บรรยากาศภายในห้องโถงรับรองใหญ่ของตระกูลซูตึงเครียดหนักหน่วงจนแทบจะจุดไฟติด บนเก้าอี้ประธานฝั่งแขกผู้มาเยือน ปรากฏร่างของชายวัยกลางคนผู้หนึ่งสวมอาภรณ์คลุมยาวสีครามปักร้อยลวดลายเมฆาคล้อย เขานั่งด้วยท่วงท่าสูงส่ง ใบหน้าเชิดขึ้นด้วยความถือดีและหยิ่งยโส ข้างกายของเขามีชายหนุ่มหน้าตาเย่อหยิ่งอีกคนหนึ่งยืนกอดอกอยู่อย่างเงียบเชียบ พวกเขาคู่นี้คือ ‘อุปทูตจาง’ และ ‘หลิวเฟิง’ ผู้เป็ศิษย์พี่ใหญ่ ซึ่งเป็ตัวแทนที่เดินทางมาจากสำนักหมอกคราม
ซูเจิ้นไห่ ประมุขแห่งตระกูลซู นั่งอยู่บนเก้าอี้ฝั่งเ้าบ้านด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก หยาดเหงื่อเม็ดโตผุดซึมขึ้นตามไรผมด้วยความวิตกกังวล เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนลง
“ท่านอุปทูตจาง เื่ราวในครานี้จักต้องมีความเข้าใจผิดอันใดกันแน่ มู่ฝานผู้นั้นเป็คนที่ท่านประมุขของสำนักส่งตัวมาด้วยตนเองเลยนะท่าน”
“เหลวไหลสิ้นดี!”
อุปทูตจางตวาดก้องด้วยเสียงอันดัง พลังปราณแห่งขอบเขตก่อกำเนิดะเิทะลักออกมาแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ จนถ้วยชาบนโต๊ะไม้ด้านข้างสั่นระริก ทำให้น้ำชากระฉอกล้นออกมา
“ทางสำนักหมอกครามของพวกเราส่งเทียบแจ้งอย่างชัดเจนว่าจะส่ง ‘ศิษย์สายในผู้มีพร์อันเลิศล้ำ’ มาแต่งงานเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่าย ทว่ากลับกลายเป็ว่าเ้าเด็กรับใช้สวะที่คอยเฝ้าหอคัมภีร์กลับฉวยโอกาสสับเปลี่ยนตัวตนเดินทางมาแทนเช่นนี้!”
อุปทูตจางชี้นิ้วตรงไปยังใบหน้าของซูเจิ้นไห่อย่างไร้ความเกรงใจ ก่อนจะกล่าวต่อด้วยความเดือดดาล
“เ้ารู้หรือไม่ว่ายามนี้ข่าวลือเื่ดังกล่าวสร้างความเสื่อมเสียให้แก่เกียรติยศของสำนักหมอกครามเพียงใด ผู้คนทั่วทั้งเมืองหลวงต่างพากันหัวเราะเยาะหยันว่าสำนักอันยิ่งใหญ่ของพวกเราสิ้นไร้คนดี จนถึงกับต้องส่งเศษสวะคนกวาดขยะมาแต่งงานกับคุณหนูใหญ่ตระกูลซู!”
ซูเจิ้นหนาน อาสามผู้ทรยศหักหลังตระกูล แสร้งทำสีหน้าตกอกใจนเกินพอดี พลางเอ่ยสมทบขึ้นมาทันควัน
“ตายจริง! ข้าก็เพิ่งจะมาประจักษ์แจ้งในวันนี้เอง เหตุใดลูกเขยผู้นี้จึงดูไร้ซึ่งสง่าราศีของยอดฝีมือ ที่แท้ก็เป็เพียงแค่คนลวงโลกสวมรอยมาหรอกหรือนี่”
ซูเจิ้นหนานหันไปเอ่ยยุยงส่งเสริมพี่ชายของตนด้วยแววตาเ้าเล่ห์
“ท่านพี่! พวกเราถูกมันหลอกลวงเข้าให้แล้ว ยามนี้พวกเราต้องรีบจับกุมตัวมันส่งให้แก่ท่านอุปทูตจางเพื่อรับทัณฑ์ทรมาน เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจของตระกูลซูเราโดยเร็ว”
ซูเหยียนหรานที่นั่งนิ่งเงียบอยู่อย่างสงบนิ่งพลันกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ ั์ตาคู่สวยสั่นไหวด้วยความโกรธขึ้ง นางรู้แจ้งแก่ใจดีว่ามู่ฝานถูกส่งตัวมาตามคำสั่งของท่านประมุขสำนักอย่างแน่นอน ทว่าในยามนี้ดูเหมือนว่าทางสำนักหมอกครามกำลังคิดจะ ‘สละเบี้ย’ ตัวนี้ทิ้งเสีย เพื่อปกป้องชื่อเสียงและรักษาหน้าตาของตนเองภายหลังจากความจริงถูกเปิดเผยออกไป
“เขาหาใช่คนลวงโลกไม่!”
