“เช่นนั้นก็แล้วแต่พวกเจ้า คนอื่นๆปรุงโอสถระดับหนึ่งตามเดิม ” อะไรจะเกิดก็เกิด ถือเป็นบทเรียนให้เขาก็แล้วกัน
ขอบคุณท่านอาจารย์ จ้าวซงคารวะอาจารย์อีกครั้งก่อนจะหันหลังเดินไปยังตำแหน่งของตนทันที
‘หึ….ข้าเคยเห็นเจ้าปรุงโอสถกี่ครั้งก้ไหม้ดำ สำเร็จเพียงสามในสิบส่วนเท่านั้น ไม่รู้เจ้าใช้ลูกไม้ใดทำให้ท่านอาจารย์โปรดปราน วันนี้แหละ ข้าจะเปิดโปงเจ้าต่อหน้าทุกคน’
“เจ้าคิดปรุงโอสถระดับสองชนิดใด?” เยี่ยกวนเอ่ยถามจ้าวซงที่กำลังทำงานง่วนอยู่หน้าหม้อปรุงโอสถของตน
“เรียนท่านอาจารย์ข้าจะปรุงโอสถสงบใจขอรับ”
จ้าวซงเอ่ยด้วยกิริยาสงบ โดยปกติแล้วเขาให้ความเคารพอาจารย์เยี่ยเป็นอย่างมาก หากไม่มีเรื่องของมู่เชียนเขาคงไม่มีทางแสดงท่าทีไม่เคารพต่อผู้อาวุโสเยี่ยงนี้แน่
โอสถสงบใจถือเป็นโอสถระดับสองที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากช่วยให้จิตใจของผู้ฝึกตนสงบ เข้าถึงสมาธิได้นานขึ้น ใช้ได้ผลกับระดับยอดยุทธ์ทุกระดับ ไม่ว่าจะปรุงออกมาเท่าใดก็เคยไม่พอต่อความต้องการมีราคาแพงอย่างมาก จ้าวซงคิดว่าต้องเห็นเยี่ยกวนยินดีอย่างยิ่งที่เห็นเขาเลือกปรุงโอสถชนิดนี้
ทว่าเมื่อหันมาจ้าวซงกลับเป็นเพียงแผ่นหลังของเยี่ยกวนที่กำลังเดินไปยังบริเวณหม้อปรุงยาของมู่เชียนเสียแล้ว น่าเสียดายที่ตำแหน่งของพวกเขาอยู่ไกลกันมาก จึงไม่อาจรู้ได้ว่านางคิดจะปรุงโอสถชนิดใด
‘หึ….อยู่ต่อหน้าผู้คนมากมาย ข้าจะดูว่าเจ้ายังจะสามารถมีลูกไม้ใดได้อีก’
ในที่สุดเวลาหนึ่งชั่วยามก็ผ่านไป กลิ่นหอมของโอสถฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งบริเวณ อาจเพราะด้วยความทุ่มเทฝึกฝนของพวกเขา และความเข้มงวดของอาจารย์เยี่ย พวกเขาทุกคนสามารถปรุงโอสถระดับหนึ่งได้สำเร็จอย่างราบรื่น
เอาล่ะ พวกเจ้ารออยู่กับที่ เพื่อความโปร่งใส ข้าและท่านเจ้าสำนักจะเดินไปตรวจดูผลงานของพวกเจ้าทีละคน
เหล่าอาจารย์เริ่มเดินไปจากฝั่งซ้ายไล่ไปเรื่อยๆทีละคน เหล่าศิษย์ล้วนมีผลงานปรุงโอสถคุณภาพปานกลางขึ้นไปเกินห้าส่วน ถือว่าผ่านเกณฑ์ทั้งสิ้น สร้างความปลาบปลื้มให้อาจารย์เยี่ยและจางฟู่ถิงอย่างมาก
“นรกสิบชั่วยามของข้าไม่ได้เสียเปล่าแล้ว !”
“ในที่สุดปีนี้ข้าก็ผ่านแล้ว !”
“ผลงานของข้าดีเยี่ยมมาก ข้ารู้สึกว่าข้าควรจะจริงจังด้านปรุงโอสถเสียแล้ว!”
