จอมเวทนักล่าแห่งเบลลาทอร์

    บทที่ 65 กิจกรรมพิเศษ

    เช้าวันใหม่มาถึง นิโคลัสยังคงทำตามกิจวัตรเช่นเดิม

    เขาออกวิ่งแต่เช้ามืด ฝึกฝนเวทในป่า และฟังรายงานข่าวสารจากสายสืบตัวน้อยอย่างผ่อนคลาย ท่ามกลางหมอกจางแห่งรุ่งอรุณ สิ่งที่ได้ฟังล้วนเป็นข่าวดี เหตุการณ์ภายนอกยังคงสงบ ไม่มีภัยร้ายใดปรากฏ

     

    วันนี้ อาจารย์ลึกลับผู้มอบตำราจารึกเวทให้เขาไม่ได้ปรากฏตัว ทำให้นิโคลัสที่เตรียมคำถามไว้เต็มหัวต้องอดทนรอต่อไป

    แม้ตำราจะมีเพียงสองหน้า แต่เขากลับเข้าใจเนื้อหาได้เพียงหนึ่งในสิบเท่านั้น ทั้งที่ตั้งใจอ่านอยู่นานหลายชั่วโมง...

    ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาทีละน้อย เพื่อตกผลึกความคิด เพราะความซับซ้อนเช่นนี้ทำให้ นักจารึก มีจำนวนน้อยมาก

     

    เช้าวันพุธ ห้องอัลลิคอร์นไม่มีคาบเรียนในช่วงแรก นิโคลัสจึงใช้เวลาอ่านหนังสือ "พื้นฐานเวทมนตร์" อย่างตั้งอกตั้งใจ

    เนื้อหาเหล่านั้นเขาเคยได้เรียนจากจอมเวทรอยมาแล้ว แม้จะไม่เหมือนทั้งหมด แต่รากฐานเดียวกันทำให้เข้าใจได้รวดเร็ว แถมสิ่งที่ชายชราเคยสอน ยังละเอียดและลึกซึ้งกว่าในตำราเสียอีก

     

    วันนี้ยังเป็นวันสำคัญ เพราะถือเป็นวันแรกที่นักศึกษาทุกคนจะได้เรียน วิชาสามัญ ร่วมกันพวกเขาจะต้องอยู่ร่วมห้องนี้ไปตลอดห้าปีของการเรียนที่สถาบันวาลเดียลา ส่วนปีที่หกจะเป็นช่วงของการออกภาคสนาม ทำภารกิจจริง ไม่มีคาบเรียนรวมอีกต่อไป

     

    นิโคลัสมาถึงห้องเรียนก่อนเวลาเล็กน้อย เพื่อนร่วมชั้นหลายคนเริ่มจับกลุ่มพูดคุยกันแล้วบางคนเรียกชื่อเขา บ้างก็เรียกว่า ‘หัวหน้าห้อง’ ด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า

    ขณะที่นักศึกษาจากอัลมอริสยังคงเงียบเฉยราวกับวางกำแพงบาง ๆ ไว้โดยไม่พูดออกมา

    องค์หญิงเซอรินาเองก็ไม่ต่างกัน เธอยังคงทำสีหน้าบึ้งตึง และเมินเฉยต่อเขาเช่นเคย

    นิโคลัสเลือกนั่งแถวกลาง ไม่ใช่ด้านหน้า เขาวางสิ่งของไว้ที่ข้างตัวเพื่อจองที่ให้ซีรีน ซึ่งตามมาทีหลังด้วยใบหน้าเหมือนพึ่งตื่นจากฝัน

     

    คาบเช้า - ยุทธศาสตร์เวท

    วิชาแรกของวันคือ “ยุทธศาสตร์เวท” ว่าด้วยการประยุกต์ใช้อาวุธ อุปกรณ์เวท และการวางแผนรบ ทั้งระดับบุคคลและระดับกองทัพยังรวมถึงการศึกษาสงครามกับสัตว์อสูรจากบันทึกในอดีตอีกด้วย

    วิชานี้เป็นหนึ่งในวิชาหลักที่ต้องเรียนทุกภาคเรียนในช่วงสี่ปีแรก เช่นเดียวกับ “ภาษาลูมิเนีย” ซึ่งมีถึงสองคาบต่อสัปดาห์