ซูเหยียนหรานลุกขึ้นยืนพลางตวาดออกไปด้วยน้ำเสียงอันแข็งกร้าว
“เขาเป็ผู้ลงมือช่วยกู้หน้าและกอบกู้เกียรติยศของตระกูลซูเอาไว้จากน้ำมือของหวังเถิง อีกทั้งยังช่วยปรุงโอสถสูตรใหม่ให้แก่พวกเรา ตัวเขาทำประโยชน์เพื่อตระกูลซูมากมาย ยิ่งกว่าผู้หลักผู้ใหญ่บางคนในที่แห่งนี้เสียอีก!”
สายตาคมปลาบของหญิงสาวปรายมองตรงไปยังซูเจิ้นหนานอย่างแแฝงความหมายลึกซึ้ง
“หุบปากของเ้าเสีย!”
อุปทูตจางตวาดกร้าวใส่ซูเหยียนหรานอย่างไร้ความปรานี พลังกดดันอันมหาศาลพุ่งเข้าจู่โจมร่างของหญิงสาวผู้ไร้ซึ่งวรยุทธ์ในทันที
“นังเด็กพิการไร้ค่า! กล้าดีอย่างไรจึงมาปากดีเถียงข้าเช่นนี้!”
ซูเหยียนหรานใบหน้าซีดเผือดลงในฉับพลัน ร่างกายระหงซวนเซไปมาคล้ายกับถูกค้อนปอนด์ขนาดั์ทุบเข้าที่หน้าอกอย่างจัง ทว่าในเสี้ยววินาทีวิกฤตนั้นเอง ฝ่ามืออันอบอุ่นและแข็งแกร่งข้างหนึ่งก็พุ่งเข้ามาประคองลาดไหล่ของนางเอาไว้จากทางด้านหลัง พร้อมกับการหลั่งไหลของกระแสพลังปราณอันอบอุ่นสายหนึ่ง ซึ่งเข้าช่วยสลายพลังกดดันของอุปทูตจางให้มลายหายไปจนหมดสิ้น
“คิดจะลงมือรังแกสตรีที่ไม่มีทางสู้อีกแล้วรึ คนของสำนักหมอกครามผู้สูงส่งมีดีเพียงเท่านี้เองหรอกหรือ”
น้ำเสียงอันราบเรียบหากแต่ทรงพลังอำนาจสายหนึ่งดังขึ้น ท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคนที่หันไปมอง มู่ฝานในชุดอาภรณ์เรียบง่ายยืนตระหง่านอยู่เคียงข้างซูเหยียนหราน สีหน้าของเขาเรียบเฉยสงบนิ่งไร้ซึ่งความเกรงกลัวต่อสิ่งใด
“เ้าขยะมู่ฝาน!” อุปทูตจางลุกพรวดพราดขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความโกรธเกรี้ยว “ไอ้ศิษย์ทรยศสารเลว เ้าบังอาจขโมยป้ายคำสั่งล้ำค่าเพื่อปลอมแปลงฐานะเป็ศิษย์สายใน วันนี้ข้าจะลงทัณฑ์ด้วยการทำลายวรยุทธ์ของเ้าให้สิ้นซาก แล้วลากคอกลับไปรับโทษทัณฑ์ที่สำนัก!”
