บันทึกเซียนลู่อิงหมิง(อ่านฟรี)

    บทที่ สามสิบแปด

    บทที่สามสิบแปด

     

            ผ่านไปเจ็ดปีแล้วนับตั้งแต่เสี่ยวอิงจิ้งจอกหิมะถูกเลี้ยงโดยมนุษย์เวลานี้คุณหนูเซี่ยจือจือแต่งงานเข้ามาเป็นฮูหยินให้ตระกูลของจางเยี่ยนแล้ว ราวๆสี่ปีก่อนนางให้กำเนิดบุตรนามว่า จางถูฟางส่วนเสี่ยวอิงที่ถูกเลี้ยงดูโดยมนุษย์ก็ใช้ชีวิตอย่างกินดีมีสุขไม่ได้ล่วงรู้ชาติกำเนิดตัวเองเลยว่าแท้จริงแล้วไม่ใช่จิ้งจอกหิมะธรรมดา

            ใครๆต่างก็เพียงคิดว่า เสี่ยวอิงเป็นจิ้งจอกแสนรู้สามารถเข้าใจสิ่งที่มนุษย์พยายามจะสื่อสารกับมันได้จนกระทั่งเมื่อสองปีก่อนที่คุณชายน้อยจางถูฟางอายุกำลังย่างเข้าสองขวบแม่นมของคุณชายเกิดเลินเล่อทิ้งเด็กน้อยไว้ที่สวนกับจิ้งจอกที่กำลังอาบแดดฤดูใบไม้ผลิ

            เด็กน้อยไม่รู้ความที่เข้าวัยหัดเดินพลางทั้งกลิ้งทั้งล้มลุกคลุกคลานไปที่สระน้ำเพื่อดูปลาแหวกว่ายสิ่งที่ตามมาคือเสียงน้ำดังกระจายเรียกให้จิ้งจอกหิมะหันไปสนใจเสี่ยวอิงรู้ทันทีว่าคุณชายน้อยตกลงไปในสระน้ำ แต่สระน้ำนั้นก็ไม่ใช่ว่าตื้นขาของจิ้งจอกไม่สามารถยืนได้ และมันก็ว่ายน้ำไม่เป็น

            เสี่ยวอิงวิ่งกระโดดไปริมสระอย่างเร่งร้อนขณะนั้นในความคิดของเจ้าจิ้งจอกคิดเพียงถ้าแขนขาของมันเองยาวแบบมนุษย์คงดีไม่ต้องกลัวจมน้ำความลึกเพียงครึ่งน่องแค่นี้เองพลันเงาน้ำที่สะท้อนกลับมาจากก้อนขนสีขาวก็กลายเป็นมนุษย์คนหนึ่งทันทีเสี่ยวอิงไม่มีเวลาตกใจก้าวขาลงสระน้ำทันทีแล้วคว้าตัวคุณชายน้อยขึ้นมาริมฝั่งเมื่อเด็กชายปลอดภัยแล้วเสี่ยวอิงก็จับเนื้อตัวเช่นดั่งมนุษย์อย่างตกอกตกใจแต่ก็พลันคิดได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร

            ในตำนานเซียนลู่อิงหมิงที่คุณหนูจือจือเคยอ่านให้ฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่ามีสิ่งนี้อยู่ด้วยสัตว์ที่เปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์ได้ เรียกว่าสัตว์ปีศาจเสี่ยวอิงรู้ทันทีว่าตัวเองเป็นปีศาจจิ้งจอกหิมะ ตอนนั้นเองก็ได้ยินเสียงมาแต่ไกลนางจึงรีบกลายร่างกลับเป็นเจ้าก้อนขน

            วันนั้นคนในตระกูลจางตระหนกเรื่องที่คุณชายน้อยตกน้ำกันยกใหญ่แต่ก็รอดชีวิตมาได้อย่างน่าประหลาด มีเพียงจิ้งจอกหิมะที่อยู่ข้างคุณชายตัวเปียกเท่านั้นทุกคนเลยพลันยกย่องความแสนรู้เจ้าสัตว์ตัวน้อยกันมากขึ้น

