อี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ)

    บทที่ 57 รับเป็นลูกน้อง

    “เช่นนั้นก็แล้วแต่พวกเจ้า คนอื่นๆปรุงโอสถระดับหนึ่งตามเดิม ” อะไรจะเกิดก็เกิด ถือเป็นบทเรียนให้เขาก็แล้วกัน


    ขอบคุณท่านอาจารย์ จ้าวซงคารวะอาจารย์อีกครั้งก่อนจะหันหลังเดินไปยังตำแหน่งของตนทันที


    ‘หึ….ข้าเคยเห็นเจ้าปรุงโอสถกี่ครั้งก้ไหม้ดำ สำเร็จเพียงสามในสิบส่วนเท่านั้น ไม่รู้เจ้าใช้ลูกไม้ใดทำให้ท่านอาจารย์โปรดปราน วันนี้แหละ ข้าจะเปิดโปงเจ้าต่อหน้าทุกคน’


    “เจ้าคิดปรุงโอสถระดับสองชนิดใด?” เยี่ยกวนเอ่ยถามจ้าวซงที่กำลังทำงานง่วนอยู่หน้าหม้อปรุงโอสถของตน 


    “เรียนท่านอาจารย์ข้าจะปรุงโอสถสงบใจขอรับ” 

    จ้าวซงเอ่ยด้วยกิริยาสงบ โดยปกติแล้วเขาให้ความเคารพอาจารย์เยี่ยเป็นอย่างมาก หากไม่มีเรื่องของมู่เชียนเขาคงไม่มีทางแสดงท่าทีไม่เคารพต่อผู้อาวุโสเยี่ยงนี้แน่

    โอสถสงบใจถือเป็นโอสถระดับสองที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากช่วยให้จิตใจของผู้ฝึกตนสงบ เข้าถึงสมาธิได้นานขึ้น ใช้ได้ผลกับระดับยอดยุทธ์ทุกระดับ  ไม่ว่าจะปรุงออกมาเท่าใดก็เคยไม่พอต่อความต้องการมีราคาแพงอย่างมาก จ้าวซงคิดว่าต้องเห็นเยี่ยกวนยินดีอย่างยิ่งที่เห็นเขาเลือกปรุงโอสถชนิดนี้


    ทว่าเมื่อหันมาจ้าวซงกลับเป็นเพียงแผ่นหลังของเยี่ยกวนที่กำลังเดินไปยังบริเวณหม้อปรุงยาของมู่เชียนเสียแล้ว น่าเสียดายที่ตำแหน่งของพวกเขาอยู่ไกลกันมาก จึงไม่อาจรู้ได้ว่านางคิดจะปรุงโอสถชนิดใด


    ‘หึ….อยู่ต่อหน้าผู้คนมากมาย ข้าจะดูว่าเจ้ายังจะสามารถมีลูกไม้ใดได้อีก’


    ในที่สุดเวลาหนึ่งชั่วยามก็ผ่านไป กลิ่นหอมของโอสถฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งบริเวณ อาจเพราะด้วยความทุ่มเทฝึกฝนของพวกเขา และความเข้มงวดของอาจารย์เยี่ย พวกเขาทุกคนสามารถปรุงโอสถระดับหนึ่งได้สำเร็จอย่างราบรื่น

    เอาล่ะ พวกเจ้ารออยู่กับที่ เพื่อความโปร่งใส ข้าและท่านเจ้าสำนักจะเดินไปตรวจดูผลงานของพวกเจ้าทีละคน

    เหล่าอาจารย์เริ่มเดินไปจากฝั่งซ้ายไล่ไปเรื่อยๆทีละคน  เหล่าศิษย์ล้วนมีผลงานปรุงโอสถคุณภาพปานกลางขึ้นไปเกินห้าส่วน ถือว่าผ่านเกณฑ์ทั้งสิ้น สร้างความปลาบปลื้มให้อาจารย์เยี่ยและจางฟู่ถิงอย่างมาก 


    “นรกสิบชั่วยามของข้าไม่ได้เสียเปล่าแล้ว !”


    “ในที่สุดปีนี้ข้าก็ผ่านแล้ว !”


    “ผลงานของข้าดีเยี่ยมมาก ข้ารู้สึกว่าข้าควรจะจริงจังด้านปรุงโอสถเสียแล้ว!”


