Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    บทที่ 88 ยันต์อาคมผนึกอสูร

                 โลกใต้สมุทรนั้นช่างกว้างใหญ่ยิ่งนักถังเฟยหู่โผทะยานขึ้นจากใต้เหวลึกซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของหมึกปีศาจวังวนมารเขาหยุดอยู่บนบนพื้นที่แห่งหนึ่งใกล้ขอบเหวเขากวาดสายตาออกไปมองก็พบเห็นโลกอันแปลกประหลาดปรากฏอยู่ตรงหน้าดินแดนอันกว้างใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำสมุทร


                “ที่ประหลาดแห่งนี้มิใช่แม่น้ำหมินเจียงหรือว่าเมืองฝูโจวเป็นแน่เจ้าหมึกปีศาจนั้นนำพาข้ามาที่ใดกัน….แล้วข้าจะกลับไปได้อย่างไร?”นี่เป็นปัญหาอย่างแรกที่ถังเฟยหู่ได้พบ สิ่งที่น่ากลัวสำหรับมนุษย์คือความไม่รู้ซึ่งนั่นก็คือสิ่งที่เขากำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ เขาจำเป็นต้องหาข้อมูลให้มากกว่านี้


                “ที่ทำได้ตอนนี้คือควรจะออกสำรวจรวมถึงหาหนทางกลับไปยังสำนักด้วย…ถ้าหากข้ายังสามารถกลับไปได้นะ…” ถังเฟยหู่หัวเราะแห้งๆกับตัวเองพร้อมกับออกเดินไปเขาค้นพบสิ่งต่างๆมากมายทั้งพื้นและสัตว์อสูรที่แปลกตา


                เขาได้ค้นพบสัตว์อสูรจำพวกปลาทะเลหลากหลายรูปแบบ อีกทั้งยังพบพืชพันธุ์แปลกตาจำนวนมากซึ่งมีหลายประเภทที่เขาเคยอ่านพบเจอแต่ในตำราของท่านตาไม่ว่าจะเป็นหญ้าคลื่นสมุทร ดอกบัวเหมันต์หรือแม้แต่ไข่มุกสงบจิตซึ่งแน่นอนว่าระหว่างนั้นถังเฟยหู่ได้เก็บรวมรวมพวกมันมาด้วยเช่นกัน


                แม้จะมีไม่มากนักแต่สรรพคุณของมันก็ยังเป็นประโยชน์ต่อการฝึกฝนวิชาในศาสตร์วารีเหมันต์อยู่ดีถังเฟยหู่ถอดเสื้อตัวนอกของตนออกแล้วใช้มันแทนถุงผ้าในการกอบโกยทรัพยากรเหล่านั้นไปด้วยกับตนเองเขาได้ออกเดินไปกว่าสามวันแล้วหลังจากขึ้นมาจากเหวลึกนั้น หนทางตรงหน้าของเขาช่างยาวไกลแต่เขายังไม่พบเห็นหนทางที่จะกลับไปยังที่จากมาเลยแม้แต่น้อย


                รวมถึงเขายังไม่ทราบถึงข้อมูลอะไรเลยในที่แห่งนี้แม้แต่น้อยเขายังไม่อาจตรวจสอบพบว่าที่เขาอยู่ในตอนนี้คือที่ใด เขาแม้กระทั่งพุ่งทะยานขึ้นสู่ด้านบนว่ายน้ำขึ้นสู่ด้านบนไปเรื่อยๆเพื่อหวังว่าจะสามารถขึ้นไปเหนือผิวน้ำได้แต่ไม่ว่าจะว่ายขึ้นไปอย่างไรเขาก็ไม่สามารถมองเห็นผิวน้ำได้เลยแม้แต่น้อย


                เขาว่ายตรงขึ้นไปหลายชั่วยามก่อนที่จะยอมแพ้เขาได้ทิ้งตัวลงไปเรื่อยๆเพื่อกลับไปยังพื้นผิวด้านล่างอีกครั้ง ในระหว่างที่ร่อนกายลงมาเขาก็ได้โคจรวิชาสายเลือดดวงตาออกมาด้วยดวงตาของเขากวาดผ่านไปรอบด้านเพื่อตามหาบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้เขาสามารถเข้าใจสถานการณ์ได้มากขึ้น


                “นั่นมัน….”ในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่ได้พบเห็นบางอย่างเข้า ที่สุดขอบสายตาของเขาได้ปรากฎเส้นขีดตั้งตรงราวกับไม้บรรทัดจรดอยู่บนเส้นขอบฟ้าเขาไม่อาจรู้ได้เลยว่าสิ่งนั้นคือสิ่งใดเพราะมันอยู่ไกลเกินกว่าความสามารถของวิชาตาเหยี่ยวพันลี้แต่ก็เป็นครั้งแรกในรอบหลายวันที่เขาพบเห็นเป้าหมายบางอย่างขึ้นมา