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เป็เพียงแค่ละครฉากใหญ่ที่ถูกจัดฉากขึ้นมา มู่ฝานสามารถมองทะลุปรุโปร่งล่วงรู้ถึงเจตนาของอีกฝ่ายได้ในทันที ทางสำนัก้าโยนความผิดบาปทั้งหมดมาที่ตัวเขา เพื่อล้างมลทินแปดเปื้อนและประกาศให้ใต้หล้ารู้ว่าสำนักมิได้ส่งเศษสวะมาแต่งงาน ทว่าถูกเศษสวะผู้นี้ลอบขโมยตัวตนมาต่างหาก
“ขโมยป้ายคำสั่งอย่างนั้นหรือ”
มู่ฝานแค่นเสียงหัวเราะเยาะหยันในลำคอ
“ท่านอุปทูต ท่านช่างเอ่ยวาจาได้น่าขันสิ้นดี ศิษย์รับใช้ต้อยต่ำผู้หนึ่งจะสามารถลอบเข้าไปขโมยป้ายคำสั่งสำคัญจากยอดเขาหลักที่มีการคุ้มกันอย่างแ่าถึงเพียงนั้นได้อย่างไรกัน”
“หลักฐานมัดตัวแ่าถึงเพียงนี้ เ้ายังกล้ามาปากดีเถียงคำไม่ตกฟากอีกรึ!”
อุปทูตจางหันไปพยักหน้าส่งสัญญาณให้แก่ชายหนุ่มผู้นั่งอยู่ด้านข้าง
“หลิวเฟิง ลงมือจัดการมันซะ! สั่งสอนให้เ้าขยะผู้นี้ได้ประจักษ์แจ้งว่าความแตกต่างระหว่างศิษย์สายในตัวจริงกับของปลอมลอกเลียนแบบมันเป็เช่นไร!”
“รับบัญชาขอรับ ท่านอาจารย์อา”
หลิวเฟิง ยอดศิษย์สายในผู้มีระดับพลังอยู่ในขอบเขตรวบรวมปราณขั้นที่แปดระดับสูงสุด ก้าวเท้าออกมาเบื้องหน้าพร้อมรอยยิ้มอันเหี้ยมเกรียม
“ไอ้เศษสวะ ได้ยินว่าเ้าใช้อุบายสกปรกต่ำช้าจนสามารถเอาชนะหวังเถิงมาได้สินะ ทว่าในวันนี้เ้าได้เผชิญหน้ากับยอดฝีมือที่แท้จริงแล้ว อย่าหวังเลยว่าจักมีชีวิตรอดกลับออกไปได้!”
หลิวเฟิงตวัดชักกระบี่ยาวสีเงินยวงออกจากฝัก ประกายคมกระบี่อันเย็นเยียบสว่างวาบสะท้อนไปทั่วทั้งห้องโถงรับรอง
“เพลงกระบี่หมอกคราม... กระบวนท่าสังหารเมฆา!”
หลิวเฟิงไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่า พุ่งทะยานคมกระบี่เข้าใส่จุดตายบนร่างกายของมู่ฝานในทันที ตัวกระบี่เคลื่อนไหวรวดเร็วและรุนแรงดุดันสมดั่งฐานะศิษย์สายในอันดับต้นๆ ของสำนัก
ซูเจิ้นไห่ถึงกับต้องหลับตาลงด้วยความหวาดกลัว มิกล้าทนมองภาพเบื้องหน้า ซูเหยียนหรานเองก็กรีดร้องออกมาด้วยความขวัญเสีย
“มู่ฝาน ระวัง!”
ทว่ามู่ฝานกลับยังคงยืนนิ่งเฉย มิได้ขยับเคลื่อนไหวร่างกายเลยแม้แต่ปลายนิ้ว เขาทอดสายตามองปลายคมกระบี่ที่พุ่งตรงเข้ามาด้วยแววตาอันแสนน่าเบื่อหน่าย
Inสายตาของบุคคลอื่น กระบี่เล่มนี้อาจรวดเร็วปานสายฟ้าฟาด ทว่าในครรลองสายตาของมู่ฝานผู้ ‘กายากระบี่ดารา’ และทักษะวิเศษจาก ‘ดวงตาหยั่งรู้’ ท่าร่างการเคลื่อนไหวของหลิวเฟิงกลับเต็มไปด้วยช่องโหว่ร้ายแรงนับร้อยจุด
“ช้าเกินไป เบาเกินไป และไร้ซึ่งแก่นสารโดยสิ้นเชิง”
Inยามที่ปลายคมกระบี่เคลื่อนเข้ามาห่างจากหน้าอกเสื้อเพียงหนึ่งคืบ มู่ฝานพลันยกสองนิ้วมือขึ้นคีบจับรับเอาไว้
หมับ!
