นางร้ายสื่อรัก 3P

    ชนเผ่าต้าจี้ 2

            “อ้าๆๆ ..อ้ะๆๆ" เสียงครวญครางของสตรีคนหนึ่งในกระท่อมใต้ต้นไม้ที่หลังใหญ่ที่สุด ดังออกมา รอบๆ กระท่อมเต็มไปด้วยบุรุษชนเผ่าต้าจี้ที่แอบส่องดูการร่วมรักของหัวหน้าเผ่ากับสตรีผิวขาวสวยสดอดีตองค์หญิงจากแคว้นชาง จากรูแยกของไม้ความขาวเนียนทำให้ทุกคนต้องลอบกลืนน้ำลายด้วยความกระสัน พาลอิจฉาท่านหัวหน้ามิได้ เสียงซี้ดปากดังอยู่รอบกระท่อม

            “ข้ายังไม่เบื่อ!!!..ออกไปให้พ้นเรือนข้าก่อนที่พวกเจ้าจะหัวหลุด..ซี้ดดดด" หัวหน้ากลุ่มต้าจี้ซึ่งมีนามว่า ต้าฟ่งจี ผู้ก่อตั้งกลุ่มนี้เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วเอ่ยตวาดพวกที่มาแอบดูตามรูโหว่ เสียงโห่แตกฮือพลางถอยห่างออกจากกระท่อมเหลือไว้เพียงสาวใช้นั่งร้องไห้อยู่ด้านหน้า

            ต้าฟ่งจีในวัยสี่สิบเจ็ดปีจากคนเร่ร่อนไร้หัวนอนปลายเท้ามีวรยุทธติดตัวเพียงเล็กน้อยนานวันเข้าผู้คนไร้ที่อยู่เช่นเดียวกันก็มาจับกลุ่มอยู่ด้วยกันอาศัยท่องเที่ยวอยู่ในหุบเขาเป็นลูกๆ จนถึงตอนนี้จึงกลายเป็นกลุ่มชนเผ่าขนาดใหญ่กินพืชกินไม้นานาชนิดทั้งมีพิษและไม่มีพิษจนทำให้ผิวพันธุ์ใบหน้าท่าทางดูหยาบแห้ง ขรุขระ รวมทั้งนิสัยหยาบกระด้างไร้จิตสำนึก ไร้ผู้สอนสั่ง ก่อนหน้านี้ต้าฟ่งจีได้พบเจอองค์หญิงชางระหว่างทางเชื่อมต่อของสองแคว้นขณะที่เขากำลังล่าสัตว์ เขาเห็นนางร้องไห้คร่ำครวญถึงความอัปยศที่นางได้รับท่ามกลางองครักษ์มากมายเขาจึงสั่งลูกเผ่านำกวางที่ล่าได้ไปมอบให้นางพร้อมข้อความ ‘หากมีเรื่องทุกข์ใดโปรดบอกข้าพร้อมช่วยเหลือ..ต้าจี้’ นับจากวันนั้นผ่านมาเพียงแปดวันนางกลับติดตามเสาะหาเขา..จนถึงวันนี้ ก้มมองสาวงามใต้ร่างอย่างชอบใจ “หึ”

            คล้อยหลังการร่วมรักในยามรุ่ง สาวใช้ที่ติดตามนางออกมาจากแคว้นชางใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดทั่วร่างกายสาวที่มีแต่รอยรักเต็มจนถ้วนทั่วด้วยน้ำตานองหน้า

            “ฮึก..ฮืออ”

            “ไม่ต้องร้องอาจือ!!!!.. เจ้าคอยดูเถอะข้าจะจัดการพวกมันทั้งหมดที่ทำให้ข้าเป็นเช่นนี้” ต้าฟ่งจี รับปากนางแล้วว่าจะมอบยาพิษสลายกระดูกที่สกัดมาจากนางพญางูเห่าให้นาง “หากสงครามมิอาจเกิดขึ้นได้ ตราบใดที่ข้ายังมิสิ้นลมข้าจะจองล้างจองผลาญพวกมันทั้งหมดจนกว่าผู้ใดจะสิ้นชีพไปก่อน” กำหมัดแน่น ‘ชีวิตข้าต้องตกต่ำถึงเพียงนี้เพราะคนแคว้นเจ้า’

