Emperor of the Immortal God

    ตอนที่ 53 หมู่บ้าน Nan Rich

    รุ่งเช้าไตรภพขนเสื้อผ้าและของใช้ใส่กระเป๋าเป้ไป วันนี้เขามีนัดเซ็นรับบ้านที่หมู่บ้าน Nan Rich นอกจากนี้ในช่วงเย็นเขาต้องไปที่จังหวัดเชียงใหม่โดยรถไฟความเร็วสูงไตรภพจึงไม่ได้ขับรถไป

     

    เขานั่งวินมอเตอร์ไซค์หน้าปากซอย ไปที่หมู่บ้าน Nan Rich ซึ่งอยู่ไม่ไกลมากนักพอมาถึงบริเวณหน้าหมู่บ้าน ไตรภพมองด้วยความอึ้งเล็กน้อยเพราะทางเข้าหมู่บ้านใหญ่มากจากการประเมินด้วยสายตาประตูทางเข้ากว้างไม่ต่ำกว่าห้าสิบเมตร

     

    บริเวณประตูใหญ่เป็นประตูสีดำแสตนเลสทั้งทางเข้าและออก มีไม้กั้นระบบ Key Cardมีสัญลักษณ์เป็นรูปม้าเก้าตัว อยู่ใจกลางน้ำพุ ที่วนรถหน้าหมู่บ้าน

     

    “มอเตอร์ไซค์เข้าไม่ได้นะครับ”

     

    รปภ. เดินเข้ามาขวางหน้ารถทันทีเมื่อเห็นวินมอเตอร์ไซค์จอดอยู่หน้าประตูทางเข้า

     

    “ผมมาเซ็นรับบ้านครับ”

     

    ไตรภพลงจากหลังรถมอเตอร์ไซค์ เขาหันไปมอง รปภ.เป็นจังหวะเดียวกับที่รถยนต์ Nissan Teana มาต่อท้ายรถมอเตอร์ไซค์พอดี

     

    “รับบ้าน ? เจ้าหนูฉันเหมือนเพื่อนเล่นหรือยังไง”

     

    รปภ. พูดอย่างไม่พอใจพลางมองไตรภพตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า แม้ชายหนุ่มจะหน้าตาดี แต่จากประสบการณ์ของเขาบ้านแต่ละหลังไม่ต่ำกว่าสิบล้าน ไม่มีทางที่จะมาด้วยวินมอเตอร์ไซค์กระจอก ๆ แบบนี้

     

    นอกจากนี้ยังเคยมีบุคคลภายนอกหมู่บ้านพยายามเข้ามาสำรวจด้านใน ทางสำนักรปภ.ของหมู่บ้านจึงไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก

     

    ปริ๊นนนนนนนนนนนนน

     

    เสียงแตรของรถ Nissan Teana บีบลากยาวทั้งสามคนรีบหันไปดู เห็นชายคนหนึ่งเปิดกระจกรถยนต์ ชะโงกหน้าออกมา

     

    “รปภ.ทำอะไรอยู่วะ ชักช้าไล่ไอสวะสองคนนี้ไปให้พ้นทางสักที”

     

    “ครับ คุณฉัตร เฮ้ยพวกแกถอยออกไปอย่ามาขวางทางเข้า ไม่งั้นจะไม่เกรงใจแล้วนะ”

     

    รปภ.คนนั้นหันไปตะเบ๊ะให้กับชายในรถ Nissan Teana ก่อนที่จะเอ่ยปากไล่ไตรภพและคนขับวินมอเตอร์ไซค์

     

    “น้อง งั้นพี่ส่งตรงนี้แล้วกันนะค่าโดยสารร้อยหนึ่ง”

     

    “นี่ครับ”

     

    คนขับวินมอเตอร์ไซค์เห็นท่าไม่ดีจึงรีบเก็บเงินชายหนุ่ม ขับรถออกไปทันทีเขาไม่อยากจะมีปัญหาอะไรเพราะเขาเป็นแค่คนหาเช้ากินค่ำเท่านั้น

