เส้นทางสู่เทพ

    ตอนที่ 44 การรุกรานของการ์เดียน 2

    หลังจากมีเม็ดทรายร่วงลงมาเรื่อย ๆจนเปลี่ยนพื้นที่โดยรอบให้กลายเป็นทะเลทรายไปโดยปริยายก็มีสิ่งมีชีวิตที่คล้ายกับงูตกตามลงมา ขนาดตัวของมันใหญ่มากจนเทียบกับช้างตัวโตเต็มวัยได้เลยแต่ขนาดความยาวของตัวมันนั้นยังเห็นได้ไม่ชัดเจนว่ายาวขนาดไหน สีผิวของมันออกไปทางโทนน้ำตาลเข้มซึ่งดูคล้ายกับสีของทรายมากในเวลานี้ ถ้าไม่ได้มองดูดี ๆก็จะสังเกตเห็นพวกมันได้ยากเป็นอย่างมาก ไม่ได้มีเพียงแค่งูเท่านั้นแต่ยังมีแมงป่อง ตะขาบ แมงมุม พวกมันแต่ล่ะตัวมีขนาดตัวใหญ่มากจนน่าตกใจและร่วงลงมาจากหลุมมิติอยู่เรื่อย ๆอย่างต่อเนื่อง

     

    ทันทีที่พวกมันตกลงมาในทะเลทรายก็มุดหนีหายไปและไม่โผล่ขึ้นมาให้เห็นเลย คนที่อยู่แนวหน้าที่คอยเฝ้าระวังอยู่ก็ทำอะไรไม่ถูกเพราะไม่รู้ว่าจะโจมตีใส่พวกมันยังไงดีในเมื่อพวกมันหายตัวไปแบบนี้ พวกเขาทำได้เพียงแต่ยืนรอดูอยู่ห่าง ๆด้วยสีหน้าท่าทางที่ตึงเครียดมากยิ่งขึ้น 

     

    ด้วยความสูงของตึกที่ไม่มากนักและพวกกองกำลังป้องกันตนเองก็ไม่ทันได้ตั้งตัวเพราะว่าพวกเขายังคงจดจ่ออยู่กับพวกสัตว์แปลก ๆที่ยังคงร่วงลงมาจากหลุมมิติอย่างต่อเนื่องอีกนับไม่ถ้วน จนมีงูตัวหนึ่งพุ่งขึ้นมากัดเข้าไปที่กลุ่มกองกำลังป้องกันตนเองที่อยู่ไม่ไกลจากหลุมมิติมากนัก จนทำให้พวกเขาถูกงูตัวนั้นกลืนกินเข้าไป 

    การโจมตีของงูยักษ์ฉลาดมากเหมือนกับมันรู้ว่าถ้าโจมตีกับคนที่ถือโล่แนวหน้าก่อนจะไม่ใช่เรื่องที่ดี มันเลยเลือกโจมตีแนวหลังที่เป็นผู้ใช้พลังพิเศษสายควบคุมยืนรวมตัวกันอยู่หรือไม่แน่มันอาจจะมองว่ากลุ่มคนแนวหลังพวกนี้อ่อนแอก็เท่านั้น เมื่อคนที่อยู่แนวหลังถูกจัดการไปก่อน พวกผู้มีพลังพิเศษสายโจมตีที่อยู่ส่วนกลางก็ถูกจัดการตามไปติด ๆ คนที่ยืนอยู่แนวหน้าที่เป็นสายป้องกันทั้งหมดก็ทำได้เพียงแค่คอยป้องกันการโจมตีของงูตัวนี้ได้เพียงเท่านั้นแต่ไม่สามารถฆ่าเจ้างูตัวนี้ไปได้ ด้วยความแข็งแกร่งโดยรวมของกลุ่มพวกเขาไม่มีทางเลยที่จะฆ่าเจ้างูยักษ์ตัวนี้ได้ง่าย ๆ

     

    อ๊ากก!!

    ช่วยด้วย!

    เสียงร้องโหยหวนของผู้คนดังไปทั่วเพราะไม่ได้มีแต่กลุ่มกองกำลังป้องกันตนเองเท่านั้นที่ถูกลอบโจมตี แม้แต่กลุ่มเดอะคิวบ์ที่อยู่ตึกสูงกว่าก็ถูกกลุ่มแมงมุมกระโดนปีนขอบตึกขึ้นมาพ่นใยใส่ แล้วลากพวกเขาหายลงทะเลทรายไปโดยที่พวกเขาไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ถูกจู่โจมจากพวกแมงมุมนี้ได้ทัน ใยแมงมุมที่พันรัดพวกเขาเหนียวแน่นมากซะจนอาวุธมีคมที่พวกเขาพกติดตัวมาก็ยังตัดมันไม่ขาด พวกเขาพยายามช่วยกันอย่างสุดชีวิตที่จะตัดใยแมงมุมนี้ให้ขาดเพื่อที่จะช่วยเพื่อนของพวกเขา แต่ด้วยแรงดึงที่มากและความเร็วในการกระชากที่ยากจะช่วยได้ทันมันเลยทำให้หลายคนถูกแมงมุมลากลงไป