เสียงโลหะเกิดการสั่นะเืดังสะท้อนก้องกังวานไปทั่ว คล้ายกับว่าทุกสรรพสิ่งรอบกายจะหยุดนิ่งลงในฉับพลัน ปลายกระบี่เหล็กกล้าชั้นดีของหลิวเฟิงกลับถูกสองนิ้วของมู่ฝานคีบตรึงเอาไว้แ่า ราวกับกำลังคีบจับตะเกียบไม้อย่างไรอย่างนั้น
“อะ... เป็ไปได้อย่างไรกัน!”
หลิวเฟิงเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด เขาพยายามโคจรพลังเพื่อออกแรงดึงรั้งกระบี่คู่กายกลับคืนมา ทว่าตัวกระบี่กลับราวกับถูกเทือกเขาพันลูกกดทับเอาไว้ จนมิอาจขยับเคลื่อนไหวได้เลยแม้เพียงเศษเสี้ยวองคุลี
“นี่น่ะหรือคือฝีมือของศิษย์สายในตัวจริง”
มู่ฝานเอียงคอเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มหยัน
“หากมาตรฐานของสำนักหมอกครามตกต่ำลงจนเหลืออยู่เพียงเท่านี้ ข้าว่าตัวข้าขอยอมเป็ของปลอมลอกเลียนแบบเสียยังจะดีกว่า”
“เ้าขยะ ปล่อยกระบี่ของข้าเดี๋ยวนี้นะ!”
หลิวเฟิงใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายขายหน้าอย่างถึงที่สุด มันรีบเร่งเร้าพลังปราณทั่วร่างทั้งหมดที่มี หวังจะะเิพลังซัดใส่ร่างของอีกฝ่าย
“อยากได้คืนกลับไปนักใช่หรือไม่ เช่นนั้นก็เอาคืนไปซะ!”
มู่ฝานสะบัดปลายนิ้วเบาๆ
เคร้ง!
กระบี่เหล็กกล้าชั้นดีพลันหักสะบั้นออกเป็สองท่อนในพริบตา พร้อมกับมวลแรงดีดสะท้อนมหาศาลที่ส่งร่างของหลิวเฟิงลอยปลิวละลิ่วกระเด็นข้ามศีรษะของอุปทูตจาง พุ่งไปกระแทกเข้ากับเสาหินต้นใหญ่ทางด้านหลังจนเกิดรอยร้าวเป็ทางยาว
“อั่ก!”
หลิวเฟิงกระอักโลหิตคำโตออกมาเต็มปาก ก่อนจะสลบเหมือดแน่นิ่งไปในทันที
ความเงียบงันอันน่าอึดอัดเข้าปกคลุมไปทั่วทั้งห้องโถงใหญ่อีกครา เงียบสงัดเสียจนแทบจะได้ยินเสียงเข็มร่วงหล่นลงพื้น อุปทูตจางถึงกับอ้าปากค้าง ดวงตาทั้งสองข้างแทบจะถลนออกมานอกเบ้า ศิษย์สายในระดับขอบเขตรวบรวมปราณขั้นที่แปดระดับสูงสุด กลับต้องมาพ่ายแพ้ยับเยินภายในกระบวนท่าเดียว แถมยังถูกหักทำลายอาวุธคู่กายด้วยมือเปล่าเช่นนี้อีกรึ
“เ้า... เ้า...”
อุปทูตจางชี้นิ้วตรงไปยังมู่ฝานด้วยฝ่ามือที่สั่นระริกด้วยความโกรธระคนหวาดหวั่น
“เ้าใช้วิชามารชั่วช้าอันใดกันแน่!”
มู่ฝานปัดฝุ่นละอองออกจากปลายนิ้วมืออย่างแ่เบา ก่อนจะสาวเท้าก้าวสามขุมตรงเข้าไปหาอุปทูตจางพลางเอ่ยตอบ
“วิชามารอย่างนั้นหรือ สิ่งนี้เขาเรียกว่าความแข็งแกร่งที่แท้จริงต่างหากเล่า”
“พวกท่านพร่ำบอกว่าข้าเป็ตัวปลอมเพียงเพราะคิดว่าข้าอ่อนแอ ทว่าในยามนี้ ศิษย์สายในตัวจริงของท่านกลับลงไปนอนจมกองโลหิตหมดสภาพ ส่วนตัวข้ายังคงยืนตระหง่านอยู่ตรงนี้ ตกลงแล้วผู้ใดกันแน่ที่เป็ของจริง”
สิ้นประโยค แรงกดดันอันมหาศาลพลันแผ่ทะลักออกมาจากร่างของมู่ฝาน มันไม่ใช่ระดับพลังของขั้นที่เจ็ดอีกต่อไป ทว่ามันคือกระแสพลังอันแกร่งกล้าของขอบเขตรวบรวมปราณขั้นที่เก้า ระดับสูงสุด
“ขอบเขตรวบรวมปราณขั้นที่เก้า ระดับสูงสุด!” ซูเจิ้นไห่ถึงกับอุทานร้องเสียงหลงด้วยความใ “นี่เขาสามารถทะลวงผ่านคоขวดได้แล้วอย่างนั้นรึ!”