     

    “แกยังไม่รีบไปอีกหรอวะ”

     

    ฉัตรเปิดประตูลงมา เดินปรี่เข้ามาหาไตรภพเขารู้สึกไม่ค่อยชอบหน้าไตรภพเท่าไหร่นักเพราะเขามีความมั่นใจในหน้าตาตัวเองพอสมควรแต่หน้าตาของฝ่ายตรงข้ามหากยืนเทียบกับเขา ไม่ว่าจะถามร้อยคน หรือ ล้านคนล้วนแต่ต้องเอ่ยปากชมเชยชายหนุ่มตรงหน้ามากกว่าตนแน่นอน

     

    “ทำไมฉันต้องออกด้วย ในเมื่อนี่ก็บ้านฉันเหมือนกัน?”

     

    ไตรภพเอ่ยตอบเสียงเรียบนิ่ง มองฉัตรและรปภ.ด้วยความไม่พอใจคนที่มีฐานะร่ำรวยพวกนี้มักจะหยิ่งผยองมากนักหรือ นี่เป็นนิสัยของคนรวยหรือยังไงแต่พูดแบบนั้นก็ไม่ถูกมากนัก คนรวย ๆ ที่เขารู้จัก เช่น ยงศิลป์ วัศพล และทัดดนัยก็นิสัยดี ไม่เหมือนเจ้าพวกนี้

     

     

    “บ้านแก ฮ่า ๆ ตลกหวะ เฮ้ย ไล่มันไปได้แล้วไม่งั้นฉันจะรายงานแก”

     

    ฉัตรขำกับคำพูดของไตรภพมาก เขาเอ่ยกับรปภ.พลางชี้ไปที่ไตรภพ เป็นสัญญาณให้ รปภ.ไล่ไตรภพออกไป

     

    ปริ้น

     

    เสียงแตรดังขึ้น เป็นรถ Volvo S60ทะเบียนจังหวัดเชียงใหม่ดังขึ้น มีชายอีกคนหนึ่งลงจากรถมา เดินเข้ามาทางฉัตรผู้มาใหม่มองไตรภพอย่างไม่วางตา

     

    “อ่าว จิรุจ ทำไมมาไวจังวะ เรานัดกัน 10.00 น.ไม่ใช่หรอ นี่มันเพิ่งจะ 9.00 น.เอง”

     

    ผู้มาใหม่ คือ จิรุจ ลูกชายคนเดียวของ นพ.อุดมทายาทโรงพยาบาลเอกชนเชียงใหม่ เขาไม่ได้ตอบคำถามฉัตร เดินเข้าไปจนยืนอยู่ห่างจากไตรภพไม่ถึงสองเมตร

     

    “ไม่คิดว่าโลกจะกลมขนาดนี้”

     

    “นายอีกแล้ว ?เดือนนี้เราเจอกันสามครั้งแบบบังเอิญมาก ๆไม่คิดว่าเราควรจะคบหากันเป็นเพื่อนหรอกหรอ”

     

    ไตรภพยิ้มมุมปาก เย้าแหย่จิรุจ เขาเองก็ไม่ได้รู้สึกว่าจิรุจเป็นภัยคุกคามใดๆ แต่รู้สึกสนุกที่ได้กลั่นแกล้งเสียมากกว่า

     

    “ฮ่า ๆ นายลืมการพนันของเราไปแล้ว ฉันประมูลไปหกสิบห้าล้านบาทนายคงไม่ลืมสินะ ว่าผู้แพ้ต้องทำอะไร”

     

    “ประมูลอะไรกันวะ”

     