                “ไม่แน่ว่าไปยังที่ตรงนั้นอาจจะสามารถบอกได้ว่าที่แห่งนี้คือที่ใดกันแน่…และบางทีอาจจะมีเบาะแสในการกลับไป…ข้าคงไม่มีทางเลือกนอกจากลองไปเยือนดูสักครั้ง”ถังเฟยหู่ทิ้งร่างกายของตนลงมาหยุดยืนอยู่บนพื้นเขาได้หบหิ้วถุงผ้าบนหลังของตนเองและออกเดินอีกครั้งไปในทิศทางไปเส้นตรงบนขอบฟ้านั้น


                เขาออกไปเดินตรงไปอีกกว่าหนึ่งสัปดาห์พร้อมกับเก็บทรัพยากรต่างๆไปด้วยในระหว่างทาง ในระหว่างนั้นเขามักจะพักไปด้วยพร้อมกับนำทรัพยากรที่เก็บมาได้ในการฝึกฝนไปด้วยซึ่งทรัพยากรทั้งหมดเหล่านั้นเป็นทรัพยากรในศาสตร์วารีเหมันต์แทบจะทั้งหมดจึงทำให้การฝึกปราณเก้าเยือกแข็งพัฒนาไปอย่างมาก


                ในตอนนี้ปราณเก้าเยือกแข็งของเขานับว่าใกล้จะทะลวงขั้นที่หกอยู่เต็มทีแล้วซึ่งนั่นทำให้ถังเฟยหู่พึงพอใจเป็นอย่างมาก แต่ที่ทำให้ถังเฟยหู่เป็นกังวลกลับเป็นอีกเรื่องหนึ่งนั่นคือถึงเขาจะเดินทางมากกว่าหลายวันแต่ระยะทางที่จะไปยังจุดหมายนั้นแทบจะไม่หดสั้นลงเลยแม้แต่น้อยและถึงแม้จะเรียกทาสอสูรเฮยกุ่ยออกมาขี่ก็ไม่ได้ทำให้ระยะทางตรงหน้าหดสั้นลงเลยเสียด้วยซ้ำไปหากเป็นเช่นนี้ไม่ทราบว่ากี่ปีเขาถึงจะสามารถไปถึงปลายทางตรงหน้าได้


                “ข้อเสียเปรียบในการเดินทางใต้น้ำ…เฮยกุ่ยเป็นสัตว์อสูรที่อาศัยบนบกถึงแม้จะสามารถหายใจใต้น้ำได้เพราะความพิเศษของที่นี่แต่ร่างกายของมันก็ไม่เหมาะสมกับสภาวะเช่นนี้มันไม่คุ้นชินกับแรงต้านของน้ำทำให้ความเร็วลดลงอย่างมาก…ท่าเท้าเจ็ดสำเนียงท่องลมเองก็เป็นวิชาตัวเบาในศาสตร์วายุประโยชน์ที่จะใช้กับสภาวะที่เต็มไปด้วยพลังวิญญาณธาตุวารีก็น้อยลงไปด้วย…กายหยาบมารของปลาปีศาจก็อาจทำให้ข้าสามารถเดินทางได้เร็วขึ้นแต่ก็เสียเวลาในการฟื้นฟูพลังปราณมรณะมากจนเกินไปอยู่ดีซึ่งนั้นยิ่งทำให้การเดินทางอาจช้าลง” ถังเฟยหู่ขบคิดปัญหาเหล่านั้นภายในใจ


                แต่ในตอนนั้นเองที่ระหว่างที่เขาคิดก็ได้มีสัตว์อสูรปลาตัวน้อยตัวหนึ่งว่ายผ่านหน้าของเขาไปพอดีนั่นจึงทำให้เขามีความคิดอย่างหนึ่งขึ้นมา “แล้วถ้าหากข้าจับสัตว์อสูรทะเลในดินแดนแห่งนี้ไปเป็นพาหนะละ?พวกมันเกิดในทะเลแห่งนี้ย่อมมีความคุ้นชินกับสภาวะแบบนี้และสามารถใช้ความสามารถของมันได้อย่างเต็มที่”


                ถังเฟยหู่นึกถึงสัตว์อสูรหลายตัวที่เขาได้พบเจอระหว่างทางในช่วงหลายวันมานี้แต่ก็ยังไม่พบเห็นตัวตนที่เข้าตาแม้แต่น้อยความเร็วของพวกมันนั้นยังไม่มากเสียเท่าไหรหากใช้พวกมันเป็นพาหนะก็คงไม่ค่อยเกิดประโยชน์มากเสียเท่าไหร


                “เฮ่อ…” เขาได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้“ช่างเถอะ ลองออกเดินทางเองอีกสักหลายวันถ้าหากพบเห็นสัตว์อสูรที่เข้าตาก็ควรสยบมันไว้เพื่อใช้งานแต่หากไม่มีก็ได้แต่จำใจใช้พวกมันเพื่อทุ่นแรงระหว่างพักฟื้นปราณมรณะหลังจากใช้งานกายหยาบมารเพื่อเดินทาง…ถ้าเป็นอย่างนั้นก็คงเร็วกว่าการขี่เฮยกุ่ยนัก”


                เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้วเขาจึงได้เดินทางต่อไปปราณมรณะปะทุขึ้นมาอีกคำรบหนึ่งก่อนที่รอยสักมารรูปเกล็ดปลาจะปรากฎขึ้นมา ภายใต้กายของปลาปีศาจทำให้เขาสามารถเดินทางได้อย่างรวดเร็วขึ้นและเมื่อผสานเข้ากับท่าเท้าเจ็ดสำเนียงท่องลมจึงทำให้การเคลื่อนไหวของเขาไหลลื่นราวกับปลาปีศาจก็ไม่ปาน


                เขาพุ่งต่อไปทิศทางตรงหน้าอย่างต่อเนื่องพร้อมกับกวาดตามองหาสัตว์อสูรที่เหมาะสมไปด้วยระหว่างทางทุกๆหลายชั่วยามเขาจะหยุดพักเพื่อพักฟื้นพลังและเพื่อเผาผลาญทรัพยากรที่เก็บมาได้ในการฝึกตนไปด้วยตั้งแต่ที่เขาได้มาอยู่ในดินแดนประหลาดแห่งนี้ก็ได้ทำให้พลังฝีมือโดยรวมของเขาพัฒนาอย่างไม่หยุด


                หลายวันต่อมาในที่สุดถังเฟยหู่ก็สามารถฝึกฝนปราณเก้าเยือกแข็งจนสามารถทะลวงขั้นเข้าสู่ขั้นที่หกได้สำเร็จโดยถังเฟยหู่ได้อาศัยถ้ำแห่งหนึ่งเพื่อหยุดพักเป็นการชั่วคราว เขาได้ใช้เวลานี้ในการปรับสมดุลและสร้างความมั่นคงให้แก่ปราณเก้าเยือกแข็ง


                พลังวิญญาณวารีธาตุหนุนเสริมให้กระบวนการนี้ของเขาเป็นไปอย่างรวดเร็วเพียงไม่กี่ชั่วยามพลังปราณของเขาก็เกิดความมั่นคงอย่างมากในตอนนั้นเองที่ระหว่างเขากำลังปรับพื้นฐานให้มั่นคงประสาทรับเสียงของเขาได้ยินเสียงบางอย่าง เป็นเสียงเคลื่อนตัวของสิ่งมีชีวิตบางสิ่ง


                “นี่มันเสียงอะไรกัน….” ถังเฟยหู่กล่าวออกมาด้วยความสงสัยเขาได้ออกจากการปิดด่านฝึกตนของตนเองและก้าวเดินออกไปจากถ้ำใต้ทะเลแห่งนั้น เขาได้กวาดสายตาออกไปเพื่อหาต้นตอของเสียงนั้นเขาได้ว่ายขึ้นไปและหยุดยืนอยู่เหนือถ้ำใต้ทะเลแห่งนั้นในตอนนั้นเองที่เขาได้พบเห็นบางสิ่ง


                มันเป็นการต่อสู้ระหว่างสัตว์อสูรและมนุษย์…ถูกต้องมนุษย์! ถังเฟยหู่มองภาพตรงหน้านั้นด้วยความรู้สึกโล่งใจบางอย่างขึ้นมาดูเหมือนว่าเขาจะไม่ใช่มนุษย์ผู้เดียวที่อยู่ในดินแดนประหลาดแห่งนี้ แต่เขาก็ยังไม่วางใจขนาดเผยโฉมโดยง่ายนั่นเพราะเขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคือศัตรูหรือมิตรและสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนพวกนี้คือคนจากต้าหลิงเหมือนเขาหรือไม่…หรือว่าคนพวกนี้จะเป็นคนของดินแดนประหลาดกันแน่


                ถังเฟยหู่กระตุ้นญาณโลหิตภายในห้วงวิญญาณของตนออกมาและรวบรวมพลังสายเลือดเข้าสู่ดวงตาเพื่อใช้วิชาสายเลือดดวงตาเหยี่ยวพันลี้ออกมาภาพอันห่างไกลตรงหน้านั้นราวกับถูกขยายขึ้นและสามารถมองเห็นการต่อสู้นั้นได้อย่างชัดเจน


                สัตว์อสูรตัวนั้นมีรูปร่างเรียวยาวและมีเกล็ดสีฟ้าเรียงตัวกันอย่างสวยงามมันคืออสรพิษตนหนึ่งที่มีเหงือกและดวงตาสีฟ้าเยือกเย็น หางของมันเป็นคลีบที่มีรูปร่างราวกับพัดอันหนึ่งที่ดูบางเบาและสวยสดงดงามหางของมันกวาดผ่านห้วงทะเลและสร้างคลื่นน้ำม้วนตัวออกไปและเข้าทำร้ายกลุ่มคนประมาณห้าคนที่ล้อมรอบร่างกายมันอยู่ผู้คนเหล่านั้นต่างก็กระจายตัวกันออกไปเพื่อหลบหนีการโจมตีนั้นในตอนนั้นเองที่หนึ่งในคนทั้งห้าได้เรียกจิตวิญญาณของตนออกมา


                จิตวิญญาณของชายคนนั้นคือหมีขนเหล็กระดับสองทันใดนั้นเองที่ชายคนนั้นโบกมือออกและเปลี่ยนจิตวิญญาณของตนเองให้กลายเป็นอาวุธจิตวิญญาณตาข่ายเหล็กซึ่งมีไว้สำหรับพันธนาการศัตรูอีกสี่คนที่เหลือเองต่างก็เรียกจิตวิญญาณของตนเองให้กลายเป็นอาวุธจิตวิญญาณตาข่ายเหล็กเช่นกัน


