บทที่ 2
นั่งรถม้าออกจากจวนมาเพียงแค่หนึ่งชั่วยาม[1]ก็มาถึงทะเลสาบที่ใกล้ที่สุดของเมืองหลวงลมหนาวที่พัดผ่านร่างกายช่างหนาวสั่นจนจับใจ เสียงที่เจี๊ยวจ๊าวมาตลอดทั้งทางมีเพียงแค่เด็กน้อยวัยสิบสองหนาวสองคนที่เอาแต่พูดมิยอมหยุดั้แ่ออกจากจวน
หลี่ิที่ได้แต่นั่งฟังเด็กทั้งสองคุยกันเื่ดอกไม้ข้างทางที่เบ่งบานบ้างคุยกันว่าคืนนี้จะขอพรเื่ใดดี โตขึ้นมีความฝันอยากทำอันใดก็ชวนทำให้ข้านั้นรู้สึกหงุดหงิดไม่ได้ เ้าบ่าวอันฉีนี่ก็ช่างกล้าดีอย่างไรมาขัดเวลาแห่งความสุขข้าหากถึงจวนเมื่อใดจะสั่งลงโทษให้ถูพื้นเรือนใหญ่ทั้งเรือนเพียงคนเดียวและจะลงโทษพ่อบ้านสวี่ด้วยโทษฐานไม่ดูแลบุตรหลานให้ดีเ้าเด็กนี่ช่างขัดหูขัดตาข้าเสียจริงยามคุยกันก็ยิ้มให้กันเสียจนปากจะฉีกอยู่แล้วนั่นทีคุยกับข้าคอนี่แทบจะหดเข้าไปในไหปลาร้าอยู่แล้ว ข้าคิดว่าเ้าจะเป็เต่าอยู่แล้วหากเ้ามีกระดองคงจะไม่กล้าโผหัวหัวออกคุยเลยกระมัง ยิ่งมองก็ยิ่งหงุดหงิดเสียจริง
แม้จะมีหิมะตกแต่น้ำในทะเลสาบกลับไม่เป็น้ำแข็งเลยแม้แต่น้อยบ่าวน้อยทั้งสองจูงมือกันลงมาจากรถม้าเมินเฉยต่อมือที่คอยรับของผู้เป็เ้านาย มือที่ยังคงยื่นค้างก็หันไปทำตาเขียวใส่อันฉีจนบ่าวน้อยที่หันมาสบตาต้องสะดุ้งกับสายตาที่มองสบ
ช่างน่ากลัวนักเหตุใดคุณชายใหญ่ต้องทำหน้าทำตาเช่นนั้นด้วย
“หนาวรึอันฉี”เข่อซิงหันมาถามคนข้าง ๆ ก็เห็นอันฉีหันไปมองทางด้านหลัง มองไปก็เห็นเพียงคุณชายใหญ่กำลังส่งยิ้มมาให้เพียงเท่านั้น
อันฉีพยักหน้าให้เป็คำตอบมือเล็กจับมือสหายขึ้นมาอังไว้ที่ปาก ส่งต่อลมร้อนไปยังมือของอันฉี
น่า กลัวน่ากลัวเสียจริงจากตาเขียวเปลี่ยนเป็สีแดงแล้ว
หลี่ิทำท่าปาดคอตนเองก่อนจะส่งสายตาให้อันฉีขยับหนีซะ!