    ท่ามกลางความยินดีของเหล่าศิษย์อาจารย์ ในที่สุดก็พวกเขาก็เวียนมาถึงหม้อของจ้าวซง

    “จ้าวซง - ยาสงบใจ ระดับสอง สิบเม็ด คุณภาพระดับสูง 5 คุณภาพกลาง 4 ระดับต่ำ 1”


    ยอดเยี่ยมมาก


    ว้าววว นี่ปรุงโอสถระดับสองเชียวนะ ยังทำได้ดีขนาดนี้เชียวรึ



    จ้าวซงคือความภาคภูมิใจของตระกูลจ้าวโดยแท้



    เยี่ยกวนมองเด็กหนุ่มตรงหน้าแล้วก็รู้สึกทึ่งไม่น้อย …. ศิษย์ใหม่ที่เพิ่งฝึกฝนเพียงไม่กี่เดือนคนหนึ่งมาถึงขั้นนี้ได้ นับว่ามีพรสวรรค์อย่างมาก หากในสถานการณ์ปกติ นี่ควรเป็นศิษย์ผู้สืบทอดของเขาได้ น่าเสียดายเชื่อมั่นตนเองเกินไป. เยี่ยกวนได้เพียงถอนหายใจอย่างเสียดาย

    จ้าวซงเห็นใบหน้าอาจารย์เยี่ยแสดงความเศร้าออกมากลับคิดว่าอาจารย์เสียใจที่มู่เชียนต้องแพ้ตน และอาจารย์ผู้คอยสนับสนุนนางมาตลอด คงจะต้องเสียหน้าอย่างมาก เขากระหยิ่มใจจนส่งยิ้มเยาะเย้ยออกมา

    ครู่ต่อมาก็มาถึงหม้อปรุงยาของมู่เชียน ความสนใจของลานทดสอบพลันพุ่งมาอยู่ที่หม้อปรุงยาตรงหน้าของเด็กสาวอีกครั้ง


    มู่เชียน - โอสถคืนพลัง ระดับสอง สิบเม็ด คุณภาพระดับสูงทั้งหมด  


    “เป็นไปไม่ได้ ” เสียงตะโกนของจ้าวซงดังขึ้น พร้อมกันเสียงฮือฮาจากรอบด้าน แม้แต่จางฟู่ถิงยังตื่นเต้นจนหนังตากระตุก มีเพียงอาจารย์เยี่ยที่ยังคงนิ่งเฉยเป็นอันมาก จากการฝึกสอนที่ผ่านมา นี่เป็นเพียงมาตรฐานปกติของเด็กคนนี้เท่านั้น


    “นี่มันเกินไปแล้ว !!!”


    “ไม่คิดให้ผู้อื่นลืมตาอ้าปากบ้างเลยหรือ”

    “พรสวรรค์อะไรกันน่ากลัวขนาดนี้”


    ขณะที่ศิษย์ทั้งหลายกำลังตื่นตะลึงอยู่นั้น จ้าวซงพลันวิ่งโซเซมา เขาจับยึดหม้อปรุงโอสถของมู่เชียนไว้แล้วก้มลงไปมองด้วยตนเอง จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองมู่เชียนแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงงุนงงว่า


    “เป็นไปได้อย่างไร ที่ผ่านมาข้าเห็นเจ้าปรุงอะไรก็ระเบิดตลอด ไหนจะทะเบียนบันทึกผลงานนั่นอีก แม้กระทั่งเมื่อวานยังไม่มีบันทึกผลงานของเจ้าเลยด้วยซ้ำ”

    หยางอี้ปินได้ฟังก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงร่าเริงว่า

    “อะไรกัน…. ผลงานของนางถูกบันทึกอยู่ทุกวัน ทั้งหมดล้วนอยู่ในทะเบียนโอสถระดับสองและระดับสาม ทุกวันนี้นางปรุงเพียงโอสถระดับสอง ระดับสามเท่านั้น ”


    “โอสถระดับสอง ระดับสามหรือ ?” 

    จ้าวซงเอ่ยเสียงเบา เขาหันมองโอสถระดับสองคุณภาพสูงทั้งสิบเม็ดตรงหน้าอีกครั้งอย่างจับต้นชนปลายไม่ถูก จริงด้วย… เพราะพวกเขาเป็นศิษย์ระดับต้น ดังนั้นที่ผ่านมาเขาจึงเฝ้ามองเพียงในทะเบียนของโอสถระดับหนึ่งเท่านั้น ทว่าเสียงหม้อระเบิดพวกนั้นเล่า


    เห็นท่าทางของจ้าวซงยังคาใจฉวนสี่จึงอธิบายเพิ่มอย่างอดไม่ได้


    “ที่เจ้าได้ยินเสียงระเบิดนั้นคงเป็นตอนที่นางฝึกปรุงโอสถระดับสี่อยู่ต่างหาก”


    จ้าวซงได้ยินดังนั้นก็เบิกตากว้าง เอ่ยค้านเสียงหลง


    “จะเป็นโอสถระดับสี่ได้ยังไง นางเป็นเพียงยอดยุทธ์มิใช่หรือ…?” ผู้ใดก็รู้ว่ามีเพียงปราชญ์โอสถที่สามารถปรุงโอสถระดับสี่ได้ และพวกเขาล้วนต้องบรรลุปราชญ์ยุทธ์เสียก่อน



    “หึ… นางครอบครองไฟจากสัตว์อสูร จึงมิได้ถูกจำกัดด้วยระดับของการฝึกตนเช่นผู้อื่น เจ้าไม่รู้หรือ ?”  