            เมื่อเสี่ยวอิงรู้แล้วว่าตัวเองแท้จริงเป็นปีศาจจิ้งจอกหิมะยามที่ไร้ผู้คนรอบกายจึงแอบกลายร่างเป็นมนุษย์บ่อยครั้งเพราะอยากรู้ข้อจำกัดของความสามารถตัวเอง แต่นอกจากกลายร่างแล้วนั้นตนไม่มีพลังอื่นเลยอย่างปีศาจอื่นๆ ในตำนานพวกนั้นเหาะเหินเดินอากาศ ดำดิน ดำน้ำ ต่อสู้หรือปล่อยพิษ

            เมืองที่ตระกูลจางอาศัยอยู่นั้นไม่ใช่หัวเมืองที่เจริญที่สุดแต่ก็ไม่ได้ยากเข็ญ เพียงแต่มีเขตที่ติดป่าและเขาอยู่ไม่น้อย พักหลังๆ มาเริ่มมีโจรป่าบุกเข้าเขตเมืองมากขึ้นอาจจะเพราะผลกระทบจากทั้งเกิดสงครามแย่งพื้นที่แต่ละเมืองและเวลานี้ที่ไม่ยิ่งหย่อนเลยก็คือสงครามระหว่างเทพและมารที่ปะทุขึ้นกินเวลามาหลายปีแล้วผู้นำตระกูลจางอย่างจางเยี่ยนซึ่งเป็นหนึ่งในตระกูลใหญ่ของเมืองจึงรวมกลุ่มออกไปปราบโจรป่าเวลานี้ในตระกูลจึงเหลือเพียงฮูหยินและบุตรชายเท่านั้น

            “ท่านแม่ๆ วันนี้ท่านแม่จะเล่านิทานลู่อิงหมิงอีกไหม”เด็กชายวัยสี่ขวบแก้มกลมร้องถามมารดา อยากฟังนิทานก่อนนอนผู้เป็นมารดาจึงเริ่มเล่าเรื่องต่อจากที่เล่าค้างไว้เมื่อคืนวานส่วนจิ้งจอกน้อยที่นอนขดพลางใช้หางต่างผ้าห่มก็เงี่ยหูฟังไปด้วยจนเซี่ยจือจือเล่าเรื่องจบ

            “จบแล้ว นอนได้แล้วนะฟางเอ๋อร์” ผู้เป็นมารดากล่าวพลางกระชับผ้าห่มให้ลูก

            “แต่ข้าอยากฟังต่อ หลังจากนั้นเป็นอย่างไรต่อท่านแม่หลังท่านเซียนได้รับโทษประหารเท่านั้น”

            “เรื่องจบเพียงเท่านั้นลูก เพราะนี้คือตำนานของท่านเซียนเสียดายที่ท่านเซียนช่วยผู้คนมากมายแต่กลับได้รับการลงโทษเช่นนั้น”ฮูหยินใหญ่เอ่ยจบก็ถอนหายใจในโชคชะตาของท่านเซียน

            “เช่นนั้นควรมีตำนานจอมมารบ้าง” เด็กน้อยกล่าวขึ้นเมื่อคิดว่าถ้ามีนิทานเพิ่มอีกสักเล่มคงดี

            “ช่างคิดเสียจริงฟางเอ๋อร์ แต่คงไม่มีใครกล้าเขียนหรอกลูก”

            “ทำไมกันเล่า” เสียงเล็กๆ เอ่ยถามอย่างสงสัยทั้งยังคิ้วขมวดมุ่นจนดูน่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกิน

            “ก็เพราะตำนานนี้คือจุดเริ่มต้นของสงครามสามภพอย่างไรเล่าถึงไม่มีสิ่งใดจารึก แต่คำเล่าลือมีมากมาย หลังจอมมารรู้ว่าท่านเซียนถูกประหารเขาคลุ้มคลั่งฟาดดาบคู่ใจตัดแดนสวรรค์ร่วงหล่นลงมาสู่โลกมนุษย์พวกเซียนก็โมโหที่ถูกหยามจึงส่งทัพมาสู้ สงครามยาวนานจนบัดนี้ยังระอุอยู่เลย”

