ตอนที่ 46 : การพูดคุยกันของผู้นำตระกูล
เมืองทะเลทรายนั้นตั้งอยู่บนภูเขาทราย ด้านหลังของภูเขาทรายก็คือป่าหวงหยวนที่โด่งดังของทวีป
ทางตะวันตกเฉียงใต้ของภูเขาทราย จะมีหน้าผาสูงชันแห่งหนึ่ง ซึ่งใต้หน้าผานั้นเป็นหุบเหวลึกกว่าหมื่นฟุต ตามขอบหน้าผาจะมีถนนเล็กๆอยู่สายหนึ่ง ซึ่งถนนสายนี้เป็นถนนสายเดียวที่จะนำไปสู่ป่าหวงหยวน
วันนี้ หญ้าและใบไม้ต่างปลิวกระจาย บ้างก็ถูกเหยียบย่ำจนเหี่ยวเฉา สายลมอันเย็นยะเยือกพัดโชยมาอย่างต่อเนื่อง แม้จะพูดไม่เต็มปากว่าหนาวมาก แต่ถ้าตากลมไปนานๆ ก็ทำให้รู้สึกทนไม่ไหวอยู่บ้าง
อย่างไรก็ตาม บนถนนของที่ราบอันกว้างใหญ่ก็มีผู้คนจำนวนมากอัดแน่นกันอยู่ บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก
คนของสามสำนักใหญ่ยังมาไม่ถึง แต่ตระกูลใหญ่ของเมืองทะเลทราย สำนักที่อยู่รอบๆ จวนเจ้าเมือง ผู้บ่มเพาะพเนจรและชาวบ้านเป็นจำนวนมาก ต่างพากันเดินทางมาล่วงหน้า
ในพื้นที่เปิดโล่ง จวนท่านเจ้าเมืองได้ส่งทหารชั้นยอดจำนวนพันกว่านาย โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งเพื่อปกป้องท่านเจ้าเมือง อีกกลุ่มหนึ่งคอยรักษาความสงบ ทหารเหล่านี้แสดงสีหน้าที่น่าเกรงขาม และยังแผ่จิตสังหารออกมาจางๆ ทำให้ผู้คนไม่กล้าก่อความวุ่นวาย
ฝั่งซ้ายมือของท่านเจ้าเมือง มีตระกูลอู่, ตระกูลเติ้ง, ตระกูลสวี่, ตระกูลฮั้ว,ตระกูลหลิน, ตระกูลเหมา, ตระกูลเหยาและตระกูลอื่นๆ ปักหลักอยู่ที่นั่น เรียกได้ว่าตระกูลชั้นนำของเมืองทะเลทรายล้วนไปรวมตัวกันอยู่ที่นั่น
ส่วนฝั่งขวามือของท่านเจ้าเมือง เป็นที่รวมตัวของสามสำนักที่อยู่รอบๆเมืองทะเลทราย อย่างสำนักอินทรีย์ทอง สำนักอัคคีและสำนักดาบศักดิ์สิทธิ์ ใบหน้าของพวกเขาแต่ละคนล้วนประดับด้วยรอยยิ้มสดใส
ส่วนผู้บ่มเพาะพเนจรและเหล่าชาวบ้านต่างไปรวมตัวกันตรงที่ว่างฝั่งตรงข้ามของจวนท่านเจ้าเมือง และรออย่างคาดหวัง
มีผู้คนเป็นจำนวนมาก แต่ยอดฝีมือกลับมีเพียงน้อยนิด อย่างไรก็ตามสายตาของคนส่วนใหญ่ล้วนจ้องมองไปที่บุคคลแค่สองท่านเท่านั้น นั่นก็คือ ท่านเจ้าเมืองทะเลทราย ฉินเหลียนและอีกคนก็คือผู้นำตระกูลอู่ อู่เฉิน !
คนแรกนั้นได้รับความสนใจเพราะฐานะที่โดดเด่น แต่คนหลังนั้นได้รับความสนใจเพราะความแข็งแกร่งที่ไม่ธรรมดา เมื่อพูดถึงอิทธิพลแล้ว ทั้งสองคนต่างเท่าเทียมกัน ไม่มีใครมากกว่าหรือน้อยกว่ากันเลยสักนิด
ก่อนที่เจ้าภาพจะมาถึง ฉินเหลียนและอู่เฉินคือคนที่ได้รับความสนใจจากทุกคนมากที่สุด !