     

    เหตุการณ์ที่ถูกโจมตีนี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับพวกเขาเป็นอย่างมาก เพราะไม่รู้ว่าสัตว์พวกนี้มันจะโจมตีพวกเขาในทิศทางไหนบ้าง ถ้าไม่ใช่พวกงู แมงมุมหรือแมงป่องที่ขึ้นมาโจมตีพวกเขาโดยตรงก็ไม่มีทางเห็นตัวพวกมันได้เลย ส่วนตัวแมงป่องเองก็มีเกราะที่หนาเกินกว่าที่กระสุนปืนหรือพวกผู้มีพลังพิเศษระดับ 1 จะสร้างความเสียหายให้กับมันได้ แถมหางของมันยังกระจายหมอกพิษอ่อน ๆออกมาจนยากที่จะสังเกตเห็นได้อยู่ตลอดเวลา เมื่อใครเผลอสูดดมหมอกพิษของมันเข้าไปก็ทำให้เป็นอัมพาตไปในทันที มันเลยเป็นเรื่องลำบากมากสำหรับสายป้องกันที่ใช้รูปแบบการโจมตีระยะประชิดต่อสู้กับมันโดยตรง ส่วนเรื่องที่จะฆ่าเจ้าสัตว์ร้ายขนาดใหญ่พวกนี้ได้คงมีแต่พวกผู้มีพลังพิเศษระดับ 2 ขึ้นไปเท่านั้น

     

    “พวกระดับ 1 ถอยออกมาอยู่ในเขตป้องกันและคอยสนับสนุนแทน ส่วนพวกระดับ 2 รีบเข้าไปโจมตีพวกมันเร็วเข้า” เดนนี่สั่งการคนในหน่วยที่มีระดับพลังต่ำให้ถอยออกมาเพื่อลดการสูญเสียที่ไม่จำเป็น พอสั่งเสร็จแล้วเดนนี่ก็หายตัวไปจากจุดที่ยืนอยู่ทันที

     

    เดนนี่ที่เป็นหัวหน้าหน่วยกองกำลังป้องกันตนเองของหน่วยที่ 2 ซึ่งรับหน้าที่ป้องกันทางทิศใต้พุ่งเข้ามาหางูยักษ์ที่เพิ่งกินคนในหน่วยของเขาไปด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อราวกับการหายตัวมา

     

    ทันทีที่เดนนี่มาถึงก็ใช้ดาบสั้นฟันไปตรงช่วงลำตัวของงูยักษ์จนร่างของมันขาดครึ่งในการฟันเพียงครั้งเดียว เลยทำให้กลุ่มคนที่เพิ่งถูกกลืนลงก่อนหน้านี้รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด ที่โชคยังดีว่างูยักษ์เพียงแค่กลืนพวกเขาลงไปเท่านั้น พอร่างของงูยักษ์ขาดครึ่งไปแล้วพวกเขาก็รีบตะเกียงตะกายออกมาจากตัวงูยักษ์อย่างสุดกำลังเท่าที่ตัวเองจะทำได้ ถึงแม้ว่างูยักษ์ตัวนี้เพิ่งจะถูกฆ่าไปแต่ก็มีงูยักษ์อีกหลายตัวพุ่งออกมาจากทะเลทรายเข้าโจมตีเดนนี่และกลุ่มคนที่อยู่โดยรอบอย่างต่อเนื่อง ความร้ายกาจจริง ๆของงูยักษ์พวกนี้คือเขี้ยวที่เคลือบไปด้วยพิษร้ายของมัน ถ้าใครถูกมันกัดเข้าก็จะตายเพราะพิษที่ร้ายแรงของมันทันที แต่ด้วยขนาดตัวที่ใหญ่ของมันเลยเป็นปัญหามากที่จะใช้เขี้ยวของมันกัดกินศัตรูตัวเล็กอย่างมนุษย์เราได้ ด้วยจำนวนที่มากมายของพวกสัตว์ร้ายและความแข็งแกร่งของมันที่ยากจะฆ่าได้ในการโจมตีเพียงครั้งเดียว จึงเป็นเรื่องที่ยากลำบากสำหรับพวกเขาเป็นอย่างมากที่ต้องยืนอยู่กับที่เป็นเป้านิ่งอยู่บนตึกสูงอย่างนี้ต่อไปเรื่อย ๆแถมพวกมันยังโผล่ขึ้นมาโจมตีไม่หยุดไม่หย่อนอีก

    คนในหน่วยที่ 1 ของโจเซฟที่ได้รับหน้าที่ป้องกันเขตทางเหนือเองก็ถูกโจมตีจากสัตว์ร้ายพวกนี้ไม่หยุดไม่หย่อนเช่นกัน แต่ด้วยพลังของหมอกที่บดบังวิสัยทัศน์ของเขานั่นเอง เลยสร้างความสับสนให้กับพวกสัตว์ร้ายเหล่านี้ไม่ใช่น้อยที่ไม่สามารถมองเห็นพวกมนุษย์ที่อยู่บนตึกสูงได้ถ้าไม่ได้ปีนขึ้นมามองใกล้ ๆ

     

    คูเปอร์ที่เห็นว่าทุกอย่างเริ่มจะอยู่เหนือการควบคุมแล้ว ถ้าปล่อยให้พวกสัตว์ร้ายเหล่านี้ออกมาเรื่อย ๆวันทั้งวันก็คงได้สู้กันไม่จบไม่สิ้นแน่ ระดับพลังของกองกำลังป้องกันตนเองประเทศนี้ก็ไม่ได้สูงมากพอที่จะสู้กับสัตว์ประหลาดที่ออกมานี้ได้อย่างสบายนัก เพราะคนส่วนใหญ่ในประเทศก็มีแต่พวกระดับ 1 ทั่วไปเท่านั้น ส่วนพวกระดับ 2 ก็มีกันอยู่ประปรายตามหน่วยย่อยต่าง ๆ ไม่ต้องพูดถึงพวกระดับ 3 เลย ที่มีอยู่ 2 คนที่เป็นหัวหน้าหน่วยกองกำลังป้องกันตนเองเท่านั้นที่มารับหน้าที่อยู่ตอนนี้

     

    เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเร็วมากจนแม้แต่หน่วยงานเดอะคิวบ์จากประเทศอื่นที่คูเปอร์ได้ขอความช่วยเหลือเอาไว้ก็ยังมาสมทบไม่ทัน

     

    “พวกระดับ 3 ฝากไปคุ้มกันหัวหน้าหน่วยต่าง ๆของกองกำลังป้องกันตนเองด้วย” คูเปอร์เห็นว่าหัวหน้าหน่วยกองกำลังป้องกันตนเองแต่ละคนนั้นสำคัญกับประเทศนี้มาก ถ้าเกิดสูญเสียใครไปสักคนคงไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ ๆจึงได้สั่งการแบบนี้ออกไป

     

    กลุ่มคนที่ปิดบังหน้าตาอยู่ด้านหลังของคูเปอร์ตอบรับและหายตัวไปทันที

     

    จากนั้นคูเปอร์ก็ทำให้ร่างกายของตัวเองลุกท่วมไปด้วยเปลวเพลิงและบินตรงเข้าไปทางหลุมมิติ คูเปอร์มาถึงหน้าหลุมมิติก็มีสัตว์ร้ายมากมายพุ่งเข้าหาเขา ราวกับว่าได้เจอเหยื่ออันโอชะโดยที่ไม่สนเลยว่าทั่วทั้งร่างของคูเปอร์มีไฟลุกท่วมอยู่ตอนนี้ งูยักษ์ที่มีลำตัวยาวหลายสิบตัวที่กำลังตกลงมาจากหลุมมิติพอมันเห็นคูเปอร์ที่อยู่ไม่ไกลก็ดีดตัวพุ่งเข้ามาหวังจะกินคูเปอร์เข้าไปทั้งตัว แต่พอมันเข้ามาใกล้คูเปอร์ในระยะเพียงแค่ 10 เมตรร่างของมันก็ถูกเผ่าไหม้ให้ดำเป็นตอตะโกในเวลาเพียงชั่วพริบตา ถึงแม้ว่าพวกมันจะเห็นว่างูยักษ์หลายตัวจะถูกย่างไปแล้ว งูยักษ์ตัวอื่น ๆมันก็ยังคงพุ่งจู่โจมเข้ามาอย่างต่อเนื่องโดยไร้ซึ่งความหวาดกลัวใด ๆต่อคูเปอร์เลย

     

    คูเปอร์เข้ามาอยู่ใกล้หลุมมิติมากขึ้นเลยทำให้มองเห็นภายในทางเชื่อมมิติอีกฝั่งได้อย่างชัดเจน ว่ายังคงมีพวกสัตว์ร้ายอีกมากมายกำลังเบียดเสียดยื้อแย่งกันเพื่อที่จะออกมาจากภายในทางเชื่อมที่มีทรายหล่นทะลักออกมาอยู่เรื่อย ๆ

    คูเปอร์เห็นสัตว์ร้ายพวกนั้นกองรวมตัวกันอยู่มากมายตรงทางเชื่อมมิติ แต่ก็ไม่อาจจะโจมตีพวกมันได้ถึงแม้ว่านี่จะเป็นโอกาสที่ดีก็ตามที่จะกวาดล้างพวกมันได้ทีล่ะหลาย ๆตัวในคราวเดียว แต่ด้วยความรู้ความเข้าใจของเขาที่อยู่ในหน่วยเดอะคิวบ์ เลยทำให้เขารู้ข้อมูลสำคัญมากมายเกี่ยวกับหลุมมิติทางเชื่อมเหล่านี้ดี ว่ามันมีข้อห้ามร้ายแรงในการใช้พลังโจมตีโดยตรงกับทางเชื่อมมิติ เพราะไหร่ก็ตามที่โจมตีหรือใช้พลังอะไรกับมันก็จะยิ่งขยายขนาดของทางเชื่อมมิติมากยิ่งขึ้น คูเปอร์เลยทำได้เพียงแค่ลอยตัวกลางอากาศอยู่ใกล้ ๆทางเชื่อมล่อสัตว์ร้ายพวกนี้ให้เข้ามาโจมตีเขาราวกับแมงเม่าบินเข้ากองไฟได้เพียงเท่านั้น 

    แต่มันก็ยังไม่หมดวิธีการแก้ปัญหาซะทีเดียวเพราะว่ามันยังมีอีกวิธีหนึ่ง คือจะต้องใช้กองกำลังเข้าไปจัดการรังของพวกสัตว์ร้ายเหล่านี้โดยตรงจากภายในให้สิ้นซาก แต่ด้วยระดับพลังของคนในประเทศที่มีไม่มากพอเลยทำให้ทางเลือกนี้จึงถูกปัดตกไป เพราะถ้าพวกเขายกกองกำลังผู้มีพลังพิเศษส่วนใหญ่ของประเทศบุกไปอีกโลกก็จะไร้ซึ่งการป้องกันภัยร้ายอื่น ๆที่อาจจะเกิดขึ้นภายในประเทศนี้ได้ ยิ่งมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมาพวกเขาไม่เพียงแต่จะต้องระวังพวกสัตว์ร้ายเท่านั้นแต่ยังจะต้องระวังพวกผู้ร้ายหรือกองกำลังอื่น ๆที่คิดไม่ดีอีกมากมายที่หวังจะหาผลประโยชน์จากเหตุการณ์การร้ายในครั้งนี้อีกด้วย

     

    ในระหว่างที่คูเปอร์ลอยตัวอยู่ก็กวาดสายตามองไปทั่วเพื่อค้นหาอะไรบางอย่างพร้อมกับพูดพึมพำกับตัวเอง

    "ยังไม่มีสัตว์ร้ายที่มีสัญลักษณ์โผล่มาสักตัวเลยเหรอเนี่ย?”

     

    ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ไม่นานนัก

    ก่อนที่ปรมาจารย์บีโฮจะไปหารอยที่โรงฝึกโจเซฟก็ได้แวะมาหาและได้ฝากฝังให้ปรมาจารย์บีโฮช่วยดูแลหลานชายของเขาด้วย เพราะด้วยสถานการณ์คับขันและด้วยภาระหน้าที่ที่จะต้องไปอยู่แนวหน้าเลยไม่สามารถพารอยหนีออกไปได้ด้วยตัวเอง 

    “ผมยังมีอีกเรื่องครับ ผมฝากของสิ่งนี้ให้กับหลานชายของผมด้วย”

     

    “ทำไมถึงไม่เอาไปให้ด้วยตัวเองเลยล่ะ นี่ฉันก็กำลังจะไปหาเจ้าหนูนั่นอยู่พอดีเหมือนกัน”

     

    “ไม่ดีกว่าครับเพราะผมต้องรีบกลับไปประจำตำแหน่งของตัวเองแล้ว”

    ก่อนที่โจเซฟจะไปก็ได้ฝากกล่องเก็บของบางอย่างฝากไว้ให้กับรอย

     

    “ของสิ่งนี้เป็นของที่พ่อกับแม่ที่หายตัวไปฝากมันเอาไว้เพื่อมอบมันให้กับลูกชายของพวกเขาก่อนที่พวกเขาจะหายตัวไป ยังไงผมก็ฝากมันให้กับหลานชายของผมด้วยนะครับ” โจเซฟพูดเสร็จแล้วก็หันหลังเดินออกไปทันทีโดยที่ไม่ได้พูดอะไรต่อ

    ปรมาจารย์บีโฮรับกล่องเก็บของมาและก็เข้าใจสถานการณ์ดีว่าการได้ไปอยู่แนวหน้าแบบนั้นไม่รู้ว่าจะมีชีวิตรอดกลับมาได้ไหม เลยได้ฝากของสำคัญที่พ่อแม่ที่หายตัวไปของเจ้าหนูนั่นมาให้กับตนก่อนแบบนี้ ปรมาจารย์ไม่ได้มองดูว่ามีอะไรอยู่ภายในกล่องและเก็บมันเอาไว้กับตัว

     

    ผ่านไปไม่นานหลังจากที่ภารกิจเริ่มต้นขึ้น

    รอยที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวเลยว่าตอนนี้ภายในโรงฝึกของสำนักอินซาได้ถูกทะเลทรายกลบไปจนเห็นแต่เพียงแค่หลังคาแล้ว ด้วยสถานที่แห่งนี้อยู่ใกล้กับหลุมมิติพอสมควรเลยทำให้ถูกทะเลทรายกลบไปเร็วอย่างนี้

     

    ภายในชั้นใต้ดินที่รอยอยู่

    ปรมาจารย์บีโฮตอนนี้กำลังยืนมองรอยพร้อมกับทำท่าทางครุ่นคิดไปในตัว ที่เห็นว่ารอยกำลังนั่งสมาธิโดยที่ไม่สนใจสิ่งรอบตัวเลย ปรมาจารย์บีโฮไม่เข้าใจจริง ๆเลยว่าเกิดเรื่องร้ายแรงถึงขนาดนี้แต่ทำไมเจ้าหนูนี่กลับยังมีกะจิตกะใจมานั่งฝึกสมาธิในห้องใต้ดินแบบนี้ได้อยู่อีก

     

    ที่ปรมาจารย์บีโฮไม่ได้ไปไหนเป็นเพราะด้วยความเป็นห่วงรอยด้วยส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนก็เกิดสงสัยว่าทำไมรอยถึงได้ยึดติดที่จะอยู่ภายในโรงเรียนแห่งนี้มากนัก 

     

     

    “นี่เจ้าหนู?”

     

     

     "เจ้าหนู!!” ปรมาจารย์บีโฮส่งเสียงเรียกดังขึ้นอีกครั้ง

     

    ด้วยความสงสัยปรมาจารย์บีโฮเลยเดินเข้ามาใกล้และเรียกรอยอีกครั้งแต่ก็ไร้การตอบรับ เลยได้ผลักรอยเบา ๆให้รู้สึกตัว แต่เพียงแค่ผลักไปเบา ๆเท่านั้นแหละ รอยก็ล้มฟุบหงายลงไปนอนราวกับคนไร้เรี่ยวแรง ที่เพียงแค่ผลักเบา ๆก็ล้มลงไปแล้ว

     

    หืม...

    ปรมาจารย์บีโฮรีบเข้าไปจับชีพจรของรอยทันทีที่เห็นว่ารอยเป็นแบบนั้น แต่ชีพจรของรอยก็ยังคงปกติดีทุกอย่างแม้แต่การหายใจเองก็ยังคงปกติดี แต่ทำไมรอยถึงได้เป็นแบบนี้อีกแล้วล่ะปรมาจารย์บีโฮเกิดความสงสัยขึ้นมาในใจ แต่ก็ไม่ได้ตื่นตกใจอะไรเพราะเคยเห็นรอยเป็นแบบนี้ตอนช่วงนั่งสมาธิอยู่บ่อยครั้งที่ผ่าน ๆมา

     

    ปรมาจารย์บีโฮมองดูบนผนังหินที่กำลังสั่นไหวไปมา ก็เกิดนึกกลัวขึ้นมาจริง ๆเพราะถ้ามันมีการต่อสู้ของพวกระดับสูงไม่รู้ว่าห้องใต้ดินแห่งนี้จะรองรับแรงกระแทกของมันได้ไหม ถ้ามันเกิดถล่มขึ้นมาจริง ๆเจ้าหนูนี่คงได้ถูกฝังทั้งเป็นแน่

    ที่ปรมาจารย์บีโฮไม่ได้ย้ายรอยไปไหนแล้วยังคอยเฝ้าระวังอยู่ใกล้ ๆนี้ เป็นเพราะชินจิที่ไม่สามารถใช้พลังพิเศษเคลื่อนย้ายรอยให้ออกไปจากพื้นที่โรงเรียนแห่งนี้ได้นั่นเอง แต่ถ้าเคลื่อนย้ายรอยให้อยู่ในเขตโรงเรียนยังคงทำได้ปกติดี แต่ด้วยสถานการณ์ตอนนี้เลยทำให้ชั้นใต้ดินของโรงฝึกกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับรอยที่สุดแล้ว

     

    รอยไม่รู้เลยว่าการที่ตัวเองเข้าไปอยู่ในโลกแห่งฝันร้ายในเวลานี้มันสร้างความลำบากใจให้กับคนใกล้ตัวขนาดไหน เพราะภารกิจของโลกแห่งฝันร้ายที่ให้มานั้นมันไม่ได้ง่ายดายอย่างที่รอยคิด ที่เพียงแค่หลบซ่อนตัวอยู่ภายในนี้ก็จะปลอดภัยไปได้โดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะมันมีข้อกำหนดบางอย่างที่ไม่ได้เขียนบอกเอาไว้ในตัวภารกิจว่ารอยไม่สามารถหยุดอยู่กับที่ในระยะเวลานาน ๆได้ ยิ่งรอยอยู่กับที่นานมากเท่าไหร่รอยก็จะกลายเป็นเป้าหมายของพวกสัตว์ร้ายมากขึ้นเท่านั้น ขอบเขตการรับรู้ของพวกสัตว์ร้ายที่มีต่อรอยเองก็จะมากขึ้นตามไปด้วย นี่มันไม่ต่างอะไรกับการที่รอยกลายเป็นเป้าหมายของพวกมันไปโดยปริยายเลยถ้ารอยยังคงอยู่เฉย ๆภายในชั้นใต้ดินแห่งนี้ต่อไป ถ้ารอยได้รู้ความลับที่ไม่ได้บอกของภารกิจนี้คงคิดว่ามันคงเป็นเกมวิ่งไล่จับดี ๆนี่เอง

     

    ภายในโลกแห่งฝันร้าย

    “ตอนนี้โลกภายนอกได้เริ่มต้นภารกิจแล้ว” เป็นเสียงของภูติแห่งฝันร้ายได้กล่าวเตือนรอยในระหว่างที่รอยกำลังเดินขึ้นไปบนสนามประลอง

     

    รอยที่กำลังจะก้าวเท้าขึ้นไปก็หยุดชะงักลงทันทีเมื่อได้ยินในสิ่งที่ภูติแห่งฝันร้ายบอก

    “ห๊ะ! ภารกิจมันเริ่มแล้วอย่างงั้นเหรอ ทำไมมันถึงได้เร็วแบบนี้ล่ะ?” รอยรู้สึกร้อนใจขึ้นมาทันทีเพราะร่างที่ไร้วิญญาณของเขาตอนนี้ไม่สามารถปกป้องตัวเองได้เลยในเวลานี้และไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างเมื่อภารกิจของโลกแห่งความเป็นจริงได้เริ่มไปแล้ว จะยกเลิกภารกิจของโลกแห่งฝันร้ายตอนนี้ก็คงจะไม่ทันแล้ว เพราะถ้ายกเลิกเมื่อไหร่รอยก็จะได้รับบทลงโทษที่ทำภารกิจไม่สำเร็จทันที

     

    “เอาวะ...ตั้งสมาธิกับศัตรูตรงหน้านี้ก่อนก็แล้วกัน” รอยมองไปที่ร่างเงาตรงหน้าก็ไม่รู้ว่าร่างเงาตนนี้มันจะแข็งแกร่งขนาดไหน เพราะรอยจับสัมผัสพลังที่แผ่ออกมาจากร่างเงาตนนี้ไม่ได้เลย ถ้าจะให้เทียบกับร่างเงาของภารกิจที่ 5 รอยมีความรู้สึกว่าร่างเงาตนนี้ไม่ได้แข็งแกร่งเท่ากับร่างเงาของภารกิจที่ 5 เลย

     

    รอยขึ้นมาบนสนามประลองพร้อมกับถอนหายใจยาว ๆเพื่อผ่อนคลาย จากนั้นตัวเลขนับถอยหลังก็ปรากฏขึ้นมาตรงกลางสนามพร้อมกับร่างเงาที่เปิดประตูนักสู้และหยิบอาวุธดาบคาตานะเล่มโปรดออกมาถือไว้ด้วยท่าทางที่เปลี่ยนไปจนรู้สึกได้แรงกดดันที่ร่างเงาปล่อยออกมาใส่รอยโดยตรงก็ทำให้รอยเองรู้สึกกดดันไม่ใช่น้อยเหมือนกัน

     

    รอยเองก็ไม่รอช้าเปิดประตูนักสู้ขึ้นมาเหมือนกันแต่รอยนั้นใช้หอกเป็นอาวุธพร้อมกับตั้งท่าเตรียมต่อสู้โดยที่ถือหอกชี้ไปทางร่างเงาอย่างระแวดระวัง ทันทีที่ตัวเลขนับถอยหลังหายไปร่างเงาก็พุ่งเข้ามาประชิดตัวรอยทันที เหมือนกับร่างเงารู้ดีว่ารอยที่ใช้หอกจะเสียเปรียบเมื่อเข้ามาประชิดตัว ความคิดของร่างเงานั้นก็ไม่ผิดรอยที่ฝึกการใช้หอกมาได้ระยะหนึ่งแต่ก็ไม่ถึงกับเก่งกาจจนสามารถใช้มันในการต่อสู้ระยะประชิดได้ดีมากนัก รอยปัดดาบที่ร่างเงาฟันเข้ามาอย่างลนลานพร้อมกับถอยร่นออกมาเรื่อย ๆเพื่อสร้างระยะห่างให้กับกับระยะของหอกที่จะโจมตีได้สะดวกยิ่งขึ้น จากนั้นก็แทงสวนเข้าไปที่หัวของร่างเงาแต่มันก็หลบได้อย่างง่ายดาย รอยพยายามใช้การแทงอยู่หลายครั้งและยิ่งได้แทงรอยก็ยิ่งชินมือกับมันมากขึ้นความเร็วและความแม่นยำก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย แต่ร่างเงาเองก็ไม่ได้อยู่เฉยให้รอยได้แทงง่าย ๆเช่นกันมันพยายามปัดวิถีหอกที่พุ่งเข้าจุดตายด้วยความเยือกเย็นและโจมตีสวนกลับมาด้วยความหนักแน่น จนรอยเองรู้สึกเสียวแว็บทุกครั้งที่ดาบฟันผ่านตัวไปอย่างฉิวเฉียด

     

    การต่อสู้ของทั้งคู่จู่โจมตั้งรับสลับกันไปมาอยู่หลายกระบวนท่าและไม่เห็นวี่แววเลยว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะจบลงเมื่อไหร่ เพราะร่างเงาที่ถูกสร้างมาจากรอยความคิดความอ่านต่าง ๆไม่ว่ารอยจะทำอะไรก็ถูกเดาทางได้ทั้งหมดถึงแม้ว่าจะใช้อาวุธคนละประเภทสู้กันอยู่ตอนนี้ก็ตาม รอยพยายามเปลี่ยนอาวุธสลับไปมาเพื่อสร้างความสับสนให้กับร่างเงาแต่ร่างเงาเองก็ทำตามรอยด้วยเช่นกัน รอยยิ่งต่อสู้นานเท่าไหร่ลมหายใจของรอยก็ยิ่งถี่มากยิ่งขึ้น ความแข็งแกร่งที่มีก็เริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่เหมือนกับร่างเงาที่ไม่ได้แสดงท่าทางของความอ่อนล้าออกมาให้เห็นเลยสักนิดเดียว

     

    จากนั้นรอยก็เปลี่ยนมาเปิดประตูผู้ใช้คำสาปแทน เพื่อลดภาระทางร่างกายที่เปิดประตูนักสู้ต่อเนื่องไปแบบนั้น รอยหยิบไม้เท้ากระดูกต้องสาปออกมาต่อสู้ เมื่อถือมันอยู่ในมือระดับคำสาปทุกประเภทที่รอยใช้จะถูกเพิ่มขึ้นมา 1 ระดับโดยทันที 

    รอยใช้พลังโซ่ออกมาจากร่าง พร้อมกับใช้ทักษะโซ่วิญญาณดักรอไว้ด้านหลังของร่างเงาไม่ไกลมากนักจนยากที่จะสังเกตเห็นได้ แต่ร่างเงาเองก็ไม่ได้อยู่เฉย ๆให้รอยใช้ทักษะโจมที่ใส่ได้ง่าย ๆ ร่างเงายังคงพุ่งเข้ามาโจมตีรอยไม่หยุดราวกับเป็นเครื่องจักรสังหาร รอยทำได้เพียงแค่บังคับโซ่กับไม้เท้าเอามาปัดป้องการโจมตีที่รุนแรงของร่างเงาที่โจมตีใส่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ยังดีที่ร่างเงานี้ไม่ได้มีทักษะวรยุทธที่รอยฝึกอยู่เลย ไม่งั้นทุกอย่างคงได้ยากขึ้นกว่านี้อีกหลายเท่าตัวเป็นแน่ รอยที่ได้เปรียบเรื่องวิชาตัวเบาก็ใช้มันผสานทั้งการโจมตีและตั้งรับไปในเวลาเดียวกัน

    จากนั้นรอยก็เพิ่มโซ่ออกมาอีกหลายเส้นเพื่อควบคุมการโจมตีร่างเงาให้มันถอยหลังไปตรงวงเวทย์โซ่วิญญาณที่อยู่ทางด้านหลังที่รอยแอบใช้เอาไว้ตอนที่โจมตีอยู่ แต่มันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่รอยหวังเอาไว้มากนัก เมื่อรอยใช้พลังโซ่นับไม่ถ้วนที่ออกมาจากร่างโจมตีใส่ร่างเงา แต่ร่างเงาเองก็ใช้พลังโซ่ของมันเข้ามาสกัดไว้พร้อมกับรัดโซ่ของรอยไม่ให้ใช้พลังได้ตามที่ต้องการ ทั้งคู่ฉุดดึงโซ่ไปมาไม่ต่างกับการเล่นชักเย่อ

    รอยจึงได้เพิ่มโซ่ออกมาจากร่างอีกหลายเส้นเพื่อที่จะโจมตีต่อไป ในเมื่อล่อให้ร่างเงาเข้าไปตรงวงเวทย์ไม่ได้ รอยเลยขยับวงเวทย์โซ่วิญญาณเข้ามาหาแทน ทักษะการใช้โซ่วิญญาณของรอยไม่ได้พุ่งขึ้นมาพรวดพราดไร้เป้าหมายให้เห็นเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เมื่อวงเวทย์ทำงานเสร็จโซ่ก็พุ่งขึ้นมาประปรายเพื่อที่จะพันธนาการร่างเงาเอาไว้ แต่แปลกที่ร่างเงาไม่ได้คิดที่จะหนีออกไปจากวงเวทย์แต่เลือกที่จะทำลายตัวโซ่วิญญาณที่พุ่งเข้ามาใส่ตัวแทน เพราะมันไม่สามารถทำลายวงเวทย์ที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นสนามประลองที่รอยซ่อนเอาไว้ได้เลยเลือกที่จะทำลายตัวโซ่วิญญาณที่พุ่งเข้าหามันโดยตรง

    แต่มีหรือรอยจะปล่อยให้ร่างเงาทำลายมันได้ เพราะรอยเหลือโซ่ไว้ 1 เส้นที่ยังไม่ได้ปรากฏออกมาพุ่งทะลุพื้นสนามประลองเข้าไปรัดที่ข้อเท้าของร่างเงาเอาไว้ โดยที่ร่างเงาไม่ทันได้สังเกตเลยว่ามีเวทย์โซ่วิญญาณที่โจมตีมันหายไป 1 เส้น เลยทำให้โซ่วิญญาณเส้นนี้สามารถจับที่ขาของร่างเงาเอาไว้ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก นี่ก็เป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่งแล้วที่รอยจะจับมันไว้ได้อย่างนี้ รอยรู้ความคิดของร่างเงาดีว่ามันคิดจะทำอะไรต่อไปเมื่อมันถูกพันธนาการ รอยไม่รอช้าให้ร่างเงาได้ทำตามที่หวังเลยรีบพุ่งตัวเข้าไปใช้ไม้เท้าฟาดไปที่หัวของร่างเงาอย่างแรง รอยฟาดไม้เท้าไปที่หัวของร่างเงาหลายครั้งจนร่างเงาซวนเซไปมาเหมือนกับคนเมา ในระหว่างที่ฟาดไม้เท้ารอยก็ใช้ทักษะกะโหลกวิญญาณโจมตีใส่เข้าไปด้วย กะโหลกวิญญาณทั้ง 3 หัวหมุนวนกัดกินวิญญาณของร่างเงาจนมันล้มลงไปดิ้นทุรนทุรายอยู่ที่พื้น จากนั้นรอยก็กระโดดถอยออกมาพร้อมกับใช้ทักษะกะโหลกวิญญาณอีกครั้งเพื่อระเบิดจนทำให้ร่างเงาสลายหายไป