            เรื่องที่เซี่ยจือจือกล่าวนั้นเสี่ยวอิงไม่เคยได้ยินมาก่อนเพราะได้แต่ฟังเรื่องในหนังสือนิทานเท่านั้นพวกเสียงข่าวลือนั้นต้องพูดคุยกันถึงจะรู้ และเสี่ยวอิงก็ไม่อยู่ในจุดที่สามารถพูดคุยได้เสียด้วยแต่ดีที่มีจางถูฟางทำหน้าที่แทนให้ตอนนี้ เอ่ยถามสิ่งที่จิ้งจอกหิมะก็อยากรู้

            “แล้วทำไมจอมมารถึงคลุ้มคลั่งละท่านแม่”

            “เรื่องนี้ไม่มีใครรู้ แล้วแต่คนจะคิดแต่สำหรับเจ้านั้นยังเด็กไม่เข้าใจเรื่องของความรู้สึกมากนักแต่โตขึ้นลูกจะเข้าใจในแบบของลูกเวลานั้นเราจะทำอะไรที่อธิบายไม่ได้เยอะแยะเพียงเพราะความรู้สึก”นางยิ้มให้บุตรชายก่อนจะโน้มตัวลงจุมพิตที่หน้าผากอย่างเอ็นดู“ถึงเวลานอนแล้วฟางเอ๋อร์”

            เซี่ยจือจือส่งบุตรชายเข้านอนแล้วลุกขึ้นยืนหากแต่ไม่ลืมจะเดินมาลูบศีรษะสัตว์เลี้ยงแสนรู้ก่อนออกจากห้องไป เสี่ยวอิงที่มองเซี่ยจือจือจากไปแล้วก็ยังไม่เข้าสู่ห่วงนิทราแต่หากคิดถึงเรื่องที่นางกล่าวจอมมารกับเซียนลู่อิงหมิงมีความรู้สึกต่อกันในรูปแบบใด? ในนิทานไม่เห็นบอกเลยว่าคืออะไรทำไมความรู้สึกนั้นจะทำให้คนยอมสละตัวเองเพื่อช่วยคนอื่นหรือคลุ้มคลั่งจนเกิดเป็นสงครามได้นะ

            สิบวันให้หลังจากจางเยี่ยนออกไปปราบโจรป่ากองกำลังของเมืองในที่สุดก็เดินทางกลับเข้าเมืองเมื่อฮูหยินจางรู้ข่าวก็ออกมารอรับสามีที่หน้าประตูใหญ่ของจวนพร้อมลูกชายยืนข้างกาย

            เสี่ยวอิงก็มาด้วยเช่นกันนั่งอยู่หลังเด็กชายรอจนคณะเดินทางมาถึงหน้าจวน แต่มีสิ่งแปลกไปหน้าขบวนไม่ปรากฏจางเยี่ยนที่ควรจะขี่ม้านำมาหากแต่เป็นนายกองผู้เป็นที่ปรึกษาคนหนึ่ง ทั้งมีสีหน้าโศกเศร้าอยากพูดอะไรบางอย่างแต่ก็พูดไม่ออก

            ฮูหยินจางรู้ทันทีว่าเกิดเรื่องต่อสามีแล้วนางวิ่งออกไปร้องถามกับนายกองเสียงดัง “พี่เยี่ยนอยู่ไหน สามีข้า..อยู่ไหน?” นางเริ่มร้องไห้เสียงสะอึก

            “ฮูหยินจางสงบใจก่อน ท่านจางยังมีชีวิตอยู่ เขาอยู่ในรถม้า”เมื่อได้ยินเช่นนั้นนางก็มีสีหน้าดีขึ้นเสี่ยวอิงที่นั่งอยู่ตอนแรกก็ก้าวกระโดดไปข้างกายฮูหยินจางพลางเอียงคอแนบไปกับชายกระโปรง

            “เขาบาดเจ็บหรือ?”