    ฉัตรเอ่ยถามจิรุจ เขาตกใจที่จิรุจรู้จักกับไอบ้านนอกตรงหน้าต้องบอกก่อนว่าจิรุจถือเป็นคนที่เข้าถึงได้ยากคนธรรมดาทั่วไปไม่มีทางที่จะได้มีปฏิสัมพันธ์ใด ๆ กับเขา

     

    “ฉันกับมัน พนันกัน ว่าในงานประมูลวัตถุโบราณใครจะใช้เงินประมูลได้เยอะกว่ากัน หากมันแพ้ต้องคุกเข่ากราบขอโทษฉันสามครั้ง”

     

    “อ่อ แบบนี้นี่เอง เฮ้ย แก รีบคุกเข่ากราบเพื่อนฉันเดี๋ยวนี้”

     

    ฉัตรพอได้ฟังจบจึงตะโกนสั่งให้ไตรภพกราบแทบเท้าจิรุจ เขาต้องการที่จะเอาอกเอาใจจิรุจเพราะถือเป็นผลประโยชน์ทางธุรกิจที่เขามักจะพึ่งพาโรงพยาบาลของจิรุจอยู่เสมอ

     

    “ใครบอกว่าฉันแพ้ ? ฉันบอกตอนไหนกัน”

     

    ไตรภพเอ่ยแย้งจิรุจออกมา จริง ๆแล้วเขาใช้เงินประมูลไปทั้งสิ้นเจ็ดร้อยล้านบาทเงินจำนวนนี้มากกว่าเงินที่จิรุจประมูลนับสิบเท่า แล้วเขาจะแพ้ได้อย่างไรกัน

     

    “อย่ามาเล่นลิ้นหน่า ฉันดูการประมูลมาตลอดไม่เห็นแกประมูลเลยสักชิ้น”

     

    “ใช่ แกคิดจะโมเมเพื่อนฉันหรอรีบกราบขอโทษเพื่อนฉันเดี๋ยวนี้”

     

    “แล้วถ้าฉันมีหลักฐานหละ ฉันจะได้อะไร ?”

     

    ไตรภพเมื่อเห็นทั้งสองคนยืนกรานที่จะให้เขากราบเท้าในฐานะผู้แพ้พนันจึงเอ่ยถามถึงผลลัพธ์ของผู้แพ้ทันที

     

    “จิรุจ นายไปสัญญาอะไรกับมันวะ”

     

     

    “ก็บอกจะยกหุ้นโรงพยาบาลเอกชนเชียงใหม่ในส่วนของฉันให้มันครึ่งหนึ่งประมาณสิบเปอร์เซ็นต์”

     

    “สิบเปอร์เซ็นต์ !!!นายยกเงินร้อยกว่าล้านให้มันแบบนั้นได้ยังไง”

     

    “ฉัตร นายคิดว่าฉันแพ้ ? เห็น ๆอยู่ว่ามันแพ้อยู่ชัด ๆ”

     

    ฉัตรถอนหายใจ เขารู้สึกตกใจเมื่อจิรุจเอาหุ้นโรงพยาบาลไปพนันเช่นนั้นหุ้นนี้ใคร ๆ ต่างอยากจะได้แต่นพ.อุดมไม่เคยจะเอาหุ้นโรงพยาบาลไปให้คนนอกด้วยเหตุนี้ผู้ถือหุ้นจึงมีเพียงแค่คนในครอบครัวเท่านั้น

     

    “ไอหนู ก้มกราบได้แล้ว อย่าลีลาแกเป็นลูกผู้ชายอยู่รึเปล่าวะ ไปเอาผ้าถุงแม่มาใส่ไป๊”

     

    ฉัตรหันขวับมาหาไตรภพ พูดจาถากถางชายหนุ่มตอนนี้เขาต้องการเห็นชายหนุ่มกราบเพื่อนเขา จิรุจยิ้มอย่างสะใจเช่นกันเมื่อมีความคิดว่าจะทำให้คนอย่างไตรภพต้องก้มกราบ

     

    “แล้วนายอยากพนันด้วยไหม”

     

    “พนัน แกจะพนันอะไร ?”

     

    “ก็เงื่อนไขเดียวกันกับเพื่อนแก หากฉันแพ้ฉันยินดีให้นายทำอะไรก็ได้”

     

    “ฮ่า ๆ ไอโง่เอ้ย ในเมื่ออยากแส่หาเรื่องไปนรกก็ตามนั้น ถ้าฉันแพ้ ฉันยินดียกรถฉันให้แกฟรี ๆ เลย ทั้งฉันยังจะถอดรองเท้าเดินเท้าเปล่าจากป้อมยาม เข้าไปในบ้านฉันอีก”

     

    ฉัตรพูดขึ้นพลางหัวเราะเขาเหมือนได้ฟังเรื่องตลกตั้งแต่เช้า ดีเหมือนกัน เขาเองเริ่มจะหมั่นไส้ชายหนุ่มแล้วเมื่อผลลัพธ์ออกมาว่าพวกเขาชนะเขาจะกระทืบใบหน้าอันหล่อเหลาของชายหนุ่มให้เสียโฉมไปเลย

     

    “ฮ่า ๆ คำไหนคำนั้น กล้องวงจรปิดนี้เป็นพยานนะ”

     

    ไตรภพชี้ไปทางกล้องวงจรปิดของป้อมยามพลางหยิบโทรศัพท์มือถือเปิดสลิปที่โอนเงินให้บริษัทสมุนไพรหมื่นโอสถ มีทั้งหมดสองภาพโดยเป็นสลิปละสามร้อยห้าสิบล้าน

     

    “พวกนายดูเองแล้วกัน”

     

    จิรุจและฉัตรมองโทรศัพท์ของไตรภพอย่างไม่เชื่อสายตารีบคว้ามาดูภาพสลิปการโอนเงิน ปากของพวกเขาสั่น พูดไม่เป็นภาษา

     

    “โกหก สลิปปลอม”

     

    “ใช่ ฉัตร นายเช็คเลย ปลอมแน่ ๆ”

     

    จิรุจไม่เชื่อว่าสลิปการโอนเงินให้สมุนไพรหมื่นโอสถทั้งสองรูปจะเห็นของจริงนี่มันเป็นมูลค่าเจ็ดร้อยล้านบาท ชายหนุ่มตรงหน้าไม่มีปัญญาแน่ ๆ

     

    “ขะ ของจริง”

     

    “!!!”

     

    ฉัตรเอาโทรศัพท์มือถือแสกน QR Codeจากสลิปการโอนเงิน เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นของจริง จิรุจไม่เชื่อสายตาจึงลองเช็คเองอีกรอบ

     

    “ต่อให้เช็คเป็นสิบรอบ ก็เหมือนเดิมพวกนายสองคนแพ้แล้ว”

     

    “ไม่จริง”

     

    จิรุจและฉัตรตวาดไปทางไตรภพไม่มีทีท่าจะยอมรับความพ่ายแพ้มันจะเป็นไปได้อย่างไรที่ชายหนุ่มตรงหน้ามีเงินในระดับเจ็ดร้อยล้านบาท

     

    “ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ ? ดีเหมือนกัน ฉันจะได้เอาคลิปจากกล้องวงจรปิดไปให้นักข่าวคงจะมีสกู๊ปอะไรเด็ด ๆ ลงในหน้าหนึ่ง ของหนังสือพิมพ์จังหวัด ว่าอะไรดีนะทายาทเจ้าของโรงพยาบาลเอกชนเชียงใหม่และเพื่อนไฮโซ โกหก ปริ้นปร้อน แถมยัง…”

     

    “แถมยัง…ต้องใส่ผ้าถุงแม่”

     

    ไตรภพย้ำคำว่าผ้าถุงแม่ไปทางฉัตร คำพูดที่ฉัตรด่าทอเขาเมื่อครู่ตอนนี้เขาได้ใช้คำพูดนั้นย้อนคืนไปเรียบร้อยแล้ว