    ภาษาลูมิเนีย คือภาษากลางที่ใช้สื่อสารกับเผ่าอื่น เช่น เอลฟ์ ดวอร์ฟ และออร์ค ทุกคนต้องเรียน เพื่อให้โลกที่มีหลากเผ่าสามารถทำงานร่วมกันได้

     

    ผู้สอนวิชายุทธศาสตร์เวทให้กับห้องอัลลิคอร์น คือ ราฟาเอล ออร์วิงตัน นักรบเทียร์สามขั้นสมบูรณ์ วัยชรา ผู้เคยคุมกองทัพนับหมื่น นายพลผู้รอดจากสงครามหลายสิบสนาม

    เขาบรรยายด้วยเสียงเรียบ เย็น เหมือนสายลมเย็นโชยอ่อนริมธารน้ำใส

    นักศึกษาหลายคน โดยเฉพาะสายต่อสู้ทั้งหลาย เริ่มฟุบหลับอย่างไม่เกรงใจ ใบหน้าแนบโต๊ะเป็นแถบ

    แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับอาจารย์ เขายังคงบรรยายต่อด้วยน้ำเสียงเดิม ขอเพียงไม่รบกวนผู้อื่นก็เพียงพอแล้ว

     

    นิโคลัสหันไปมองซีรีนที่กำลังสัปหงกอยู่ข้าง ๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปสะกิดเธอเบา ๆ

    “ซีรีน ใช้วีร่าที่ข้าเคยสอนตอนสอบสิ”

    เขากระซิบ

    “ถ้าเจ้าไม่เคยฟัง ไม่เคยอ่าน ต่อให้ใช้วีร่ามากแค่ไหนตอนสอบก็ค้นหาอะไรในหัวไม่เจอหรอกนะ เพราะมันไม่มีข้อมูลอยู่เลย”

    ซีรีนลืมตาขึ้น ดวงตาเซื่องซึมเปลี่ยนเป็นแจ่มใสภายในไม่กี่วินาที สีหน้าดูโล่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    “ข้าลืมมันไปเลย! แบบนี้โล่งหัวขึ้นเยอะ… ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมนักเวทอย่างพวกเจ้าถึงอ่านตำราได้ทั้งวัน”

    เธอกลอกตามองรอบห้อง ก่อนหัวเราะคิกเมื่อเห็นเพื่อนนักล่ากับนักรบนอนฟุบกันเกือบครึ่งห้อง

    “พวกข้านี่ไม่ถนัดการเรียนแบบนี้จริง ๆ”

     

    เธอเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงจริงจัง

    “นิค... ทำไมเจ้าไม่สอนเรื่องนี้กับคนอื่นล่ะ? มันช่วยพวกเขาได้มากเลยนะ”

    นิโคลัสเคยคิดเช่นนั้น แต่เขาไม่อยากวุ่นวายกับคำถามหรือความสนใจจากคนมากเกินไปอย่างไรก็ตาม ถ้ามีซีรีน ทุกอย่างก็ดูง่ายขึ้น

    “เจ้าสอนเองสิ แต่อย่าอ้างชื่อข้าก็พอ ข้าอยากอยู่เงียบ ๆ”

    เขายิ้มมุมปาก

    “แต่ถ้ามีใครถาม เจ้าก็เตรียมเหตุผลไว้ดี ๆ ล่ะ ว่าเรียนรู้มาจากไหน”

    ซีรีนพยักหน้ารับ เธอวางแผนในใจว่าจะเผยแพร่เทคนิคนี้ในช่วงพักเที่ยงทันที

     

    หลังจบคาบเรียน ซีรีนก็ไม่รอช้าที่จะลงมือทำตามแผนที่วางไว้

    ในช่วงพักกลางวัน เธอถ่ายทอดเคล็ดลับการใช้วีร่าอย่างมีประสิทธิภาพให้กับกลุ่มนักล่าและนักรบได้ลองฝึกตาม โดยไม่กล่าวถึงชื่อของนิโคลัสแม้แต่น้อย

     

    ผลลัพธ์ที่ได้เกินกว่าที่เธอคาดคิด นักศึกษาหลายคนสามารถจดจำเนื้อหาและวิเคราะห์บทเรียนได้เร็วขึ้น บางคนถึงกับพูดชมออกมาด้วยความประหลาดใจ

