องค์หญิงฮั่นหลง
หลังจากที่ฟางเฉินสังหารอสูรระดับ 5 ไปหมดแล้ว ศิษย์หลักคนอื่น ๆที่ได้สติก็เริ่มลงมือสังหารอสูรระดับ 3-4 สำหรับพวกเขาอสูรเหล่านี้ล้วนเป็นแต้มสำนัก แต่ผู้อาวุโสทั้งสามคนอดไม่ได้ที่จะมองไปที่ฟางเฉินด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ เป็นเพียงระดับสูงสุดของขั้นนักรบแต่กลับสามารถสังหารอสูระรดับ 5 ขั้นต่ำและกลางได้จนหมด“ชั่งเป็นคนที่มีพรสวรรค์อะไรอย่างงี้ถ้าเขาเข้าไปในนิกายพฤกษาครามเมื่อไหร่พรสวรรค์ของเขาจะต้องเปล่งประกายอย่างแน่นอน” ผู้อาวุโสระดับสวรรค์กล่าวจากนั้นอีกสองวันกลุ่มของฟางเฉินก็เดินทางไปถึงอาณาจักรฮั่นซึ่งทางราชวงศ์ฮั่นได้ส่งคนมาต้อนรับกลุ่มของฟางเฉินอย่างดี และแน่นอนว่าคนที่มาต้อนรับคือองค์หญิงจากอาณาจักรฮั่น“ยินดีต้อนรับแขกทุกท่านจากสำนักจู่หลงและก็ขอบคุณที่ตอบรักการขอความช่วยเหลือจากพวกเรา” องค์หญิงฮั่นหลงกล่าวด้วยรอยยิ้มและหันไปมองฟางเฉินด้วยสายตาสนใจแต่น่าเสียดายที่ฟางเฉินไม่ได้สนใจเพราะตอนนี้ฟางเฉินกำลังมองไปยังทิศทางของเมืองหวู่ซึ่งหลุมศพของปู่ของฟางเฉินอยู่ที่นั่น“ไม่คิดเลยว่าแม่นางฮั่นหลงจะออกมาต้อนรับด้วยตัวเอง” ศิษย์หลักคนหนึ่งกล่าวด้วยสีหน้าตื่นเต้นและมองไปที่ฮั่นหลงด้วยความหลงใหล“ดูท่าองค์หญิงคนนี้จะสนใจฟางเฉินอยู่นะ” วู่เฟยซีกล่าวด้วยรอยยิ้มซุกซน“นั่นสินะ แต่น่าเสียดาย จากที่ข้ารู้มาตอนนี้ความสัมพันธ์ของฟางเฉินและศิษย์พี่เย่กำลังไปได้ด้วยดี” เหยียนมี่กล่าว“เชิญแขกทุกท่านเข้าไปพักก่อน” ฮั่นหลงรู้สึกผิดหวังที่ฟางเฉินไม่ได้สนใจในตัวนางเลยหลังจากนั้นราชาฮั่นก็ได้ออกมาพบกับพวกฟางเฉินด้วยตัวเอง ซึ่งผู้อาวุโสระดับสวรรค์ได้ทำหน้าที่พูดคุยกับราชาฮั่นก่อนที่ทั้งสองจะตกลงกัน“อีก 2 วัน ทางกลุ่มของพวกเราจะทำการกำจัดพวกอสูรในเมืองหวู่ออกให้หมด และหลังจากนั้นพวกเราจะกลับสำนักจู่หลงทันที” ผู้อาวุโสระดับสวรรค์กล่าวกับราชาฮั่น“ขอบคุณพวกท่านมากที่ให้ความช่วยเหลือในครั้งนี้ ในอนาคตพวกเราจะต้องตอบแทนแน่” ราชาฮั่นกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นเพราะการกู้เมืองๆหนึ่งกลับมาจากพวกอสูรนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายและถ้าสำนักจู่หลงทำได้สำเร็จราชาฮั่นก็จะมีความสุขอย่างมากหลังจากจัดที่พักให้กับพวกฟางเฉินแล้วเหล่าศิษย์หลักต่างก็พากันออกไปเดินเที่ยวรอบ ๆเมืองหลวงของอาณาจักรฮั่น พวกเขาต่างก็ได้รับการต้อนรับอย่างดี แต่ฟางเฉินกลับไม่สนใจเที่ยวเล่นและนั่งบ่มเพาะอยู่แต่ในห้อง ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ราชาฮั่นและองค์หญิงฮั่นหลงรู้สึกเสียดายเพราะพวกเขาต้องการที่จะสานสัมพันธ์กับฟางเฉินอย่างมากหลังจากการประลองจบลงใคร ๆก็รู้ว่าฟางเฉินนั้นมีพรสวรรค์มากแค่ใหนแค่จิตวิญญาณระดับเทวะก็เพียงพอให้ผู้คนทั้งทวีปตื่นตระหนกแล้วและหากฮั่นหลงได้แต่งงานกับฟางเฉินละก็ในอนาคตราชวงศ์ฮั่นจะต้องไปหวาดกลัวใครหน้าใหนในทวีปแห่งนี้อีกหลังจากเวลาผ่านไป 2 วันกลุ่มของฟางเฉินก็เตรียมพร้อมบุกไปยังเมืองหวู่ซึ่งตอนนี้ได้ถูกพวกอสูรยึดไปแล้ว และทางชราวงศ์ฮั่นเองก็สั่งคนมาช่วยเหลือด้วยและองค์หญิงฮั่นหลงก็ได้ตามมาในครั้งนี้ด้วยเห็นได้ชัดว่านางยังไม่ยอมแพ้ที่จะเข้าใกล้ฟางเฉิน“ฟางเฉินชั่งโชคดีจริงๆที่องค์หญิงฮั่นหลงพยายามจะเข้าหา ส่วนพวกเราองค์หญิงฮั่นหลงไม่หันมามองเลยแม้แต่น้อย” เหล่าคนตระกูลใหญ่ในอาณาจักรฮั่นพากันกล่าวด้วยน้ำเสียงอิจฉา“ฟางเฉินนั่นไม่ใช่ว่าเคยเป็นคนของเมืองหวู่ไม่ใช่รึ ข้าได้ข่าวมาว่าสมันก่อนหวู่หยานชอบรังแกเขาบ่อย ๆอีกด้วย”“อ้อ ไม่แปลกใจเลยที่ตระกูลหวู่ถึงหายเงียบและไม่ออกมาให้เห็นที่แท้ก็หวาดกลัวฟางเฉินจะแก้แค้นนี่เอง”“ฮ่า ฮ่า สมน้ำหน้า ครั้งนี้ถ้าอากกู้เมืองมาได้แล้วตระกูลหวู่ก็คงไม่สามารถควบคุมอีกต่อไป ดีไม่ดีชื่อเมืองอาจจะเปลี่ยนไปก็เลยได้” ผู้คนพากันคุยกันอย่างสนุกปากเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงอย่างที่สุดหลังจากราชาฮั่นได้สืบข้อมูลของฟ่างเฉินมาอย่างละเอียดราชาฮั่นก็รู้ว่าแต่เดิมฟางเฉินอาศัยอยู่ที่เมืองหวู่แถมฟางเฉินในสมัยก่อนจะถูกตระกูลหวู่รังแกบ่อย ๆอีกด้วย ถ้าฟางเฉินยังเป็นขยะเมหือนสมันก่อนราชาฮั่นจะไม่สนใจเรื่องนี้เลย แต่ตอนนี้ไม่เหมือนกันฟางเฉินในตอนนี้เจิดจรัสเหนือผู้คนทั้งหมดและผู้อาวุโสจากนิกายพฤกษาครามยังให้ความสำคัญแก่ฟางเฉินอย่างยิ่งอีกด้วยดังนั้นตอนนี้ทั้งองค์ชายสี่และผู้คนตระกูลหวู่จึงถูกราชาฮั่นกดดันอย่างหนักและยังองค์ชายสี่ยังถูกปลดสถานะองค์ชายอีกด้วยเรียกได้ว่าตอนนี้ตระกูลหวู่เองก็ไม่ใช่ 