ผมนึกไม่ถึงเลยว่าชายคนนั้นกำลังกัดนิ้วของตัวเอง และเหมือนกำลังเคี้ยวทีละน้อย แล้วปากเขาก็เต็มไปด้วยเื
"โอ้พระเ้า!..นี้มันบ้าอะไรเนี่ย?"
ผมไม่สนใจอะไรแล้ว การช่วยชีวิตคนสำคัญกว่าในตอนนี้
ผมหยิบไฟฉายขึ้นมา แล้วรีบลงไปหาเขา
ผมไม่รู้ว่าผมตาฝาดไปหรืออะไร แต่รู้สึกสังเกตเห็นเงาดำๆ แวบผ่านกระจกหน้าต่างไปแค่พริบตาเดียว
เงานั้นทำให้ผมกลัวจนขนลุกไปทั้งตัว แต่ก็ยังดีที่มีพี่หลี่ตามมาอยู่
เมื่อเราสองคนเข้าไปห้องชายี้เีด้วยกัน แต่กลับเห็นเขาหลับเหมือนตาย นิ้วกลางมือขวาของเขาหายไปเืไหลเลอะเต็มผ้าห่ม
ผมไม่พอใจมากโมโหกับสิ่งที่เกิดขึ้น ผมรีบวิ่งเข้าไปเขย่าเพื่อปลุกเขา "ตื่นๆ ..ตื่นสิ!!"
ชายี้เีลืมตาตื่นในสภาพงัวเงีย เขาตอบรับด้วยความหงุดหงิด "มีอะไร!? ..คนกำลังหลับสบาย"
ในขณะที่เขาพูด ผมโมโหมากและเผลอถุยน้ำลายใส่ จึงยกมือของเขาขึ้น "นี่มันคืออะไร??"
หลี่หม่าจือสมทบต่อ "แล้วนี่ไม่รู้หรอว่าที่นิ้วหายเป็เพราะแกกัดนิ้วตัวเอง! แกไม่เจ็บบ้างหรอห๊ะ??"
ชายี้เีพลิกมือมองและอึ้งไปสักพัก
และสุดท้ายเขาก็กรีดร้องดังลั่น "อาาาาา!! ช่วยด้วยย นิ้วผมหายไปแล้ว!!"
ชายี้เีโวยวายจนบ้าคลั่ง พี่หลี่กับผมรีบพาเขาขึ้นรถและขับไปโรงพยาบาลในเมืองอย่างรวดเร็ว
จนกระทั่งขับไปแล้วครึ่งทาง แต่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าลืมหยิบนิ้วของเขามาด้วย
ผมที่กำลังจะกลับรถ แต่หลี่หม่าจือตบไหล่บอกว่ามันสายเกินไปแล้ว เราต้องรีบพาเขาไปห้ามเืก่อน
ต่อให้พกนิ้วมามันก็ยากที่จะต่อให้เป็เหมือนเดิม
ระหว่างขับรถชายชายี้เีร้องไห้โวยวายตลอดทาง ผมเลยชวนเขาคุย
"นายเจ็บมั้ย?"
"ผมไม่รู้สึกอะไรเลย แต่ผมเสียใจที่นิ้วผมหายไป" ชายี้เีตอบ
ผมคิดในใจและหายใจเข้าลึกๆ ..เขาไม่รู้สึกเจ็บเลย?!
นี้มันแปลกๆ แล้ว
จนกระทั้ง ถึงโรงพยาบาล เมื่อชายี้เีลงจากรถ ก็ทำให้แพทย์และพยาบาลหลายๆ คน ต่างมองกันอย่างใ
ขณะเย็บแผลชายี้เีก็ไม่แม้แต่จะร้องอุทานอะไรออกมาสักคำ แต่ขากลับ่เวลา 7 โมงเช้า จู่ๆ ชายี้เีก็กรีดร้องอีกครั้ง
ดูเหมือนเขาเพิ่งจะรู้สึกเ็ปกับแผลของเขา ส่วนเราก็ช่วยอะไรมากไม่ได้ เราไม่มีเวลากลับไปโรงพยาบาลอีกครั้ง เพื่อฉีดยาชาให้กับเขาแล้ว
หลังจากที่เขาร้องโวยวายจนชินกับความเจ็บไปแล้วเขาก็ถามผมว่า "แล้วใครทำผมแบบนี้อ่ะพี่จาง?"