    เสียงชื่นชมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ชื่อของซีรีนเริ่มได้รับการยอมรับมากขึ้นในหมู่เพื่อนร่วมชั้น โดยเฉพาะในหมู่สายต่อสู้ที่เคยมองเธอเพียงแค่เป็นเด็กจากตระกูลใหญ่ที่พอมีฝีมือยิงธนู

     

    เข้าสู่คาบบ่าย วิชาแรกคือ อัลเคมิสศาสตร์

    พื้นฐานของการเล่นแร่แปรธาตุ ที่เน้นการรู้จักจำแนกพืชพรรณชนิดต่าง ๆ ที่จะสามารถนำไปเป็นส่วนผสมในการปรุงยา ยาบำรุง หรือสารเร่งการฟื้นฟูชนิดต่าง ๆ ได้

    เพราะในความเป็นจริง ผู้ที่ต้องออกค้นหาวัตถุดิบเหล่านี้ย่อมเป็นเหล่านักล่าและนักรบ มิใช่อัลเคมิสผู้ไม่ถนัดการต่อสู้

     

    แม้ว่าวิชานี้จะไม่ใช่วิชาที่สร้างความตื่นเต้นมากนัก แต่ด้วยการที่ซีรีนสอนเทคนิคการจดจำผ่านการใช้วีร่ามาก่อนหน้า ทำให้ไม่มีนักศึกษาคนใดในห้องหลับระหว่างคาบแม้แต่คนเดียว

    สิ่งนี้สร้างความประหลาดใจให้กับอาจารย์ผู้สอน รวมถึงนักศึกษาสายอื่นที่แอบมองเข้ามา

     

    ต่อมาในคาบสุดท้ายของวัน เป็นวิชา ภาษาลูมิเนีย

    ภาษากลางที่ใช้ในการสื่อสารกับชนเผ่าอื่น อาทิ เอลฟ์ ดวอร์ฟ และออร์ค ซึ่งส่วนใหญ่มีสำเนียงและโครงสร้างไวยากรณ์แตกต่างจากภาษามนุษย์ทั่วไปอย่างมาก

    นักศึกษาทุกคน ยกเว้นผู้ที่มาจากอาณาจักรอัลมอริส ล้วนรู้สึกแปลกใหม่และท้าทาย

     

    อาจารย์ผู้สอนเปิดโอกาสให้นักศึกษาบางส่วนที่มีเชื้อสายเอลฟ์หรือดวอร์ฟออกมาแนะนำตัวด้วยภาษาลูมิเนีย

    แม้ทุกคนจะยังฟังไม่เข้าใจ แต่กลับตั้งใจฟังเสียงสำเนียงแปลกหู เหมือนบางอย่างที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน

     

    ระหว่างคาบ นิโคลัสที่นั่งอยู่เงียบ ๆ พลันนึกย้อนไปถึงวันแรกที่เขามาอยู่ในโลกนี้

    วันนั้นเขาไม่สามารถสื่อสารกับเจ้าของร่างเดิมได้เลย จนกระทั่งได้รับแหวนแปลภาษา เพียงชั่วพริบตาทุกอย่างก็เปลี่ยนไป

    เขาเอียงคอมองซีรีนอย่างครุ่นคิด ก่อนจะถามขึ้นเบา ๆ

    “ซีรีน เจ้ารู้จักแหวนแปลภาษาไหม?”

    ซีรีนพยักหน้ารับทันที ก่อนเลิกคิ้วถามกลับ

    “เจ้ากำลังสงสัยใช่ไหม ว่าทำไมเราไม่ใช้แหวนแปลภาษากับภาษาลูมิเนีย?”

    เมื่อเห็นชายหนุ่มพยักหน้ารับ เธอจึงอธิบายต่อโดยไม่รีรอ

    “เพราะภาษาลูมิเนีย ไม่ใช่แค่ภาษา แต่มันคือศักดิ์ศรีของเหล่าเอลฟ์ ดวอร์ฟ และออร์ค พวกเขามองว่ามนุษย์ทั้งอ่อนแอและไม่มีวัฒนธรรมพอจะเทียบเคียง หากใครต้องการสื่อสารกับพวกเขา ก็ต้องใช้ภาษา ของพวกเขา ด้วยตนเอง เพื่อเป็นการแสดงความเคารพ”

     

    เธอหยุดเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อ

    “และเผื่อเจ้าจะยังไม่รู้ แหวนแปลภาษาทั้งหมดถูกสร้างขึ้นโดยเวทของเอลฟ์ และช่างฝีมือของดวอร์ฟ

    ดังนั้นพวกเขาจะ ‘ไม่ใส่’ ภาษาของตนเองลงในแหวนเหล่านั้น ก็ไม่มีใครกล้าคัดค้าน... เข้าใจหรือยัง?”