                “ศิษย์พี่! เร็วเข้ารีบจับมันเร็ว” ชายคนหนึ่งกล่าวขึ้นพร้อมกับเหวี่ยงตาข่ายเหล็กออกไปแต่อสรพิษวารีตนนั้นกลับม้วนตัวหนีไปอย่างง่ายดายและรวดเร็วซึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับตาข่ายอีกสองอันพุ่งทะยานเข้าใส่ร่างของอสรพิษวารีแต่มันก็ใช้การเคลื่อนที่อันร้ายกาจของมันในการหลบรอดอีกทั้งยังหอบการโจมตีด้วยพลังวารีเข้ากระแทกยังร่างกายของคนผู้หนึ่งในกลุ่มนั้นอีกด้วย


                “แย่แล้ว! มันจะหนีไปแล้ว!!” คนที่พึ่งถูกคลื่นน้ำกระแทกได้ตะโกนออกมาเมื่อเห็นเงาสีฟ้าพุ่งผ่านร่างของเขาไปคนที่เหลือที่ยังพอเคลื่อนไหวได้เร่งรีบติดตามไปในทันทีพวกเขาเรียกอาวุธจิตวิญญาณของตนกลับมาและเปลี่ยนเป็นเกราะแขนที่ห่อหุ้มตั้งแต่ฝ่ามือจนถึงข้อศอกเอาไว้


                ฝ่ามือสุริยันผลาญดาราเพลิงผลาญธุวดารา!


                  ในตอนนั้นเองที่คนอายุน้อยที่สุดในกลุ่มได้ฟาดฝ่ามือออกไปลำแสงปราณสีแดงจากฝ่ามือพุ่งออกไปเข้ากระแทกยังร่างกายของอสรพิษวารีได้อย่างถนัดถนี่แต่ฝ่ามือนั้นกลับแทบไร้ความหมายเมื่อกระทบร่างอสรพิษยักษ์ตัวนั้นมันแทบจะไม่สามารถสร้างรอยขีดข่วนให้มันเสียด้วยซ้ำไปลำแสงปราณที่พุ่งไปนั้นอ่อนแอเป็นอย่างมาก


                “เจ้าโง่! ที่นี่เต็มไปด้วยพลังวิญญาณธาตุวารีมันต่อต้านวิชาฝ่ามือในศาสตร์เพลิง สิ้นเปลืองพลังโดยเปล่าประโยชน์! ใช้ฝ่ามือธุลีจันทราเสีย!” ศิษย์พี่อาวุโสที่สุดในกลุ่มตะโกนด่าผู้เยาว์คนที่พึ่งฟาดฝ่ามือออกไปก่อนที่จะเร่งความเร็วพุ่งร่างตามอสรพิษวารีตนนั้นไปอย่างรวดเร็ว


                ภาพเหล่านั้นอยู่ในการลอบสังเกตการณ์ของถังเฟยหู่โดยตลอดเขาย่อมสามารถจดจำฝ่ามือเมื่อครู่ได้อย่างแน่นอน “นั่นเป็นวิชาของสำนักแปดดาราดูเหมือนว่าข้าจะไม่ใช่ผู้เดียวที่หลงเข้ามาในดินแดนประหลาดแห่งนี้…พวกนั้นอย่างน้อยย่อมสมควรรู้ข้อมูลเกี่ยวกับดินแดนประหลาดแห่งนี้….อีกทั้งยังมีสัตว์อสูรตนนั้นที่น่าสนใจเป็นอย่างมากความคล่องตัวและความเร็วของมันถูกใจยิ่งนัก”


                ทันใดนั้นเองที่ถังเฟยหู่เรียกจิตวิญญาณอสูรทมิฬและเปลี่ยนมันให้กลายเป็นอาวุธจิตวิญญาณหน้ากากปีศาจครึ่งซีกที่เคยใช้เขาได้สวมมันปิดบังใบหน้าของตนเองไว้และเร่งรีบพุ่งตัวติดตามผู้คนเหล่านั้นไปในทันที


                กายหยาบมารเคล็ดกายาปลาปีศาจ


                ปราณมรณะถูกกระตุ้นขึ้นมาและถูกร่างกายของเขาดูดกลืนไปอย่างรวดเร็วรอยสักมารรูปเกล็ดปลาปรากฏขึ้นรอบกายของเขา การพุ่งตัวของเขารวดเร็วยิ่งนักไม่นานนักก็สามารถติดตามกลุ่มคนเหล่านั้นและอสรพิษวารีได้ทันแล้ว


                เขาได้ทิ้งช่วงไว้จากคนกลุ่มนั้นให้ห่างไปร้อยก้าวเพื่อไม่ให้ถูกจับได้อีกทั้งยังได้ใช้วิชาสายเลือดดวงตาในการสอดส่องคนพวกนั้นไปด้วย คนจากสำนักแปดดาราทั้งห้าพยายามที่จะจับอสรพิษวารีให้ได้แต่มันก็สามารถหลบรอดไปได้ทุกครั้งหลายชั่วยามผ่านไปคนเหล่านั้นก็ยังไม่ละความพยายามของตน


                ฝ่ามือธุลีจันทราเหมันต์เยือกธุวดารา!!