อุปทูตจางใบหน้าซีดเผือดลงทันตา ยามนี้เขาตระหนักแล้วว่าตนเองประเมินเด็กหนุ่มตรงหน้าต่ำเกินไปมาก
“ดี! ดีล้ำยิ่งนัก! เ้าช่างซ่อนคมเอาไว้ได้ลึกล้ำจริง ทว่าเ้าคิดหรือว่าลำพังเพียงแค่ขั้นที่เก้าจะสามารถมากำแหงโอหังต่อหน้าตัวข้าผู้มีพลังขอบเขต ‘ก่อกำเนิด’ ได้!”
อุปทูตจางหมดสิ้นความอดทนลงในที่สุด เขาตัดสินใจลงมือด้วยตนเองเพื่อกู้คืนหน้าตาของสำนัก ฝ่ามือพลังปราณขนาดั์ที่ก่อตัวขึ้นจากกระแสลมปราณสีครามเข้มพุ่งทะยานเข้าใส่ร่างของมู่ฝานอย่างรุนแรง หมายจะบดขยี้อีกฝ่ายให้แหลกลาญคาที่
“จงตกตายไปเสียเถอะ ไอ้เด็กโอหังอวดดี!”
แรงกดดันจากขอบเขตก่อกำเนิดรุนแรงหนักหน่วงเสียจนส่งผลให้พื้นศิลาของห้องโถงแตกร้าวเป็รอยลึก ซูเหยียนหรานถึงกับหวีดร้องออกมาด้วยความสิ้นหวัง
ทว่ามู่ฝานกลับเพียงแค่แสยะยิ้มที่มุมปากอย่างเ็า
“ขอบเขตก่อกำเนิดขั้นต้น ก็มีดีเพียงเท่านี้เองหรอกหรือ”
ชายหนุ่มกำหมัดขวาแ่า ลำแสงแห่งดวงดาราสีเงินยวดสว่างวาบเข้าห่อหุ้มหมัดเอาไว้ในทันที
“หมัดดาราถล่มปฐี!”
มู่ฝานชกหมัดสวนออกไปเข้าปะทะกับฝ่ามือลมปราณั์นั้นตรงๆ อย่างหักหาญ
ตูม!
เสียงะเิจากการปะทะพลังดังกึกก้องกัมปนาทะเืเลื่อนลั่น ฝุ่นละอองฟุ้งกระจายตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ร่างหนึ่งกระเด็นถอยหลังออกมาสามก้าวใหญ่ ซึ่งนั่นก็คือมู่ฝาน ทว่าอีกร่างหนึ่งกลับลอยปลิวทะยานทะลุบานประตูห้องโถงออกไปนอนกลิ้งคลุกฝุ่นอยู่กลางลานกว้างด้านนอกคฤหาสน์
“ท่านอุปทูตจาง!” ซูเจิ้นหนานแผดเสียงร้องลั่นด้วยความขวัญหนีดีฝ่อ
อุปทูตจางพยุงกายลุกขึ้นมาด้วยสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิงกระเซอะกระเซิง คราบโลหิตสีแดงฉานไหลซึมออกมาจากมุมปาก เขาจ้องมองตรงไปยังมู่ฝานด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด
“เป็ไปมิได้ ขอบเขตรวบรวมปราณจะสามารถต้านทานรับมือกับยอดฝีมือขอบเขตก่อกำเนิดได้อย่างไรกัน!”
มู่ฝานก้าวเท้าเดินออกมาหยุดยืนอยู่บริเวณหน้าประตูโถง สายตาทอดมองต่ำลงไปยังร่างของอุปทูตจางราวกับราชสีห์ผู้ยิ่งใหญ่ที่กำลังจ้องมองสุนัขจรจัด
“จงกลับไปบอกกล่าวแก่เ้าสำนักของพวกท่าน ว่านับแต่บัดนี้เป็ต้นไป มู่ฝานผู้นี้ได้ตัดขาดความสัมพันธ์กับสำนักหมอกครามลงอย่างสิ้นเชิงแล้ว”
“นับั้แ่ยามนี้ ข้าคือคนของตระกูลซู หากผู้ใดบังอาจมารังแกคนของข้า หรือกล้าดีคิดแตะต้องภรรยาของข้า ข้าจักเดินทางไปบดขยี้และถล่มมันให้สิ้นซากถึงรัง!”