ตอนนี้เอง เหล่าผู้นำตระกูลมากมายก็พากันไปล้อมรอบอู่เฉิน
"ผู้นำตระกูลอู่ ข้าได้ยินมาว่าสำนักคังเฉียงจะส่งคนเข้าร่วมการทดสอบนี้ด้วย ใช่รึไม่ ?" เติ้งเป่ยเซียว ผู้นำตระกูลเติ้งถามออกมาด้วยความสงสัย เรื่องนี้เขาเคยได้ยินมาจากเติ้งชิวฉาน หลานสาวของเขา ต่อมาก็ได้ยินคนอื่นๆพูดเรื่องนี้กันอย่างหนาหู แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าข่าวลือเหล่านั้นจริงหรือเท็จ
ฝูงชนที่อยู่รอบๆต่างก็หูผึ่งขึ้นมา พวกเขาเองก็เคยได้ยินเรื่องนี้มาเหมือนกัน ดังนั้นจึงอดสงสัยไม่ได้
อู่เฉินเงียบไปสักพัก มุมปากของเขากระตุกเล็กน้อย จากนั้นก็พยักหน้าด้วยท่าทางไร้อารมณ์ " ใช่ มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ"
น่าเสียดายที่ไม่มีใครรู้ว่า เวลาที่พูดถึงการทดสอบหวงหยวน จะทำให้อู่เฉินรู้สึกอยากจะกระอักเลือดออกมา
ยาขั้นที่ 2 ถึง 9 เม็ด !
นี่เป็นเพราะปากพล่อยๆของเขาแท้ๆ ถึงทำให้พลาดโอกาสได้รับยาขั้นที่2 ถึง 9 เม็ดไป แน่นอนว่าจนถึงตอนนี้ เขาก็ยังไม่ให้อภัยตัวเองเลย!
"จู่ๆสำนักคังเฉียงก็เข้าร่วมการทดสอบ..." เหมายี่ ผู้นำตระกูลเหมาคิ้วขมวดขึ้นมา และไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรต่อไปดี เพราะหลานชายเขา เหมาฉางเฟิงก็อยู่ที่สำนักคังเฉียงเช่นกัน เพียงแต่ว่าเขาไม่ค่อยสนใจเรื่องของเหมาฉางเฟิงสักเท่าไหร่ ดังนั้นจึงไม่รู้เรื่องที่สำนักคังเฉียงจะเข้าร่วมการทดสอบหวงหยวนในครั้งนี้ จากปากของหลานชายตัวเอง
เหยาหยงฉ๋าย ผู้นำตระกูลเหยาพลันส่ายหน้าและถอนหายใจออกมา " จาง....เจ้าสำนักจางนั่น ใจร้อนเกินไปแล้ว สำนักคังเฉียงกลับมาเปิดใหม่ได้แค่เดือนกว่าๆ ดังนั้นการเข้าร่วมการทดสอบในครั้งนี้ นับว่าไม่ฉลาดเลย!"
เมื่อได้ยินแบบนั้น บรรดาผู้นำตระกูลที่ส่งลูกหลานของตัวเองเข้าสำนักคังเฉียง ก็พลอยขมวดคิ้วขึ้นมา
พวกเขาอาจจะไม่รู้อะไรมากเกี่ยวกับสำนักคังเฉียง แต่พวกเขารู้ว่าศิษย์สำนักคังเฉียงนั้น นอกจากอู่โม่และอู่ซินซินแล้ว คนอื่นๆไม่ใช่อัจฉริยะ !
ไม่เพียงแค่ไม่ใช่อัจฉริยะ แต่ยังถือว่าเป็นขยะอีกด้วย!
เพราะศิษย์ของสำนักคังเฉียงเป็นลูกหลานในตระกูลของพวกเขา และพวกเขาก็เสนอตัวเด็กพวกนี้ให้กับอู่เฉินเอง ดังนั้นเรื่องพรสวรรค์ของพวกเด็กๆ พวกเขาย่อมรู้ดีกว่าใคร เพราะรู้ว่าพรสวรรค์ของเด็กเหล่านี้นั้นย่ำแย่มาก จึงเกิดความคิดทอดทิ้งพวกเขา และผลักพวกเขาไปเป็นภาระให้กับสำนักคังเฉียง
ยังไงซะ พวกเขาก็ไม่คิดที่จะแนะนำลูกหลานที่มีพรสวรรค์ของตัวเองให้กับสำนักคังเฉียงหรอก เสียดายพรสวรรค์เปล่าๆ
"หากจางหยูให้แค่อู่โม่กับอู่ซินซินเข้าร่วมการทดสอบ ก็คงจะดี แต่ถ้าหากพาลูกศิษย์ทั้งหมดมาเข้าร่วมการทดสอบ ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ฉลาดเลย!"
