ตอนนี้เป็นการบรรยายผ่านปากของ
อุสางิซากิ
เช้าวันนี้.. อากาศในเมืองศฤคาลยังคงเย็นยะเยือกเหมือนเดิม..
แต่ความเย็นนั้นไม่ได้มาจากลมหนาวที่พัดผ่าน หรือปราณเหมันต์ที่ข้าแผ่ออกมาโดยไม่ตั้งใจ
หากแต่เป็นความเย็นยะเยือกที่กัดกินเข้ามาจากภายในจิตใจของข้า..
เป็นความเหน็บหนาวที่ข้าไม่เคยเผชิญ..
ตลอดทางที่ข้าเดินมาสนามประลอง..
ผู้คนทั้งหมดล้วนจ้องมองมาทางข้า..
สายตาของพวกเขา..
ไม่เหมือนเช่นวันอื่น ๆ
แล้วด้วยสายตาแบบนั้น..
มันทำให้ข้าหวนนึกถึงเรื่องเมื่อวาน
ภาพที่ข้าถูกบีบอัดอยู่ในกรงน้ำแข็งจนแทบหายใจไม่ออกยังคงติดตา
แม้ข้าจะหลุดออกมาได้แล้ว ความรู้สึกอึดอัดนั่นยังคงกดทับร่างของข้าอยู่
เสียงหัวเราะเยาะเบาบางจากอัฒจันทร์ยังคงก้องอยู่ในหู
สายตาหยามหมิ่นของตงเสวี่ยซานยังติดตา
และคำตัดสินของอาวุโสฮูจินยังก้องกังวานและยังคงทิ่มแทงใจข้าไม่หยุด
ข้าพยายามแล้ว..
ข้าพยายาม..
พยายามสะบัดภาพเหล่านั้นออกไป..
แต่ยิ่งพยายามเท่าไหร่..
มันก็เหมือนกับข้าบังคับให้จดจำมากขึ้นเท่านั้น
การประลองของหม่าชุนเฟิงและซุนโหวหวัง..
มองดูก็รู้ว่าพวกมันเก่งกว่าข้าขนาดไหน..
มันทำให้ข้ารู้สึก..
หรือว่าในบรรดาทายาทห้าเสาหลักในรุ่นนี้..
ข้าคือแกะดำนอกคอกที่อ่อนแอที่สุดกัน..
ข้าไม่อยากประลองเลย..
จริงๆ แล้ว ข้าไม่อยากจะก้าวเท้าขึ้นสู่สนามประลองแห่งนี้อีกแล้วด้วยซ้ำ
ความรู้สึกอับอายมันยังคงเกาะกินใจข้าจนแทบไม่เหลือเรี่ยวแรงที่จะยกพัดขึ้นมาด้วยซ้ำ
แต่ข้าก็ต้องฝืน..
ฝืนตัวเองให้ลุกขึ้น..
ฝืนตัวเองให้เดินไปข้างหน้า..
ฝืนตัวเองให้ทำในสิ่งที่ข้าไม่อยากทำมากที่สุดในตอนนี้
เพราะข้ารู้ว่าหากข้าไม่ทำ..
ถ้อยคำที่ตราหน้าข้าจะยิ่งมีมาก..
แล้วหากข้าเมินสายตาและคำติฉินเหล่านั้น..
คำสั่งนั่นของท่านแม่..
จักทำให้ข้าต้องห่างไกลจากพี่หม่ามากขึ้นเรื่อย ๆ
และจะยิ่ง..
ทำให้ข้าไม่คู่ควรกับพี่หม่า..
“การประลองรอบสายล่างคู่ถัดไป!
อุสางิซากิแห่งบ้านตระกูลศศะ ปะทะ คิมบีโฮแห่งสำนักดาบเหล็ก!
ข้าให้เวลาพวกเจ้าหกสิบชั่วลมหายใจในการขึ้นมาบนสนาม!”
เสียงนั้นของอาวุโสฮูจิน..
ทำให้สิ่งที่อยู่ภายในของข้ารู้สึกระส่ำ..
แต่ร่างกายกลับก้าวเดินออกไปคล้ายว่ารู้หน้าที่ความรับผิดชอบ
ข้าก้าวเท้าขึ้นสู่สนามประลองด้วยความรู้สึกว่างเปล่าและไร้เรี่ยวแรง
ข้าสัมผัสได้ถึงสายตาของผู้คนนับร้อยนับพันที่จับจ้องมาที่ข้า
บางสายตาเต็มไปด้วยความสงสาร..
