ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 6 บทที่ 175 บาดเจ็บสาหัสทั้งสองฝ่าย

            เสียงของหลวี่อีเปรียบเสมือนเครื่องหมายเตือนมรณะที่คอยตามหลอกหลอน

            เวินโหรวและเจ้าทึ่มจู้หมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับทิศทางของเสียงนั้นในทันที

            ขณะเดียวกันเวินโหรวได้สะบัดมือวูบร่างของเจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงก็จมดิ่งลงสู่ใต้ดินอีกครั้งพุ่งทะยานแหวกผ่านผืนดินไปอย่างรวดเร็ว และเมื่อโผล่พ้นขึ้นมาเหนือดินอีกครั้งพวกเขาก็อยู่ห่างจากจุดเดิมไปนับร้อยเมตรแล้ว

            เนื่องจากไม่รู้ว่าอานุภาพการระเบิดพลีชีพของเวินโหรวและเจ้าทึ่มจู้จะรุนแรงเพียงใดและระยะร้อยเมตรนี้จะปลอดภัยพอหรือไม่เจียงจืออวี๋กับไป๋ฉางเซิงจึงไม่หยุดพักแม้แต่วินาทีเดียวหลังจากกลับมาเคลื่อนไหวได้อีกครั้ง

            ในอีกด้านหนึ่งร่างของเวินโหรวและเจ้าทึ่มจู้เริ่มปรากฏแสงสีเงินสว่างวาบขึ้นมาปกคลุมราวกับทั้งสองกำลังอาบไล้ด้วยรัศมีเงินยวง  

            ทว่าพร้อมๆ กับที่แสงสีเงินนี้ปรากฏขึ้นรอยปริร้าวบนร่างกายของทั้งคู่ก็เริ่มขยายลึกลงไปอย่างต่อเนื่อง

            สภาพเช่นนี้เห็นได้ชัดว่าพลังงานกำลังเอ่อล้นจนเกินขีดจำกัดด้วยสภาพร่างกายในตอนนี้พวกเขาไม่อาจทนรับมวลพลังงานที่พุ่งพล่านจากภายในสู่ภายนอกได้อีกต่อไป

            แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องทนอีกต่อไปแล้ว

            หลวี่อีและหวังเหมิ่งยังคงเดินหน้าทำลายกำแพงศิลาอย่างป่าเถื่อนส่วนเวินโหรวและเจ้าทึ่มจู้ทำเพียงยืนสงบนิ่งอยู่กับที่เพื่อรอคอยการมาถึงของทั้งสองคน

            พลังงานถูกสะสมจนถึงขีดสุดในที่สุดกำแพงศิลาชั้นสุดท้ายก็พังทลายลงด้วยน้ำมือของหลวี่อีและหวังเหมิ่ง

            ทว่าในจังหวะนั้นเองทั้งคู่กลับสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างพร้อมกัน

            พวกเขาเกิดความระแวงสงสัยจึงชะงักเพื่อประเมินสถานการณ์ซ้ำอีกครั้ง

            แต่เพียงเสี้ยววินาทีแห่งความลังเลนั้นเวินโหรวและเจ้าทึ่มจู้ก็ได้พุ่งทะยานออกมาแล้ว!

            กำแพงศิลาแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ท่ามกลางฝุ่นละอองที่คละคลุ้งปรากฏร่างสองร่างที่โชติช่วงด้วยแสงสีเงินพุ่งทะยานเข้าหาพวกเขาทั้งคู่ดั่งศรหลุดจากแล่ง

            ภาพที่เห็นนี้ต่อให้เป็นคนโง่เขลาเพียงใดก็ย่อมตระหนักได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ

            หัวใจของทั้งสองเต้นระรัวสัญชาตญาณการต่อสู้ร่ำร้องเตือนให้พวกเขาหนีไปให้ไกลจากร่างทั้งสองนี้หวังเหมิ่งและหลวี่อีไม่กล้าแม้แต่จะหยุดรั้ง พวกเขาหมุนตัวหนีสุดชีวิตในทันที