     

    นิโคลัสนิ่งไปชั่วขณะ

    แม้จะไม่มีความขัดแย้งรุนแรงระหว่างเผ่าพันธุ์ในโลกใบนี้ แต่การแบ่งแยกอย่างเงียบเชียบ ยังคงปรากฏอยู่ในทุกซอกมุมของสังคม

     ‘ศักดิ์ศรี... และการยอมรับ… ยังเป็นสิ่งที่มนุษย์ยังต้องไขว่คว้ามา’

     

    เขายิ้มบาง ๆ อย่างเข้าใจ ก่อนเสียงสัญญาณจาก บัตรนักศึกษา ที่ห้อยอยู่ที่คอจะดังขึ้นพร้อมกันทั่วห้องเรียน

    นักศึกษาทุกคนหยิบบัตรขึ้นมาอ่านข้อความที่ปรากฏในนั้น

    เสียงพูดคุยอื้ออึงเริ่มดังขึ้นทันทีในชั้นเรียนและทางเดินโดยรอบ

    บางคนแสดงสีหน้าตื่นเต้น บางคนกลับเริ่มระแวง

     

    “ซีรีน เจ้าเคยได้ยินเรื่องกิจกรรมต้อนรับนี้มาก่อนไหม?”

    นิโคลัสถามขึ้น ขณะทั้งคู่เดินออกจากอาคารเรียนด้วยจังหวะสบาย ๆ ดวงตาเขายังคงจดจ่อกับข้อความบนบัตรนักศึกษาที่เพิ่งดังขึ้นเมื่อครู่

    “ไม่เคยเลย พี่ ๆ ของข้าไม่เคยพูดถึงมันสักครั้ง”

    ซีรีนขมวดคิ้ว

    “ข้าคิดว่าอาจเหมือนกิจกรรมปฐมนิเทศที่อาจารย์ใหญ่สั่งห้ามไว้ก็ได้”

    “อาจเป็นเช่นนั้น...”

    เขาพยักหน้าเบา ๆ

    “แต่กิจกรรมนี้จัดในเช้าวันศุกร์สัปดาห์หน้า พวกรุ่นพี่ก็กลับมาเรียนกันแล้ว ข้าสงสัยว่าพวกเขาจะมีส่วนร่วมด้วยไหม”

    เขาหยุดเดินชั่วครู่ คิ้วขมวดแน่น พลางอ่านข้อความที่ปรากฏบนบัตรอีกครั้ง

    “ทำไมเขาต้องใช้คำว่า ‘เตรียมตัวให้พร้อม ก้าวแรกแห่งความตื่นเต้นกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว’ ข้าอ่านแล้วรู้สึกแปลก ๆ ยังไงชอบกล... เหมือนมีอะไรซ่อนอยู่”

    “เจ้าคิดมากไปหรือเปล่า”

    ซีรีนหัวเราะเบา ๆ

    “แต่ถ้าเป็นกิจกรรมที่น่าตื่นเต้น ข้าก็อยากเข้าร่วมอยู่แล้วนี่นา”

    “อย่าคิดแต่เรื่องสนุกอย่างเดียวล่ะ ขยันฝึกด้วย ถึงแม้เจ้าจะสร้างวงแหวนวีร่าได้แล้ว ก็อย่าประมาท”

    “รู้แล้วน่า ท่านย่าข้าคงไม่ปล่อยให้ขี้เกียจแน่นอน”

    นิโคลัสหยุดคิดชั่วขณะ ก่อนถามขึ้นด้วยน้ำเสียงสงสัย

    “วงแหวนแรกของเจ้า เป็น พลังทำลายหรือความเร็วในการปล่อยศร?”

     

    ซีรีนเลิกคิ้ว

    “เจ้ารู้เรื่องนี้ด้วยหรือ?”

