จงลั่วเห็นท่าไม่ดีรีบใช้ลมอัดกระแทกเข้าใส่ศัตรูที่กำลังคลุ้มคลั่งตรงหน้า แม้จะรู้ว่าไม่อาจทำอันตรายมันได้มากนัก แต่แรงลมที่ส่งออกก็ช่วยยืดระยะของทั้งคู่ให้มากขึ้นไปกว่าเดิม
แต่ดูเหมือนครั้งนี้เขาจะคิดผิดเพราะเจ้าหมีไม่ได้ต้องการที่จะท้าต่อยตีกับเขาซึ่งหน้า หลังจากที่มันกู่ร้องยาวนานร่างมหึมาของมันก็ค่อย ๆ หลอมกลืนไปกับป่าอีกครั้ง
"เสียง เราต้องฟังเสียง..."จงลั่วตั้งสมาธิ แม้จะมีร่างกายที่ใหญ่โต แต่ยามที่มันพรางตัวกลับเคลื่อนไหวได้แผ่วเบาราวกับนกน้อยที่โผผินจากกิ่งไม้หนึ่งไปยังอีกกิ่ง มีเพียงจังหวะที่มันสัมผัสพื้นก่อนการโจมตีเท่านั้น ที่จงลั่วพอจะจับทิศทางได้
ผลึกอสูรกว่าสิบเม็ดหมดลงไปอย่างรวดเร็ว แม้ร่างกายจะได้รับการฟื้นฟู แต่จิตใจของจงลั่วกลับหนักอึ้งขึ้นเรื่อย ๆ เพราะดูเหมือนว่าหลังจากที่เจ้าหมีลายพรางถูกโจมตีได้รับบาดแผลหนัก มันก็ไม่เข้าปะทะกับจงลั่วตรง ๆ อีก แต่กลับใช้ความสามารถในการพรางตัวเข้าจู่โจม และดูเหมือนนั่นจะสร้างปัญหาใหญ่ให้กับจงลั่วเป็นอย่างมาก
ความกดดันที่หนักอึ้ง ทำให้จงลั่วเผลอก้าวเท้าถอยหลังอย่างไม่รู้ตัว "แปะ" ขาของเขาเหยียบเข้ากับกองของเหลวที่พื้นอย่างไม่ทันระวัง จนหงายหลังล้มลงไปกับพื้นในจังหวะเดียวกับที่เจ้าหมีลายพรางกำลังจะโจมตีเข้ามาพอดิบพอดี จงลั่วไม่อาจทำอะไรได้ เขาเพียงจิ้มแทงดาบขึ้นไปด้านบนรัว ๆ อย่างไร้ทิศทาง ด้วยความโชคดีเล็ก ๆ ทำให้ดาบหนึ่งสะกิดเข้ากับแผลเปิดเดิมของเจ้าหมียักษ์ เมื่อเป็นจุดที่ไร้การป้องกันอยู่ก่อน ดาบนี้จึงแทงเข้าไปได้ลึกกว่าปกติมาก
ความเจ็บปวดจากการโดนโจมตีซ้ำที่จุดเดิมทำให้เจ้าหมียักษ์ รีบชักเท้ากลับด้วยความระแวง มันถอยหลังออกห่างจากจงลั่วไปพอสมควรก่อนจะส่งเสียงร้องคำรามอย่างเกรี้ยวกราดอีกครั้ง ปล่อยจงลั่วค่อย ๆ ยันร่างที่เปียกโชกลุกขึ้นยืน อย่างมึนงง ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
"เลือด"...