หลี่หม่าจือตะคอกอย่างเ็า "ก็บอกไปแล้วว่าแกเป็คนกัดนิ้วตัวเองขาด!"
ชายี้เีหน้าซีด "นี้ล้อเล่นกันหรือเปล่า? ..ผมจะกัดนิ้วตัวเองได้ยังไง ผมยังไม่เคยถูกผีเข้าสิงเลยทุกวันนี้"
ผมส่ายหัว "ตอนนี้ยังไม่มีอะไรชัดเจน"
ชายี้เีเงียบไปสักพัก แล้วจู่ๆ ก็พูดด้วยความโมโห
"ถ้าถึงบ้านเมื่อไหร่ ผมจะโยนไอ้เครื่องลายครามนั้นทิ้ง!! ผมไม่เชื่ออะไรแล้วว่าจะสู้กับมันได้"
"อย่าทิ้งมัน! ไม่อย่างนั้น เราจบไม่สวยแน่!" ผมตอบทันที
ชายี้เีพูดด้วยความหวาดกลัว "พี่จาง..พี่ต้องช่วยผมให้ได้นะ!"
ผมพยักหน้าตอบกลับ "ไม่ต้องกังวลไป พี่รู้แล้วว่าสิ่งนั้นทำมาจากอะไร สัญญาว่าจะไม่มีอะไรมาทำร้ายนายได้อีก"
"สิ่งนั้นมันต้องผสมฟันกับเล็บแน่ๆ เพราะนายใช้ฟันกับเล็บทำร้ายตัวเองทุกคืน"
หลี่หม่าจือถึงกับอ้าปากค้าง "ทำไมเขาถึงต้องปั้นเครื่องลายครามชิ้นนี้ขึ้นมาด้วย?"
แน่นอนว่านี่เป็คำถามเดียวกับผมด้วย!
หลังจากที่เราส่งชายี้เีเข้าบ้าน เราสองคนกลับมาที่รถเพื่อวางแผนกันใหม่อีกครั้งสำหรับคืนนี้
อันดับแรก เราต้องหาวิธีหยุดการกระทำของสิ่งนี้ชั่วคราวก่อน ก่อนที่จะเข้าสิงกัดนิ้วอีกข้าง!
อย่างที่สอง เราต้องหาคำตอบว่าทำไมสิ่งนี้ถึงจ้องทำร้ายแค่ชายคนนี้
ถ้าหาคำตอบสองอย่างนี้เจอ เราจะจบเื่นี้ได้
"ใช่ๆ เครื่องลายครามนี้คงมาจากคนที่กำลังอารมณ์ไม่ดี สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน แต่บังเอิญไปอยู่ในมือของชายคนนี้ แล้วทำให้เกิดเื่ประหลาดตามมาทีหลัง" หลี่หม่าจือตอบด้วยน้ำเสียงตะลึง
หลังจากนั้น
ผมได้ขอให้พี่หลี่หาฟันกับเล็บคนรวบรวมมาให้ผม ยิ่งเยอะยิ่งดี
หลี่หม่าจือถามกลับ "แล้วนายจะเอาของพวกนี้ไปทำอย่างไงกับมัน?"