ท่ามกลางความยินดีของเหล่าศิษย์อาจารย์ ในที่สุดก็พวกเขาก็เวียนมาถึงหม้อของจ้าวซง
“จ้าวซง - ยาสงบใจ ระดับสอง สิบเม็ด คุณภาพระดับสูง 5 คุณภาพกลาง 4 ระดับต่ำ 1”
ยอดเยี่ยมมาก
ว้าววว นี่ปรุงโอสถระดับสองเชียวนะ ยังทำได้ดีขนาดนี้เชียวรึ
จ้าวซงคือความภาคภูมิใจของตระกูลจ้าวโดยแท้
เยี่ยกวนมองเด็กหนุ่มตรงหน้าแล้วก็รู้สึกทึ่งไม่น้อย …. ศิษย์ใหม่ที่เพิ่งฝึกฝนเพียงไม่กี่เดือนคนหนึ่งมาถึงขั้นนี้ได้ นับว่ามีพรสวรรค์อย่างมาก หากในสถานการณ์ปกติ นี่ควรเป็นศิษย์ผู้สืบทอดของเขาได้ น่าเสียดายเชื่อมั่นตนเองเกินไป. เยี่ยกวนได้เพียงถอนหายใจอย่างเสียดาย
จ้าวซงเห็นใบหน้าอาจารย์เยี่ยแสดงความเศร้าออกมากลับคิดว่าอาจารย์เสียใจที่มู่เชียนต้องแพ้ตน และอาจารย์ผู้คอยสนับสนุนนางมาตลอด คงจะต้องเสียหน้าอย่างมาก เขากระหยิ่มใจจนส่งยิ้มเยาะเย้ยออกมา
ครู่ต่อมาก็มาถึงหม้อปรุงยาของมู่เชียน ความสนใจของลานทดสอบพลันพุ่งมาอยู่ที่หม้อปรุงยาตรงหน้าของเด็กสาวอีกครั้ง
มู่เชียน - โอสถคืนพลัง ระดับสอง สิบเม็ด คุณภาพระดับสูงทั้งหมด
“เป็นไปไม่ได้ ” เสียงตะโกนของจ้าวซงดังขึ้น พร้อมกันเสียงฮือฮาจากรอบด้าน แม้แต่จางฟู่ถิงยังตื่นเต้นจนหนังตากระตุก มีเพียงอาจารย์เยี่ยที่ยังคงนิ่งเฉยเป็นอันมาก จากการฝึกสอนที่ผ่านมา นี่เป็นเพียงมาตรฐานปกติของเด็กคนนี้เท่านั้น
“นี่มันเกินไปแล้ว !!!”
“ไม่คิดให้ผู้อื่นลืมตาอ้าปากบ้างเลยหรือ”
“พรสวรรค์อะไรกันน่ากลัวขนาดนี้”
ขณะที่ศิษย์ทั้งหลายกำลังตื่นตะลึงอยู่นั้น จ้าวซงพลันวิ่งโซเซมา เขาจับยึดหม้อปรุงโอสถของมู่เชียนไว้แล้วก้มลงไปมองด้วยตนเอง จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองมู่เชียนแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงงุนงงว่า
“เป็นไปได้อย่างไร ที่ผ่านมาข้าเห็นเจ้าปรุงอะไรก็ระเบิดตลอด ไหนจะทะเบียนบันทึกผลงานนั่นอีก แม้กระทั่งเมื่อวานยังไม่มีบันทึกผลงานของเจ้าเลยด้วยซ้ำ”
หยางอี้ปินได้ฟังก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงร่าเริงว่า
“อะไรกัน…. ผลงานของนางถูกบันทึกอยู่ทุกวัน ทั้งหมดล้วนอยู่ในทะเบียนโอสถระดับสองและระดับสาม ทุกวันนี้นางปรุงเพียงโอสถระดับสอง ระดับสามเท่านั้น ”
“โอสถระดับสอง ระดับสามหรือ ?”
จ้าวซงเอ่ยเสียงเบา เขาหันมองโอสถระดับสองคุณภาพสูงทั้งสิบเม็ดตรงหน้าอีกครั้งอย่างจับต้นชนปลายไม่ถูก จริงด้วย… เพราะพวกเขาเป็นศิษย์ระดับต้น ดังนั้นที่ผ่านมาเขาจึงเฝ้ามองเพียงในทะเบียนของโอสถระดับหนึ่งเท่านั้น ทว่าเสียงหม้อระเบิดพวกนั้นเล่า
เห็นท่าทางของจ้าวซงยังคาใจฉวนสี่จึงอธิบายเพิ่มอย่างอดไม่ได้
“ที่เจ้าได้ยินเสียงระเบิดนั้นคงเป็นตอนที่นางฝึกปรุงโอสถระดับสี่อยู่ต่างหาก”
จ้าวซงได้ยินดังนั้นก็เบิกตากว้าง เอ่ยค้านเสียงหลง
“จะเป็นโอสถระดับสี่ได้ยังไง นางเป็นเพียงยอดยุทธ์มิใช่หรือ…?” ผู้ใดก็รู้ว่ามีเพียงปราชญ์โอสถที่สามารถปรุงโอสถระดับสี่ได้ และพวกเขาล้วนต้องบรรลุปราชญ์ยุทธ์เสียก่อน
“หึ… นางครอบครองไฟจากสัตว์อสูร จึงมิได้ถูกจำกัดด้วยระดับของการฝึกตนเช่นผู้อื่น เจ้าไม่รู้หรือ ?”
