ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 87 กรงเหมันต์และน้ำตาที่ถูกกักเก็บ ตอน ต้น(อุสางิซากิ)

            ตอนนี้เป็นการบรรยายผ่านปากของ

            อุสางิซากิ

             

            เช้าวันนี้.. อากาศในเมืองศฤคาลยังคงเย็นยะเยือกเหมือนเดิม..

            แต่ความเย็นนั้นไม่ได้มาจากลมหนาวที่พัดผ่าน หรือปราณเหมันต์ที่ข้าแผ่ออกมาโดยไม่ตั้งใจ

            หากแต่เป็นความเย็นยะเยือกที่กัดกินเข้ามาจากภายในจิตใจของข้า..

            เป็นความเหน็บหนาวที่ข้าไม่เคยเผชิญ..

             

            ตลอดทางที่ข้าเดินมาสนามประลอง..

            ผู้คนทั้งหมดล้วนจ้องมองมาทางข้า..

            สายตาของพวกเขา..

            ไม่เหมือนเช่นวันอื่น ๆ

            แล้วด้วยสายตาแบบนั้น..

            มันทำให้ข้าหวนนึกถึงเรื่องเมื่อวาน

            ภาพที่ข้าถูกบีบอัดอยู่ในกรงน้ำแข็งจนแทบหายใจไม่ออกยังคงติดตา

            แม้ข้าจะหลุดออกมาได้แล้ว ความรู้สึกอึดอัดนั่นยังคงกดทับร่างของข้าอยู่

            เสียงหัวเราะเยาะเบาบางจากอัฒจันทร์ยังคงก้องอยู่ในหู

            สายตาหยามหมิ่นของตงเสวี่ยซานยังติดตา

            และคำตัดสินของอาวุโสฮูจินยังก้องกังวานและยังคงทิ่มแทงใจข้าไม่หยุด

             

            ข้าพยายามแล้ว..

            ข้าพยายาม..

            พยายามสะบัดภาพเหล่านั้นออกไป..

            แต่ยิ่งพยายามเท่าไหร่..

            มันก็เหมือนกับข้าบังคับให้จดจำมากขึ้นเท่านั้น

             

            การประลองของหม่าชุนเฟิงและซุนโหวหวัง..

            มองดูก็รู้ว่าพวกมันเก่งกว่าข้าขนาดไหน..

            มันทำให้ข้ารู้สึก..

            หรือว่าในบรรดาทายาทห้าเสาหลักในรุ่นนี้..

            ข้าคือแกะดำนอกคอกที่อ่อนแอที่สุดกัน..

            ข้าไม่อยากประลองเลย..

             

            จริงๆ แล้ว ข้าไม่อยากจะก้าวเท้าขึ้นสู่สนามประลองแห่งนี้อีกแล้วด้วยซ้ำ

            ความรู้สึกอับอายมันยังคงเกาะกินใจข้าจนแทบไม่เหลือเรี่ยวแรงที่จะยกพัดขึ้นมาด้วยซ้ำ

            แต่ข้าก็ต้องฝืน..

            ฝืนตัวเองให้ลุกขึ้น..

            ฝืนตัวเองให้เดินไปข้างหน้า..

            ฝืนตัวเองให้ทำในสิ่งที่ข้าไม่อยากทำมากที่สุดในตอนนี้

            เพราะข้ารู้ว่าหากข้าไม่ทำ..

            ถ้อยคำที่ตราหน้าข้าจะยิ่งมีมาก..

            แล้วหากข้าเมินสายตาและคำติฉินเหล่านั้น..

            คำสั่งนั่นของท่านแม่..

            จักทำให้ข้าต้องห่างไกลจากพี่หม่ามากขึ้นเรื่อย ๆ

            และจะยิ่ง..

            ทำให้ข้าไม่คู่ควรกับพี่หม่า..

             

            “การประลองรอบสายล่างคู่ถัดไป!

            อุสางิซากิแห่งบ้านตระกูลศศะ ปะทะ คิมบีโฮแห่งสำนักดาบเหล็ก!

            ข้าให้เวลาพวกเจ้าหกสิบชั่วลมหายใจในการขึ้นมาบนสนาม!”

            เสียงนั้นของอาวุโสฮูจิน..

            ทำให้สิ่งที่อยู่ภายในของข้ารู้สึกระส่ำ..