กลิ่นคาวของเลือดทำให้จงลั่วคิดบางอย่างออก เงื่อนไขของภารกิจไม่ใช่ให้เขาฆ่าอสูรระดับ D ภารกิจเพียงต้องการให้เขาอาบเลือดของมันเท่านั้น และแน่นอนตอนนี้ทั้งร่างของจงลั่วโชกไปด้วยเลือดของเจ้าหมีลายพราง แม้มันจะเป็นเพราะความบังเอิญก็เถอะ "ดีละตอนนี้ก็เหลือแค่ร่ายบทกวีแห่งรัตติกาลบทที่หนึ่ง"
ความคิดส่วนความคิด แต่จะกระทำได้จริงแค่ไหนมันอีกเรื่องหนึ่ง เพราะหมีลายพรางคงไม่หยุดฟังจงลั่วร่ายบทกวีจนจบ และแน่นอนมันต้องการสังหารผู้บุกรุกเขตแดนของมัน เสียงคำรามดังก้องส่งผลต่อจิตใจที่หวั่นไหว ให้เกิดอาการตื่นกลัวได้ หลายครั้งก่อนหน้าจงลั่วก็ถูกอาการตื่นกลัวจู่โจมโดยไม่ทันสังเกต แต่ตอนนี้เมื่อจิตใจที่สับสนถูกปัดเป่าด้วยแผนการที่มุ่งมั่น เสียงคำรามก้องของสัตว์อสูรตรงหน้า ก็ไม่ต่างจากเสียงคำรามของสัตว์ร้ายที่ถูกขังอยู่ในกรง แม้จะดูน่ากลัว แต่เขาก็รู้ว่ามันไม่อาจทำอันตรายคนที่อยู่นอกกรงขังได้
เมื่อการจู่โจมข่มขวัญไม่เกิดผลเช่นเดิม การหลบหลีกของจงลั่วก็ดีขึ้น เขาจับทิศการโจมตีของเจ้าหมีลาพรางได้ก่อนที่การโจมตีจะมาถึง แม้จะป้องกันไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่ก็ลดความเสียหายลงได้อย่างมาก
แต่หากการต่อสู้ยืดเยื้อต่อไป คงไม่เป็นผลดีแน่ แม้หมีลายพรางจะมีแผลเปิดที่ใหญ่ขึ้น แต่นั่นไม่ได้ทำให้มันช้าลงเลย กลิ่นคาวเลือดของตัวมันเองกลับกระตุ้นให้การโจมตีของอสูรร่างยักษ์ตนนี้ เกรี้ยวกราดและคลุ้มคลั่งขึ้นเรื่อย ๆ แม้จงลั่วจะได้เปรียบในการฟื้นพลังได้ แต่จำนวนผลึกอสูรก็เหลือน้อยลงเต็มที แถมนาน ๆ ครั้งจงลั่วถึงจะมีโอกาสได้โจมตีซักที หากปล่อยไว้นานเข้าจงลั่วต้องถูกสังหารอย่างแน่นอน
ตำราพิชัยสงครามว่าไว้การหนีคือกลยุทธ์ชั้นเลิศ...
ความคิดผุดขึ้นในสมองสองขาก็ก็ออกโกยทันที แต่ดูเหมือนว่าความไวของเขาจะช้ากว่าหมีลายพรางอยู่พอควร หลังจากทดลองหลบหนีอยู่หลายครั้ง และจบลงที่โดนตบกลิ้งกลับมา จงลั่วจึงได้แต่สู้พลางคิดหาวิธีการอื่นไปพลาง
"เห็นทีคงต้องเสี่ยงกันละ" จงลั่วใช้มือลูบไล้ไปตามตัว...เลือดที่เปียกโชกเริ่มจะจับตัวจนเหนียวข้นแล้ว หากปล่อยไว้อีกแล้วเลือดเกิดแห้งกรังขึ้นมา โอกาสที่น้อยนิดในการแก้ภารกิจของเขาอาจจะหายไปเลยก็ได้