    โม่เจี้ยนเอ่ยเสียงเยาะเย้ย ทว่ายามนี้จ้าวซงมิได้สนใจจะทะเลาะกับเขาอีกแล้ว เขากำลังตกใจกับสิ่งที่ตนได้รู้ ชายหนุ่มหันมองท่านอาจารย์เยี่ยอย่างคิดจะขอคำยืนยัน ก็ได้เห็นอาจารย์เยี่ยมองที่เขาด้วยสายตาสงสารเห็นใจ



    “เจ้าเลือกคู่ต่อสู้ผิดไปแล้ว” อาจารย์เยี่ยเอ่ย


    จ้าวซงเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น…เขาผิดแล้วจริงๆ ผิดที่ประมาท ไม่สืบความสามารถของคู่ต่อสู้ให้ชัดก็ตัดสินลงแข่งแล้ว เป็นเพียงหมอโอสถ ถึงกับกล้าท้าทายผู้ปรุงโอสถระดับปราชญ์โอสถ มีผู้ใดจะโง่เง่ากว่านี้อีกหรือไม่ ?

    เขามีเรื่องกับปราชญ์โอสถ ที่ทุกคนล้วนแต่อยากคอยประจบเอาใจ ทั้งยังแพ้พนันจนต้องออกจากสำนักอีก ในเมื่อไร้ทางไปย่อมต้องกลับไปตระกูลจ้าว หากตระกูลรู้ว่าเขาผิดพลาดร้ายแรงเพียงนี้ คงลงโทษอย่างหนักเป็นแน่ เด็กกำพร้าอย่างเขา อาจถึงขั้นถูกสั่งให้เนรเทศจากตระกูล คิดแล้วชายหนุ่มหน้าซีดเผือดรีบทิ้งศักดิ์ศรีทั้งหมดที่มีและคุกเข่าลงต่อหน้าอาจารย์เยี่ยทันที


    “ท่านอาจารย์ข้าผิดไปแล้ว โปรดช่วยข้าด้วย”


    เยี่ยกวนเห็นศิษย์คนโปรดคนหนึ่งคุกเข่าขอให้ช่วยก็รู้สึกอ่อนใจนักเขาหันมองมู่เชียนอย่างเกรงอกเกรงใจแล้วเอ่ยว่า

    “เฮ้อ…. ข้าเองก็ประทับใจพรสวรรค์ของเจ้านัก แต่เรื่องนี้ข้ารับปากไปแล้ว มันไม่ยุติธรรมต่อมู่เชียน”

    มู่เชียนได้ฟังประโยคนี้ก็รู้ว่าท่านอาจารย์เยี่ยคิดจะโบ้ยความรับผิดชอบมาให้นางอีกแล้ว… นางมองจ้าวซงที่ยามนี้กำหมัดแน่น แล้วก็เริ่มระวังตัวขึ้น นางลอบโคจรปราณในร่างระหว่างที่จ้าวซงเดินเข้ามาใกล้


    เบื้องหน้าของมู่เชียน จ้าวซงมองนางด้วยสายตาที่ขัดเขิน สำหรับเขาแล้วการต้องขอให้ผู้ที่ตนเคยเยาะเย้ยดูหมิ่นมาช่วยเหลือนั้น แทบจะทำให้อยากกลั้นใจตายไปเสีย 

    ทว่า… หากต้องกลับไปตระกูลในสภาพนี้ เขามั่นใจว่าสิ่งที่รอเขาอยู่นั้นเลวร้ายกว่าความตายเสียอีก จ้าวซงตัดสินใจเอ่ยปากกับมู่เชียนด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า


    “ศิษย์น้องมู่ ข้ารู้แล้วว่าข้าประเมินเจ้าผิดไป เจ้าเป็นจันทร์ ส่วนข้าเป็นเพียงหิ่งห้อย ได้โปรดให้โอกาสข้า อย่าให้ข้าต้องหมดอนาคตเลย”


    มู่เชียนมองบุรุษตรงหน้าที่เคยหยิ่งผยอง ยามนี้กลับยอมละทิ้งศักดิ์ศรีเพื่อให้อยู่ในสำนักต่อแล้วก็รู้สึกเวทนาขึ้นมา ทว่า…