            นายกองพยักหน้าตอบแล้วกระโดดลงจากม้าเพื่อจะเดินนำฮูหยินจางไปที่รถม้าคันหนึ่งที่จอดอยู่ในขบวนเซี่ยจือจือจึงอุ้มเสี่ยวอิงขึ้นมาในอ้อมกอดก่อนหันไปสั่งบ่าวรับใช้ให้พาจางถูฟางบุตรชายกลับเรือนไปก่อนนางไม่อยากให้เด็กน้อยเห็นบิดาเวลานี้

            เมื่อมาถึงรถม้าท่านนายกองก็เปิดม่านขึ้นเห็นด้านในมีร่างบุรุษคนหนึ่งนอนอยู่ที่กายมีผ้าพันแน่นหนาแต่ก็ยังมีเลือดซึมออกมาเป็นจุดให้เห็นอยู่ดีจางเยี่ยนคงได้รับการรักษามาก่อนแล้ว เนื้อตัวสะอาดมีกลิ่นยาในรถม้าอยู่บ้าง

            “ท่านจางเยี่ยนต่อสู้กับหัวหน้าโจรป่าจนได้รับบาดเจ็บสาหัสหลังสังหารฝ่ายนั้นได้ก็สลบไปบัดนี้ยังไม่ได้สติ”นายกองบอกเล่าอาการให้ฮูหยินฟังแล้วถอยออกมา

            “สาหัสขนาดไหน?” นางเอ่ยอย่างกังวลถ้าหนักแบบรักษาหายได้ ตระกูลจางมีทรัพย์สินมากมายอย่างไรก็ไม่น่าหวาดกลัวแต่นางกลัวเพียงสาหัสแบบมิอาจจะใช้เงินรักษาต่างหาก

            “ฮูหยินลองสรรหาหมอขึ้นชื่อมาดูอาการเถอะ ข้าก็ไม่กล้าสรุปอาการ”พลันได้ยินเช่นนี้น้ำตาของฮูหยินก็ไหลจากหางตา นางไม่สะอื้นหรือส่งเสียงแม้แต่น้อยคล้ายทุกอย่างมันอืออึ้งในความคิดไม่รู้จะกล่าวอะไรแต่เป็นจิ้งจอกหิมะในอ้อมกอดที่ซุกไซร้เข้ามาที่ลำคอนางถึงได้สติ

            “ข้าต้องเข้มแข็ง” เซี่ยจือจือเอ่ยขึ้น จากนั้นนางจึงสั่งบ่าวรับใช้ให้พาจางเยี่ยนเข้าในจวนและสั่งให้ไปตามหมอเชี่ยวชาญการรักษาจากทั้งเมืองมาไม่สนใจเรื่องเงินทองมีเท่าไรก็พร้อมจ่าย

            คืนนั้นทั้งจวนตระกูลจางไม่มีใครได้นอนหลับหมอจากทั่วสารทิศค่อยๆ ทยอยเข้ามาดูอาการนายท่านจาง ด้านฮูหยินผู้เฒ่าหลังรู้เรื่องก็ไปสวดภาวนาแทบไม่พักผ่อนส่วนจางถูฟางแม้จะเด็กแต่ก็พอรู้ความแล้วถึงจะถูกสั่งให้ไปพักผ่อนนอนได้ไม่นานก็ลุกขึ้นเพราะในจวนเสียงอึกทึกทั้งคืน

            จนผ่านไปเข้าวันที่สองก็แล้วหมอทุกคนที่เข้ามาดูอาการก็ส่ายหน้า แผลของนายท่านจางทั้งลึกและโดนจุดสำคัญถึงจะรอดได้ก็คงทำเพียงนอนหายใจซึ่งนั่นก็นับว่าคงเป็นปาฏิหาริย์เวลานี้คงทำเพียงยื้อชีวิต

            เสี่ยวอิงที่เวลานี้ไม่มีใครสนใจเพราะแต่ละคนไม่มีจิตใจจะมาเล่นกับสัตว์เลี้ยงจิ้งจอกหิมะจึงกลับไปหาเด็กชายที่นอนอยู่ในเรือนหลังเห็นเซี่ยจือจือร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ตัวเองไม่สามารถทำอะไรได้