1 ในตระกูลใหญ่อีกต่อไปแล้วใช้เวลาเดินทางไม่นานพวกฟางเฉินก็มาถึงเมืองหวู่ซึ่งตอนนี้อาคารบ้านเรือนไม่ได้สวยงามอีกต่อไปแต่พวกมันกลายเป็นเศษศากอาคารเก่าๆไปแล้ว ตามพื้นถนนมีลอยเลือดอยู่เต็มไปหมด“น่าแปลง” ฟางเฉินกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม“มีอะไรงั้นเหรอ” ผู้อาวุโสระดับสวรรค์กล่าว“จากที่ข้าใช้เหยี่ยวตรวจสอบดูจากข้างบน ในเมืองมีอสูรอยู่เต็มไปหมดแต่กลับไม่เหลือศากศพของผู้คนในเมืองที่หนีไม่ทันเลย” ฟางเฉินกล่าว“ไม่ใช่ว่าถูกพวกอสูรกินไปหมดแล้วหรอกเหรอ” ผู้อาวุโสอีกคนกล่าว“ไม่หรอกถ้าถูกกินจริง ๆจะต้องเหลือเศษศากอย่างเช่นเศษแขนขาหรือเศษเสื้อผ้าที่ขาด แต่นี่มันไม่เหลืออะไรเลยราวกับว่าศพเหล่านั้นถูกขนย้ายไปจนหมด” ฟางเฉินกล่าว“จากที่ข้าศึกษามา พวกอสูรที่มีสติปัญญาแล้วสามารถใช้เลือดของมนุษย์ในการเพื่มพลังทางสายเลือดได้บางทีศพของชาวบ้านน่าจะถูกขนไปให้กับอสูรระดับ 6 หรือสูงกว่านั้น” องค์หญิงฮั่นหลงกล่าว“เป็นแบบที่องค์หญิงฮั่นหลงกล่าวบ่างทีอสูรระดับ 7 นั่นอาจจะต้องการเลือดของมนุษย์เป็นจำนวนมากพวกอสูรถึงได้บุกโจมตีพวกอาณาจักรทั้งสี่ที่มีผู้คนอยู่เป็นจำนวนมากแทนที่จะเป็นสามสำนัก” ผู้อาวุโสระดับสวรรค์กล่าว“แบบนี้นี่เอง แต่ว่าข้าไม่สนใจหรอกว่าพวกมันจะทำอะไร แต่พวกมันที่อยู่ในเมืองหวู่จะต้องตายทั้งหมด” ฟางเฉินกล่าวและระเบิดจิตสังหารที่เก็บไว้มานานออกมาจิตสังหารของฟางเฉินทำให้ฮั่นหลงรู้สึกหวาดกลัวนางไม่คิดว่าชายหนุ่มอายุ 16-17 ปีคนนี้จะมีจิตสังหารที่ทรงพลังขนาดนี้“เอาละ ทำตามแผนศิษย์หลักให้จับกลุ่มกันออกล่าอสูร ส่วนฟางเฉินเจ้าจะทำยังไง” ผู้อาวุโสระดับสวรรค์กล่าว“ข้าจะลุยคนเดียว” ฟางเฉินกล่าว“นั่นสินะ ด้วยความสามารถระดับเจ้าให้ทำงานกับคนอื่นมีแต่จะไปเป็นตัวถ่วงเจ้าเสียเปล่าๆ” ผู้อาวุโสระดับสวรรค์กล่าว“เอ๋ แบบนั้นมันไม่อันตรายเกินไปเหรอ ในเมืองนี้ยังมีอสูรระดับ 5 อยู่เป็นจำนวนมากเลยนะ” ฮั่นหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก สีหน้าของผู้คนที่ติดตามมากับฮั่นหลงเองก็แสดงสีหน้าไม่เข้าใจ“ฮ่า ฮ่า พวกท่านไม่ต้องกังวลหรอกเพราะอีกเดี๋ยวพวกท่านจะเข้าใจเอง” ผู้อาวุโสระดับสวรรค์กล่าวขึ้น