    ๑-----------------------๑

            สามวันแล้วที่ขบวนเดินทางขององค์ชายทั้งสองพระองค์ออกมาจากเมืองหลวง ระหว่างทางพบปะชาวบ้าน พบปะตลาด โรงเตี๊ยม บรรยากาศโดยรอบมิได้ส่อแววว่าจะมีอันตรายใดๆ แต่ทหารองครักษ์ทั้งหมดก็หาได้ชะล่าใจยังคงมองรอบข้างอย่างระแวดระวัง


    ที่พักในกระโจมริมทาง

            “ได้ความว่าอย่างไรบ้าง?” หย่งเจี้ยนถามแม่ทัพจางเหวินเป่า สหายฝ่ายบู๊ตั้งแต่วัยเยาว์ที่ควบม้าเร็วมาถึงเมื่อครึ่งชั่วยามก่อนพร้อมผู้ติดตาม

            “สตรีนางนั้นยั่วยวนจนหัวหน้าเผ่าลุ่มหลง มิรู้ว่าคิดการณ์ใดอยู่ อีกทั้งยังเคลื่อนย้ายที่อยู่ไปตามแนวภูเขาไม่ห่างจากขบวนของพวกเจ้านัก หากไม่นับเด็ก สตรี คนชรา ก็จะเหลือกำลังคนประมาณห้าร้อยกว่าคน จะรอให้พวกมันลงมือหรือว่าพวกเราจะลงมือก่อน” แม่ทัพจางที่สนิทสนมคุ้นเคยกันดีกับทั้งสององค์ชายเอ่ยถามโดยที่มิสนใจคำราชาศัพท์

            “หากเราลงมือก่อนจะกลายเป็นว่าขุนนางรังแกประชาชนหรือไม่? ” หย่งเซิงพูดขึ้นมา

            การเดินทางมารับราชการแทนนี้มิมีผู้ใดรับรู้ว่าเป็นองค์ชายรองและองค์ชายสามทรงเสด็จเดินทางมา ชาวบ้านทั่วไปคิดเพียงว่าด้านในรถม้าเป็นเพียงขุนนางชั้นผู้น้อยคนหนึ่งเท่านั้นหาได้มีผู้ใดสนใจเป็นพิเศษ

            "ชนเผ่าต้าจี้จะว่ามิใช่คนของแคว้นก็กล่าวได้มิเต็มปาก ถึงแม้พวกเขาจะอยู่กันแบบหลบๆ ซ่อนๆ ในหุบเขาแต่ก็อยู่ในเขตของแคว้นเราหากลอบเข้าไปจัดการฝ่ายเราย่อมเสียเปรียบเนื่องด้วยสถานที่ไม่เอื้ออำนวยความเสี่ยงย่อมมีมากกว่า" หย่งเจี้ยนคิด

            “แต่พวกเขาจะยินยอมทำอะไรตามใจสตรีที่พึ่งเข้ามาขอความช่วยเหลือเช่นนั้นรึ” หย่งเซิงออกความเห็น

            “จากที่ข้าลาดตระเวนมาเกือบห้าปีนอกจากกองโจรที่ปล้นสะดมพวกพ่อค้า ข้าก็มิเคยได้ยินมาก่อนเช่นกันว่าชนเผ่าต้าจี้จะก่อเรื่องทำร้ายผู้คน จะมีก็แค่นำของจากในหุบเขาออกมาค้าขายแลกเปลี่ยนข้าวสาร เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มเพียงเท่านั้น เหล่าทหารที่เคยเข้าไปตรวจดูแถวๆ ชนเผ่ายังเคยได้รับแบ่งปันเนื้อสัตว์ออกมา เหล่าทหารยังบอกว่ามิเห็นผู้ใดจะตั้งกลุ่มฝึกวรยุทธด้วยซ้ำ อาวุธที่ใช้ล่าสัตว์ก็มีเพียงธนู หอก และดาบเพียงน้อยนิดที่ฝ่าบาททรงรับสั่งมาก็มีเพียงแค่ทำการจับกุมองค์หญิงชางหวงหลานแค่นั้น” แม่ทัพจางพูด