"กำแพงดิน" พื้นดินโผล่ยกตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นจังหวะเดียวกับที่หมีลายพรางโผล่ออกมาโจมตี จงลั่วกะจังหวะที่กำแพงกำลังงอกเงยขึ้นจากพื้น กระโดดขึ้นไปยืนที่ด้านบนของมันอย่างรวดเร็ว ทันทีที่หมีลายพรางฟาดอุ้งเท้าที่มีกรงเล็บยาวงอกเงยออกมาเข้าใส่ กำแพงดินก็พังทลายลงในแทบจะทันที และก็เป็นจังหวะเดียวกับที่จงลั่วกระโดดตีลังกาหงายหลังขึ้นไปด้านบน และใช้เวทลมอัดกระแทกเข้าใส่หมีลายพราง จากการโจมตีหนแรก ทำให้จงลั่วรู้ว่าแรงลมอัดกระแทกไม่สามารถ ทะลุผ่านขนที่หนาแน่นของหมีลายพรางไปได้ แต่แรงอัดก็เพียงพอจะผลักให้เจ้าหมียักษ์ ที่กำลังโน้มตัวไปด้านหน้าด้วยแรงโจมตีของมันเอง...ล้มหน้าคะมำลงไปกับพื้น
"กำแพงดิน" เวทกำแพงดินถูกเรียกใช้อีกครั้ง แต่ครั้งนี้ กำแพงที่เรียกออกมาผอมบางกว่าเดิม แต่สูงขึ้นร่วมหกเมตร และมันก็งอกเงยขึ้นมาทันที่จะรับร่างที่ถูกส่งตัวให้ลอยสูงขึ้น จากการโจมตีด้วยแรงอัดอากาศก่อนหน้าของจงลั่ว
จงลั่วไม่รอช้ากระโดดจากกำแพงขึ้นไปเกาะอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่กิ่งหนึ่งที่ยื่นเหยียดออกมาด้วยความรวดเร็ว เพราะเขารู้ดีว่า หากปล่อยให้เวลายืดยาวออกไป เจ้าหมีลายพรางต้องจับตำแหน่งเขาได้แน่ ๆ เวทบอลไฟถูกส่งออกไปในทิศทางตรงกันข้ามที่ห่างออกไป เพื่อดังดูดความสนใจของมัน
และก็เป็นไปตามคาดเจ้าหมีลายพรางเคลื่อนออกห่างไปตามแสงไฟที่กำลังลุกไหม้อยู่ และเพื่อความมั่นใจ จงลั่วจึงจงใจยิงบอลเพลิงอีกลูก ไปในทิศทางที่แตกต่างกับก่อนหน้า
"รัตตากาลอันมืดมิด..."หนังสือบันทึกบทกวีแห่งรัตติกาลเปิดอ้าออก จงลั่วไม่รีรอที่จะอ่านมันด้วยความว่องไว "เขาเคยทดลองอ่านมันมาก่อนแล้วในห้องสมุด แม้จะไม่สามารถท่องจำได้แต่การอ่านมาก่อน ก็ทำให้ร่ายมันออกมาอีกครั้งทำได้ง่ายขึ้น
...ภาชนะอันต่ำต้อย จะร้อยรัดซึ่งชีวา กำเนิดเกิดขึ้นมา มินำพาซึ่งสิ่งใด
รัตติกาลมืดมิด ล้วนลิขิตชีวิตใหม่ ผลัดไม้และผลิใบ กำเนิดใหม่ใต้ฟ้าคราม...
สิ้นคำเอ่ยสุดท้ายในบทกวี เนื้อหนังภายใต้ชุดมายาก็กระตุกสั่นไม่หยุด ลำตัวของจงลั่วยืดขยายออก มัดกล้ามเนื้อที่เคยอ่อนแอก็แข็งแกร่งขึ้น และเต็มไปด้วยพลัง ดวงตาที่ดำสนิทก็เปลี่ยนเป็นประกายเจิดจ้าขึ้นกว่าก่อน จนเริ่มจะมีส่วนคล้ายมนุษย์มากขึ้น ส่วนผิวหนังที่ซีดเซียวก่อนหน้า ก็มีสีเลือดเพิ่มมากขึ้น แต่หากให้เทียบกับคนทั่วไปก็ยังคงขาวซีดกว่ามากอยู่ดี
การเปลี่ยนแปลงที่ดูยืดยาวนี้ กลับกินเวลาเพียงแค่ชั่วอึดใจ แต่ก็มากพอที่จะทำให้เจ้าหมีลายพรางตามเสียงเอื้อนเอ่ยบทกวีมาจนถึงต้นไม้ใหญ่ที่จงลั่วหลบซ่อนตัวอยู่