ท่ามกลางป่ารกทึบบริเวณใกล้ๆกับเหมืองแร่ หลังจากที่จัดการกับศพของพวกก็อบลินจนไม่เหลือร่องรอยใดๆที่จะเชื่อมโยงไปถึงแร่มิธริวได้อีกแอเรียสก็มุ่งหน้าเข้ามาสำรวจเส้นทางของพวกมันทันที และก็เป็นไปตามที่เขาคาดจริงๆ เจ้าพวกนี้เคลื่อนไหวกันอย่างไม่มีแบบแผนอะไร พวกมันทิ้งรอยเท้าเอาไว้บนพื้นดินเต็มไปหมด
รอยเท้าของฝูงก็อบลินมองเผินๆก็ดูคล้ายกับรอยเท้าของเด็กกลุ่มใหญ่ที่มันเล่นซนอยู่ในป่า แต่หากมองดีๆจะเห็นว่านี่ไม่ใช่รอยเท้ามนุษย์ ในหมู่ของรอยเท้านับสิบมีรอยหนึ่งที่ดูจะมีน้ำหนักตัวมากกว่าตัวอื่นและมันจะเดินอยู่ท้ายฝูงตลอด ซึ่งก็น่าจะเป็นเจ้าตัวระดับปีศาจที่แอเรียสพึ่งแยกร่างของมันออกเป็นสองส่วน นิสัยของจ่าฝูงก็อบลินมักจะให้พวกลูกสมุนในฝูงรับหน้าแทน มันไม่ยอมเอาตัวเองไปเสี่ยงอันตรายหรอก
“ ออกมาได้แล้ว “
แอเรียสหันไปด้านหลังพร้อมจ้องมองไปยังพุ่มไม้ที่ขยับอยู่เล็กน้อยด้วยสายตาดุๆ เพียงครู่เดียวก็มีภูตน้อยตัวหนึ่งบินออกมาจากพุ่มไม้ด้วยรอยยิ้มระรื่น
“ พี่แอเรียสเห็นข้าได้ยังไง“
โอลิเวียเอียงคอถามด้วยความสงสัย แต่ใบหน้าของนางไม่มีความกลัวต่อเสียงดุของแอเรียสเลยแม้แต่น้อย นางเห็นแอเรียสทำหน้าดุๆแบบนี้จนชินแล้วล่ะ
“ เจ้าลืมไปแล้วหรอว่าเจ้ากับข้าทำพันธะสัญญากัน เจ้าหาข้าเจอได้ยังไง ข้าก็หาเจ้าเจอด้วยวิธีเดียวกันนั่นแหละ “
แอเรียสพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายใจเล็กๆ เขาและโอลิเวียมีพันธะสัญญาที่เชื่อมต่อกัน ด้วยเหตุนี้ทั้งเขาและนางจึงรับรู้ถึงตัวตนของอีกคนได้ตลอดเวลา มันก็เหมือนตอนที่โอลิเวียบุกมาช่วยแอเรียสเมื่อครั้งเกิดสงครามนั่นแหละ
“ ข้าลืมไปได้ยังไงล่ะเนี่ย“
โอลิเวียเอามือตีไปที่หน้าผากตัวเอง ก่อนจะพยักหน้าออกมาพร้อมกับทำความเข้าใจ
“ แล้วนี่เจ้าตามข้ามาทำไมโอลิเวีย“
“ ก็อยู่ที่ตระกูลมันน่าเบื่อจะตายพวกฟิโน่ฟิเนีย กับฟินี่ พอกินอาหารเสร็จก็เอาแต่หลับทั้งวันไม่ยอมเล่นกับข้าเลย จะให้ไปเล่นกับท่านปู่ก็น่าเบื่อ ท่านแม่ก็ดูยุ่งๆ ส่วนท่านพ่อก็มัวแต่ซ้อมดาบเล่มใหม่ทั้งวัน “
โอลิเวียเบะปากพร้อมกับบ่นออกมายืดยาวด้วยน้ำเสียงเซ็งๆ แม้อายุนางจะครบสิบเอ็ดปีเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนหรือแม้นางจะฉลาดกว่าเด็กในช่วงวัยเดียวกัน แต่นางยังคงเป็นเด็กคนหนึ่งที่รักในการเล่นซุกซนอยู่
“ เจ้าไม่รู้หรือยังไงว่าที่นี่มันอันตราย“