คำประกาศกร้าวอันทรงพลังดังก้องกังวานไปทั่วทั้งคฤหาสน์ ซูเหยียนหรานทอดสายมองแผ่นหลังอันกว้างใหญ่และมั่นคงของสามี หยาดน้ำตาแห่งความซาบซึ้งใจเอ่อล้นไหลรินอาบสองแก้มเนียน Inที่สุด นางก็มีผู้ที่สามารถปกป้องและพึ่งพาได้อย่างแท้จริงเสียที
ทางด้านอุปทูตจางได้แต่ขบกรามแน่นจนได้ยินเสียงกึกด้วยความเคียดแค้นชิงชัง
“ฝากเอาไว้ก่อนเถิด เ้ากล้าลงมือทำร้ายคนของสำนักหมอกคราม เื่ราวในครานี้ไม่จบลงโดยง่ายแน่!”
กล่าวจบ เขาก็รีบหิ้วร่างอันไร้สติของหลิวเฟิงแล้วพากันหลบหนีออกจากเขตตระกูลซูไปอย่างทุลักทุเลและอับอายขายหน้า
มู่ฝานทอดสายตามองส่งคนเ่าั้จนกระทั่งลับสายตา ก่อนที่ร่างกายของเขาจะเกิดอาการเซวูบไปเล็กน้อย การเข้าปะทะหักหาญกับผู้มีพลังขอบเขตก่อกำเนิดนั้น สิ้นเปลืองพลังปราณในร่างของเขาไปมิใช่น้อย แม้ว่ากายาของเขาจะแข็งแกร่งปานใด ทว่าช่องว่างระหว่างขอบเขตพลังอันยิ่งใหญ่ก็ยังคงสร้างภาระหนักหน่วงให้แก่ร่างกายอยู่ดี
“มู่ฝาน!” ซูเหยียนหรานรีบรุดวิ่งเข้ามาช่วยประคองร่างของเขาไว้ด้วยความห่วงใย
“ข้ามิเป็ไรหรอก” มู่ฝานเผยรอยยิ้มบางเบาบนใบหน้าอันซีดเผือด “เพียงแค่รู้สึกหิวโหยอยู่บ้าง ค่ำคืนนี้ข้าขอเพิ่มไก่อบอีกสักตัวจะได้หรือไม่”
ณ มุมมืดมิดบริเวณภายนอกกำแพงตระกูลซู ปรากฏสายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องมองเหตุการณ์ความวุ่นวายทั้งหมดด้วยความตกตะลึงลาน หวังเลี่ย ผู้เป็ประมุขแห่งตระกูลหวังกำหมัดแน่นจนเล็บจิกลึกเข้าไปในเนื้อด้วยความเดือดดาล
“ขอบเขตรวบรวมปราณขั้นที่เก้า ระดับสูงสุด ทั้งยังสามารถต้านทานรับมือกับผู้มีพลังขอบเขตก่อกำเนิดได้อีกรึ เ้าเด็กนั่นมันเป็ปีศาจกลับชาติมาเกิดชัดๆ!”
“ท่านประมุข พวกเราจักกระทำสิ่งใดต่อไปดี” สมุนคนสนิทเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
หวังเลี่ยหรี่ตาทั้งสองข้างลง แววตาอันโเี้อำมหิตฉายชัดออกมาอย่างน่ากลัว
“ในเมื่อส่งยอดฝีมือไปลอบสังหารล้มเหลว แผนการตัดเสบียงก็ไร้ผล อีกทั้งสำนักหมอกครามยังมิอาจสยบมันลงได้ คงถึงเวลาที่ข้าจำต้องนำแผนการขั้นเด็ดขาดออกมาใช้งานเสียที จงไปเตรียมการให้พร้อม อีกสามวันข้างหน้าจักถึงงานประลองยุทธ์ประจำเมืองเมฆาคล้อย วันนั้นจักต้องแปรเปลี่ยนเป็วันตายของตระกูลซูอย่างแน่นอน!”