ขั้นเก้า ก็สามารถระเบิดพลังอันแสนน่ากลัวออกมาได้!

     

            แถมดูเหมือนว่า ชายแก่ผู้นี้จะยังไม่ได้เอาจริงเลยด้วยซ้ำ!

     

            “การประลองสิ้นสุดลง ซุนซานเป็นฝ่ายชนะ!”

     

            จนกระทั่งเหลียวสิงประกาศผลลัพธ์สุดท้าย ทุกคนถึงได้เชื่อว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจริง

     

            ซุนซานเดินลงมาจากเวทีประลอง พลางหัวเราะเอ่ย “หากไม่ใช่เพราะศิษย์น้องหวังหู่ประมาทศัตรู ข้าก็คงไม่อาจเอาชนะได้ง่ายดายปานนี้หรอก”

     

            เหล่าผู้คนบนอัฒจันทร์ต่างก็คิดว่าเป็นเพราะหวังหู่ประมาทศัตรูเช่นกัน

     

            อย่างไรเสียซุนซานก็เป็นแค่ตาแก่ที่เท้าก้าวเข้าพงหนองไปครึ่งตัว แล้วหวังหู่ที่เป็นขอบเขตหลอมกระดูกเหมือนกันจะสู้ไม่ได้ได้อย่างไร?

     

            มีเพียงฉู่ซิวที่มองออกทุกอย่างที่ยังคงนิ่งเงียบ คนที่สามารถฝึกฝนวิชายุทธ์จนบรรลุถึงขั้นบรรลุขั้นสัมฤทธิ์ผลได้ จะอ่อนแอได้อย่างไร?

     

            หากใครถูกรูปลักษณ์ภายนอกของซุนซานหลอกตาเข้า จุดจบก็คงไม่ต่างไปจากหวังหู่แน่!

     

            “เรียนท่านนายอำเภอ การประลองใหญ่วันนี้สิ้นสุดลงแล้ว ผู้ชนะคือ ฉู่ซิว และ ซุนซาน ท่านนายอำเภอมีสิ่งใดจะชี้แนะอีกหรือไม่ขอรับ?”

     

            เหลียวสิงประสานมือคารวะต่อนายอำเภอหวังบนอัฒจันทร์ ส่วนนายอำเภอหวังก็ลุกขึ้นยืน สองตาทอดมองตรงไปยังฉู่ซิว

     

            “ขอยินดีกับทั้งสองท่านที่ได้รับสิทธิของแดนเร้นลับเยี่ยนอู่! ทว่าในอีกสามวันให้หลัง พวกเจ้ายังต้องประลองกันอีกคราว เพื่อตัดสินอันดับหนึ่งและอันดับสองของการประลองครั้งนี้ โดยผู้ที่ได้อันดับหนึ่งจะได้รับเงินห้าพันตำลึง พร้อมคัมภีร์วิชาระดับหวงจี๋ขั้นห้าอีกหนึ่งเล่ม ส่วนผู้ที่ได้อันดับสองจะได้รับเงินสามพันตำลึง พร้อมคัมภีร์วิชาระดับหวงจี๋ขั้นเจ็ดอีกหนึ่งเล่ม”

     

            คัมภีร์วิชานับเป็นของล้ำค่า! ไม่ว่าจะนำไปใช้ฝึกฝนหรือนำไปขาย ฉู่ซิวก็อยากจะได้อันดับหนึ่งมาครองทั้งนั้น ทว่าความสามารถของชายแก่ผู้นี้ดูไม่ธรรมดา หากคิดจะเอาชนะเขา คงไม่ง่ายดายเช่นนั้นแน่...

     

            [1] การจับสลากได้สิทธิ์ผ่านเข้ารอบโดยไม่ต้องประลอง

    คล้ายกับเรื่องระบบเร่งความเร็ว : ข้าจะกลายเป็นยอดยุทธ์ไร้เทียมทาน ที่คุณอ่าน