ผมพูดด้วยรอยยิ้ม "เกลือต้องจิ้มเกลือ ไฟก็สู้ด้วยไฟ"
แต่ผมยังไม่มั่นใจว่าจะสู้กับพิษด้วยพิษได้ยังไง ผมจึงไม่ได้บอกพี่หลี่
ต่อมา หลี่หม่าจือรีบไปรวบรวมของ ส่วนผมเดินนเข้าไปหาชายี้เี
ผมเห็นชายคนนั้นนั่งกอดตัวเองด้วยความเ็ป เขาอยากจะคุกเข่าร้องขออย่างน่าสงสาร
บางที่ในสายตาของชายคนนี้ ผมอาจจะเป็ฟางเส้นสุดท้ายให้เขาแล้ว
เห้อ...ผมถอนหายใจอุ้มเขาลุกขึ้น แล้วพูดว่า "ถ้านาย้ามีชีวิตอยู่ แค่ตอบคำถามพี่ 2-3 ข้อตรงๆ"
ชีวิตของชายคนนี้ตกอยู่อันตราย ทำให้เขาไม่กล้าละเลยและพยักหน้าตอบรับโดยตอบกลับว่าเขาจะตอบเท่าที่รู้ด้วยความบริสุทธิใจ
"ก่อนอื่น นายเคยทำอะไรที่ลบลู่สิ่งนี้ใน่ไม่กี่วันที่ผ่านมาหรือเปล่า? เช่น การเอามันไปไว้ในชักโครกหรือเอาไปรวมกับชุดชั้นใน"
ชายี้เีส่ายหัวตอบเสียงสั่น "ไม่ๆๆ ไม่อย่างแน่นอน"
"นายพูดความจริงมาดีกว่า"
"ผมไม่ได้ทำจริงๆ!"
"งั้นก็ดี และคำถามที่สอง...ใน่ไม่กี่วันนี้ นายเคยทำอะไรไม่ดีให้สิ่งนี้โกรธเคืองหรือปล่อยให้คนอื่นััมันมั้ย? พี่สงสัยว่ามีใครทำให้มันโกรธเคืองอยู่"
ชายี้เีนึกอยู่สักพักแล้วส่ายหัวตอบกลับ
"ผมมั่นใจ เพราะผมถือว่าเครื่องลายครามนี้เป็สมบัติส่งต่อกันมารุ่นต่อรุ่น และไม่เคยปล่อยให้ใครััมัน"
หืมมม..แปลกแฮะ ทำไมสิ่งนี้ถึงไม่พอใจได้ขนาดนี้ละ ผมคิดในใจ
หลังจากผ่านไป 2 ชั่วโมง ในที่สุดพี่หลี่ก็กลับมาพร้อมกับสัมภาระในมือ
ทันทีที่เขามาหาผม เขาก็โยนสัมภาระมาให้ผมด้วยความโกรธและบอกว่าถ้ายังให้เขามาเก็บของอะไรพวกนี้ ในอนาคตก็ให้ผมทำเองจะดีกว่า
ผมถามว่าเขาเกิดอะไรขึ้น หลี่หม่าจือกลับหน้าแดงแล้วตอบกลับ
"มีแก๊งค์ในหมู่บ้านฉวยโอกาสขู่รีดไถ่เงิน พวกเขาขอ 2,000 หยวน เพื่อแลกกับฟันและเล็บพวกนี้"
ยังไม่พอ..เขายังถูกใช้ให้ซื้อไก่ตัวใหญ่ๆ มาเพิ่มอีก 1 ตัว หลังจากที่พี่ได้ฟันกับเล็บมา เขาก็ต้องไปป้อนไก่ให้พวกนั้นกินอีก
หลังจากนั้นหลี่หม่าจือกับชายี้เีมองผมด้วยความสงสัย
ในขณะที่ผมกับเตรียมของทั้งหมดนี้เสร็จ พวกเขาอดไม่ไหวที่จะถามผมว่ากำลังทำอะไรอยู่
ผมยิ้ม แล้วตอบกลับ "จะทำอะไรได้อีกละ ก็กำลังเอาใจชายี้เีอยู่นี้ไง"
หลี่หม่าจือหัวเราะเสียงดัง
"นี้น้องจางถึงกับต้องใช้ไก่เป็ตัวตายตัวแทนแบบนี้ มันไม่น่าอายเกินไปหรอ พี่พนันได้เลยว่ามันต้องเจ็บใจมากแน่ๆ ฮ่าๆๆๆ"