     

    “หนอย แก”

     

    ไตรภพหยิบกระดาษในกระเป๋าออกมาเขียนเบอร์โทรของเขาส่งให้จิรุจนอกจากนี้ยังเดินไปเปิดประตูรถ Nissan Teana ฝั่งคนขับ

     

    “นายพร้อมจะโอนหุ้นโรงพยาบาลให้ฉันเมื่อไหร่โทรมาหาฉันนะ ไม่ต้องเกรงใจ ฉันว่าง 24 ชั่วโมง แล้วนายหนะขอบใจนะสำหรับรถคันนี้ ดูท่าทางต้องเอาไปฟอกเบาะซะหน่อยแล้ว กลิ่นบุหรี่หึ่งเลยแล้วก็อย่าลืมเดินเท้าเปล่าเข้าบ้านด้วยหละ”

     

    ไตรภพขับรถผ่านหน้าประตูเข้าไปหน้าตาเฉยประตูเปิดอัตโนมัติเนื่องจากรถคันนี้มี Key Card ของหมู่บ้านทิ้งให้จิรุจและฉัตรยืนโง่งมอยู่ตรงนั้น

     

    “ฉันจะฆ่ามัน”

     

    ฉัตรคำรามด้วยความโกรธ มือทั้งสองข้างกำหมัดแน่นอยู่ดี ๆ เขาก็ถูกแย่งรถไปต่อหน้าต่อตาแบบนี้ แถมยังถูกข่มขู่อีกจะไม่ให้เขาเจ็บใจได้ยังไง

     

    “นายทำอะไรคิดดี ๆ ก่อนไม่ใช่ว่าฉันไม่แค้นมันหรอกนะ รอบแรกมันซื้อโสมราคาสามสิบล้านรอบสองมันใช้เงินประมูลไปเจ็ดร้อยล้าน นายคิดว่ามันจะเป็นแค่คนธรรมดาที่ไม่มีเบื้องหลังอะไรหรอ”

     

    “…”

     

    เมื่อฉัตรได้ฟังจิรุจเหมือนเขาจะเริ่มดึงสติกลับมา จริงด้วย แม้เขาจะถือว่าร่ำรวยแต่ก็มีทรัพย์สินไม่ถึงหนึ่งร้อยล้านบาทเท่านั้น ยังต้องพึ่งพิงอิทธิพลของจิรุจในการนำยาของบริษัทพ่อไปฝากขายที่โรงพยาบาลอยู่เลย

     

    “อย่าบอกนะว่า นายจะยกหุ้นให้มันจริง ๆ”

     

    “จนกว่าฉันจะสืบมาได้ว่ามันเป็นใครมีเบื้องหลังอย่างไร แล้วค่อยประเมินอีกทีหากมันไม่อาจตอแยได้ก็ถือว่าเป็นเคราะห์กรรมของฉันไป ขึ้นมาสินายคงไม่อยากจะเดินเท้าเปล่าเข้าบ้านจริง ๆ ใช่ไหม”

     

    จิรุจถอนหายใจ เปิดประตูรถพลางเรียกฉัตรให้เข้ามานั่งด้วย ฉัตรรีบเปิดประตูรถฝั่งข้างคนขับขึ้นรถด้วยสีหน้าซับซ้อน

     

    “ฉันต้องเสียรถไปจริง ๆ ใช่ไหม”

     

    “ก็คงต้องเป็นแบบนั้น”

     

    จิรุจตอบเสียงนิ่ง ขับรถเข้าไปในหมู่บ้านตอนนี้อารมณ์เขาขุ่นมัวมาก ๆ แต่ก็ไม่อาจจะทำอะไรได้เลย คงได้แต่ไปสืบเรื่องราวของชายหนุ่มคนนั้นก่อนค่อยตัดสินใจ