ผู้นำตระกูลอื่นๆต่างก็คิดแบบนั้น
" ฮ่าฮ่า ข้าบอกก่อนเลยว่า อย่าประมาทสำนักคังเฉียงเชียวนะ เท่าที่ข้ารู้มาศิษย์ของสำนักคังเฉียงทุกคนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก" หลินจ้าน ผู้นำตระกูลหลินคลี่ยิ้มออกมา เขาเป็นคนเดียวในบรรดาผู้นำตระกูลใหญ่ทั้ง 8 คน ที่สนใจลูกหลานของตัวเอง ดังนั้นเรื่องที่การบ่มเพาะของหลินหมิงก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว จึงไม่หลุดรอดสายตาของเขา
แม้เขาจะไม่รู้ว่าหลินหมิงแข็งแกร่งแค่ไหน แต่อย่างน้อย เขาก็พอจะรู้ดีกว่าผู้นำตระกูลคนอื่นๆ
หลินจ้านเห็นสีหน้าสงสัยของคนอื่นๆ จึงถามอย่างตกใจว่า "ไม่เอาน่า....ผ่านมานานขนาดนี้ พวกเจ้าไม่เคยสนใจพวกเขาเลยรึ?"
ตามหลักแล้ว การเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นกับหลินหมิง, เหมาฉางเฟิง, เหยามู่หว่านและคนอื่นๆนั้น เพียงแค่สังเกตเล็กน้อย ก็น่าจะรับรู้ถึงมันได้ไม่ใช่รึ?
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น คนอื่นๆก็แสดงท่าทีเก้อเขินออกมา ในใจก็เกิดความรู้สึกละอายใจขึ้นมา
ปกติแล้ว พวกเขาสนใจแต่เด็กที่โดดเด่นที่สุดของตระกูล ดังนั้นเด็กที่ไร้พรสวรรค์อย่างเหมาฉางเฟิง, เหยามู่หว่านและจางเหิงหยาง จึงไม่ได้รับความใส่ใจเท่าที่ควร โดยเฉพาะเหมายี่แล้ว ตัวเขานั้นแทบจะทุ่มความสนใจทั้งหมดไปที่เหมาฉางเทียน จนไม่ได้มีเวลาไปสนใจเด็กรุ่นเยาว์คนอื่นๆ
"มันจริงรึเปล่าที่พวกเขาสามารถบ่มเพาะพลังได้?" เหยาหยงฉ๋ายรีบถามขึ้นมา เพื่อปกปิดความอายของตน
ถ้าหากหลินหมิง เหมาฉางเฟิงและคนอื่นๆสามารถบ่มเพาะพลังได้จริง ก็นับว่าเป็นเรื่องดีทีเดียว
และนั่นก็เป็นข้อพิสูจน์ได้ว่า สำนักคังเฉียงยังมีดีอยู่!
ไม่รอให้หลินจ้านได้ตอบกลับ เหมายี่ก็ขมวดคิ้วอีกครั้ง และพูดว่า "ถึงแม้พวกเขาจะบ่มเพาะพลังได้จริง แต่ก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะเข้าร่วมการทดสอบหวงหยวนอยู่ดีไม่ใช่เหรอ?"
การทดสอบหวงหยวนคืออะไร?
มันคืองานใหญ่ประจำปีของเมือง!
ทุกคนที่เข้าร่วมการทดสอบหวงหยวนนี้ ล้วนเป็นอัจฉริยะที่โดดเด่นที่สุดในสำนักเฉินกวงและสำนักหยุนซาน การบ่มเพาะขั้นต่ำที่สุดก็ยังเป็นขอบเขตฉีซวนขั้นที่ 3!
แล้วคนที่เพิ่งบ่มเพาะพลังได้ จะเอาอะไรไปเทียบกับคนอื่นเขา?