โม่เจี้ยนเอ่ยเสียงเยาะเย้ย ทว่ายามนี้จ้าวซงมิได้สนใจจะทะเลาะกับเขาอีกแล้ว เขากำลังตกใจกับสิ่งที่ตนได้รู้ ชายหนุ่มหันมองท่านอาจารย์เยี่ยอย่างคิดจะขอคำยืนยัน ก็ได้เห็นอาจารย์เยี่ยมองที่เขาด้วยสายตาสงสารเห็นใจ
“เจ้าเลือกคู่ต่อสู้ผิดไปแล้ว” อาจารย์เยี่ยเอ่ย
จ้าวซงเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น…เขาผิดแล้วจริงๆ ผิดที่ประมาท ไม่สืบความสามารถของคู่ต่อสู้ให้ชัดก็ตัดสินลงแข่งแล้ว เป็นเพียงหมอโอสถ ถึงกับกล้าท้าทายผู้ปรุงโอสถระดับปราชญ์โอสถ มีผู้ใดจะโง่เง่ากว่านี้อีกหรือไม่ ?
เขามีเรื่องกับปราชญ์โอสถ ที่ทุกคนล้วนแต่อยากคอยประจบเอาใจ ทั้งยังแพ้พนันจนต้องออกจากสำนักอีก ในเมื่อไร้ทางไปย่อมต้องกลับไปตระกูลจ้าว หากตระกูลรู้ว่าเขาผิดพลาดร้ายแรงเพียงนี้ คงลงโทษอย่างหนักเป็นแน่ เด็กกำพร้าอย่างเขา อาจถึงขั้นถูกสั่งให้เนรเทศจากตระกูล คิดแล้วชายหนุ่มหน้าซีดเผือดรีบทิ้งศักดิ์ศรีทั้งหมดที่มีและคุกเข่าลงต่อหน้าอาจารย์เยี่ยทันที
“ท่านอาจารย์ข้าผิดไปแล้ว โปรดช่วยข้าด้วย”
เยี่ยกวนเห็นศิษย์คนโปรดคนหนึ่งคุกเข่าขอให้ช่วยก็รู้สึกอ่อนใจนักเขาหันมองมู่เชียนอย่างเกรงอกเกรงใจแล้วเอ่ยว่า
“เฮ้อ…. ข้าเองก็ประทับใจพรสวรรค์ของเจ้านัก แต่เรื่องนี้ข้ารับปากไปแล้ว มันไม่ยุติธรรมต่อมู่เชียน”
มู่เชียนได้ฟังประโยคนี้ก็รู้ว่าท่านอาจารย์เยี่ยคิดจะโบ้ยความรับผิดชอบมาให้นางอีกแล้ว… นางมองจ้าวซงที่ยามนี้กำหมัดแน่น แล้วก็เริ่มระวังตัวขึ้น นางลอบโคจรปราณในร่างระหว่างที่จ้าวซงเดินเข้ามาใกล้
เบื้องหน้าของมู่เชียน จ้าวซงมองนางด้วยสายตาที่ขัดเขิน สำหรับเขาแล้วการต้องขอให้ผู้ที่ตนเคยเยาะเย้ยดูหมิ่นมาช่วยเหลือนั้น แทบจะทำให้อยากกลั้นใจตายไปเสีย
ทว่า… หากต้องกลับไปตระกูลในสภาพนี้ เขามั่นใจว่าสิ่งที่รอเขาอยู่นั้นเลวร้ายกว่าความตายเสียอีก จ้าวซงตัดสินใจเอ่ยปากกับมู่เชียนด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า
“ศิษย์น้องมู่ ข้ารู้แล้วว่าข้าประเมินเจ้าผิดไป เจ้าเป็นจันทร์ ส่วนข้าเป็นเพียงหิ่งห้อย ได้โปรดให้โอกาสข้า อย่าให้ข้าต้องหมดอนาคตเลย”
มู่เชียนมองบุรุษตรงหน้าที่เคยหยิ่งผยอง ยามนี้กลับยอมละทิ้งศักดิ์ศรีเพื่อให้อยู่ในสำนักต่อแล้วก็รู้สึกเวทนาขึ้นมา ทว่า…
“ไม่ล่ะ…. ต่อไปหากท่านหาเรื่องข้าอีกเล่า ข้าไม่อยากเสียเวลาฝึกตนไปกับเรื่องไร้สาระ” มู่เชียนเอ่ยออกมาด้วยท่าทีนิ่งเฉย แต่สำหรับจ้าวซงแล้วนี่กลับเป็นสัญญาณที่ดี