อันฉีเข้าใจในความหมายทันทีรีบรั้งมือของตนเองออกจากสหายข้าจะโดนคุณชายใหญ่ปาดคอรึไม่ ฮือออหรือนี่จะมิใช่วันเกิดแต่มันคือวันตายของข้ากัน
อันฉีหลังจากได้รับสายตาเหี้ยมโหดจากหลี่ิก็บอกกล่าวแก่สหายว่าตนนั้นเหมือนจะมีไข้ขอพักอยู่บนรถม้า
เข่อซิงที่เห็นสหายตอนแรกยังอาการดีๆ เหตุใดถึงได้เกิดจับไข้ขึ้นมาเสียดื้อ ๆ แต่ก็อาจจะเพราะอากาศหนาวก็เป็ได้อันฉีเดิมทีร่างกายก็ไม่แข็งแรงนักต้องโทษข้าที่คิดน้อยจนเกินไปจนทำให้อันฉีป่วยไข้
ใบหน้าละมุนหม่นหมองลงจิตใจไม่อยู่กับคันเบ็ดที่กำลังถือ
“เ้าไม่ต้องเป็กังวลเกินเหตุอันฉีมิเป็อันใดหรอก วันนี้ข้าพาเ้ามาหาความสำราญ ก็ทำตัวให้สนุกเสียหน่อยเถิด”
“แต่วันนี้คือวันเกิดขออันฉีข้ากลับพาเขาออกมารับลม เดิมทีร่างกายเขาก็ใช่ว่าจะแข็งแรง”ยิ่งพูดใบหน้าเล็กยิ่งรู้สึกสลด
ชิ เ้าเด็กอันฉีนี่ขนาดไม่ได้อยู่ขัดหูขัดตาแล้วยังทำให้เ้ากระต่ายน้อยของข้าต้องมาห่วงหน้าพะวงหลังอยู่ได้จะเชือดทิ้งซะดีไหมนะ แต่ถ้าฆ่าเ้าเด็กนี่เดี๋ยวพ่อบ้านสวี่จะตรอมใจเอาได้ มิได้ๆ หรือจะรอให้โต กว่านี้หน่อยก็ให้ออกเรือนกับพ่อค้าสักบ้าน
ความคิดที่กำลังโลดแล่นพลันหยุดลงเมื่อได้ยินเสียงคนข้างกายที่กำลังยื้อยุดฉุดกระชากคันเบ็ดในมืออย่างเอาเป็เอาตาย คร่าวนี้แหละข้าจะแสดงความแข็งแกร่งให้เ้าดู
ร่างสูงที่ยืนช้อนหลังคนตัวเล็กขณะกำลังเอื้อมมือที่จะจับมือเล็กก็ไม่ทันการเสียแล้ว
ตู้ม!
ร่างของเข่อซิงถลาไปข้างหน้าจนตกลงทะเลสาบที่หนาวเหน็บเข่อซิงที่พยายามตะเกียกตะกายจากน้ำ
“ช่วยด้วย!”
ไม่รีรอหลี่ิก็ะโน้ำตามลงอย่างรวดเร็วดึงคนร่างเล็กเข้ามาในอ้อมกอด แม้บริเวณที่เข่อซิงตกลงไปน้ำจะไม่ลึก แต่เด็กสิบสองหนาวอย่างไรเสียขาก็ยืนไม่ถึงหลี่ิรีบพาตัวเข่อซิงขึ้นมาจากทะเลสาบ
“แค่ก แค่ก แค่ก”
“เป็อย่างไรบ้าง”หลี่ิก้มหน้าถามเข่อซิงด้วยใจที่ร้อนรน
“หนาว หนาว”ปากซีดสั่นจนได้ยินเสียงฟันกระทบกัน
หลี่ิรีบพาเข่อซิงขึ้นรถม้าใช้เวลาขากลับถึงจวนเร็วกว่าขาไปนัก ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม
แขนแกร่งอุ้มบ่าวตัวน้อยเข้าเรือนนอนของตนก่อนจะหันไปบอกให้อันฉีรีบไปตามหมอเว่ยมารอไม่นานนักหมอเว่ยก็มาถึงหน้าเรือนด้วยท่าทางเหนื่อยหอบ
อู๋เหม่ยและโม่ฉือเมื่อได้ยินว่าลูกชายของตนนั้นตกน้ำก็รีบเร่งมาที่เรือนคุณชายใหญ่ฮูหยินใหญ่ก็ตามมาพร้อมกับหันไปมองค้อนเ้าลูกชายตัวดีก่อนจะออกจากเรือนก็พึ่งสั่งสอนไปหยก ๆ กลับมาก็นำเื่มาให้อีกหนนี้คงจะต้องจัดการให้เด็ดขาดเสียแล้ว
หลี่ิที่รับรู้ถึงสายตาของผู้เป็มารดาก็ทำทีเป็เมินต่อสายตาที่ส่งมาหนนี้หลังของข้าคงได้หักเป็แน่
ใช้เวลาเพียงหนึ่งเค่อหมอเว่ยก็ตรวจอาการของเข่อซิงเสร็จ
“ลูกข้าน้อยเป็อย่างไรบ้างรึท่านหมอเว่ย”อู๋เหม่ยถามท่านหมอด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ข้างกายก็มีผู้เป็สามีคอยพยุงไม่ให้ล้ม
“โชคยังดีที่เด็กคนนี้ร่างกายแข็งแรงและได้คุณชายใหญ่ช่วยไว้ทันทำให้อาการไม่หนักมากนัก เพียงเืลมในกายไหลเวียนไม่ดีและมีไข้อ่อน ๆให้เขานอนพักผ่อนและทานยาอย่างสม่ำเสมอตามที่ข้าสั่งสักสี่ห้าวันก็จะดีขึ้นแต่ก็ต้องระวังกายต้องลมมากหน่อยเพศเกอเดิมทีนั้นการจะตั้งครรภ์ก็ไม่ง่ายอยู่แล้วหากในอนาคตเด็กคนนี้เกิดตั้งครรภ์ขึ้นมาจะส่งผลต่อเด็กในท้องได้”หมอเว่ยหันมากำชับอู๋เหม่ยและโม่ฉือ พร้อมยื่นใบสั่งยาให้กับอู๋เหม่ย
แต่กับมีมือนวลขาวใสแย้งมาเสียก่อนฮูหยินยื่นใบสั่งยาให้กับลูกชายคนโต
“เ้า จงไปซื้อยาตามใบสั่งมาแล้วเ้าก็ต้องเป็ผู้ที่ต้มยามาให้เข่อซิงด้วยตนเอง เข้าใจรึไม่”ผู้เป็นายหญิงใหญ่สั่งด้วยน้ำเสียงดุ ดุด่าบุตรชายผ่านแววตา
“เอ่อ ฮูหยินเ้าคะเดี๋ยวบ่าวทำเองเ้าคะ จะให้คุณชายมาทำได้อย่างไรเ้าคะ บ่าวมิกล้า”
“เ้าเป็มารดาของผู้เสียหายนะส่วนผู้ที่กระทำผิดก็ต้องชดใช้ นี่คือคำสั่งของข้ามีรึเขาจะกล้าขัด”นายหญิงใหญ่ว่าขึ้น หน้าก็เชิดชูขึ้นเสียจนคอตึง
หลี่ิรับใบสั่งยาจากมารดามาถือไว้ในมือก้มหน้ายอมรับผิดโดยไม่มีข้อแก้ตัว “ขอรับท่านแม่ ลูกเป็คนทำผิดเองเป็ลูกผู้ชายย่อมต้องกล้ายอมรับในสิ่งที่ตัวเองก่อขึ้น”
“ดี วาจามั่นคงหลังเหยียดตึง กล้ายอมรับ สมกับเป็ลูกชายของข้า”
“เอาละเ้าก็ไปได้แล้วส่วนเข่อซิงก็ให้เขานอนพักที่ห้องของหลี่ิเ้าสองคนก็ให้เขานอนพักผ่อนเสียหน่อย พรุ่งนี้ยามเช้าเ้าค่อยเข้ามาเยี่ยมเขาใหม่”
“เ้าใหญ่เมื่อป้อนยาเข่อซิงแล้วเ้ามาหาแม่ที่เรือน”นายหญิงใหญ่ของจวนท่านแม่ทัพว่าจบก็ไม่รอฟังคำตอบก็เดินจากไปทิ้งไว้เพียงบุตรชายคนโตที่ยังคงก้มหน้าทำความเคารพดังเดิม
หลังจากกลับมาจากร้านขายยาข้าก็ลงมือเคี่ยวยาด้วยตนเอง ตามขั้นตอนที่ท่านหมอเว่ยบอก ใจก็นึกถึงเด็กน้อยที่นอนอยู่ในห้องของตน
“หากข้าต้มยาไม่ดีให้เขากินยาไม่ตรงเวลา...ก็จะส่งผลกระทบต่อการตั้งครรภ์งั้นรึ อืม...เช่นนั้นข้าจะต้องบังคับเ้าเด็กน้อยให้ดื่มยาตรงเวลามิฉะนั้นจะคลอดเ้าก้อนแป้งกลม ๆ ให้ข้าได้เช่นไรกัน”
“คุณชายใหญ่”เสียงชายหนุ่มที่ดังขึ้นจากทางด้านหลังทำให้หลี่ิใจนเกือบจะทำหม้อยาหก
“อาเหม่า! นี่เ้า เหตุใดถึงมาอยู่ตรงนี้ได้”
“ขออภัยขอรับคุณชายเพียงแต่ข้ายืนอยู่หน้าห้องครัวั้แ่ก่อนที่ท่านจะเข้ามาแล้วนะขอรับอีกอย่างท่านก็เป็ผู้ที่ทักทายข้าก่อน เพราะเหตุนี้ท่านจะหาว่าข้ามาไม่ให้สุ่มให้เสียงได้อย่างไรขอรับ”อาเหม่าอธิบายอย่างละเอียดด้วยน้ำเสียงที่เป็เอกลักษณ์ พูดไร้อารมณ์เหมือนคนตายด้าน!
“พอ ๆ เ้านี่นะเมื่อไหร่จะเลิกบ่นเสียที บ่นั้แ่ข้ายังแบะเบาะจนข้าโตเป็หนุ่มเมื่อไหร่เ้าจะรีบแต่งเมียเสียทีจะได้ไม่คอยมาว่าข้า หากเ้าไม่รีบแต่งงานข้าก็จะโดนเ้าว่ายันแก่เลยกระมัง”
ผู้ใดกันแน่ที่ขี้บ่นข้าว่าเป็ท่านเสียมากกว่า พูดอันใดเสียยืดยาว
“ขอรับข้าจะรีบหาภรรยาจะได้แต่งงานออกเรือนแต่คุณชายขอรับนี่เป็หน้าที่ของข้าแม้จะแต่งงานออกเรือนข้าก็ยังต้องคอยอยู่รับใช้คุณชายจนกว่าจะไร้ลมหายใจขอรับ”
“คำพูดของเ้าช่างน่าสยดสยองเสียยิ่งกว่าโดนผีหลอก”
“คุณชายข้าขอพูดอะไรเสียหน่อยนะขอรับ”
“เ้าว่ามาเถอะ” หูที่ตั้งใจฟัง มือก็เคี่ยวยาด้วยความใส่ใจครั้งนี้จะว่าอะไรข้าอีกเล่า
อาเหม่าที่สูดลมหายใจเข้าออกอย่างเต็มปอดมือยกขึ้นประสานกัน
“เมื่อสักครู่ข้าน้อยได้ยินสิ่งที่คุณชายพูดข้าน้อยขอบังอาจกล่าวตักเตือนคุณชายสักเื่แม้ว่านายท่านทั้งสองจะเอ็นดูเ้าหนูเข่อซิงไม่น้อย แต่ไม่มีทางยอมรับบ่าวต่ำต้อยผู้หนึ่งให้ขึ้นมาเป็ลูกสะใภ้ได้หรอกนะขอรับ...”
เคร้ง!
เสียงทัพพีที่กระทบกับหมอต้มยา
“ข้า...ข้า..”
“คุณชายข้ารู้ว่าท่านชอบพอเ้าหนูเข่อซิงไม่น้อยแต่ด้วยสถานะชนชั้นที่แตกต่างกันนั้นท่านไม่มีทางทำให้เ้าหนูหลุดพ้นตำแหน่งเมียบ่าวได้ขอรับ”
“ไม่! ข้าไม่มีทางยอมให้เข่อซิงเป็เพียงเมียบ่าว”
“คุณชายเ้าหนูนั้นยังเล็กนักปล่อยให้เขาได้เติบใหญ่โดยไร้คำติฉินนินทาเถิด ข้าไม่อยากให้ท่านให้ความหวังกับเขาท่านก็รู้วาสนาของท่านมิได้ผูกไว้กับเขาเื่แต่งงานเป็เื่ของผู้ใหญ่ที่หาลือกันไว้แล้ว คุณหนูบ้านจางคงมิยอมหากรู้ว่าผู้ที่เป็สามีของตนเองนั้นโปรดปรานบ่าวรับใช้สถานะต่ำต้อยมากกว่านางที่เป็คุณหนูในห้องหอหากท่านมิอยากทำให้เ้าหนูเข่อซิงต้องรองรับความเจ็บช้ำก็จงตัดขาดความรู้สึกนั้นเถิดขอรับ”
[1]หนึ่งชั่วยามคือ สองชั่วโมง