    เธอยิ้มเล็กน้อย ก่อนอธิบาย

    “ในช่วงที่อยู่เทียร์สอง ท่านย่าให้ข้าเน้นที่ ‘ความเร็ว’ กับ ‘ความแม่นยำ’ เป็นหลัก พลังทำลายสามารถทดแทนได้ด้วยคันธนูและลูกศร”

    นิโคลัสฟังพลางครุ่นคิด สีหน้าครึ้มลงเล็กน้อย ก่อนพึมพำเบา ๆ ราวกับพูดกับตัวเอง

    “ข้าคงไม่เหมาะจะเน้นทางพลังทำลายหรือความเร็วแบบพวกนักธนู... ถ้าเช่นนั้น ความคล่องตัวน่าจะเป็นแนวทางที่ดีกว่า”

    “เจ้านี่มันบ้าหรือเปล่า?”

    ซีรีนโพล่งขึ้นทันที

    “เจ้าพูดเหมือนตัวเองเป็นนักล่าเลย!”

    คำพูดนั้นทำให้นิโคลัสหลุดยิ้ม เขารีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนา

     

    “ฮ่าฮ่าฮ่า เอาล่ะ เจ้าได้ไปจองห้องฝึกส่วนตัวบ้างหรือยัง?”

    “เจ้าจะรีบอะไรนักหนา?”

    “เชื่อข้าเถอะ ข้ามีลางสังหรณ์ว่าต้องมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นแน่นอน ถึงขั้นที่พวกพี่ ๆ ของเจ้ายอมไม่พูดถึง แถมตอนคาบเรียนเวท พวกข้าก็ถูกฝึกอย่างเข้มข้น ราวกับท่านตาต้องการให้เราพร้อมสำหรับบางสิ่ง...”

    ซีรีนชะงัก ก่อนเลิกคิ้วด้วยความสงสัย

    “ท่านตา? เจ้าหมายถึงท่านตารอยใช่ไหม?”

    นิโคลัสทำหน้าไม่สบายใจนัก ก่อนพยักหน้าเบา ๆ

    “ฮ่าฮ่าฮ่า เจ้าซวยแล้วล่ะนิค!”

    ซีรีนหัวเราะลั่น เรียกสายตาหลายคู่ให้หันมามอง

    “เจ้าคงคิดว่าหลบเข้ามาอยู่ในสถาบันจะได้หนีท่านตา ที่ไหนได้ ต้องมาเจอเขาบ่อยกว่าเดิม”

    เธอไม่ได้ถามต่อว่าทำไมจอมเวทรอยจึงได้เข้ามาสอนในสถาบันแห่งนี้

    สิ่งที่เธอรู้สึก... คือความสะใจที่นิโคลัสต้องพบเจอกับการฝึกหนักแทน

    “นี่เจ้าเอาเรื่องตัวเอง มาตัดสินข้าใช่ไหม?”

    เขาส่ายหน้าเบา พลางนึกในใจ

    ‘ข้าจะได้เจอเพื่อนปกติบ้างไหมนะ... ทำไมมีแต่ตัวป่วนเต็มไปหมด’

     

    เมื่อเดินมาถึงสนามฝึกกลางของสถาบัน ทั้งสองพบว่านักศึกษาหลายคนเริ่มเข้ามาซ้อมกันบ้างแล้ว สนามกว้างเปิดโล่งตัดด้วยแสงอาทิตย์คล้อยต่ำ มีรั้วโปร่งแบ่งเขตย่อยขนาดประมาณสิบตารางเมตร พร้อมอุปกรณ์ฝึกมากมาย เช่น อาวุธต่าง ๆ และหุ่นซ้อมที่สามารถหลบหลีกและโต้ตอบได้เล็กน้อยในรัศมีรอบตัว

     

    จำนวนสนามย่อยทั้งหมดมีมากถึงสองร้อยแห่ง โดยแบ่งให้ชั้นปีที่ หนึ่ง ถึง สี่ ใช้งาน ปีละห้าสิบสนาม ส่วนชั้นปีที่ 5 และ 6 แทบไม่มีเวลาอยู่ที่สถาบันเพราะต้องออกทำภารกิจภายนอกตลอด

    สิ่งที่ต่างจาก ‘ห้องฝึกส่วนตัว’ คือความเป็นส่วนตัวอย่างแท้จริง ห้องฝึกส่วนตัวมีผนังและเพดานทึบปิดรอบ ใช้สำหรับฝึกทักษะลับเฉพาะตัวที่ไม่ต้องการให้ใครเห็น

    “นิค เจ้าได้สิทธิ์ห้องฝึกส่วนตัวใช่ไหม?”