    “ไม่ล่ะ…. ต่อไปหากท่านหาเรื่องข้าอีกเล่า ข้าไม่อยากเสียเวลาฝึกตนไปกับเรื่องไร้สาระ” มู่เชียนเอ่ยออกมาด้วยท่าทีนิ่งเฉย แต่สำหรับจ้าวซงแล้วนี่กลับเป็นสัญญาณที่ดี 


    “ข้าจ้าวซงสาบานต่อวิญญาณบิดามารดา ต่อไปจะไม่หาเรื่องเจ้าอีก หากผิดคำสาบานขอให้ตายอย่างผีเร่ร่อน ไร้ที่ฝัง”

    มู่เชียนตกใจเป็นอันมาก เหตุใดต้องสาบานร้ายแรงปานนี้ นางมองดวงตาของจ้าวซงก็รู้ดีว่าเขาจริงจังกับคำสาบานนี้เพียงใด  

    ‘ช่างเถิดอย่างไรก็เป็นเพียงการทะเลาะกันเล็กน้อย อีกหน่อยหากเขากล้าขวางหูขวางตานางอีก ก็มอบให้เสี่ยวจือจือจัดการไปก็แล้วกัน’


    “ข้าจะยอมรับปากท่านก็ได้ แต่ท่านก็ควรมีสิ่งใดตอบแทนข้าบ้างมิใช่หรือ”


    จ้าวซงเห็นทางรอดเปิดกว้างขึ้นในพริบตา เขารีบเอ่ยตอบมู่เชียนด้วยน้ำเสียงที่ปิดความยินดีไม่มิด


    “ศิษย์น้องต้องการสิ่งใดโปรดบอกข้ามาได้เลย หากข้าทำได้ย่อมไม่บิดพลิ้วแน่”


    “หลังจากจบการศึกษาแล้ว เป็นนักปรุงโอสถให้ตระกูลมู่เป็นเวลาสิบปี รับปากหรือไม่?” 

    มู่เชียนที่ยามนี้เชี่ยวชาญในศาสตร์ปรุงโอสถไม่น้อยย่อมรู้ดีว่าพรสวรรค์ของจ้าวซงนั้นน่าเสียดายเกินกว่าจะปล่อยให้ผ่านไปเฉยๆได้ อย่างไรก็ได้โอกาสแล้ว ไม่ฉกฉวยผลประโยชน์จากเขาบ้างคงเป็นการผิดต่อท่านอาจารย์เยี่ยที่สั่งสอนนางมาตลอดสามเดือน

    จ้าวซงได้ยินข้อต่อรองนี้ก็นิ่งอึ้งไป นี่นางคิดรับเขาเป็นลูกน้องหรือ ?


    “ว่าอย่างไร รับปากหรือไม่?” โม่เจี้ยนเอ่ยด้วยดวงตาวาววับ ท่าทางของเขาราวกับบอกว่า อย่าได้รับปากเชียว


    จ้าวซงมองมู่เชียนอีกครั้งอย่างประเมิน เขามองออกว่าอนาคตของย่อมนางไม่ธรรมดาแน่ พรสวรรค์ในด้านปรุงโอสถของนางนั้น ชัดเจนว่าเหนือกว่าอาจารย์เยี่ย และอาจารย์ม่อจื้อเสียด้วยซ้ำ ไหนจะพรสวรรค์ด้านปราณยุทธ์ที่ถือเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งได้อย่างแท้จริง ได้ติดตามนางอาจเป็นเรื่องดีก็ได้

    ตระกูลจ้าวที่เขาอยู่นั้นล้วนเต็มไปด้วยผลประโยชน์ บิดามารดาของเขาเสียชีวิตไปหลายปีแล้ว ที่ผ่านมาเขาได้แต่ดิ้นรนใช้ชีวิตอยู่ในตระกูลตามลำพัง หากวันหนึ่งเขากลายเป็นคนไร้ค่าตระกูลจ้าวก็คงไม่ลังเลที่จะทอดทิ้งเขา เช่นนั้นไปอยู่ตระกูลมู่หรือตระกูลใดๆก็ไม่ต่างกันหรอก จ้าวซงคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ตัดสินใจได้ 


    “ได้… ข้ารับปากเจ้า….”


    มู่เชียนเบิกตากว้างอย่างยินดี ส่วนโม่เจี้ยนนั้นกลับผิดหวังอย่างยิ่ง


    “เช่นนั้น เดิมพันครั้งนี้ข้ายินดียกเลิกเจ้าค่ะ” มู่เชียนเอ่ยกับท่านอาจารย์เยี่ยที่มีสีหน้ายินดีเช่นกัน 



    “ผู้เป็นตัวแทนเข้าแข่งวิถีปรุงโอสถในการประลองระหว่างสำนักคือ มู่เชียน”

    คล้ายกับเรื่องอี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน