เวลาล่วงเลยเข้า่ห้าโมงเย็น
ดวงตะวันคล้อยต่ำลงเรื่อย ๆ กลิ่นเหม็นอับของฟางชื้นแฉะผสมปนเปกับกลิ่นมูลสัตว์ที่ลอยคละคลุ้งมาจากท้ายตรอกเล้าหมู กระชากสติสัมปชัญญะของฟางจิ่วหลินให้กลับคืนมาอีกครั้ง
เธอค่อย ๆ หยัดตัวลุกขึ้นนั่ง ตื่นขึ้นมาคราวนี้เธอรู้สึกปวดหัวมาก และแล้วไม่นานก็มีเศษเสี้ยวความทรงจำของใครอีกคนหนึ่งไหลทะลักเข้ามาในหัวของเธออย่างต่อเนื่อง
ฟางจิ่วหลินพยายามไล่เรียงลำดับเหตุการณ์และพยายามปะติดปะต่อเื่ราวให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และแล้วเธอก็ได้เข้าใจว่า ตอนนี้เธอคือ เหอจิ่วหลิน ผู้หญิงที่อาศัยอยู่ในกระท่อมดินผุพังในชนบทหมู่บ้านหนานซื่อแห่งเมืองหวยเฉิง เมืองที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกสีเทาอึมครึมตลอดทั้งปี
เมืองแห่งนี้เป็เมืองที่มีป้ายโฆษณาชวนเชื่อสีแดงสดติดอยู่เกลื่อนกลาดไปหมด ซึ่งค่อนข้างขัดแย้งกับวิถีชีวิตอันแร้นแค้นของคนในเมืองนี้อย่างสิ้นเชิง
ความทรงจำหลายสายที่ผุดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้หญิงที่มาจากโลกอนาคตอย่างฟางจิ่วหลินแทบอยากจะขากถุยออกมาด้วยความสมเพช
“ปัดโธ่เอ๊ย ได้เกิดใหม่ทั้งที ดันได้มาเกิดในร่างของผู้หญิงที่โง่เง่าปัญญานิ่มเนี่ยนะ บัดซบจริง ๆ”
เหอจิ่วหลินคนเดิมมีหน้าตาเหมือนกันกับฟางจิ่วหลินผู้มาจากโลกปี 2026 ราวกับเป็พี่น้องฝาแฝด แต่ทว่านอกจากแซ่ที่ต่างกันแล้ว นิสัยใจคอของพวกเธอทั้งสองคนก็ต่างกันราวฟ้ากับเหวด้วยเช่นกัน
เหอจิ่วหลินคนเดิมเป็พวกบูชาความรัก จนหูหนวกตาบอด หลงเชื่อคำหวานของ มู่กู้หลาง อย่างไม่ลืมหูลืมตาจนตัวเองต้องตกอยู่ในสภาพที่น่าสมเพชแบบนี้ สามีของเธอคือคนงานผู้ขยันขันแข็งแห่งสหกรณ์ขนส่งตงเฟิง หมั่นหาคะแนนแรงงานเพื่อเอามาเลี้ยงปากท้องคนในครอบครัว
มู่กู้หลางทำตัวเป็สามีที่ดีมาโดยตลอด แต่ทว่าอยู่มาวันหนึ่งเขากลับหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งเธอและลูกสาวแฝดสามวัยสี่ขวบไว้เผชิญชะตากรรมเพียงลำพังในบ้านกระท่อมหลังน้อยที่อยู่ในชนบทอันแร้นแค้น
เหอจิ่วหลินคนเดิมรู้สึกเหมือนตัวเองสูญเสียเสาร์หลักของบ้านไป เธอไม่รู้จะทำยังไงดี จึงเอาแต่ร้องไห้คร่ำครวญเสมือนว่าฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย ซ้ำร้ายยังหูเบา เชื่อคำเป่าหูยุยงของป้าหนิงหวังหญิงชราข้างบ้านที่แวะเวียนมาพูดกรอกหูอยู่ทุกวัน ว่าลูกสาวแฝดสามของเธอคือดาวหายนะ เป็ตัวซวย ที่ขัดขวางไม่ให้สามีของเธอกลับมา
เริ่มแรกเหอจิ่วหลินไม่คิดเชื่อคำพูดนั้น แต่เมื่อถูกพูดกรอกหูทุกวันนานวันเข้า ประกอบกับที่เธอป่วยใจเื่ที่สามีหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ก็ทำให้เธอกลายเป็ผู้หญิงที่มีจิตใจมืดมน วิปลาส คุ้มดีคุ้มร้ายเหมือนคนบ้า
และแล้วในที่สุดเหอจิ่วหลินคนนั้นก็ตัดสินใจทำเื่ที่เดรัจฉานยังต้องเมินหน้าหนี!