                  ลำแสงปราณเยือกแข็งถูกส่งออกไปเป็นเส้นตรงเข้าปะทะกับร่างกายของอสรพิษวารีแม้การโจมตีจะไม่รุนแรงแต่ลำแสงปราณนั้นได้สร้างชั้นน้ำแข็งขึ้นบนผิวกายของอสรพิษวารีและสร้างสภาวะที่ทำให้มันเคลื่อนไหวได้ช้าลงคนทั้งห้าต่างใช้ฝ่ามือธุลีจันทราออกมาเพื่อหวังลดความคล่องตัวของอสรพิษวารีเสีย


                อสรพิษวารีจำต้องหมุนตัวอย่างรวดเร็วอยู่หลายครั้งเพื่อสลัดชั้นน้ำแข็งที่เกาะกุมร่างกายของมันถังเฟยหู่ที่สังเกตการณ์อยู่นั้นมองภาพการโจมตีนั้นด้วยความสนใจฝ่ามือธุลีจันทรานั้นเหมือนกับเป็นเคล็ดวิชาขั้วตรงข้ามของฝ่ามือสุริยันผลาญดาราแม้จะเป็นศาสตร์วิชาที่ต่างกันแต่แก่นแท้ของวิชานับว่าคล้ายกัน


                ชุดวิชาฝ่ามือธุลีจันทรานี้ทำให้ถังเฟยหู่สนใจเป็นอย่างมากนั่นเพราะชุดวิชานี้นับว่าสามารถเข้าคู่กันได้เป็นอย่างดีกับปราณเก้าเยือกแข็ง หากเขาได้รับวิชานี้มาครอบครองอาจทำให้พลังต่อสู้โดยรวมของเขาเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากนั่นเพราะดินแดนประหลาดแห่งนี้เต็มไปด้วยพลังวิญญาณธาตุน้ำที่แกร่งกล้า


                ในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่ได้เริ่มเคลื่อนไหวเขาค่อยๆลอบเข้าใกล้กลุ่มคนและสัตว์อสูรตรงหน้าไปเรื่อยๆและลดระยะห่างเข้าไปเรื่อยๆเช่นกันคนกลุ่มนั้นต่างจดจ่อกับการต่อสู้ตรงหน้าจนไม่สามารถสังเกตเห็นถังเฟยหู่ที่กำลังคลืบคลานเข้ามาได้เลย


                “ศิษย์น้อง! พยายามโจมตีมันต่อไปข้าจะใช้โอกาสนี้ในการเตรียมอาคมสำหรับจับทาสอสูร” ศิษย์สำนักแปดดาราที่อาวุโสที่สุดในกลุ่มนั้นกล่าวขึ้นพร้อมกับล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อของตนและหยิบซองหนังทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าออกมาเขาได้ทำการเอื้อมมือไปเปิดซองหนังด้านหนึ่งออกและเผยให้เห็นแผ่นยันต์อาคมด้านใน


                แผ่นยันต์สีเหลืองจำนวนมากถูกเก็บไว้ในซองหนังอันนั้นพวกมันทั้งหมดล้วนแต่เป็นยันต์อาคมสำหรับจับสัตว์อสูร เป้าหมายคนผู้นี้ย่อมคือการจับอสรพิษวารีไปเป็นทาสอสูรเขาได้หยิบแผ่นยันต์หนึ่งออกมาถือไว้ในมือและเก็บที่เหลือไป


                โดยทั่วไปแล้วการจับสัตว์อสูรมีมากมายหลากหลายวิธีซึ่งโดยทั่วไปที่สามารถพบเห็นได้อย่างแพร่หลายก็คือการใช้ยันต์อาคมในการบังคับจับสัตว์อสูรให้กลายเป็นทาสอสูรซึ่งเป็นวิธีการที่ง่ายและแพร่หลายมากที่สุดอีกด้วยแต่นั่นก็ยังมีอีกหลากหลายหนทางในการจับสัตว์อสูรเช่นกัน


                ยกตัวอย่างเช่นสัตว์อสูรยินยอมติดตามมนุษย์ด้วยตัวของมันเองเหมือนกับที่ถังเฟยหู่เคยพบเจอมาหรือไม่ก็เป็นการต่อสู้กับสัตว์อสูรตนนั้นๆเพื่อสยบมันให้ยินยอมทั้งร่างกายและจิตใจเป็นการสร้างความหวาดกลัวให้แก่สัตว์อสูรและยอมติดตามผู้ฝึกตนด้วยความหวาดกลัว


                ฝ่ามือธุลีจันทราพิรุณเยือกดารา!!