    ตู้ม!!

    “ภารกิจที่ 6 สำเร็จ”

     

    ฟู่....

     

    รอยถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่ผ่านภารกิจมาได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ยังดีที่ร่างเงาตัวนี้ดึงความสามารถทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับโลกแห่งฝันร้ายมาเท่านั้น ไม่ได้ดึงความสามารถวรยุทธที่รอยมีอยู่มาด้วย เลยทำให้ความแข็งแกร่งและความคล่องตัวของร่างเงาลดลงไปมาก แต่ร่างเงาตัวนี้เองก็ไม่ใช่ย่อยถ้าให้เวลามันมากกว่านี้อาจจะเป็นรอยเองก็ได้ที่เป็นฝ่ายที่จะต้องถูกมันฆ่า เพราะยิ่งต่อสู้กับมันมากเท่าไหร่มันก็ยิ่งซึมซับวรยุทธที่รอยใช้ออกไปมาเป็นของตัวเองมากขึ้นเท่านั้น 

     

    ร่างเงาที่สลายหายไปก่อนหน้านี้ก็ถูกทำให้คืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง มันเดินเข้ามาหารอยจากนั้นร่างเงาก็เริ่มสั่นไหวไปมาราวกับเปลวเพลิงที่ถูกลมพัด แต่อยู่ ๆร่างเงาที่ทำตัวแปลก ๆจนรอยทำอะไรไม่ถูกก็ได้แต่ยืนสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับร่างเงาตรงหน้ากันแน่ จากนั้นมันก็กระโดดพุ่งเข้าใส่เงาใต้เท้าของรอยที่ถูกสะท้อนแสงจากเปลวไฟที่อยู่บนเสาหินรอบห้องและหายตัวเข้าไปในเงาของรอยแบบดื้อ ๆเลย

    จากนั้นข้อความบางอย่างก็ปรากฏขึ้นมาให้รอยได้เข้าใจ

    ร่างเงา

    หนึ่งในตัวแทนของผู้ทดสอบแห่งฝันร้ายที่สามารถซ่อนตัวอยู่ในเงามืดของร่างหลักได้ตลอดเวลา สามารถใช้ต่อสู้หรือปลอมตัวเป็นร่างหลักได้ในระยะเวลาหนึ่ง

    ระดับความสามารถจะมีเท่ากับร่างตัวแทน 100%

     

    วิธีใช้งานร่างเงาตนนี้ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรมากนักก็เหมือนกับตอนที่รอยใช้ทดสอบภารกิจที่ 5 รอยเพียงแค่ออกคำสั่งโจมตีกับป้องกันให้กับร่างเงาเท่านั้น มันก็จะทำตามที่สั่งทันทีราวกับเป็นเครื่องจักรที่ถูกติดตั้งโปรแกรมเอาไว้ แต่ที่แปลกคือร่างเงาตัวนี้สามารถปลอมตัวเป็นรอยได้ในระยะเวลาหนึ่งด้วย

    รอยไม่รอช้าหลังจากทำภารกิจสำเร็จและทำความเข้าใจเกี่ยวกับร่างเงาแล้วก็ไม่ได้ฟังรอคำอธิบายต่อไปของภูติแห่งฝันร้ายว่าภารกิจต่อไปจะต้องมีเงื่อนไขอะไรบ้างในการเข้ารับการทดสอบ

     

    ทันทีที่รอยกลับมาสู่โลกแห่งความจริงเสียงความวุ่นวายและเสียงกรีดร้องแปลก ๆก็ดังไปทั่วจนรอยรู้สึกสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เท่าที่จำความได้รอยอยู่ภายในห้องใต้ดินไม่ใช่เหรอก่อนที่จะเข้าไปในโลกแห่งฝันร้าย มันไม่ควรจะมีเสียงดังรบกวนแบบนี้ซิ แล้วความรู้สึกสั่นไหวไปมาเหมือนกับเล่นบานาน่าโบ๊ทอยู่นี่มันคืออะไรกัน รอยรีบลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความสงสัยเพื่อมองดูว่าเกิดอะไรขึ้นรอบตัวเขากันแน่

     

    “นี่มันบ้าอะไรกันวะเนี่ย?”