            ก้อนขนสีขาวเมื่อเข้ามาในเรือนของจางถูฟางก็กระโดดขึ้นไปซุกข้างกายเด็กชายจางถูฟางจึงรวบจิ้งจอกน้อยเข้ามากอดเวลานี้จิ้งจอกน้อยโตเต็มทีแล้วแต่สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้ตัวใหญ่มากเด็กน้อยจึงตัวใหญ่กว่าเจ้าก้อนนุ่มจึงซุกตัวแทบหายไปในอ้อมกอดเขา

            “ท่านพ่อจะไม่เป็นอะไรใช่ไหมเสี่ยวอิง”

            “หงิงๆ” เสี่ยวอิงร้องตอบแต่เป็นเพียงเสียงร้องของจิ้งจอกเท่านั้น

            “ไม่ต้องร้องนะเสี่ยวอิง”ถึงจะเอ่ยออกไปเช่นนั้นแต่กลับเป็นเด็กน้อยเสียเองที่เริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้นจิ้งจอกหิมะในอ้อมแขนเลยยอมอยู่นิ่งๆ ให้เด็กชายกอดเอาไว้ตอนร้องไห้สุดท้ายก็ผล็อยหลับไปทั้งที่ยังมีคราบน้ำตาอยู่

            เมื่อเห็นว่าจางถูฟางหลับไปแล้วเสี่ยวอิงจึงขยับตัวออกมาจากอ้อมกอดเด็กชายตั้งแต่จำความได้ไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อนเลย นี่หรือคือการสูญเสีย การพรากจากถ้าจางเยี่ยนตายไปเซี่ยจือจือและจางถูฟางคงโศกเศร้าอย่างมาก

            เสี่ยวอิงนั้นก็ไม่อยากให้จางเยี่ยนตายทุกวันนี้ที่กินอยู่สบายเพราะได้รับความช่วยเหลือของจางเยี่ยนมาตลอดถ้าช่วยชีวิตเขาได้ก็จะทำ พวกมนุษย์มักจะพูดสิ่งนี้กัน ‘มีบุญคุณต้องทดแทน’แต่นางก็ไม่รู้ว่าจะทำเช่นไร

            หรือสิ่งนี้จะเหมือนที่จอมมารรู้สึกต่อท่านเซียนไปหรือเปล่าเพราะเซียนลู่อิงหมิงช่วยจอมมารเอาไว้เขาเลยจะตอบแทนบุญคุณคิดแล้วกระโดดขึ้นไปบนโต๊ะที่หนังสือนิทานเล่มเก่าถูกวางเอาไว้

            ‘แต่ถ้าข้าเป็นจอมมารรักษาแผลแค่นี้คงเป็นเรื่องง่าย’ เสี่ยวอิงคิดในใจแต่แล้วก็คล้ายเกิดแสงสว่าง ของวิเศษอันนั้นที่ท่านเซียนลู่อิงหมิงใช้รักษาจอมมารจะต้องยังอยู่กับจอมมารสิถ้าตนได้สิ่งนั้นมาก็จะรักษาจางเยี่ยนได้

            ‘ต้องไปเอามา!’

            เสี่ยวอิงหันกลับไปมองร่างเด็กน้อยที่หลับอยู่หนึ่งครั้งก่อนจะก้าวกระโดดอย่างว่องไวไปที่เรือนที่พักของจางเยี่ยนเห็นเซี่ยจือจือที่มองสามีด้วยสายตาเหม่อลอยใบหน้าที่ซูบลงไปด้วยความหม่นหมองทั้งที่เพียงผ่านมาไม่กี่วันจิ้งจอกน้อยก็ยิ่งตั้งมั่นมากยิ่งขึ้น

            แม้หนทางจะน่าหวาดหวั่นเพียงใดก็ต้องลองดูตนก็เป็นปีศาจจิ้งจอกจะกลับเข้าแดนปีศาจไม่ถือว่าเรื่องใหญ่ที่นั่นควรเป็นบ้านของปีศาจด้วยซ้ำ