            แต่ร่างกายกลับก้าวเดินออกไปคล้ายว่ารู้หน้าที่ความรับผิดชอบ

             

            ข้าก้าวเท้าขึ้นสู่สนามประลองด้วยความรู้สึกว่างเปล่าและไร้เรี่ยวแรง

            ข้าสัมผัสได้ถึงสายตาของผู้คนนับร้อยนับพันที่จับจ้องมาที่ข้า

            บางสายตาเต็มไปด้วยความสงสาร..

            บางสายตาเต็มไปด้วยความอยากรู้..

            และบางสายตาก็เต็มไปด้วยความสมเพช..

            ปกติแล้วข้ามักเชิดหน้าขึ้นเพื่อสู้กับสิ่งเหล่านั้น ใช้ความเป็นอุสางิซากิสะกดข่มถ้อยคำติฉินให้หายไป

            ซึ่งข้าพยายามจะเชิดหน้าแล้ว

            แต่ไหล่ของข้ากลับหนักอึ้งราวกับมีภูเขานับร้อยลูกทับถมอยู่บนนั้น

             

            คิมบีโฮยืนอยู่ตรงหน้าข้า..

            ใบหน้าของเขายังคงนิ่งเฉยเหมือนเดิม ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีแววตาที่แสดงความรู้สึกใด ๆ ราวกับว่าเขาเป็นเพียงรูปปั้นน้ำแข็งที่ไร้ชีวิต

            แต่พอข้ามองเขา..

            ภาพคืนวันที่เขาทำให้ข้าต้องอับอาย เซ็งแซ่ไปด้วยคำครหาในวันนั้นกลับไม่ได้ทำให้ข้ารู้สึกโกรธเขาอีกต่อไป..

            แต่ข้ากลับรู้สึกโกรธตนเองเสียมากกว่า..

            ที่ไม่อาจทำอะไรกับถ้อยวาจานั้นได้เลย

            ไม่เลย..

             

            “หากเจ้าไม่พร้อม.. ก็จงยอมแพ้เสีย..”

            เสียงของคิมบีโฮดังขึ้นห้วน ๆ ไร้ซึ่งอารมณ์ใด ๆ

            ข้าเพียงมอง ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป

            ทำได้แค่ยกพัดหยกในมือขึ้นมาตั้งท่าเตรียมพร้อม

            ดั่งกับเป็นคำเอ่ยเถียงที่อ่อนแรง

             

            “หากพร้อมแล้ว..”

            เสียงของอาวุโสฮูจินดังขึ้นอีกครั้ง ข้ารู้สึกได้ว่าเขาจ้องมองมาที่ข้า..

            แต่ข้าไร้ความใส่ใจที่อยากจะเหลือบมองตอบ

            เพราะข้ากลัว..

            กลัวว่าหากข้ามองไป..

            จะพบกับสายตาที่มองทะลุผ่านเข้ามาในใจของข้าซ้ำเช่นวันก่อน

             

            กระทั่งตอนที่เขาเอ่ยให้เริ่มประลอง ข้ายังไม่ได้ยินคำประกาศนั้นด้วยซ้ำไป

            แต่การประลองเริ่มไปแล้วแน่ ๆ

            เพราะคิมบีโฮมันจับดาบพุ่งมาทางข้าเรียบร้อยแล้ว

             

            ดาบของเจ้านั่นวาดฟันมาด้วยท่าทางคงเดิม..

            แต่ไม่รู้ว่าด้วยเหตุใด..

            ข้ากลับรู้สึกว่าดาบยาวของเขามันดูเร็วกว่าปกติ มันทำให้ข้าเหยียดพัดในมือออกไปช้ากว่าทุกครั้ง

            เคร้ง..!

            แต่ก็ดูเหมือนข้าจะต้านรับดาบนั้นของมันได้ทัน แม้ตัวจะทำให้ซวนเซเล็กน้อย

            แต่ข้าก็ยังไม่ล้ม

             

            แล้วเหมือนเจ้าคิมนั่นจักไม่ปล่อยให้ข้าตั้งหลักได้

            มันยังคงรุกเข้าหาข้าอย่างต่อเนื่อง เขาไม่ได้ใช้คมดาบของเขาเหมือนอย่างเคย

            แต่ใช้เพียงสันดาบและการโจมตีที่หนักหน่วง เน้นการกดดันและบีบคั้นให้ข้าต้องถอยร่น

            ข้าพยายามจะตอบโต้ แต่ร่างกายของข้ากลับตอบสนองช้าไปหมด

            พัดในมือของข้า พัดที่ข้าใช้ฝึกจนถนัดมือ..

            มันช่างหนักเสียเหลือเกินในตอนนี้..