                ในตอนนั้นเองที่ฝ่ามือจำนวนมากเข้าสู่โจมไปยังร่างกายของอสรพิษวารีชั้นน้ำแข็งและอาการบาดเจ็บเริ่มปรากฎมากขึ้นเรื่อยๆบนผิวของอสรพิษวารี โดยปกติแล้วมันเป็นเพียงสัตว์อสูรระดับสองเท่านั้นแต่เพราะความรวดเร็วของมันจึงทำให้มันอยู่รอดได้ถึงตอนนี้ผนวกกับการโจมตีของมนุษย์เหล่านี้ส่วนมากเป็นศาสตร์เหมันต์ซึ่งร่างกายของมันสามารถต้านทานได้หลายส่วนอยู่ นี่จึงทำให้เหล่าศิษย์สำนักแปดดาราต้องลงทุนลงแรงกันมากกว่าเดิมในการตามจับอสรพิษตนนี้


                “ฮ่าๆๆเจ้าเดรัจฉานที่จับยากเย็น เจ้าหนีไม่รอดหรอก!ตอนนี้แหละศิษย์พี่ซ่งเจียง จัดการมันเลย!”ศิษย์น้องคนหนึ่งตะโกนขึ้นพร้อมกับวาดฝ่ามือธุลีจันทราออกไปด้วยกระบวนท่าเหมันต์เยือกธุวดาราลำแสงปราณพุ่งจู่โจมออกไปยังผิวกายของอสรพิษวารี ปราณเหมันต์จับตัวอยู่ตรงนั้นและก่อเกิดชั้นน้ำแข็งขึ้น


                เวลาเดียวกันนั้นเองที่ศิษย์น้องคนอื่นในกลุ่มได้เปลี่ยนอาวุธจิตวิญญาณเป็นรูปแบบตาข่ายเหล็กและเหวี่ยงออกไปแต่ในครั้งนี้อสรพิษวารีเหนื่อยล้าและอ่อนแรงเกินกว่าที่จะสามารถหลบรอดไปได้ เมื่อรู้ตัวอีกทีตาข่ายเหล็กได้พุ่งมาจากสามทิศทางและเข้าพัวพันกับร่างของมันในทันที


                ศิษย์สำนักแปดดาราเหล่านั้นที่โยนตาข่ายเหล็กไปได้ส่งพลังปราณเข้าไปกระตุ้นอาคมภายในอาวุธจิตวิญญาณทันใดนั้นเองที่ตาข่ายเหล็กเหล่านั้นส่งกระแสไฟฟ้าออกมาเพื่อทำให้อสรพิษวารีรู้สึกชาไปแทบทั้งตัวธาตุน้ำหนุนเสริมสายฟ้า พลังอัสนีในตาข่ายเหล็กแม้ไม่มากแต่เมื่ออยู่ในทะเลเช่นนี้ก็นับว่าทำให้เพิ่มอานุภาพขึ้นกว่าหลายส่วนไม่น้อยเลย


                อสรพิษวารีน้องออกมาอย่างเจ็บปวดมันดิ้นรนไปมาแต่ก็ไม่สามารถหลุดรอดออกไปจากตาข่ายเหล็กเหล่านั้นได้เลยศิษย์พี่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มซ่งเจียงได้เผยรอยยิ้มของตนออกมาอย่างพึงพอใจเดิมทีเขาเป็นเพียงชนชั้นปลายแถวในสำนักที่ไม่นับเป็นอันใดได้เลยแต่เมื่อครั้งได้เข้ามาในแดนลับทะเลปีศาจเมื่อราวสองเดือนก่อนทุกคนที่เข้ามากลับปรากฎขึ้นคนละที่แบบสุ่ม


                เขาใช้เวลาร่วมเดือนในการเดินตามหาศิษย์สำนักเดียวกันเขานั้นมีความสุขเป็นอย่างมากที่ได้เข้ามาในนี้ แดนลับทะเลปีศาจมีทรัพยากรสำหรับฝึกตนจำนวนมากเขาได้ใช้วิธีการที่ไม่เหมือนกับถังเฟยหู่ในการฝึกฝน


                เขานั้นไม่ได้เน้นคุณภาพของลมปราณแต่กลับเร่งเร้าเพิ่มการฝึกตนให้สูงขึ้นเพียงอย่างเดียวในตอนนี้เขาได้มีขอบเขตการฝึกตนอยู่ทีปราณขั้นเจ็ดระดับสุดยอด อีกเพียงนิดเดียวเขาก็จะสามารถทะลวงเข้าสู่ปราณขั้นแปดซึ่งเป็นระดับต้นของขอบเขตต่อไปได้แล้วเขานั้นไม่ค่อยสนใจคุณภาพเสียเท่าไหรสิ่งที่เขาต้องการจริงๆก็คืออำนาจในการต่อรองที่มาพร้อมกับระดับที่มากขึ้น


                หากเขากลับไปยังสำนักเมื่อไหรด้วยขอบเขตที่อยู่สูงจะทำให้เขาสามารถได้รับทรัพยากรมากขึ้นอีกทั้งยังมีโอกาสได้รับผลประโยชน์มากขึ้นอีกด้วยเขาได้เร่งเร้าการฝึกตนก็เพื่อที่จะสร้างโอกาสในการไขว่คว้าสิ่งต่างๆในอนาคตเขาได้บีบคั้นตัวเองก็เพื่อผลประโยชน์ในอนาคตเหล่านั้นนั่นเอง