หากเผชิญหน้ากับคนเหล่านั้น เกรงว่าศิษย์ของสำนักคังเฉียงก็คงไม่ต่างอะไรกับเด็กแรกเกิด
เอาสั้นๆก็คือ เหมายี่ไม่เห็นด้วยที่สำนักคังเฉียงจะส่งศิษย์เข้าร่วมการทดสอบในปีนี้
สำนักคังเฉียงอยากจะขายหน้าก็ช่างเถอะ แต่ที่สำคัญก็คือเหมาฉางเฟิงนั้นเป็นคนของตระกูลเหมา หากเขาขายหน้า คนตระกูลเหมาทั้งหมดก็พลอยขายขี้หน้าไปด้วย
"พวกเจ้าเนี่ย! จริงๆเลย..." หลินจ้านไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ออกมาดี เขาส่ายหน้าอย่างจนใจ แล้วพูดว่า "ช่างเถอะ ข้าขี้เกียจพูดแล้ว ต่อให้ข้าพูดไป พวกเจ้าก็คงไม่เชื่อ อีกสักพักถ้าพวกเขามาถึง พวกเจ้าก็จะเห็นเอง เมื่อถึงตอนนั้น พวกเจ้าจะรู้ว่าตัวเองพลาดอะไรไปบ้าง"
ถ้าหากไม่เห็นด้วยตาของตัวเอง หลินจ้านก็คงไม่กล้าเชื่อ หลินหมิงที่เป็นขยะในสายตาของคนอื่น แต่เพียงแค่เดือนกว่าๆ เขากลับสามารถทะลวงขอบเขตฉีซวนขั้นที่ 6 ชั้นต้นได้แล้ว!
เด็กหนุ่มอายุเพียง 15 ปี ไม่สิ 16 ปี แต่กลับเป็นนักสู้ขอบเขตฉีซวนขั้นที่ 6 ได้ ไม่ว่าจะมองไปที่ไหน ก็ไม่มีใครอัจฉริยะเท่าเขาได้อีกแล้ว
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือ ครึ่งเดือนก่อน หลินหมิงยังเป็นแค่ขยะที่ไม่สามารถบ่มเพาะพลังได้ หรืออีกความหมายก็คือ การบ่มเพาะของหลินหมิงในตอนนี้ช่างน่าทึ่งมาก เพียงแค่ครึ่งเดือนสั้นๆ การบ่มเพาะของเขาก็พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด!
นี่มันน่ากลัวกว่าคนที่บ่มเพาะมาตั้งแต่เด็ก และสามารถทะลวงขอบเขตฉีซวนขั้นที่ 6 ได้ตอนอายุ16 นับพันนับหมื่นเท่า!
"ในเวลาสั้นๆแบบนี้ สามารถทำให้ขยะที่บ่มเพาะพลังไม่ได้ ถึงกับทะลวงขอบเขตฉีซวนขั้นที่ 6 ภายในเดือนครึ่ง เกรงว่าต่อให้เป็นสำนัก 6 ดาว ก็ไม่อาจทำเช่นนี้ได้!" หลินจ้านรู้สึกทอดถอนใจอย่างบอกไม่ถูก "หลายปีมานี้ ทุกคนต่างมองข้ามสำนักคังเฉียงมาโดยตลอด สำนักคังเฉียงมาถึงจุดนี้ได้ นับว่าไม่ง่ายเลยจริงๆ!"
เมื่อเห็นสีหน้าลึกลับของหลินจ้าน เหมายี่และคนอื่นๆก็อดรู้สึกสงสัยขึ้นมาไม่ได้ หรือว่าลูกหลานของพวกเขาสามารถพัฒนาตัวเองได้อย่างน่าทึ่งในสำนักคังเฉียงจริงๆ?
แต่เมื่อนึกถึงพรสวรรค์ของพวกเหมาฉางเฟิง เหมายี่และคนอื่นๆก็พากันส่ายหน้า "มันจะเป็นไปได้ยังไง ด้วยพรสวรรค์ของพวกเขา ต่อให้ทานยาฉีซวนทุกวัน วันละเม็ด ก็ยากที่จะบ่มเพาะพลังออกมาจนโดดเด่นได้!" พวกเขาพอจะเดาออกว่าจางหยูอาจจะเป็นนักปรุงยาคนหนึ่ง และสามารถปรุงยาฉีซวนขึ้นมาได้ แต่ทว่ายาฉีซวนไม่ใช่องค์ประกอบหลัก ถ้าหากพรสวรรค์ย่ำแย่เกินไป แม้ว่าจะกินยาเป็นอาหารทุกวัน มันก็ไม่ส่งผลอะไรได้มากนัก
เหมายี่และคนอื่นๆมีความสัมพันธ์ที่ดีกับหลินจ้าน ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้เถียงอะไรออกมา
แต่เติ้งเป่ยเซียว, สวี่หยาง, ฮั้วคุนและคนอื่นๆ ที่ไม่ได้สนิทกับหลินจ้าน ต่างก็คิดว่าหลินจ้านนั้นบ้าไปแล้ว
" หึ มันก็แค่เรื่องหลอกเด็กเท่านั้นแหละ" สวี่หยางแค่นเสียงหึออกมา พลางพูดอย่างดูถูกว่า "ถึงจะพูดจาใหญ่โต แต่เจ้าก็เปลี่ยนความจริงที่ว่า เด็กพวกนั้นเป็นขยะของตระกูลไม่ได้! จางหยู....แม้ว่าเจ้าสำนักจางจะมีความสามารถที่ยอดเยี่ยม แต่เขาก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้...."