             

            จนสุดท้ายข้าก็ล้มลง..

            ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพัดหยกเย็นของข้าหลุดมือไปตั้งแต่เมื่อไหร่ หรือเหตุใดข้าถึงได้ล้ม

            ตามสัญชาตญาณของข้าที่ยังเหลืออยู่..

            สายตาพลันตวัดมองไปทางคู่ต่อสู้..

            ฝ่ายนั้นก็ดูเหมือนหยุดดาบและไม่คิดจะตีข้าต่อ

            แต่ใบหน้าของมัน..

            ดูสมเพชข้าอย่างสุดแสน

             

            “เจ้ากำลังทำข้าเสียเวลา..

            อุสางิซากิ..!!”

            เสียงของคิมบีโฮดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เสียงของเขาฟังดูหงุดหงิดเล็กน้อย

            “หากเจ้าคิดจะสู้ด้วยสภาพเช่นนี้ ก็รีบ ๆ ยอมแพ้ไป!!

            ข้าไม่มีเวลามาเล่นกับคนไม่มีใจสู้เช่นเจ้า!!”

             

            คำพูดของคิมบีโฮแทงใจดำข้าอย่างจัง..

            มันไม่ใช่แค่คำพูดที่รุนแรง..

            การประลองทั่ว ๆ ไปก็มักมีคำอะไรเทือกนี้ก่นอยู่ในสนาม

            แต่มันคือคำพูดที่ตอกย้ำความจริงที่ข้าพยายามจะหลีกหนีมาตลอด

            ข้าเหมือนถูกค้อนหนักหลายชั่งทุบใส่กลางใจที่พยายามปิดซ่อนสิ่งที่ร้อนกรุ่นอยู่ในอก

            มันทำให้ข้ารู้สึก..

            แหลกสลาย..

             

            “เจ้า!! เจ้ามีสิทธิ์อันใดถึงมาพูดจาเช่นนี้กับข้า!”

            ข้าตวาดกลับไปที่คิมบีโฮด้วยความรู้สึกอัดอั้นและโกรธแค้นที่ปะทุออกมาอย่างรุนแรง

            น้ำเสียงของข้าสั่นเครือ ดวงตาของข้าแดงก่ำ และท่าทางของข้าแสดงออกถึงความเจ็บปวดและโกรธแค้นที่ข้าพยายามเก็บซ่อนไว้มาตลอด

            “เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใครกัน!

            ถึงมาตัดสินข้า!

            เจ้าคิดว่าเจ้าเข้าใจอะไรในตัวข้าอย่างนั้นหรือ!?

            เจ้ามันก็เหมือนกับคนพวกนั้น! ที่ไม่เคยมองข้าว่าข้าเป็นข้าเลย!!”

            ทุกสิ่งอย่างที่ข้าพยายามยัดไว้..

            มันก็ได้ล้นจนปลิ้นออกมา..

             

            ข้ายามนี้คล้ายว่าข้าไม่สนอะไรแล้ว

            ข้าไม่สนว่าใครจะมองข้าเป็นเช่นใด

            ไม่สนว่าใครจะหัวเราะเยาะข้า

            ยามนั้น..

            ข้าแค่รู้สึกว่าอยากระบายความอัดอั้นที่เก็บกดมานานออกมาให้หมด

            ข้าไม่อยากแบกอะไรแล้ว..

            ข้า..

            ข้า..

            ข้ารู้สึกเกลียดตัวเอง..

             

            จิตใจของข้าเหมือนถูกฉีกออกเป็นสองเสี้ยว..

            เสี้ยวหนึ่งคือหน้าที่อันหนักอึ้งที่ต้องแบกรับชื่อเสียงของตระกูล

            เพราะข้าคืออุสางิซากิ.. ว่าที่ผู้นำตระกูลอุสางิ.. ตระกูลหนึ่งในห้าเสาหลักของอาณาจักรปัญจมิตร..

            ทุกย่างก้าวของข้าถูกจับตามอง ทุกคำพูดของข้าถูกวิพากษ์วิจารณ์ ทุกการกระทำของข้าถูกตัดสิน

            ข้าต้องเก็บสงวนความอ่อนแอของข้าลงไป..

            แม้ใจจักเจ็บ

             

            อีกเสี้ยวหนึ่งคือความปรารถนาอันอ่อนแอที่จะปลดปล่อยทุกสิ่งลง

            ข้าเหนื่อย..

            เหนื่อยกับคำถากถางนั่นที่ไม่ได้รุนแรงอะไรเลย..