แอเรียสบ่นออกมาด้วยเสียงดุๆ
“ มีพี่แอเรียสอยู่ทั้งคน ท่านปกป้องข้าได้อยู่แล้ว “
พูดจบโอลิเวียก็ถือวิสาสะบินไปนั่งอยู่บนบ่าของแอเรียสทันที แอเรียสถอนหายใจออกมาพร้อมกับเหลือบสายตาไปมองภูตตัวน้อยที่ดูจะไม่รู้ร้อนรู้หนาวต่ออันตรายใดๆ เขาไม่รู้เลยว่านางมั่นใจในตัวเขาหรือแค่จะหาข้ออ้างในการไปเที่ยวซนกันแน่
“ ตามข้ามานี่เจ้ารู้หรอว่าข้ากำลังจะไปไหน“
แอเรียสหันถามโอลิเวียอีกครั้ง แน่นอนว่านางรีบตอนเขาอย่างทันควัน
“ ไม่รู้ “
โอลิเวียตอบด้วยรอยยิ้มซื่อๆของนาง
“ ข้าจะไปกำจัดฝูงก็อบลิน“
“ ก็อบลินหน้าตามันเป็นยังไง? “
“ ก็เหมือนกับเจ้าพวกที่นอนตายเกลื่อนกลาดอยู่หน้าเหมืองแร่นั่นไง เจ้าผ่านมาไม่เห็นพวกมันบ้างเหรอ “
“ ยี๊ เจ้าพวกตัวหน้าตาน่าเกลียดพวกนั้นน่ะเหรอก็อบลิน “
โอลิเวียทำสีหน้าสะอิดสะเอียนออกมายามที่นึกถึงหน้าของก็อบลินที่นอนตายอยู่หน้าเหมืองแร่ ตอนที่นางพบเจอพวกมันนางถึงกับผงะออกมาด้วยความตกใจก่อนที่จะบินเลี่ยงไปเส้นทางอื่นในทันที ที่แท้เจ้าตัวสีเขียวพวกนั้นมันก็เรียกว่าก็อบลินนี่เอง
“ ถ้ากลัวก็กลับไปตระกูลก่อนก็ได้“
“ ข้าไม่พวกกลัวพวกมันซะหน่อย ก็แค่สัตว์อสูร “
โอลิเวียยืดอกออกมาเล็กน้อยพร้อมทำหน้าตาขึงขัง แต่แอเรียสกลับมองว่านางกำลังทำตัวน่าขบขันเสียมากกว่า ดูก็รู้ว่านางรู้สึกกลัวหน้าพวกก็อบลินเพียงแต่แกล้งสะกดความกลัวเอาไว้เท่านั้น ไม่รู้ว่าความต้องการเที่ยวเล่นหรืออะไรกันแน่ที่เป็นตัวผลักดันให้นางดื้อดึงไม่ยอมกลับตระกูลเช่นนี้
เมื่อเห็นว่าโอลิเวียยืนยันที่จะเดินทางไปด้วยแอเรียสก็ไม่ได้ว่าอะไรนางอีก ทั้งสองคนช่วยกันตามร่องรอยของพวกก็อบลินไปอย่างช้าๆ ถึงแม้ว่าโอลิเวียแทบจะไม่ได้ช่วยอะไรนอกจากเพิ่มน้ำหนักบนบ่าให้กับแอเรียสก็เถอะ ยิ่งตามรอยเท้าของพวกก็อบลินไปมากเท่าใดก็ยิ่งเข้าไปในป่าลึกมากเท่านั้น
สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นหญ้าที่ขึ้นรกเต็มไปหมด มีต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ให้ร่มเงาจนผืนป่าแถบนี้แทบจะกลายเป็นสีดำสนิท โชคดีที่ยังพอมีแสงแดดเล็ดลอดมาให้มองเห็นทางบ้าง บนก้อนหินเต็มไปด้วยมอสที่ขึ้นเกาะเต็มไปหมด มีทางเดินแคบๆขนาดประมาณสองฟุตที่น่าจะเป็นทางเดินของพวกก็อบลินเพราะมีรอยเท้าขนาดเล็กย่ำอยู่เต็มไปหมด
“ พี่แอเรียสนั่นเลือด”
โอลิเวียกระซิบพร้อมทำหน้าเหยเกมองไปที่รอยเลือดที่ลากยาวไปบนพื้นหญ้า