            หลังเรียกความมั่นใจให้ตัวเองได้แล้วเสี่ยวอิงก็หายออกไปจากจวนตระกูลจาง

            เสี่ยวอิงไม่เคยออกจากเมืองเสวียหยางมาก่อนขนาดออกจากจวนตระกูลจางยังนับครั้งได้ จะออกมาแค่บ้างเวลาที่ฮูหยินเกิดนึกอยากอุ้มจิ้งจอกน้อยเดินเที่ยวในเมืองเท่านั้น

            หลังจิ้งจอกน้อยกระโดดออกมาจากกำแพงตระกูลจางก็หลบเข้ามุมที่ร้างผู้คนแล้วกลายร่างเป็นมนุษย์ชายผู้หนึ่ง เสียแต่ว่าเสี่ยวอิงเจอมนุษย์มาน้อยเกินไปจึงไม่รู้ว่ารูปร่างหน้าตาของคนที่จำแลงกายดูดีมากน้อยเพียงใด และก็ไม่สามารถจำแนกได้ด้วยว่าแบบใดรูปงามหรืออัปลักษณ์อาศัยวัดเอาจากความรู้ที่มีน้อยนิด

            ในความสามารถที่เสี่ยวอิงทำได้นั้นคือจำแลงกายเป็นคนที่ต้องการให้เหมือนต้นแบบหรือจะสร้างรูปลักษณ์ขึ้นใหม่ก็ทำได้เช่นกันครั้งนี้จิ้งจอกหิมะเลือกที่จะสร้างรูปลักษณ์ใหม่ขึ้นมา เป็นรูปร่างที่อยู่ในความคิดนางบ่อยๆ

            หลังจากกลายร่างเป็นชายหนุ่มแล้วเสี่ยวอิงก็เดินเท้าไปตามทางมุ่งหมายออกจากประตูเมืองนายทหารผู้เฝ้าประตูมองเสี่ยวอิงขึ้นลงอยู่สองสามครั้งด้วยสายตาแปลกๆ

            “คุณชายเป็นใครมาจากไหน ข้าไม่เคยพบ”นายทหารคนนั้นเอ่ยถามไม่ยอมให้เสี่ยวอิงเดินไป

            “ข้าผ่านทางเท่านั้น ไม่ใช่คนที่เมืองเสวียหยาง”

            เขาพยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนจะปล่อยไป“เช่นนั้นเชิญ”

            เมื่อห่างออกมาได้ไม่เท่าไรนายทหารก็เริ่มคุยกระซิบกันเบื้องหลังแต่จิ้งจอกน้อยก็ยังพอได้ยินแว่วๆ มา “ช่วงนี้ต้องระวังเรื่องโจรป่าแฝงตัวแล้วคุณชายคนเมื่อครู่ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยแต่ข้าดูแล้วเขาเป็นคุณชายวัยละอ่อนไม่น่าจะเป็นโจรป่าได้”เสี่ยวอิงได้ยินก็พยักหน้าน้อยๆ อย่างเข้าใจ ร่างแบบนี้คือคุณชายวัยละอ่อน

            พอเริ่มเข้าเขตป่าจากชายหนุ่มก็จำแลงกายกลับเป็นก้อนขนสีขาวสลวยเพราะอยู่ในร่างนี้คุ้นชินกว่าและเคลื่อนที่ได้เร็วปีศาจจิ้งจอกมุ่งลงใต้จากที่พอรู้มาคือมีทางเข้าแดนปีศาจอยู่เขตใต้มุ่งหน้าลงใต้ไปเรื่อยๆ น่าจะหาข่าวสารยากนักเพราะส่วนที่ยากน่าจะคือทำอย่างไรให้ลอบเข้าไปขโมยของวิเศษนั้นจากจอมมารต่างหาก

            ผ่านเข้าวันที่สองที่นางออกจากตระกูลจางเวลาเข้าเมืองตนจะจำแลงเป็นชายหนุ่มแสร้งทำเป็นคนเดินผ่านเมืองและคอยสอบถามหาทางเชื่อมภพปีศาจจนมาถึงเมืองแห่งนี้ที่คนเฝ้าประตูชี้ทางพร้อมบอกว่าให้ระวังให้มากคนที่มาจากต่างเมืองหลงไปทางนั้นกันบ่อยๆเพราะถ้าออกประตูประจิมแล้วก็จะล่วงเข้าเขตป่าไปเดินๆ อยู่อาจจะไม่รู้ตัวว่าเข้าภพปีศาจเสียแล้ว