เธอประทับรอยนิ้วมือลงบนกระดาษสัญญาหนึ่งแผ่นก็เพื่อขายเืเนื้อเชื้อไขของตัวเองให้กับนายหน้าค้ามนุษย์ เพื่อแลกกับธนบัตรใบละสิบหยวนเพียงไม่กี่ใบ หวังจะนำเงินเอาไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในต่างเมือง แต่เมื่อได้เงินมาแล้วเธอก็ดันเอาไปซื้อสุราดื่มประชดชีวิตจนหมด
ทั้งที่เธอเป็คนประทับนิ้วมือลงนามขายลูกตัวเองแท้ ๆ แต่พอใช้เงินหมดแล้ว และพอคิดว่าต้องเสียลูกไปพร้อมกันถึงสามคน จู่ ๆ มารดาที่คุ้มดีคุ้มร้ายคนนี้ก็เกิดความรู้สึกผิดบาปตีตื้นขึ้นมาจุกอก ร่างกายที่อ่อนแอเป็ทุนเดิมประกอบกับความตื่นตระหนกสุดขีด ทำให้เธอช็อกตายคาที่ เปิดทางให้ิญญาแม่ค้าเขียงหมูผู้เป็เ้าของฉายาเจ๊ใหญ่ปากมีดแห่งตลาดสดเจี้ยนเซิงอย่างฟางจิ่วหลินเข้ามาสวมรอยแทนได้อย่างง่ายดาย
"ยัยหน้าโง่เอ๊ย! ขายลูกกินประชดชีวิตเนี่ยนะ ผู้ชายทิ้งก็หาใหม่สิโว้ย ผู้ชายไม่ได้มีคนเดียวในโลกสักหน่อย" ฟางจิ่วหลินหญิงแกร่งปากร้ายจากโลกอนาคตสบถบ่นอย่างหัวเสีย
นี่แหละคือสิ่งที่พวกเธอสองคนต่างกันอย่างสุดขั้ว เหอจิ่วหลินคนเดิมอ่อนแอ เ้าน้ำตา หูเบาเชื่อคนง่าย มีทัศนคติที่บิดเบี้ยว และมักบูชาความรักอย่างสุดโต่ง แต่ทว่าตรงกันข้ามกับฟางจิ่วหลินทั้งหมด สิ่งเดียวที่เธอบูชา ก็คือเงินหรือความมั่งคั่งเท่านั้น!
!!!
"ปล่อยนะ! ปล่อยพี่สาวฉันเดี๋ยวนี้!"
เสียงตวาดแหลมเล็กที่ดังอยู่นอกบานประตูบ้าน เรียกความสนใจของฟางจิ่วหลินได้เป็อย่างดี เธอลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคง แล้วเดินไปที่ประตูบ้านที่ทำจากท่อนไม้ไผ่เก่า ๆ มือสองข้างผลักบานประตูออกอย่างแรง
เดิมทีร่างกายของเธอควรอ่อนแอปวกเปียกไร้เรี่ยวแรง แต่ไม่รู้ว่าเวลานี้เรี่ยวแรงของเธอมันดันมาจากไหนกันแน่ ทำไมเธอถึงไม่รู้สึกอ่อนแรงเหมือนตอนแรกที่ลืมตาตื่นขึ้นมาในร่างนี้?
มันแปลกจริง ๆ แปลกมาก ๆ ด้วย…
แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ช่างหัวมันก่อนเถอะ เพราะสิ่งที่เธอควรให้ความสนใจมากที่สุดในเวลานี้ ไม่ใช่เรี่ยวแรงมาจากไหน แต่คือเสียงร้องลั่นของเด็ก ๆ ที่อยู่ด้านนอกนั่นต่างหาก
ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าทำเอาเส้นเืข้างขมับของฟางจิ่วหลินเต้นตุบ ๆ รัวเร็ว สัญชาตญาณความเป็แม่และศักดิ์ศรีของคนที่เคยกางปีกปกป้องลูกจ้างทั้งตลาดพุ่งทะยานขึ้นสูงลิบลิ่วจนล้นปรอท
ตอนนี้ชายฉกรรจ์ที่สวมเสื้อแจ็กเกตสีเขียวขี้ม้าซีดจางสองคน กำลังออกแรงลากร่างเล็กจ้อยสามร่างออกไปจากบริเวณบ้านอย่างทุลักทุเล
มู่เสี่ยวเจิน แฝดคนโต กัดฟันกรอดไม่ยอมเปล่งเสียงร้องไห้ออกมา สองมือเล็ก ๆ จิกทึ้งขากางเกงของชายหน้าบากแน่นดั่งเหล็กต้านไฟหลอม แม้จะถูกสลัดจนเซถลาก็ไม่ยอมปล่อยมือง่าย ๆ