“ คงจะเป็นสัตว์ที่พวกมันล่ามาได้นั่นแหละ“
แอเรียสก้มมองสำรวจไปที่เลือดนั้นเล็กน้อย นั่นเป็นเลือดของอสูรไม่ใช่เลือดของมนุษย์ ดูจากรอยเลือดพึ่งแห้งไปเมื่อไม่นาน บางทีอาจจะเจอตัวพวกมันในอีกไม่ช้านี้
“ เจ้ากล้าจะสังหารพวกมันหรือเปล่าโอลิเวีย“
แอเรียสเอ่ยถามด้วยสีหน้าจริงจัง การสังหารศัตรูคือบทเรียนสำคัญที่จะต้องเริ่มต้นสอนให้กับนาง หากนางอยู่บนโลกนี้ด้วยความใจอ่อนแล้วไม่กล้าสังหารผู้ใด สักวันความใจอ่อนนั้นก็จะกลับมาเล่นงานตัวนางเอง แม้จะเคยพร่ำบอกโอลิเวียไปหลายครั้งแต่นั่นก็เป็นเพียงทฤษฏีเท่านั้นไม่ใช่การปฏิบัติหรือการต่อสู้จริง เขาอยากจะรู้เหมือนกันว่านางจะกล้าลงมือสังหารพวกก็อบลินหรือไม่
“ ให้ข้าฆ่าพวกมันอย่างนั้นเหรอ..กะ..กล้าสิ ทำไมจะไม่กล้า “
เมื่อนึกถึงภาพการสังหารโอลิเวียก็รู้สึกหวั่นใจขึ้นมา แต่เมื่อเห็นความคาดหวังในดวงตาของแอเรียสนางก็กดความกลัวเหล่านั้นเอาไว้แล้วตั้งท่าขึงขังคล้ายผู้ที่พร้อมจะต่อสู้ในทันที
“ ก็ดี งั้นการทดสอบแรกลองโจมตีไปที่พุ่มไม้ทางด้านหลังทีสิ สมมุติว่านั่นคือก็อบลินเจ้าจะโจมตีแบบไหนถึงจะสังหารมันได้ “
แอเรียสลองทดสอบนางในทันที
เมื่อเห็นว่าสิ่งที่ทดสอบเป็นเพียงต้นไม้พุ่มใหญ่พุ่มหนึ่งโอลิเวียก็ไม่มีความกลัวอีกต่อไป นางตั้งท่าเตรียมพร้อมโจมตีในทันที
“ จิตนาการไปด้วยว่านั่นคือก็อบลินจริงๆ อย่าลืมเตรียมใจเอาไว้ว่าเจ้าจะสังหารมัน “
แอเรียสพูดกับโอลิเวียอย่างแผ่วเบาแต่น้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยความจริงจังราวกับอาจารย์ที่กำลังจะมอบบทเรียนครั้งสำคัญให้กับศิษย์
แม้โอลิเวียจะไม่เข้าใจว่าแอเรียสจะจริงจังอะไรกันหนักหนากับแค่การโจมตีใส่พุ่มไม้พุ่มหนึ่งแต่นางก็ทำตามที่แอเรียสบอกแต่โดยดี นางพุ่งมองไปที่พุ่มไม้พุ่มนั้นด้วยสายตามุ่งมั่น ภาพของก็อบลินถูกจินตนาการขึ้นซ้อนทับกับต้นไม้จนกลายเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา เมื่อจินตนาการว่านั่นคือก็อบลินก็ทำให้โอลิเวียรู้สึกหวาดหวั่นอยู่เล็กน้อย นางยังไม่เคยสังหารมาก่อน แต่ทันใดนั้นนางก็กัดฟันแล้วปลดปล่อยเวทพฤกษาของนางออกมา เถาวัลย์พันเกลียวกลายเป็นดั่งหอกแหลมคมพุ่งไปที่พุ่มไม้นั่นอย่างรวดเร็ว มันทะลุทะลวงผ่านพุ่มไม้พุ่มนั้นไปอย่างง่ายดาย
แต่แล้วสิ่งที่ทำให้โอลิเวียต้องตะลึงจนตาค้างก็เกิดขึ้น ต้นไม้ที่นางจิตนาการว่าเป็นก็อบลินกลับร้องออกมาเสียงหลงก่อนที่จะเงียบลงไป โอลิเวียขมวดคิ้วอย่างไม่อาจจะเข้าใจได้ว่าเกิดอะไรขึ้น นี่พลังจินตนาการของนางแรงกล้าจนถึงขั้นจินตนาการเสียงร้องของก็อบลินได้เลยเหรอ แต่หากนั่นเป็นเพียงจินตนาการทำไมเสียงแสบแก้วหูนี่ยังก้องอยู่ในหูของนางเลยล่ะ เมื่อใช้พลังเวทตรวจสอบไปรอบๆนางก็พบว่าจุดที่นางและแอเรียสยืนอยู่ถูกล้อมรอบไปด้วยฝูงก็อบลินขนาดใหญ่ และที่หลังพุ่มไม้นั่นมีตัวหนึ่งที่นอนตายอยู่ นั่นทำให้สติของโอลิเวียพร่าเบลอจนไม่รู้จะทำสิ่งใดต่อไป แม้จะฟังคำบอกเล่าเรื่องการฆ่าจากปากของแอเรียสมาหลายครั้ง แต่เมื่อได้ลงมือครั้งแรกทำไมมันช่างแตกต่างกันลิบลับ นี่นางสังหารมันจริงๆน่ะเหรอ
“ ศัตรูก็คือศัตรูเมื่อสังหารไปแล้วก็ไม่ต้องคิดสงสารมัน เตรียมใจก่อนที่จะสังหารจำคำของข้าเอาไว้ให้ดี “
เสียงของแอเรียสกระตุ้นโสตประสาทที่ยังคงมึนงงของโอลิเวียให้กลับมาอีกครั้ง นางมองหน้าแอเรียสอย่างไม่ค่อยเข้าใจว่านี่เกิดอะไรขึ้น มือน้อยๆของนางรู้สึกสั่นไหวเล็กๆอย่างไม่อาจจะควบคุม นี่มันความรู้สึกอะไรกัน นางเองก็ไม่อาจจะให้คำตอบได้ แต่โอลิเวียรู้สึกราวกับเวลาช่างเดินไปอย่างเชื่องช้านัก มันเหมือนกับมีความรู้สึกผิดที่เป็นหมอกดำเกาะกุมในจิตใจของนาง นี่นางฆ่าสิ่งมีชีวิตอื่นจริงๆน่ะเหรอ
“ มองหน้าข้าไว้โอลิเวีย มือของข้าสังหารศัตรูมานับไม่ถ้วน หากเจ้าคิดว่าสิ่งที่เจ้าทำนั่นคือสิ่งเลวร้าย เจ้าก็จงมองดูข้าที่เป็นยิ่งกว่าปีศาจที่ชั่วร้าย นั่นอาจจะทำให้เจ้ารู้สึกดีขึ้นมาบ้าง “
แอเรียสลูบไปที่ใบหน้าของภูตสาวตัวน้อยอย่างแผ่วเบาก่อนจะหันสายตาของนางให้มามองหน้าเขาเอาไว้ แม้บทเรียนนี้มันโหดร้ายเกินไปสำหรับเด็กสิบเอ็ดขวบ แต่เมื่อนางเลือกที่จะทำพันธะสัญญาและเดินไปในเส้นทางเดียวกับเขา นางก็ต้องเรียนรู้สิ่งนี้เอาไว้ เส้นทางที่เขาเดินไปข้างหน้ามันคงต้องแปดเปื้อนรอยเลือดอีกนับไม่ถ้วน หากนางเกรงกลัวแค่การฆ่าฟันสัตว์อสูร นั่นอาจจะเป็นผลร้ายต่อตัวนางเอง
“ อื้มมม “
โอลิเวียจ้องไปที่ใบหน้าของแอเรียสด้วยความเชื่อใจก่อนพยักหน้าเล็กๆพร้อมกับเม้มปากแน่น หากมองชัดๆจะว่าที่หางตาของนางมีหยดน้ำตาเล็กๆอยู่หนึ่งหยด นี่เป็นความอดทนสูงสุดเท่าที่นางจะแสดงออกมาได้แล้วในเวลานี้ ในสายตาของนางไม่เคยมองแอเรียสเป็นปีศาจเลยแม้แต่ครั้งเดียว แอเรียสคือแสงสว่างที่ฉุดนางออกมาจากโลกอันมืดมิด หากแอเรียสคือปีศาจนางก็พร้อมที่จะเป็นปีศาจไปพร้อมกับเขาเช่นกัน