ชายี้เีกลอกตามองหลี่หม่าจือแล้วตอบกลับ
"พี่หลี่ พี่มีความสุจริตอยู่บ้างมั้ย? ทั้งๆ ที่ผมตกที่นั่งลำบากอยู่แท้ๆ แต่กลับมาหัวเราะเยาะใส่กัน"
เอาละ ภารกิจคืนนี้คือการหาคำตอบก่อนว่า ทำไมชายคนนี้ไปทำอะไรให้เครื่องลายครามนี้โกรธแค้น
ผมกำลังหาสาเหตุเหมือนกับหมอที่ต้องจ่ายยาให้คนไข้อย่างถูกต้อง
เมื่อพิจาณากับชายคนนี้ถึงความเ็ป ค่อนข้างยากที่เขาจะทำอาหารเองได้
หลี่หม่าจือจึงโยนกล่องบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปให้ และบอกให้เขาต้มน้ำร้อนทำกินเอง เพราะนี้อาจเป็ครั้งแรกที่เขาได้กินสิ่งนี้
มันช่างน่ายินดีเหลือเกิน...ที่เขากินหมดจนเกือบจะกินไปทั้งกล่องของมื้อนี้
ต่อจากนี้ ก็ถึงเวลารอกันยาวๆ จนกว่าฟ้าจะมืด
แต่จู่ๆ ผมก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ
เมื่อนึกถึงสิ่งที่ปู่กับพ่อตอนที่เขายังทำธุรกิจนี้ พวกเขาไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนเลย
ต่อให้เจอเื่แปลกๆ และลึกลับก็ตาม แต่พวกเขาสามารถแก้ไขมันได้ภายในวันเดียว
เมื่อเทียบกับพวกเขาแล้ว ผมเองยังคงขาดความสามารถและการเรียนรู้อยู่
แต่ถึงอย่างไง ผมรู้สึกว่าธุรกิจแบบนี้ คือการรเก็บประสบการณ์
ผู้ที่มีทักษะความสามารถเขาจะมองสถานการณ์ออกและแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว
ครั้งนี้เป็สถานการณ์ที่ลำบากกว่ารองเท้าปักลายเอามาก
ผมเจอกระดาษแผ่นหนึ่ง จึงจดรายการอุบัติเหตุที่อาจเกินได้ทั้งหมด
เกรงว่าผมจะได้รับอุบัติเหตุเช่นกัน สมองของผมพยายามลัดวงจรทุกปัญหาที่จะแก้ได้
และตอนนี้เข้าสู่่เวลากลางคืนแล้ว
พี่หลี่กับผมปีนขึ้นไปบนหลังคาอีกครั้ง และเฝ้าสังเกตอย่างระมัดระวัง
ส่วนชายี้เี ผมให้เขาอุ้มไก่ไว้บนเตียงข้างๆ เขา
ผมได้แต่หวังว่า สิ่งนี้จะได้ผลและชายี้เีจะไม่เป็อะไร
วันนี้อากาศอบอุ่นขึ้นนิดหน่อย
แม้แต่ดวงจันทร์ยังกลม รอบป่าถูกส่งสว่างภายใต้แสงจันทร์
ภายในหมู่บ้านเต็มไปด้วยบ้านท่ามกลางบรรยากาศแบบชนบท
ถ้าไม่มีสิ่งชั่วร้ายอยู่ที่นี่ คงไม่ใช่เื่เกินจริงที่จะอธิบายว่าสถานที่แห่งนี้คือ์...
ผ่านไปสักพัก ยังไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ
แต่การรอคอยมันทำให้ผมทรมานจริงๆ
เพราะผมรู้ว่าอันตรายกำลังใกล้เข้ามาแล้ว!