            ทว่าคราวนี้ฝ่ายรุกและฝ่ายรับได้สลับตำแหน่งกันแล้ว

            เวินโหรวสะบัดมือเรียกกำแพงศิลาสองแห่งขึ้นมาขวางเส้นทางหนีของหวังเหมิ่งและหลวี่อีเอาไว้

            เธอไม่ได้หวังจะกักขังทั้งสองคนนี้เพียงแค่ต้องการชะลอความเร็วของพวกเขาลงเท่านั้น

            หวังเหมิ่งปล่อยหมัดอันทรงพลังเข้าใส่จนกำแพงศิลาหนาทึบแตกละเอียดในพริบตาส่วนทางด้านหลวี่อีก็ไม่ยอมออมมือ เขาซัดฝ่ามือออกไปครั้งหนึ่งพายุหมุนทมิฬก็บดขยี้กำแพงศิลาชั้นสุดท้ายที่ขวางหน้าจนแหลกลาญ

            อย่างไรก็ตามเวินโหรวและเจ้าทึ่มจู้ก็พุ่งมาถึงตัวพวกเขาแล้ว

            เจ้าทึ่มจู้ในตอนนี้เปรียบเสมือนปลาหมึกยักษ์สีเงินเขาโผเข้ากอดรัดหวังเหมิ่งจากทางด้านหลังอย่างแน่นหนาสองแขนสองขาออกแรงรัดจนสุดกำลัง ไม่เปิดโอกาสให้หวังเหมิ่งดิ้นหลุดไปได้เลย

            ด้านเวินโหรวก็เช่นกันเธอเตรียมจะโผเข้าล็อกตัวหลวี่อีไว้ให้มั่นแต่ทว่าหมอนี่กลับแปรสภาพร่างกลายเป็นกลุ่มหมอกสีดำทมิฬไปเสียก่อน

            มือที่คว้าออกไปจึงพบเพียงความว่างเปล่าไม่อาจสัมผัสถึงตัวตนที่เป็นเนื้อหนังได้

            ไม่มีใครรู้ว่าเขาทำเช่นนั้นได้อย่างไรแต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ในชั่วพริบตาเวินโหรวสะบัดมือเรียกกำแพงศิลาสี่ด้านขึ้นมาปิดล้อมขังทั้งหมอกดำของหลวี่อีและตัวเธอเองไว้ภายในม่านพลังศิลานั้น

            “ไอ้เวร!”

            เสียงสบถหลุดออกมาจากภายในกลุ่มหมอกดำนั้นทว่าก่อนที่เขาจะทันได้เคลื่อนไหวใด ๆแสงสีเงินบนร่างของเวินโหรวก็พลันสว่างจ้าขึ้นถึงขีดสุด

            วินาทีต่อมาร่างของเธอก็แตกสลายลงแสงสีเงินสาดจ้าไปทั่วบริเวณรวมถึงกลุ่มหมอกดำที่หลวี่อีจำแลงมาด้วย

            และไม่ว่าสิ่งใดก็ตามที่ถูกแสงสีเงินนั้นอาบไล้ไม่ว่าจะเป็นทุ่งหญ้าหรือต้นไม้รอบด้านต่างหยุดชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะแตกสลายกลายเป็นผุยผงและปลิวหายไปตามสายลมที่พัดผ่าน

            ด้านเจ้าทึ่มจู้ก็ไม่ต่างกันแสงสีเงินสว่างวาบขึ้นชั่วอึดใจและสอดประสานเข้ากับแสงจากทางฝั่งของเวินโหรว

            ไร้ซึ่งเสียงกัมปนาทเลื่อนลั่นไร้ซึ่งเปลวเพลิงอันโชติช่วงมีเพียงรัศมีสีเงินที่สาดประกายผ่านพ้นไปในพริบตาเท่านั้น

            ไป๋ฉางเซิงและเจียงจืออวี๋ที่อยู่ห่างออกไปสัมผัสได้ถึงแสงสว่างนั้นพวกเขาชะงักเท้าและหันกลับไปมอง

            เมื่อเห็นฝุ่นละอองที่ตลบอบอวลไปทั่วท้องฟ้าและแสงสีเงินที่ค่อยๆ จางหายไปในระยะไกล ไป๋ฉางเซิงก็รู้สึกถึงความอัดอั้นตันใจที่ยากจะอธิบายออกมาได้