            “มิมีผู้ฝึกวรยุทธรึ? แล้วหัวหน้าเผ่าเล่า” หย่งเจี้ยนยังคงสงสัย “แล้วเหตุใดองค์หญิงชางถึงไปเข้าร่วมกับคนกลุ่มนั้นหากพวกเขามิเป็นวรยุทธ..นางจะได้ประโยชน์อันใด"

            “มีความเป็นไปได้ว่าต้าฟ่งจีคือผู้ฝึกยุทธเพียงหนึ่งเดียวในชนเผ่า หากเป็นเจ้า ในเมื่อยามนี้เป็นถึงหัวหน้าเผ่าเจ้าคิดที่จะสอนผู้อื่นให้เป็นวรยุทธหรือไม่? ส่วนเรื่องสตรีผู้นั้นข้ามิอาจคาดเดาว่านางต้องการสิ่งใด” แม่ทัพจางเหวินเป่าถามองค์ชายทั้งสอง

            “เช่นนั้น…หากเป็นดังเจ้าว่าต้าฟ่งจีก็ยิ่งมิมีความคิดที่จะให้คนในชนเผ่าของตนเองปะทะกับกลุ่มทหารเป็นแน่เพราะถ้าหากทำเช่นนั้นชนเผ่าต้าจี้คงเหลือแค่ชื่อ..แล้วเขาที่เป็นผู้นำของเผ่าจะให้คนของตนเองที่คอยรองมือรองเท้ามาโดยตลอดล้มหายตายจากเพราะสตรีเพียงหนึ่งรึ” หย่งเจี้ยนวิเคราะห์

            “แต่พวกเขายังเคลื่อนไหวติดตามขบวนของเราห่างๆ นะพี่รอง จะให้ชะล่าใจคงทำมิได้”

            “เจ้าเคยบอกว่ามีทหารเข้าไปในกลุ่มต้าจี้ คนพวกนั้นให้ความต้อนรับดีหรือไม่?” หย่งเจี้ยนถามแม่ทัพจางอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ

            “ก็มิมีท่าทางเป็นปรปักษ์อันใดแถมยังต้อนรับด้วยเนื้ออย่างดี” จางเหวินเป่ายืนยัน

            “เช่นนั้น..ให้ทหารผู้นั้นนำข้อความจากข้าไปมอบให้แก่ต้าฟ่งจีหัวหน้าเผ่า” จบคำหย่งเจี้ยนก็หยิบกระดาษ พู่กัน ออกมาเขียนข้อความบางอย่างและลงชื่อตนเองประทับลงไปแล้วยื่นกระดาษแผ่นนั้นให้แม่ทัพจางเหวินเป่า

            “ยังมิลงมือใช่หรือไม่?” รับกระดาษใส่ในอกเสื้อ

            “ไม่..หากเป็นอย่างที่ข้าคิดพวกเขาจะไม่ทำสิ่งใดทั้งสิ้น ยามนี้เราเพียงแค่เดินทางไปเรื่อยๆ พวกเขาก็แค่ตามดูห่างๆ เจ้าทำเพียงแค่ส่งจดหมายนั่นให้ถึงมือต้าฟ่งจีเป็นพอ” หย่งเจี้ยนกล่าว

            “เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน” จางเหวินเป่าบอกลา

            “รับสำรับกับข้าสักมื้อคงมิได้ล่าช้าอันใดกระมัง อีกอย่างวันอภิเษกสมรสของข้าเจ้าก็มิได้เข้าร่วมงาน ใยวันนี้มิทำความรู้จักกับชายารักของข้าก่อนเล่าสหาย” หย่งเซิงเอ่ยชักชวน

            “เช่นนั้นรึ?” จางเหวินเป่ายิ้ม

            “อืม…กงลี่ให้คนไปเชิญพระชายาเข้ามา” หย่งเซิงสั่งกงลี่

            “พะยะค่ะ”