    ซีรีนถามขึ้นเมื่อพวกเขาเดินมาถึงหน้าอาคารฝึกพิเศษ

    “ใช่ แต่ข้ายังไม่ได้จองเลย ถ้าไม่มีห้องว่าง ข้าจะจองไว้ล่วงหน้า”

    “เจ้าคงไม่รู้สินะ ว่าคนในสิบอันดับต้นมีเพียงเจ้าคนเดียวที่อยู่หอใน ส่วนคนอื่นกลับบ้านกันหมด ห้องฝึกว่างเยอะเลย ถ้าไม่มีคนจอง สถาบันไม่ว่าอะไรหรอก จะใช้เกินโควตาก็ยังได้ด้วยซ้ำ”

    “เช่นนั้นก็ดีเลย... แต่ข้ายังสงสัย ทำไมไม่เปิดให้คนระดับรองลงมาใช้ด้วยล่ะ?”

    “สิทธิ์นั้นเป็นของชั้นยอด ถ้าจะให้ใครใช้ พวกเขาก็ต้องยินยอมเอง”

    “อืม เข้าใจล่ะ... แล้วเจ้าล่ะ อยากใช้ห้องฝึกพิเศษไหม?”

    ซีรีนทำหน้ายู่

    “ถ้าข้าขยันขนาดนั้น ข้าคงกลับไปฝึกที่บ้านไม่ดีกว่าเหรอ? อุปกรณ์บ้านข้าดีกว่าที่นี่อีก”

    เธอเบ้ปาก ก่อนเดินนำหน้าไปยังสนามฝึกด้านนอก

     

    ทั้งสองยืนดูการฝึกซ้อมของนักศึกษารุ่นเดียวกันอยู่พักหนึ่ง ซีรีนมองดูคนอื่นซ้อมไปเงียบ ๆ ก่อนที่สีหน้าเธอจะค่อย ๆ เศร้าลง

    “กลับกันเถอะ”

    เธอเอ่ยเบา ๆ

    “หืม? ทำไมล่ะ?”

    นิโคลัสหันมาถาม

    “ตอนแรกเจ้าดูกระตือรือร้นดีนี่ ทำไมอยู่ดี ๆ ถึงหมดอารมณ์ไปซะล่ะ?”

    สาวน้อยมองไปยังกลุ่มเพื่อนที่กำลังฝึกซ้อม ก่อนถอนหายใจเบา ๆ

    “เมื่อก่อนข้าชอบฝึกกับพวกเขา เพราะมันสนุก แล้วก็ท้าทาย... แต่หลังจากฝึกหนักกับท่านยายจนสร้างวงแหวนวีร่าได้ ข้ากลับรู้สึกว่ามันไม่ตื่นเต้นอีกแล้ว ต่อให้พยายามแค่ไหน พวกเขาก็สู้ข้าไม่ได้เหมือนเดิม”

    นิโคลัสฟังอย่างเงียบงัน ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่ง

    “เจ้าโตขึ้นแล้ว จำไว้นะ ถ้าอยากเจอความท้าทายที่แท้จริง... เจ้าต้องเงยหน้ามองคนที่อยู่ ‘เหนือ’ เจ้า ไม่ใช่มองแต่คนที่อยู่ต่ำกว่า ยกเว้นว่าเจ้าจะตั้งใจชี้แนะพวกเขา”

    ซีรีนหันมามองเขาด้วยสายตาประหลาดใจ ก่อนแอบยิ้มมุมปาก

    “บางครั้งเจ้าก็พูดเหมือนคนแก่เลยนะ นิค”

    ‘ข้าก็แก่ตามที่เจ้าว่าจริง ๆ นั่นแหล่ะ’

    เขาคิดในใจ ก่อนใช้มือทุบหัวเธอเบา ๆ แล้วเดินนำหน้าไปทางหอพัก

     

     

    ณ เขตลึกของป่าดารันธาร์ ตอนเหนือของแคว้นฮาเวนดอร์

    โฮ่กกกก!