“ข้าจ้าวซงสาบานต่อวิญญาณบิดามารดา ต่อไปจะไม่หาเรื่องเจ้าอีก หากผิดคำสาบานขอให้ตายอย่างผีเร่ร่อน ไร้ที่ฝัง”
มู่เชียนตกใจเป็นอันมาก เหตุใดต้องสาบานร้ายแรงปานนี้ นางมองดวงตาของจ้าวซงก็รู้ดีว่าเขาจริงจังกับคำสาบานนี้เพียงใด
‘ช่างเถิดอย่างไรก็เป็นเพียงการทะเลาะกันเล็กน้อย อีกหน่อยหากเขากล้าขวางหูขวางตานางอีก ก็มอบให้เสี่ยวจือจือจัดการไปก็แล้วกัน’
“ข้าจะยอมรับปากท่านก็ได้ แต่ท่านก็ควรมีสิ่งใดตอบแทนข้าบ้างมิใช่หรือ”
จ้าวซงเห็นทางรอดเปิดกว้างขึ้นในพริบตา เขารีบเอ่ยตอบมู่เชียนด้วยน้ำเสียงที่ปิดความยินดีไม่มิด
“ศิษย์น้องต้องการสิ่งใดโปรดบอกข้ามาได้เลย หากข้าทำได้ย่อมไม่บิดพลิ้วแน่”
“หลังจากจบการศึกษาแล้ว เป็นนักปรุงโอสถให้ตระกูลมู่เป็นเวลาสิบปี รับปากหรือไม่?”
มู่เชียนที่ยามนี้เชี่ยวชาญในศาสตร์ปรุงโอสถไม่น้อยย่อมรู้ดีว่าพรสวรรค์ของจ้าวซงนั้นน่าเสียดายเกินกว่าจะปล่อยให้ผ่านไปเฉยๆได้ อย่างไรก็ได้โอกาสแล้ว ไม่ฉกฉวยผลประโยชน์จากเขาบ้างคงเป็นการผิดต่อท่านอาจารย์เยี่ยที่สั่งสอนนางมาตลอดสามเดือน
จ้าวซงได้ยินข้อต่อรองนี้ก็นิ่งอึ้งไป นี่นางคิดรับเขาเป็นลูกน้องหรือ ?
“ว่าอย่างไร รับปากหรือไม่?” โม่เจี้ยนเอ่ยด้วยดวงตาวาววับ ท่าทางของเขาราวกับบอกว่า อย่าได้รับปากเชียว
จ้าวซงมองมู่เชียนอีกครั้งอย่างประเมิน เขามองออกว่าอนาคตของย่อมนางไม่ธรรมดาแน่ พรสวรรค์ในด้านปรุงโอสถของนางนั้น ชัดเจนว่าเหนือกว่าอาจารย์เยี่ย และอาจารย์ม่อจื้อเสียด้วยซ้ำ ไหนจะพรสวรรค์ด้านปราณยุทธ์ที่ถือเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งได้อย่างแท้จริง ได้ติดตามนางอาจเป็นเรื่องดีก็ได้
ตระกูลจ้าวที่เขาอยู่นั้นล้วนเต็มไปด้วยผลประโยชน์ บิดามารดาของเขาเสียชีวิตไปหลายปีแล้ว ที่ผ่านมาเขาได้แต่ดิ้นรนใช้ชีวิตอยู่ในตระกูลตามลำพัง หากวันหนึ่งเขากลายเป็นคนไร้ค่าตระกูลจ้าวก็คงไม่ลังเลที่จะทอดทิ้งเขา เช่นนั้นไปอยู่ตระกูลมู่หรือตระกูลใดๆก็ไม่ต่างกันหรอก จ้าวซงคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ตัดสินใจได้
“ได้… ข้ารับปากเจ้า….”
มู่เชียนเบิกตากว้างอย่างยินดี ส่วนโม่เจี้ยนนั้นกลับผิดหวังอย่างยิ่ง
“เช่นนั้น เดิมพันครั้งนี้ข้ายินดียกเลิกเจ้าค่ะ” มู่เชียนเอ่ยกับท่านอาจารย์เยี่ยที่มีสีหน้ายินดีเช่นกัน
“ผู้เป็นตัวแทนเข้าแข่งวิถีปรุงโอสถในการประลองระหว่างสำนักคือ มู่เชียน”