                และเมื่อได้อสรพิษวารีมาเป็นทาสอสูรความสามารถในการเดินทางอีกทั้งเก็บเกี่ยวทรัพยากรในแดนลับทะเลปีศาจต้องมากขึ้นอย่างแน่นอนอีกทั้งสัตว์อสูรประเภทสัตว์ทะเลที่สวยงามเช่นนี้ยังหายากและมีราคาแพงเป็นอย่างมากอีกด้วยในสายตาของเขาอสรพิษวารีตรงหน้าก็คือเงินเหมื่นตำลึงทองที่เดินได้นั่นเอง…ไม่สิว่ายน้ำได้ต่างหาก


                 “เหอะ! ให้พวกข้าเหนื่อยเสียตั้งนานยอมมาเป็นทาสอสูรของข้าเสียเถอะ!” ซ่งเจียงตะโกนออกมาพร้อมกับเหวี่ยงแขนออกไปพยายามจะขว้างซัดแผ่นยันต์ผนึกอสูรชิ้นนั้นใส่อสรพิษวารีแต่ก่อนที่จะเป็นอย่างนั้นอยู่ๆแขนของซ่งเจียงก็หยุดค้างกลางอากาศเสียอย่างนั้น


                ในตอนนั้นเองที่คนที่เหลือที่กำลังตรึงกำลังพันธนาการร่างของอสรพิษวารีอยู่นั้นกลับทำสีหน้างุนงงอย่างมากพวกเขาไม่เข้าใจว่าทำไมศิษย์พี่ซ่งเจียงถึงยังไม่ลงมือเสียทีแต่เมื่อพวกเขาหันกลับไปก็พบเห็นซ่งเจียงทำสีหน้าซีดขาวไร้สีเลือดแขนข้างที่ถือยันต์ผนึกอยู่แข็งค้างกลางอากาศไม่อาจเคลื่อนไหว


                แต่เมื่อสังเกตให้ดีจะพบว่ามีแท่งสีดำบางอย่างแทงลงไปยังจุดชีพจรบนแขนข้างนั้นของซ่งเจียงเพื่อสกัดจุดให้ไม่เคลื่อนไหวจากนั้นไม่นานนักแท่งสีดำนั้นค่อยอ่อนตัวลงมันกลับกลายเป็นเส้นผมเส้นหนึ่งที่ถูกขว้างซัดมาจนกลายเป็นเข็มเล่มหนึ่ง


                 “ศิษย์พี่!” ศิษย์สำนักแปดดาราทั้งสามกล่าวออกมาพร้อมกับในตอนนั้นเองที่มีเงาหนึ่งพุ่งทะยานมาจากด้านหลัง เงานั้นเป็นชายคนหนึ่งที่สวมหน้ากากสีดำครึ่งซีกล่างของใบหน้าที่เป็นรูปของปีศาจดวงตาสีดำและเต็มเปี่ยมไปด้วยปราณแห่งความตายสีแดงดำที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสะอิดสะเอียน


                 “แกเป็นใครกัน!” ศิษย์สำนักแปดดาราที่ตรึงร่างของอสรพิษวารีได้กล่าวออกมาแต่ในตอนนั้นเองที่เงาร่างนั้นพุ่งเข้าใส่ร่างของศิษย์พี่ซ่งเจียง ฝ่ามือข้างหนึ่งของผู้มาใหม่นั้นยื่นออกมาบนฝ่ามือข้างนั้นเต็มไปด้วยรอยสักรูปเกล็ดปลาที่ดูสมจริงเป็นอย่างมาก ปราณมรณะสีแดงดำเต็มเปี่ยมบนฝ่ามือนั้น


                ตู้มมมมม!!


                ฝ่ามือข้างนั้นกระแทกเข้ากลางหลังของซ่งเจียงอย่างถนัดถนี่ศิษย์สามคนจากสำนักแปดดาราตกใจเป็นอย่างมาก ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกินไปจริงๆแต่ยังไม่ทันที่คนทั้งสามจะได้ตอบโต้อันใดรอยสักบนแขนของชายหน้ากากก็กลับเปลี่ยนไปอีกครั้งรอยสักรูปเกล็ดปลาเคลื่อนไหวอย่างพิกลก่อนที่จะกลับกลายเป็นรอยสักรูปวงวนที่เหมือนคลื่นทะเลบนแขนข้างนั้น


                ทันใดนั้นเองที่ถังเฟยหู่ที่กำลังสวมใส่หน้ากากอยู่นั้นได้ยกมือข้างนั้นขึ้นกลางอากาศและฟาดมือลงมาใส่พื้นเบื้องล่างอย่างรวดเร็วและรุนแรง พลังกายอันมหาศาลได้กระแทกเข้ากับพื้นหินจนแตกแขนงและสร้างแรงกระแทกคนทั้งห้าจากสำนักแปดดาราซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ร่างของซ่งเจียงถูกส่งกระแทกออกไป