    เสียงคำรามโหยหวนของสัตว์ป่าและสัตว์อสูรกึกก้องสะท้อนผ่านยอดไม้ไปทั่วผืนป่าลึกพื้นดินชุ่มโชกไปด้วยเลือดสีคล้ำ ชโลมทั้งรากไม้ พุ่มไม้ และใบไม้จนแดงฉานราวถูกอาบด้วยโลหิตหมู่ ชิ้นส่วนอวัยวะทั้งสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่กระจัดกระจายทั่วบริเวณ แต่กลับไม่ปรากฏร่างของผู้เสียชีวิตแม้แต่ร่างเดียว

     

    ในความมืดที่ไม่มีแม้แสงตะวัน เงาร่างสีดำคล้ายมนุษย์สิบห้าร่างเคลื่อนไหวรวดเร็วราวภูตผี วิ่งลัดเลาะเข้าไปในป่าลึก ไม่ว่าสัตว์ใดที่พวกมันพบเจอ ไม่ว่าจะเล็ก ใหญ่ หรือดุร้ายเพียงใด ล้วนถูกสังหารในพริบตาโดยไร้เสียงกรีดร้องหลุดรอดออกมาแม้แต่น้อยการสังหารดำเนินต่อเนื่องจวบจนใกล้รุ่ง ก่อนทุกอย่างจะกลับสู่ความเงียบงันราวไม่เคยมีสิ่งใดเคลื่อนไหวในผืนป่านี้มาก่อน

     

    จากเงามืดใต้ไม้ใหญ่ หนุ่มใหญ่ร่างผอมสูงค่อย ๆ ก้าวออกมาใบหน้าแห้งซีดราวไร้โลหิต แววตาเย็นเยียบดั่งคนตายที่ยังหายใจ เส้นผมขาวแซมและผิวซีดเซียวของเขาอาบแสงจันทร์ให้ดูยิ่งชวนสยองเขาคือ โดมินิก ชื่อที่ผู้คนรู้จักในฐานะพ่อค้ารายใหญ่ ผู้เป็นเจ้าของกลุ่มการค้า คาร์เนเทล และหนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่มธุรกิจ ซินเดรสเทล

     

    ภายใต้ฉากหน้าชื่อเสียงเงินทอง... เบื้องหลังคือ ร่างเงาแห่งความตาย

    ชายผู้นี้ คือ กลุ่มผู้บูชาปีศาจ

    “ฮ่าฮ่าฮ่า... ในที่สุด ข้าก็รวบรวมวิญญาณได้ครบเสียที”

    เสียงหัวเราะแหบพร่า แฝงความบ้าคลั่งดังลอดออกมาจากลำคอ

    “อีกไม่นาน... แค่รอให้ นายท่าน เสด็จกลับมา ข้าจะตอบแทนพวกเจ้า... อย่างสาสมที่สุด”

     

    เมื่อสิ้นคำ เขายกมือขึ้นออกคำสั่งเบา ๆ

    ทาสปีศาจที่เหลือเพียงสิบห้าตัว เดินเข้าหาเขาอย่างเชื่องช้า ไม่มีเสียงฝีเท้า ไม่มีแม้กลิ่นอายของชีวิต

    โดมินิกปลดผ้าคลุมด้านหลังเผย ถุงหนังสีดำทึบ ใบใหญ่ส่งกลิ่นเหม็นอับชื้นและเน่าเหม็นจาง ๆ

    จากนั้นเขาเพียงโบกมือเบา ๆ ปีศาจทั้งสิบห้าตนก็กลายเป็นเงาควันไหลย้อนเข้าสู่ถุงดำอย่างเชื่องช้า โดยที่ถุงไม่มีอาการโป่งพองขึ้นเลย

    เมื่อปิดปากถุงเรียบร้อย เขายกมันพาดบ่าผูกเข้ากับตัวโดยไม่รู้สึกถึงน้ำหนัก ก่อนเดินออกจากป่าลึกท่ามกลางแสงจันทร์ที่ยังสาดส่อง

     

    เสียงสุดท้ายที่ดังแว่วในป่าคือลมหายใจต่ำและเสียงคำรามก้อง

    “...โลกใบนี้ ถึงเวลาเปลี่ยนแปลงแล้ว...”