            ปีศาจจิ้งจอกเข้ามาในเมืองก็สอดส่องหาเส้นทางไปประตูประจิมหากว่ารู้ข่าวเพิ่มสักหน่อยคงจะดีนางเลยคิดว่าจะหาร้านอาหารสักแห่งแวะพักและจะสอบถามเรื่องเพิ่มระหว่างมองหาก็ไปเห็นหน้าร้านแห่งหนึ่งตกแต่งสีสันฉูดฉาดสีสันสวยงาม

            “คุณชายแวะหอหงชุ่นก่อนไหมเจ้าคะ” หญิงนุ่งผ้าพลิ้วเอ่ยเรียกเสี่ยวอิงนางดูจะเปิดเผยเนื้อหนังเกินกว่าบุคคลทั่วไป ใบหน้าขาวนวลแต่งแต้มสีสันจัดจ้าน

            “ข้าหรือ?” เสี่ยวอิงเอ่ยถามกลับ

            “ใช่สิเจ้าคะ”พอคุณชายละอ่อนเอ่ยถามกลับนางก็รีบก้าวเท้าลงมาเกาะแขนเสี่ยวอิงทันที

            ด้านปีศาจจิ้งจอกไม่รู้เรื่องรู้ราวว่ากำลังถูกสาวงามเรียกลูกค้ารู้แค่เพียงว่าสำหรับมนุษย์นั้นชายหญิงไม่ควรถึงเนื้อถึงตัวหากไม่ใช่คู่รักและเขาก็รู้ว่านางกำลังจำแลงเป็นบุรุษจึงรีบแกะมือสตรีน้อยออกเกรงจะทำอีกฝ่ายเสียชื่อ

            “แม่นางระวังด้วย”

            “หืม?” นางทำหน้าฉงน ดูคุณชายละอ่อนพยายามดันตัวหนีการเกาะกุม

            “แบบนี้แม่นางจะดูไม่ดี”เป็นความจริงที่หญิงสาวมาเที่ยวเกาะแกะชายหนุ่มจะดูไม่ดีแต่นางเป็นหญิงนางโลมไม่มีใครเอ่ยเตือนแบบนี้หรอกถึงพวกไก่อ่อนหรือพวกที่เถรตรงอย่างมากก็ปฏิเสธแล้วจากไปเท่านั้น

            “ฮ่าๆ คุณชายห่วงข้าด้วยหรือ งั้นไม่สู้ซื้อค่ำคืนกับหลี่เอ๋อร์เจ้าคะ”

            “ค่ำคืน?” ครั้งนี้เป็นฝ่ายชายหนุ่มคิ้วขมวดมุ่นซื้อค่ำคืนคืออะไรจิ้งจอกน้อยไม่เข้าใจ

            “คุณชายไม่รู้หรือ?”

            ปีศาจจิ้งจอกน้อยนิ่งไปก็ไม่รู้จริงๆ แต่หากเผยไปจะเป็นเรื่องแปลกประหลาดไหมพอคุณชายไม่ตอบมือนุ่มที่เกาะเกี่ยวคุณชายอยู่ของหลี่เอ๋อร์ก็ปล่อยออก

            “ท่านพึ่งเคยออกจากที่พำนักเป็นครั้งแรกหรือไง?”

            “....” ถูกต้อง หญิงสาวคนนี้เก่งกาจนัก จิ้งจอกน้อยอึ้งในความสามารถของนาง

            “คุณชายลู่!?” ขณะที่เสี่ยวอิงกำลังหาทางหลีกหนีจากหลี่เอ๋อร์เสียงบุคคลที่สามดังห่างออกไปคนผู้นั้นเอ่ยอย่างตกใจแล้วรีบสาวเท้ามุ่งตรงมาทางชายหนุ่มหญิงสาวทั้งสองคนผู้นั้นเป็นหญิงนางหนึ่งอายุไล่เลี่ยกับเซี่ยจือจือหรือถ้าเด็กกว่าก็ไม่ถึงสองปีแต่นางกลับมีท่าทางลักษณะห้าวหาญเกินหญิง