"หลินหมิง, เหมาฉางเฟิง, เหยามู่หว่าน...แล้วก็เด็กคนอื่นๆ พวกเขาเหล่านั้น ต่อให้ข้าจะแก่จนความจำเลอะเลือนไปบ้าง แต่ก็ยังจำได้ว่า พวกเขาไม่มีพรสวรรค์ใดๆเลย"
เติ้งเป่ยเซียวและคนอื่นๆยังสงสัยในคำพูดของหลินจ้าน ถ้ามันไม่ใช่เพราะว่ามีอู่เฉินอยู่ข้างๆ พวกเขาอาจจะพูดสิ่งที่ไม่เหมาะสมออกมามากกว่านี้แล้ว
อู่เฉินยืนฟังอย่างเงียบๆ โดยไม่ปริปากพูดอะไรออกมา
"ความจริงก็คือความจริง ไม่ว่าเจ้าจะเชื่อรึไม่ก็ตาม มันก็ไม่สำคัญ" สีหน้าของหลินจ้านย่ำแย่ขึ้นมา จากนั้นก็พูดเสียงเย็นชาว่า "หากเจ้าต้องการรู้ความจริง ทำไมไม่ลองถามผู้นำตระกูลอู่ดูล่ะ เรื่องของสำนักคังเฉียงนั้น เขาย่อมรู้ดีกว่าใคร!" ความสัมพันธ์ระหว่างอู่เฉินกับสำนักคังเฉียงนั้นลึกซึ้งมาก และมันก็ไม่ได้เป็นความลับอะไรในเมืองนี้
เมื่อได้ยินแบบนั้น ผู้นำตระกูลอื่นๆที่กำลังถกเถียงกันอยู่ ต่างก็พากันปิดปากเงียบและหันไปมองที่อู่เฉิน
แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้สนิทอะไรกับอู่เฉินนัก แต่อู่เฉินก็ได้ชื่อว่าเป็น "ยอดฝีมืออันดับหนึ่ง" ของเมืองทะเลทราย ฉะนั้นสิ่งไหนที่เขาพูดออกมา ย่อมสามารถเชื่อถือได้!
ตราบใดที่อู่เฉินพูดรับรองให้กับหลินจ้าน ต่อให้หลินจ้านพูดโกหกออกมา แค่คนอื่นๆก็จะถือว่านั่นคือความจริง !
ในใจของอู่เฉินนั้นยังคงรู้สึกเจ็บปวดกับยาขั้นที่ 2 จำนวน 9 เม็ดอยู่ ดังนั้นเขาจึงไม่สนใจที่จะพูดคุยกับผู้นำคนอื่นๆ ตั้งแต่ต้นจนจบเขาเอาแต่นิ่งเงียบอยู่อย่างนั้น แต่อย่างไรก็ตามผู้นำตระกูลคนอื่นๆ ก็ยังคงเฝ้ารอคำตอบจากเขาอย่างอดทน ทำให้อู่เฉินขมวดคิ้วแน่น ขณะมองไปรอบๆ เขาเห็นทุกคนจ้องมองมาที่เขาเป็นตาเดียว ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา และกล่าวอย่างเกียจคร้านว่า "เลิกพูดเถอะ อย่างไรซะ พวกเขาก็เป็นศิษย์น้องชายหญิงของข้า หากพวกเจ้ายังพูดจาดูถูกเขาอีกครั้ง ข้าจะโกรธขึ้นมาจริงๆแล้ว!"
ทันทีที่อู่เฉินพูดจบ บรรยากาศรอบๆก็พลันสงบนิ่งขึ้นมา
ศิษย์น้องชาย ?
ศิษย์น้องหญิง?
ผู้นำตระกูลทั้งหมดต่างตกตะลึงจนตาค้าง ทันใดนั้นลมหนาวก็พัดเข้ามาอย่างเงียบงัน