            แต่ก็ไม่รู้ด้วยเหตุใดถึงทำให้สิ่งที่กักไว้ข้างในปะทุออก

             

            อาจเป็นเพราะตอนนี้ข้ารู้สึกเหนื่อย..

             

            ใครเคยถามข้าบ้างไหมว่าการแบกรับตำแหน่งแบบนี้สำหรับข้ามาหนักหรือไม่?

            ไม่มีเลย..

            ไม่มีใครเคยถาม..

            ทุกคนเห็นแต่ความรุ่งโรจน์ของ 'ห้าตระกูลเสาหลัก'

            เห็นแต่ความยิ่งใหญ่ของ 'ตระกูลอุสางิ'

            มองว่าข้าที่เกิดมาในตระกูลนี้นั้นผาสุก

            แต่ไม่มีใครเคยเห็นความกดดันที่ข้าต้องแบกรับ

            มีแต่คนพร่ำบอก..

            ว่าข้าต้องทำตัวให้คู่ควรกับตำแหน่งนี้

            แต่พอข้าปฏิบัติตามจนคู่ควร..

            คนกลับบอกว่ามันคือสิ่งที่ข้าสมควรต้องทำเช่นนั้น..

             

            มีคนว่า.. ว่าการจะเป็นผู้นำตระกูลได้ต้องรู้จักการบริหารจัดการตระกูล

            พอข้าทำได้..

            กลับบอกว่าเพราะข้าคือลูกของท่านแม่..

             

            บอกว่าข้าต้องแข็งแกร่ง ต้องไร้ที่ติ

            แล้วพอข้าพยายามจนเก่งขึ้น เลื่อนระดับพลังก็มีแต่คนชม บอกข้าว่าเพราะมาจากห้าตระกูลเสาหลัก ถึงทำให้เป็นเช่นนี้ได้

            ไม่เคยมีใครสักคนเลยที่ชมว่าข้าเองก็พยายามอย่างหนักเช่นเดียวกัน

            ทั้ง ๆ ที่ข้าฝึกฝนอย่างหนัก ฝึกฝนจนร่างกายแทบแหลก ฝึกฝนจนสามารถใช้ปราณธาตุได้ ฝึกฝนจนสามารถผสานปราณธาตุเข้ากับวิชาประจำตระกูลได้..

            ทุกคนกับบอกว่า 'ก็สมแล้วที่เป็นลูกหลานตระกูลอุสางิ' หรือไม่ก็ 'ก็สมแล้วที่เป็นว่าที่ผู้นำตระกูล'

            พวกมันเหล่านั้นเห็นแต่ปลายเหตุ ไม่มีใครเคยเห็นหยาดเหงื่อของข้า ไม่มีใครเคยเห็นความเจ็บปวดของข้า ไม่มีใครเคยเห็นความพยายามของข้า ราวกับว่าความสำเร็จทั้งหมดนี้ไม่ใช่ของข้า แต่เป็นของเงาตระกูลที่ทาบทับอยู่เบื้องหลัง

            ทุกคนเห็นแต่ 'ตระกูลอุสางิ' ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของข้า

            ไม่มีใครเคยเห็น 'ซากิ' ที่พยายามอย่างสุดกำลัง

            และที่สำคัญที่สุด..

            ที่ข้าอยากเก่งขึ้น..

            ไม่ใช่เพื่อชื่อเสียงของตระกูล..

            ไม่ใช่เพื่อตำแหน่งว่าที่ผู้นำ..

            แต่เพราะข้าอยากจะทำให้ตัวเองคู่ควรกับเขาคนนั้น..

            คนที่ข้ารัก..

            หม่าเฟย..

             

            ข้ารักพี่หม่า.. ข้ารักเขามาตั้งแต่เด็ก..

            ข้าอยากจะเป็นคนที่คู่ควรกับเขา..

            อยากจะเป็นคนที่สามารถยืนเคียงข้างเขาได้อย่างสง่างาม

            ข้าพยายามอย่างหนักเพื่อพิสูจน์ตัวเอง..

            เพื่อให้เขามองเห็นข้า..

            เพื่อให้เขารู้ว่าข้าก็มีดีพอที่จะยืนเคียงข้างเขาได้

            กระทั่งวันที่เขาไล่ข้า! คำพูดเหล่านั้นยังคงก้องอยู่ในหู ข้าโทษตัวเองเสมอว่ายังพยายามไม่มากพอ! ยังไม่คู่ควรพอที่จะยืนเคียงข้างเขา! เขาเลยปฏิบัติกับข้าเช่นนั้น! ข้าจึงได้ฝึกหนักแล้วเคี่ยวเข็ญตนเองจนร่างแทบแหลก!

            แต่ทุกครั้งที่ข้าพยายาม..

            ทำไมกัน..

            ทำไมข้าก็ยิ่งเจ็บปวดมากขึ้นเท่านั้น

             

            ความพ่ายแพ้ต่อตงเสวี่ยซานเมื่อวานนี้..

            มันคือฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ข้าแทบจะแตกสลาย ราวกับถูกบดขยี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแหลกเละ

            จนในที่สุด..

            สิ่งที่ข้าพยายามกลั้นเอาไว้..

            หยดน้ำตาแห่งความเจ็บปวดและความอัดอั้นก็เริ่มเอ่อคลอเบ้า..

            ข้าอยู่บนขอบของการร่ำไห้..

             

            ข้ารู้..

            ว่าข้าต้องฝืน..

            ข้าไม่อาจทำให้ตนเองอับอายได้โดยเฉพาะต่อหน้าคนทั้งหมดนี่..

            แค่การระเบิดอารมณ์เมื่อครู่นี้..

            ก็อาจทำให้ตระกูลอุสางิ..

            อับอายเพราะข้า..

            และไม่อยากให้ใครเห็นน้ำตาของข้า

             

            ในวินาทีที่หยดน้ำตาแรกกำลังจะร่วงหล่นลงมา..

             

            “ประกายครามแห่งเกล็ดมังกร หนึ่งเหมันต์โอบนภา!”

            เสียงของคิมบีโฮดังขึ้นอย่างชัดเจน ทว่าแฝงด้วยความเยือกเย็นที่น่าประหลาด

            ทำให้ข้าเบิกตากว้างด้วยความตกใจ!

             

            ปราณธาตุน้ำแข็งสีครามเข้มพลันพวยพุ่งออกมาจากร่างของคิมบีโฮอย่างรวดเร็ว!

            มันก่อตัวขึ้นเป็นปราการน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ผุดขึ้นมาอย่างฉับพลัน โอบล้อมทั้งข้าและคิมบีโฮเอาไว้ให้อยู่ภายใน

            ปราการน้ำแข็งนั้นสูงใหญ่จนบดบังทัศนียภาพภายในทั้งหมด ทำให้คนภายนอกไม่สามารถมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เลยแม้แต่น้อย

            ข้าเองก็ไม่เห็นสิ่งที่อยู่ภายนอกเช่นกัน

             

            ข้ามองไปยังปราการน้ำแข็งรอบตัวด้วยความตกตะลึง..

            มันเกิดขึ้นเร็วมาก..

            เร็วจนข้าไม่ทันได้ตั้งตัว..

            ข้ามองไปยังคิมบีโฮ ใบหน้าของเขายังคงนิ่งเฉยเหมือนเดิม แต่แววตาของเขากลับมีบางอย่างที่ข้าไม่อาจเข้าใจได้

            “หากอยากร้อง..

            ก็จงร้องก่อนที่ปราการเหมันต์ของข้าจะละลายลง..”

            คำพูดของคิมบีโฮดังขึ้นในความเงียบงันของปราการน้ำแข็ง เสียงของเขาคมคายแต่แฝงความหมายที่ลึกซึ้ง

            เขาเบือนหน้าหนีเล็กน้อยราวกับไม่อยากให้ข้าเห็นแววตาที่อ่อนลงเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่จะพูดประโยคถัดไป

            “แล้วพอร้องเสร็จ..

            ก็รีบ ๆ หยิบพัดของเจ้าขึ้นมาสู้กับข้าต่อ..”

             

            คำพูดของคิมบีโฮดังก้องในความเงียบงันของปราการน้ำแข็ง..

            มันคมคาย..

            แต่กลับสั่นสะเทือนหัวใจที่กำลังแหลกของข้าแล้วกอบขึ้นมาใหม่..

            ราวกับว่าในที่สุดก็มีใครบางคนมองทะลุเปลือกนอกของ 'อุสางิซากิแห่งตระกูลศศะ' และมองเห็น 'ซากิ' ตัวตนที่เปราะบางและอ่อนแอที่ซ่อนอยู่ภายใน..

            แววตาของเขาที่เบือนหนีไปเพียงเสี้ยววินาทีนั้น..

            มันคือประกายแสงเล็ก ๆ ในความมืดมิดที่ข้าจมดิ่งอยู่

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน