คิมหันต์กับก๊วนปราบผี!

    บทนำ จุดเริ่มต้นของความลี้ลับ ( จบ )

            “อยากเอาไปฟ้องเรียวดีนัก ทำให้ฉันคนนี้ต้องโดนเรียวเหม็นขี้หน้า ก็ต้องเจอแบบนี้แหละ สมน้ำหน้า ฮ่าๆ!!” เป็นคำทิ้งท้ายของหนึ่งในเด็กผู้หญิงที่แกล้งเธอพร้อมกับเสียงหัวเราะที่สะใจก่อนจะค่อยๆเงียบหายไป

            หลังจากสิ้นเสียงหัวเราะเยาะ เด็กสาวนั่งนิ่งอยู่สักพักก่อนจะเดินออกมาจากห้องน้ำและมุ่งหน้าไปยังห้องเรียนเพื่อเอากระเป๋าและคิดเพียงแค่ว่าจะรีบกลับบ้านเพราะเธอเริ่มจะรู้สึกทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว

            เมื่อเดินมาถึงห้องเรียนก็เจอกับคุณเจ้าชายผู้เจิดจรัสที่กำลังนั่งอ่านหนังสือรอเธออยู่

            “มาแล้วหรอ ? ทำไมถึงได้มา .. เกิดอะไรขึ้นน่ะ ?!” ใบหน้าเรียบเฉยในตอนแรกของเรียวแปรเปลี่ยนเป็นความกังวล เขารีบวางหนังสือและเดินเข้ามาหาคิมหันต์ด้วยความเป็นห่วง

            ถ้าหากว่าเป็นก่อนหน้านี้ เธอคงจะบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้เขาฟัง แต่เพราะว่าเธอโดนแกล้งเพราะว่าเด็กหนุ่มเข้ามายุ่ง มันจึงเป็นเหมือนการหวังดีประสงค์ร้าย เธอเดินถอยหลังหนี นั่นทำให้คุณน้องชายชะงักไปเล็กน้อย แล้วหยุดที่จะเดินเข้าไปหา

            “ไม่ต้องมายุ่งกับฉันแล้ว เพราะนายนั่นแหละที่ทำให้ฉันต้องเจอเรื่องแบบนี้ !” คิมหันต์ตะโกนใส่เรียวด้วยความโกรธ ตอนนี้ภายในหัวของเธอคิดแต่เพียงว่าเรื่องทั้งหมดที่เธอต้องเจอนั้นเป็นเพราะเรียว ก่อนจะรีบเดินไปหยิบกระเป๋านักเรียนและวิ่งออกจากห้องเรียนไปโดยทิ้งเรียวไว้ในห้องเรียนเพียงคนเดียว

            นี่คือจุดแตกหักระหว่างเธอกับเรียว

            เผลอตะคอกไปซะแล้ว… เธอคิด

            หากแต่เธอไม่มีความกล้ามากพอที่จะไปเอ่ยขอโทษ

            บนโต๊ะอาหารมีเสียงพูดคุยจอแจเหมือนทุกวัน และเป็นวันที่เธอเพิ่งจะสังเกต ว่าเรื่องที่พวกเขาพูดคุยกัน ไม่มีตัวเธออยู่ในนั้นด้วย พวกเขาพูดถึงเรื่องที่รู้กันแค่สามคน แม่ เรียว และคุณลุงได้กีดกันเธอออกมาจากบทสนทนาพวกนั้น

            ตั้งแต่เมื่อไหร่กันแน่ เธอไม่รู้สึกตัวเลย แต่พอรู้สึกตัวอีกทีก็ถูกทิ้งเอาไว้ซะแล้ว

            บรรยากาศครอบครัวที่แสนอบอุ่นที่เธอเคยคิดมันจางหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน เกี่ยวกับเจ้าพวกนั้นคืออะไร? ทำไมแม้แต่เรียวยังรู้เรื่องแต่เธอกลับไม่รู้อะไรเลย เกี่ยวกับสถานที่นั้นที่คุณลุงกับคุณแม่พูดถึงกันคือเรื่องอะไร? เกี่ยวกับเรื่องระดับของพวกมันคืออะไรเธอไม่เข้าใจ

            แต่พวกเขาไม่แม้แต่จะหันมาอธิบายให้เธอฟัง สุดท้ายแล้วเธอก็ถูกทิ้งเอาไว้กลางโต๊ะกินข้าวสี่เหลี่ยมที่แสนโหวกเวกนั่น

            ทุกวันตั้งแต่วันนั้น เธอก็คิดมาตลอด เธอคิดมาตลอดว่าเธอคือส่วนเกินของที่นั่น เธอคือส่วนเกินของบ้านหลังนั้น

            เฮ้อ ความทรงจำของฉันแต่ละอย่างดีๆทั้งนั้นเลย

            แกร๊ก

            เจ้าตัวที่เดินคิดถึงอดีตจนเพลิน ก็เดินมาถึงหน้าห้อง201เสียที เธอใช้กุญแจที่ได้รับมาจากพนักงานไขประตูและเดินเข้าไปภายในห้องของเธอ

            มันคือห้องสี่เหลี่ยมที่มีห้องน้ำในตัว ที่ห้องนี้มีเฟอร์นิเจอร์ให้ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะเครื่องแป้ง ตู้เย็นเล็ก เตียงสามฟุต ขาดก็แค่ผ้าปูที่นอน หมอนและหมอนข้าง แต่ก็สามารถเรียกได้ว่าเป็นที่พักที่พร้อมให้อาศัย

            สำหรับคนอื่นอาจจะคิดว่าที่นี่คับแคบไปเสียหน่อย แต่สำหรับคิมหันต์แล้วถือว่าไม่ได้แคบอะไรมากมายก็พอที่จะใช้ชีวิตอยู่ได้

            “อยู่คนเดียวก็ปิดประตูด้วยสิ” เสียงทุ้มของเด็กหนุ่มดังขึ้นมาจากด้านหลังของเด็กสาวเจ้าของห้องคนใหม่ พอเห็นว่าเป็นใครเธอก็เริ่มมีสีหน้าที่ไม่สบอารมณ์ซักเท่าไหร่แต่ก็รีบเปลี่ยนทันทีเมื่อเห็นว่าเขาช่วยขนกระเป๋าเสื้อผ้าขึ้นมาให้

            “ฉันพึ่งจะเดินมาถึงเมื่อกี้นี้เองนะ ถ้าจะบ่นก็ไม่ต้องมาช่วย ฉันทำเองได้” เธอพูดอย่างห้วนๆ พร้อมกับแย่งกระเป๋าเสื้อผ้าในมือของเรียวมาถือเองและเดินเอาไปวางไว้บนเตียง

            แทนที่เด็กหนุ่มผมดำจะโกรธเด็กสาวที่เขาอุตส่าห์ช่วยเธอขนกระเป๋าขึ้นมาให้แต่กลับถูกพูดใส่อย่างไร้เยื่อใย เขาเลือกที่จะไม่คิดมากและปลงกับคำพูดของเธอแทน

            เรียวจ้องมองเด็กสาวตรงหน้าที่มีศักดิ์เป็นพี่สาวต่างสายเลือดที่กำลังหยิบของใช้ส่วนตัวออกมาจัดแจงไว้ ดวงตาสีน้ำเงินเข้มของเขาฉายแววความเป็นห่วงออกมาอย่างชัดเจน

            “นี่ จะกลับบ้านตอนนี้ยังทันนะ พ่อกับแม่เป็นห่วงเธอมากนะ”

            “แล้วยังไงล่ะ ? ฉันตัดสินใจออกมาแล้ว ถ้านายคิดจะมาพูดอะไรแบบนี้ก็กลับไปบ้านไปเถอะ ออกมานานๆเดี๋ยวเขาก็เป็นห่วงลูกรักอย่างนายหรอก” คิมหันต์พูดโดยไม่แม้แต่จะหันมามองน้องชายต่างสายเลือดของเธอ

            เรียวที่เห็นท่าทีของเจ้าตัวแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาก่อนจะขอตัวกลับ เพราะรู้ว่าถ้าขืนอยู่นานกว่านี้คนตรงหน้าเขาคงจะต้องอารมณ์เสียหนักกว่าเดิมแน่นอนแต่ก่อนที่เขาจะไปนั้นเจ้าตัวได้หันมาเตือนคิมหันต์ด้วยน้ำเสียงจริงจัง

            “กลางคืนล็อคประตูให้สนิท แล้วอย่าออกจากห้องไปไหนด้วยล่ะ มันอันตราย”

            “รู้แล้วล่ะน่า ฉันไม่ใช่เด็กแล้วนะ”

            หลังจากเวลาผ่านไปจนตะวันเกือบจะลับฟ้าแล้ว คิมหันต์ที่พึ่งจะจัดเสื้อผ้าของใช้ส่วนตัวต่างๆนาๆเสร็จก็เริ่มรู้สึกหิวขึ้นมา เธอนั่งนึกว่าแถวนี้มีอะไรขายบ้าง เท่าที่จำได้ใกล้สุดคือร้านสะดวกซื้อที่เปิด 24 ชม. หรือที่คุ้นปากกันทั่วบ้านทั่วเมืองว่า เซเว่น นั่นเอง

            คิดได้ดังนั้นเด็กสาวผมสีน้ำตาลก็ลุกขึ้นจากเตียงเดินไปหยิบเสื้อคลุมตัวโปรดพร้อมกับใส่รองเท้าแตะตามสไตล์คนไม่ค่อยแต่งตัวและเดินออกจากห้อง แล้วเดินลงบันไดอย่างไม่รีบร้อนเสียเท่าไหร่เพราะร้านสะดวกซื้อก็ไม่ได้ไกลอะไรมากมาย

            ตื้อดึง

            เสียงประตูเลื่อนอัตโนมัติทำงาน พนักงานหันมามองลูกค้าผู้มาใหม่แวบนึงก่อนจะหันไปจัดของตามหน้าที่ของพนักงาน คิมหันต์เดินตรงไปยังโซนอาหารกล่องพร้อมกับหยิบกล่องที่ตัวเองอยากกินและเดินไปยังตู้แช่เย็น ดวงตาสีม่วงจ้องมองไปยังเครื่องดื่มหลากหลายชนิด

            เงินที่ได้มานี่ก็ต้องใช้ทั้งเดือนจะใช้ฟุ่มเฟือไม่ได้ คิมหันต์มองตู้เครื่องดื่มที่มีขวดน้ำหลากหลายสีสันด้วยสายตาเสียดาย เธอตัดใจหยิบน้ำเปล่าขวดใหญ่มาขวดหนึ่ง แทนน้ำอัดลมสีสันสดใสที่อยากจะดื่ม ก่อนจะเดินไปให้พนักงานอุ่นอาหารกล่องให้และคิดเงิน

            “ทั้งหมด 79 บาทครับ”

            คิมหันต์หยิบเงินจ่ายให้พนักงานเป็นจำนวนพอดีจึงไม่ต้องรอเงินทอน ประจวบกับอาหารกล่องของเธอก็อุ่นเสร็จแล้วเธอเลยเดินออกมาแทบจะทันทีหลังจากจ่ายเงินเสร็จ

            “เอ๊ะ มืดแล้วหรอเนี่ย ?” เด็กสาวพูดออกมาเบาๆเมื่อสังเกตว่าบรรยากาศตอนนี้คือพระอาทิตย์ได้ลับฟ้าไปเรียบร้อยแล้ว เธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูเวลา

            7.00 PM.

            ถ้าจะมืดแล้วก็ไม่แปลกเพราะว่ากว่าเธอจะเดินออกมาจากห้องตัวเองเวลาตอนนั้นก็ปาเข้าไปหกโมงเย็นเกือบจะครึ่งแล้ว ตอนกลางวันมันร้อนแถมเธอยังเหนื่อยกับการจัดของใช้ส่วนตัวอีก

            หลังจากเดินออกมาจากร้านสะดวกซื้อ คิมหันต์ก็คิดอะไรเพลินๆ อย่างเรื่องที่ตัวเองจะฝากท้องกับอาหารแช่แข็งทุกมื้อก็คงไม่ไหว ไม่อย่างนั้นคงขาดสารอาหารตายพอดี ในอนาคตอาจจะต้องซื้อวัตถุดิบมาทำพวกอาหารง่ายๆกินเองซะมั่งแล้วสิ

            ขณะที่เธอกำลังจะเดินคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยเมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นว่าทางขวามือของเธอเป็นซอยมืดๆที่มีเสาไฟอยู่แค่ต้นเดียว เธอหยุดเดินแล้วจ้องมองเข้าไปยังข้างในซอยอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะรู้สึกขนลุกขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ ในขณะที่จะหันกลับหางตาของเธอก็เห็นเงาตะคุ่มๆบางอย่าง

            รู้สึกกลัวๆขึ้นมาแล้วสิ เธอรีบย่ำเท้าเดินต่อไปอย่างรวดเร็ว ไม่สนใจว่าสิ่งที่เห็นเมื่อครู่จะเป็นอะไรกันแน่ เธอรีบเดินออกมาจากตรงนั้นทันที แต่ด้วยความที่เป็นคนชอบฟังเรื่องผีสางนางไม้ทำให้เด็กสาวอดจินตนาการไปถึงเงาประหลาดเกี่ยวกับซอยนั้นไม่ได้

            ซอยบ้าอะไร น่ากลัวชะมัดเลย