บางสายตาเต็มไปด้วยความอยากรู้..
และบางสายตาก็เต็มไปด้วยความสมเพช..
ปกติแล้วข้ามักเชิดหน้าขึ้นเพื่อสู้กับสิ่งเหล่านั้น ใช้ความเป็นอุสางิซากิสะกดข่มถ้อยคำติฉินให้หายไป
ซึ่งข้าพยายามจะเชิดหน้าแล้ว
แต่ไหล่ของข้ากลับหนักอึ้งราวกับมีภูเขานับร้อยลูกทับถมอยู่บนนั้น
คิมบีโฮยืนอยู่ตรงหน้าข้า..
ใบหน้าของเขายังคงนิ่งเฉยเหมือนเดิม ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีแววตาที่แสดงความรู้สึกใด ๆ ราวกับว่าเขาเป็นเพียงรูปปั้นน้ำแข็งที่ไร้ชีวิต
แต่พอข้ามองเขา..
ภาพคืนวันที่เขาทำให้ข้าต้องอับอาย เซ็งแซ่ไปด้วยคำครหาในวันนั้นกลับไม่ได้ทำให้ข้ารู้สึกโกรธเขาอีกต่อไป..
แต่ข้ากลับรู้สึกโกรธตนเองเสียมากกว่า..
ที่ไม่อาจทำอะไรกับถ้อยวาจานั้นได้เลย
ไม่เลย..
“หากเจ้าไม่พร้อม.. ก็จงยอมแพ้เสีย..”
เสียงของคิมบีโฮดังขึ้นห้วน ๆ ไร้ซึ่งอารมณ์ใด ๆ
ข้าเพียงมอง ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป
ทำได้แค่ยกพัดหยกในมือขึ้นมาตั้งท่าเตรียมพร้อม
ดั่งกับเป็นคำเอ่ยเถียงที่อ่อนแรง
“หากพร้อมแล้ว..”
เสียงของอาวุโสฮูจินดังขึ้นอีกครั้ง ข้ารู้สึกได้ว่าเขาจ้องมองมาที่ข้า..
แต่ข้าไร้ความใส่ใจที่อยากจะเหลือบมองตอบ
เพราะข้ากลัว..
กลัวว่าหากข้ามองไป..
จะพบกับสายตาที่มองทะลุผ่านเข้ามาในใจของข้าซ้ำเช่นวันก่อน
กระทั่งตอนที่เขาเอ่ยให้เริ่มประลอง ข้ายังไม่ได้ยินคำประกาศนั้นด้วยซ้ำไป
แต่การประลองเริ่มไปแล้วแน่ ๆ
เพราะคิมบีโฮมันจับดาบพุ่งมาทางข้าเรียบร้อยแล้ว
ดาบของเจ้านั่นวาดฟันมาด้วยท่าทางคงเดิม..
แต่ไม่รู้ว่าด้วยเหตุใด..
ข้ากลับรู้สึกว่าดาบยาวของเขามันดูเร็วกว่าปกติ มันทำให้ข้าเหยียดพัดในมือออกไปช้ากว่าทุกครั้ง
เคร้ง..!
แต่ก็ดูเหมือนข้าจะต้านรับดาบนั้นของมันได้ทัน แม้ตัวจะทำให้ซวนเซเล็กน้อย
แต่ข้าก็ยังไม่ล้ม
แล้วเหมือนเจ้าคิมนั่นจักไม่ปล่อยให้ข้าตั้งหลักได้
มันยังคงรุกเข้าหาข้าอย่างต่อเนื่อง เขาไม่ได้ใช้คมดาบของเขาเหมือนอย่างเคย
แต่ใช้เพียงสันดาบและการโจมตีที่หนักหน่วง เน้นการกดดันและบีบคั้นให้ข้าต้องถอยร่น
ข้าพยายามจะตอบโต้ แต่ร่างกายของข้ากลับตอบสนองช้าไปหมด
พัดในมือของข้า พัดที่ข้าใช้ฝึกจนถนัดมือ..
มันช่างหนักเสียเหลือเกินในตอนนี้..
จนสุดท้ายข้าก็ล้มลง..
ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพัดหยกเย็นของข้าหลุดมือไปตั้งแต่เมื่อไหร่ หรือเหตุใดข้าถึงได้ล้ม
ตามสัญชาตญาณของข้าที่ยังเหลืออยู่..
สายตาพลันตวัดมองไปทางคู่ต่อสู้..
ฝ่ายนั้นก็ดูเหมือนหยุดดาบและไม่คิดจะตีข้าต่อ
แต่ใบหน้าของมัน..
ดูสมเพชข้าอย่างสุดแสน
“เจ้ากำลังทำข้าเสียเวลา..
อุสางิซากิ..!!”
เสียงของคิมบีโฮดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เสียงของเขาฟังดูหงุดหงิดเล็กน้อย
“หากเจ้าคิดจะสู้ด้วยสภาพเช่นนี้ ก็รีบ ๆ ยอมแพ้ไป!!
ข้าไม่มีเวลามาเล่นกับคนไม่มีใจสู้เช่นเจ้า!!”
คำพูดของคิมบีโฮแทงใจดำข้าอย่างจัง..
มันไม่ใช่แค่คำพูดที่รุนแรง..
การประลองทั่ว ๆ ไปก็มักมีคำอะไรเทือกนี้ก่นอยู่ในสนาม
แต่มันคือคำพูดที่ตอกย้ำความจริงที่ข้าพยายามจะหลีกหนีมาตลอด
ข้าเหมือนถูกค้อนหนักหลายชั่งทุบใส่กลางใจที่พยายามปิดซ่อนสิ่งที่ร้อนกรุ่นอยู่ในอก
มันทำให้ข้ารู้สึก..
แหลกสลาย..
“เจ้า!! เจ้ามีสิทธิ์อันใดถึงมาพูดจาเช่นนี้กับข้า!”
ข้าตวาดกลับไปที่คิมบีโฮด้วยความรู้สึกอัดอั้นและโกรธแค้นที่ปะทุออกมาอย่างรุนแรง
น้ำเสียงของข้าสั่นเครือ ดวงตาของข้าแดงก่ำ และท่าทางของข้าแสดงออกถึงความเจ็บปวดและโกรธแค้นที่ข้าพยายามเก็บซ่อนไว้มาตลอด
“เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใครกัน!
ถึงมาตัดสินข้า!
เจ้าคิดว่าเจ้าเข้าใจอะไรในตัวข้าอย่างนั้นหรือ!?
เจ้ามันก็เหมือนกับคนพวกนั้น! ที่ไม่เคยมองข้าว่าข้าเป็นข้าเลย!!”
ทุกสิ่งอย่างที่ข้าพยายามยัดไว้..
มันก็ได้ล้นจนปลิ้นออกมา..
ข้ายามนี้คล้ายว่าข้าไม่สนอะไรแล้ว
ข้าไม่สนว่าใครจะมองข้าเป็นเช่นใด
ไม่สนว่าใครจะหัวเราะเยาะข้า
ยามนั้น..
ข้าแค่รู้สึกว่าอยากระบายความอัดอั้นที่เก็บกดมานานออกมาให้หมด
ข้าไม่อยากแบกอะไรแล้ว..
ข้า..
ข้า..
ข้ารู้สึกเกลียดตัวเอง..
จิตใจของข้าเหมือนถูกฉีกออกเป็นสองเสี้ยว..
เสี้ยวหนึ่งคือหน้าที่อันหนักอึ้งที่ต้องแบกรับชื่อเสียงของตระกูล
เพราะข้าคืออุสางิซากิ.. ว่าที่ผู้นำตระกูลอุสางิ.. ตระกูลหนึ่งในห้าเสาหลักของอาณาจักรปัญจมิตร..
ทุกย่างก้าวของข้าถูกจับตามอง ทุกคำพูดของข้าถูกวิพากษ์วิจารณ์ ทุกการกระทำของข้าถูกตัดสิน
ข้าต้องเก็บสงวนความอ่อนแอของข้าลงไป..
แม้ใจจักเจ็บ
อีกเสี้ยวหนึ่งคือความปรารถนาอันอ่อนแอที่จะปลดปล่อยทุกสิ่งลง
ข้าเหนื่อย..
เหนื่อยกับคำถากถางนั่นที่ไม่ได้รุนแรงอะไรเลย..
แต่ก็ไม่รู้ด้วยเหตุใดถึงทำให้สิ่งที่กักไว้ข้างในปะทุออก
อาจเป็นเพราะตอนนี้ข้ารู้สึกเหนื่อย..
ใครเคยถามข้าบ้างไหมว่าการแบกรับตำแหน่งแบบนี้สำหรับข้ามาหนักหรือไม่?
ไม่มีเลย..
ไม่มีใครเคยถาม..
ทุกคนเห็นแต่ความรุ่งโรจน์ของ 'ห้าตระกูลเสาหลัก'
เห็นแต่ความยิ่งใหญ่ของ 'ตระกูลอุสางิ'
มองว่าข้าที่เกิดมาในตระกูลนี้นั้นผาสุก
แต่ไม่มีใครเคยเห็นความกดดันที่ข้าต้องแบกรับ
มีแต่คนพร่ำบอก..
ว่าข้าต้องทำตัวให้คู่ควรกับตำแหน่งนี้
แต่พอข้าปฏิบัติตามจนคู่ควร..
คนกลับบอกว่ามันคือสิ่งที่ข้าสมควรต้องทำเช่นนั้น..
มีคนว่า.. ว่าการจะเป็นผู้นำตระกูลได้ต้องรู้จักการบริหารจัดการตระกูล
พอข้าทำได้..
กลับบอกว่าเพราะข้าคือลูกของท่านแม่..
บอกว่าข้าต้องแข็งแกร่ง ต้องไร้ที่ติ
แล้วพอข้าพยายามจนเก่งขึ้น เลื่อนระดับพลังก็มีแต่คนชม บอกข้าว่าเพราะมาจากห้าตระกูลเสาหลัก ถึงทำให้เป็นเช่นนี้ได้
ไม่เคยมีใครสักคนเลยที่ชมว่าข้าเองก็พยายามอย่างหนักเช่นเดียวกัน
ทั้ง ๆ ที่ข้าฝึกฝนอย่างหนัก ฝึกฝนจนร่างกายแทบแหลก ฝึกฝนจนสามารถใช้ปราณธาตุได้ ฝึกฝนจนสามารถผสานปราณธาตุเข้ากับวิชาประจำตระกูลได้..
ทุกคนกับบอกว่า 'ก็สมแล้วที่เป็นลูกหลานตระกูลอุสางิ' หรือไม่ก็ 'ก็สมแล้วที่เป็นว่าที่ผู้นำตระกูล'
พวกมันเหล่านั้นเห็นแต่ปลายเหตุ ไม่มีใครเคยเห็นหยาดเหงื่อของข้า ไม่มีใครเคยเห็นความเจ็บปวดของข้า ไม่มีใครเคยเห็นความพยายามของข้า ราวกับว่าความสำเร็จทั้งหมดนี้ไม่ใช่ของข้า แต่เป็นของเงาตระกูลที่ทาบทับอยู่เบื้องหลัง
ทุกคนเห็นแต่ 'ตระกูลอุสางิ' ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของข้า
ไม่มีใครเคยเห็น 'ซากิ' ที่พยายามอย่างสุดกำลัง
และที่สำคัญที่สุด..
ที่ข้าอยากเก่งขึ้น..
ไม่ใช่เพื่อชื่อเสียงของตระกูล..
ไม่ใช่เพื่อตำแหน่งว่าที่ผู้นำ..
แต่เพราะข้าอยากจะทำให้ตัวเองคู่ควรกับเขาคนนั้น..
คนที่ข้ารัก..
หม่าเฟย..
ข้ารักพี่หม่า.. ข้ารักเขามาตั้งแต่เด็ก..
ข้าอยากจะเป็นคนที่คู่ควรกับเขา..
อยากจะเป็นคนที่สามารถยืนเคียงข้างเขาได้อย่างสง่างาม
ข้าพยายามอย่างหนักเพื่อพิสูจน์ตัวเอง..
เพื่อให้เขามองเห็นข้า..
เพื่อให้เขารู้ว่าข้าก็มีดีพอที่จะยืนเคียงข้างเขาได้
กระทั่งวันที่เขาไล่ข้า! คำพูดเหล่านั้นยังคงก้องอยู่ในหู ข้าโทษตัวเองเสมอว่ายังพยายามไม่มากพอ! ยังไม่คู่ควรพอที่จะยืนเคียงข้างเขา! เขาเลยปฏิบัติกับข้าเช่นนั้น! ข้าจึงได้ฝึกหนักแล้วเคี่ยวเข็ญตนเองจนร่างแทบแหลก!