            “เรียกข้าหรือ?” เสี่ยวอิงกล่าวพลางชี้มาที่ตัวเองเพราะบริเวนั้นมีเพียงตนที่เป็นชาย

            “ใช่” หญิงคนนั้นเอ่ยพร้อมกับก้าวมาหาเสี่ยวอิง “แต่เหมือนข้าจะจำผิดคน”

            นางกล่าวจบก็มีสีหน้าผิดหวังที่คุณชายตรงหน้าไม่ใช่คนที่ตัวเองคิด“ข้าขออภัย” นางเอ่ยก่อนจะหันตัวกลับไปตามทาง

            เสี่ยวอิงก็ไม่รู้ที่มาที่ไปของหญิงคนนั้นแต่คิดว่าตัวเองก็ไม่ควรอยู่ต่อจึงอาศัยจังหวะนี้รีบก้าวเท้าตามหญิงสาวคนนั้นไปอย่างน้อยให้หลุดจากตรงนี้ก่อนเป็นพอ

            “แม่นางเดี๋ยวก่อน”เสี่ยวอิงก้าวเท้ามาเดินใกล้กับนางพลางเอ่ยเสียงเบาให้ได้ยินกันเพียงสองคน“รบกวนขอเดินไปด้วยกันสักครู่”

            “หืม มีอะไรหรือ?”

            “คือแม่นางท่านนั้นน่า..กลัว”

            “น่ากลัว” นางจึงหันกลับไปมองหญิงคณิกาคนที่อยู่เบื้องหลังอีกครั้งหญิงคณิกาก็มองตามมาเช่นกัน มองมาที่คุณชายข้างกายคล้ายคนเสียดายลูกค้า

            “อ่อ” นางพอเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว คุณชายท่านนี้คงโดนวิธีการเรียกลูกค้าของนางเข้าแต่ไม่กล้าปฏิเสธแน่ๆเห็นทีจะเป็นคุณชายไก่อ่อน “ก็ได้ ตามข้ามาอีกสักหน่อยแล้วกัน”

            “ขอบคุณมาก” จิ้งจอกน้อยเดินตามหลังนางได้ไม่เท่าไรก็เอ่ยถามเรื่องก่อนหน้า“เมื่อครู่ทำไมแม่นางถืงเรียกข้าเช่นนั้นละ”

            “ไม่มีอะไรหรอก แค่มองผ่านๆ คุณชายคล้ายกับคนที่ข้าเคยรู้จักน่ะ”นางตอบพร้อมสีหน้าเศร้าเสี่ยวอิงที่ลอบมองอยู่ก็ไม่แน่ใจว่าควรถามต่อไหมแต่ก็อดไม่ได้จึงเอ่ยปาก

            “คล้ายมากขนาดไหนหรือ”

            “ท่านดูสูงกว่าและโตกว่า..และ”

            “และ..” ปีศาจจิ้งจอกเอ่ยทวนประโยคที่หายไป

            “รูปงามกว่า..นิดหน่อย แต่อย่างไรก็ไม่มีทางใช่หรอก ข้าตาฝ้าฟางเอง”ครั้งนี้สีหน้านางยิ่งเศร้าหนัก เสี่ยวอิงจึงไม่ซักต่อแม้ตนจะเป็นปีศาจจิ้งจอกแต่ก็จับอารมณ์มนุษย์เก่งนัก

            “ข้าชื่อเสี่ยวอิงที่มาจากอิงหมิง แม่นางมีนามว่าอะไรหรือ?” หญิงสาวที่เดินอยู่เท้าพลันชะงักนิ่งงัน ค่อยๆ หันมามองด้านข้างนัยน์ตาสื่อความรู้สึกที่อัดแน่นอย่างที่เสี่ยวอิงก็ไม่เข้าใจก่อนจะคลี่ยิ้มบางเบาออกมา

            “โชคชะตาจริงๆ” แล้วนางก็หัวเราะอย่างเย้ยหยันเบาๆ “ข้าชื่อเถียนหนิว”