                แรงกระแทกตามหลังได้กวาดเข้าใส่ร่างของซ่งเจียงจนกระเด็นกลิ้งไปกับพื้นจนมีสภาพดูแทบจะไม่ได้เลยแม้แต่น้อยนี่คือพลังของกายหยาบมารที่เขาได้รับมาใหม่ในหลายวันมานี้ถังเฟยหู่ได้ค้นพบว่าพลังที่ได้รับจากการกลืนกินหมึกปีศาจวังวนมารก็คือพลังกายที่สามารถปะทุขึ้นได้ถึงแปดเท่า


                แต่พลังนั้นไม่สามารถใช้ได้อย่างพล่ำเพลื่อมากนักนั่นเพราะยิ่งเขามีพลังกายมากเท่าไหรก็จำต้องใช้ปราณมรณะมากขึ้นเท่านั้นการกระตุ้นพลังนี้ขึ้นมาในตอนนี้เขาสามารถใช้กายหยาบมารของหมึกปีศาจได้เพียงแค่หนึ่งครั้งก็สูบกลืนปราณมรณะของเขาไปแทบจะหมดสิ้นแล้ว


                แต่นั่นก็คุ้มค่าเป็นอย่างมากเพราะเมื่อมองไปยังศัตรูของเขาทั้งห้าคนตรงหน้าก็กลับถูกพลังที่ตามหลังมานั้นกระแทกจนบาดเจ็บกันไปตามๆกันในตอนนั้นเองที่เขาได้เก็บงำเคล็ดกายหยาบมารและเหลือเพียงปราณมรณะบางเบา


                ดวงตาสีดำสนิทที่เกิดขึ้นเพราะการโคจรลมปราณมารได้จ้องมองพวกเขาคนทั้งห้าต่างก็บาดเจ็บจนไม่สามารถทำอะไรได้เลยนั่นเพราะการลงมือที่เฉียบคมและรวดเร็วจนเกินไปของถังเฟยหู่ พวกเขาไม่อาจต่อต้านได้เลยทันใดนั้นเองที่ถังเฟยหู่ได้เดินเข้าไปหาร่างของซ่งเจียงและก้มลงหยิบของบางอย่างในอกเสื้อออกมา


                ในมือของถังเฟยหู่ปรากฏซองหนังที่เก็บรักษายันต์อาคมผนึกอสูรไว้นี่คือสิ่งที่ซ่งเจียงใช้แต้มคุณูปการของสำนักแลกมาอย่างยากเย็นแต่กลับถูกถังเฟยหู่ฉกชิงไปอย่างหน้าตาเฉยเช่นนี้


                ซ่งเจียงนับว่าบาดเจ็บมากที่สุดจึงทำให้เขาหมดสติไปตั้งนานแล้วแต่ศิษย์คนอื่นอีกสี่คนเริ่มฟื้นคืนสติกันมาบ้างแล้ว พวกเขามองไปยังถังเฟยหู่อย่างงุนงงและกำลังจะลุกขึ้นมาเพื่อจัดการคนตรงหน้าแต่ถังเฟยหู่กลับรู้ตัวอยู่ก่อนแล้ว เขาวาดมือออกไปและปลดปล่อยปราณสีเขียวเข้มในรูปแบบหมอกควัน


                โดยไม่ทันตั้งตัวคนเหล่านั้นกลับสูดดมควันพิษเข้าไปในทันทีพวกเขาต่างร้องกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ ในตอนนั้นเองที่ภายในร่างกายของพวกเขาเกิดความเจ็บปวดอย่างรุนแรงและเริ่มไอออกมาเป็นเลือด


                ศิษย์สำนักแปดดาราคนหนึ่งชี้ไปยังถังเฟยหู่“กะ..แก! ไอ้คนชั่วช้า! กลับกล้าใช้พิษเล่นงานพวกเราแน่จริงก็สู้กันซึ่งหน้าสิ!” เมื่อได้ยินดังนั้นถังเฟยหู่กลับเผยรอยยิ้มออกมาภายใต้หน้ากากเหล็กสีดำ


                ถังเฟยหู่หันกลับไปจ้างหน้าคนผู้นั้นอย่างจริงจังก่อนจะกล่าวออกมา“บนสนามรบจริงไม่มีคำว่าชั่วช้าการใช้พิษก็เป็นเพียงแค่กลยุทธ์อย่างหนึ่งเท่านั้นที่นี่มิใช่สนามประลองยุทธ์ที่จำต้องใช้กติการ…”


                ชายหนุ่มผู้สวมหน้ากากเมื่อกล่าวเสร็จก็ได้หันกลับไปอีกทางเพื่อสำรวจเจ้าอสรพิษวารีดูเหมือนว่ามันยังติดอยู่ในตาข่ายเหล็ก แม้มันจะโดนแรงกระแทกเช่นเดียวกับศิษย์สำนักแปดดาราแต่เหมือนว่ามันจะมีสภาพที่ดูดีกว่าเล็กน้อยเขาได้เดินไปหามันพร้อมกับหยิบยันต์อาคมออกมาจากซองหนัง


                 “เจ้างูน้อย…จงสยบต่อข้า!” ในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู้ได้ขว้างซัดยันต์อาคมแผ่นนั้นออกไปใส่เจ้าสัตว์อสูรตรงหน้าในทันที!!

    คล้ายกับเรื่องLegend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า ที่คุณอ่าน