แต่ทุกครั้งที่ข้าพยายาม..
ทำไมกัน..
ทำไมข้าก็ยิ่งเจ็บปวดมากขึ้นเท่านั้น
ความพ่ายแพ้ต่อตงเสวี่ยซานเมื่อวานนี้..
มันคือฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ข้าแทบจะแตกสลาย ราวกับถูกบดขยี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแหลกเละ
จนในที่สุด..
สิ่งที่ข้าพยายามกลั้นเอาไว้..
หยดน้ำตาแห่งความเจ็บปวดและความอัดอั้นก็เริ่มเอ่อคลอเบ้า..
ข้าอยู่บนขอบของการร่ำไห้..
ข้ารู้..
ว่าข้าต้องฝืน..
ข้าไม่อาจทำให้ตนเองอับอายได้โดยเฉพาะต่อหน้าคนทั้งหมดนี่..
แค่การระเบิดอารมณ์เมื่อครู่นี้..
ก็อาจทำให้ตระกูลอุสางิ..
อับอายเพราะข้า..
และไม่อยากให้ใครเห็นน้ำตาของข้า
ในวินาทีที่หยดน้ำตาแรกกำลังจะร่วงหล่นลงมา..
“ประกายครามแห่งเกล็ดมังกร หนึ่งเหมันต์โอบนภา!”
เสียงของคิมบีโฮดังขึ้นอย่างชัดเจน ทว่าแฝงด้วยความเยือกเย็นที่น่าประหลาด
ทำให้ข้าเบิกตากว้างด้วยความตกใจ!
ปราณธาตุน้ำแข็งสีครามเข้มพลันพวยพุ่งออกมาจากร่างของคิมบีโฮอย่างรวดเร็ว!
มันก่อตัวขึ้นเป็นปราการน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ผุดขึ้นมาอย่างฉับพลัน โอบล้อมทั้งข้าและคิมบีโฮเอาไว้ให้อยู่ภายใน
ปราการน้ำแข็งนั้นสูงใหญ่จนบดบังทัศนียภาพภายในทั้งหมด ทำให้คนภายนอกไม่สามารถมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เลยแม้แต่น้อย
ข้าเองก็ไม่เห็นสิ่งที่อยู่ภายนอกเช่นกัน
ข้ามองไปยังปราการน้ำแข็งรอบตัวด้วยความตกตะลึง..
มันเกิดขึ้นเร็วมาก..
เร็วจนข้าไม่ทันได้ตั้งตัว..
ข้ามองไปยังคิมบีโฮ ใบหน้าของเขายังคงนิ่งเฉยเหมือนเดิม แต่แววตาของเขากลับมีบางอย่างที่ข้าไม่อาจเข้าใจได้
“หากอยากร้อง..
ก็จงร้องก่อนที่ปราการเหมันต์ของข้าจะละลายลง..”
คำพูดของคิมบีโฮดังขึ้นในความเงียบงันของปราการน้ำแข็ง เสียงของเขาคมคายแต่แฝงความหมายที่ลึกซึ้ง
เขาเบือนหน้าหนีเล็กน้อยราวกับไม่อยากให้ข้าเห็นแววตาที่อ่อนลงเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่จะพูดประโยคถัดไป
“แล้วพอร้องเสร็จ..
ก็รีบ ๆ หยิบพัดของเจ้าขึ้นมาสู้กับข้าต่อ..”
คำพูดของคิมบีโฮดังก้องในความเงียบงันของปราการน้ำแข็ง..
มันคมคาย..
แต่กลับสั่นสะเทือนหัวใจที่กำลังแหลกของข้าแล้วกอบขึ้นมาใหม่..
ราวกับว่าในที่สุดก็มีใครบางคนมองทะลุเปลือกนอกของ 'อุสางิซากิแห่งตระกูลศศะ' และมองเห็น 'ซากิ' ตัวตนที่เปราะบางและอ่อนแอที่ซ่อนอยู่ภายใน..
แววตาของเขาที่เบือนหนีไปเพียงเสี้ยววินาทีนั้น..
มันคือประกายแสงเล็ก ๆ ในความมืดมิดที่ข้าจมดิ่งอยู่