ในขณะเดียวกันมู่เสี่ยวจิ่น แฝดคนรอง ไม่ส่งเสียงร้องไห้งอแงด้วยอีกคน เธอถอยกรูดไปยืนตั้งหลักอยู่ข้างเสาไม้ผุพัง ดวงตาหรี่แคบเฝ้าคำนวณทิศทางหนีอย่างละเอียด มือหนึ่งว่างเปล่า แต่ทว่ามืออีกข้างหนึ่งกลับซ่อนก้อนหินแหลมคมไว้หลายก้อน
แววตาที่เธอมองชายใจร้ายสองคนนั้นมันเย็นเยียบเกินวัยและมีเลศนัยแอบแฝง
ส่วน มู่เสี่ยวจู แฝดคนสุดท้อง ทรุดเข่าลงกับพื้นดินที่เฉอะแฉะ น้ำตาเม็ดโตไหลหยดแหมะลงบนแก้มที่เปื้อนคราบเขม่าควัน สองมือน้อย ๆ ยกปัดป่ายอยู่บนอากาศ ริมฝีปากจิ๋วเอ่ยอ้อนวอนด้วยน้ำเสียงแหบสั่น
"คุณลุงจ๋า… อย่าเอาพวกเราไปเลย ผอม ๆ แบบนี้ขายไม่ได้ราคาหรอก ฮึก… ฮือ~ อย่าพรากพวกเราไปจากแม่เลยนะ"
ท่าทางน่าเวทนาของเสี่ยวจูนั้น มองเผิน ๆ เหมือนเด็กหวาดกลัวจอมขี้ขลาด แต่หากสังเกตดูให้ดี ๆ จะพบว่าแววตาที่ช้อนมองขึ้นมานั้นมันซ่อนความเ้าเล่ห์ของการแสดงละครฉากใหญ่เอาไว้
มู่เสี่ยวจูทำตัวให้ดูน่าสงสาร เพื่อถ่วงเวลาให้แฝดคนรองรวบรวมก้อนหินได้เต็มกำมือ จากนั้นเมื่อลุงคนใดคนหนึ่งเข้าไปกระชากแขนแฝดรอง ก็ให้ใช้หินพวกนั้นดีดเข้าตาปาใส่หัว เอาให้หัวแตกตาบอดไปเลย พวกนั้นมันจะได้รู้ซะบ้างว่าเด็กบ้านนี้เตะต้องไม่ได้
แต่ทว่าไอ้ลุงสารเลวสองคนดันไม่หลงกลความน่าสงสารของมู่เสี่ยวจูซะได้ หนำซ้ำยังหยิกแขนของมู่เสี่ยวจูจนเกิดรอยแดง เพื่อบีบคั้นให้เด็กน้อยยอมตามไปด้วยแต่โดยดี
"โอ้ยยย! แหกปากร้องไห้ไปก็ไม่ช่วยอะไรหรอก นังหนูแกเลิกพล่ามได้แล้ว รีบมา! แม่พวกแกเซ็นสัญญาขายขาดรับเงินไปแล้ว ตอนนี้พวกแกคือสินค้าของฉัน! ฉันจะทำอะไรกับพวกแกก็ได้"
ชายหน้าบากตะคอกเสียงเหี้ยม มือหยาบกร้านปานกระดาษทราย เอื้อมไปคว้าคอเสื้อของเสี่ยวจูกึ่งฉุดกระชากลากดึง จนกระทั่งพาร่างน้อย ๆ ที่เบาหวิวออกมาพ้นลานหน้าบ้านได้สำเร็จ แต่ทว่าดันมีเสียงหนึ่งดังไล่หลังตามขึ้นมาติด ๆ ชวนให้ชายฉกรรจ์ทั้งสองจำต้องหยุดเท้าหยุดมือไปชั่วขณะ
"ใครมันกล้าแตะต้องลูกสาวทั้งสามของฉัน ฉันจะสับมือมันแล้วเอาไปต้มให้หมากิน!"
น้ำเสียงดุดันและทรงพลังดังขึ้นจากในตัวบ้าน ฟางจิ่วหลินก้าวออกมาพ้นบานประตู เธอไม่ได้ยืนตัวงอหลังค่อมเหมือนร่างเดิม แต่ตอนนี้แผ่นหลังของเธอเหยียดตรงแด่วราวกับทวนเหล็กกล้า แม้ร่างกายของร่างเดิม จะผอมแห้งเหมือนไม้ขีดไฟ แต่รังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมา กลับทำให้ชายฉกรรจ์ทั้งสองคนชะงักงันไปชั่วขณะ
ในมือของหญิงสาวถือมีดอีโต้ผ่าฟืน ที่หยิบฉวยมาจากข้างผนังบ้าน แสงสลัวจากช่องหลังคามุงจาก สะท้อนคมมีดอีโต้ ให้ความรู้สึกอันตรายอย่างพิลึก หนำซ้ำแววตาดุดันของเธอยังดูเหมือนคนที่พร้อมจะแลกด้วยชีวิตอีกต่างหาก