            ศึกครั้งนี้พวกเขาพ่ายแพ้พ่ายแพ้อย่างราบคาบ

            แม้จะงัดไพ่ตายทุกอย่างที่มีออกมาใช้จนหมดแต่ก็ยังถูกฝ่ายตรงข้ามบีบคั้นมาถึงจุดนี้

            เวินโหรวและเจ้าทึ่มจู้ยอมจุดระเบิดแก่นพลังงานเพื่อรักษาชีวิตของเขาและเจียงจืออวี๋ไว้แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่อาจปลิดชีพหวังเหมิ่งได้ทำได้เพียงแลกโอกาสในการหนีมาให้พวกเขาเพียงชั่วอึดใจเดียวเท่านั้น

            สถานการณ์เช่นนี้จะกล่าวว่าเป็นความพ่ายแพ้ย่อยยับก็คงไม่เกินไปนัก

            ข่าวดีเพียงอย่างเดียวคือพวกเขาได้รับโอกาสที่จะมีชีวิตรอดต่อไป

            เดี๋ยวนะ...ถ้าหากสามารถอาศัยจังหวะที่หวังเหมิ่งและหลวี่อีบาดเจ็บสาหัสนี้เข้าจัดการล่ะ...

            “อย่าหยุด วิ่งต่อไป!”

            เจียงจืออวี๋โพล่งขึ้นพร้อมกับละสายตาจากภาพเบื้องหน้าแล้วออกแรงวิ่งมุ่งหน้าไปยังเมืองหน้าด่านผู้ฝึกยุทธ์ต่อทันที

            เวินโหรวเคยบอกไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่าต่อให้จุดระเบิดแก่นพลังงาน ก็ยากที่จะฆ่าหวังเหมิ่งและหลวี่อีได้จริง ๆอย่างมากที่สุดก็แค่ทำให้บาดเจ็บหนักจนไม่สามารถไล่ตามได้ชั่วคราว

            ยังไงซะโหวแห่งยุทธ์ก็คือโหวแห่งยุทธ์ การที่พวกเขาไล่ตามไม่ได้ไม่ได้หมายความว่าเธอและไป๋ฉางเซิงจะมีความสามารถพอที่จะหันกลับไปรนหาที่ตายกับพวกเขา

            ดังนั้นการฉวยโอกาสนี้หนีไปให้พ้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ส่วนบัญชีแค้นที่เหลือค่อยกลับมาสะสางในภายหลังก็ยังไม่สาย

            ความคิดที่จะหันกลับไปสังหารทั้งสองคนทำได้เพียงแค่ผุดขึ้นมาในหัวของไป๋ฉางเซิงชั่ววูบเท่านั้นเมื่อได้ยินคำพูดของเจียงจืออวี๋ เขาก็เลิกฟุ้งซ่านในทันที

            ร่างของหนึ่งคนหนึ่งอสูรพุ่งทะยานแหวกผ่านทุ่งร้างไปอย่างรวดเร็วทว่าในวินาทีต่อมา ไป๋ฉางเซิงกลับสัมผัสได้ถึงบางสิ่งเลือนรางจนใจหายวาบ

            เขาไม่ลังเลแม้แต่น้อยแสงบนเกล็ดมังกรสลับสีตรงหว่างคิ้วสว่างจ้าขึ้นทันทีพร้อมกับธาตุไฟที่เริ่มควบแน่นเข้าสู่จุดนั้นอย่างรวดเร็ว

            “ตู้ม!”

            ก่อนที่พลังงานจะสะสมจนถึงขีดสุดเขาก็ซัดการโจมตีออกไปทางด้านหลังของเจียงจืออวี๋อย่างรุนแรง

            อัสนีบาตสีขาวฟ้าผสมผสานกับเปลวเพลิงสีแดงชาดพุ่งออกไปโดยไม่มีการออมรั้งแม้แต่น้อย

            เจียงจืออวี๋เองก็ดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงบางอย่างเช่นกันเธอหมุนตัวกลับอย่างรวดเร็ว พร้อมกับวาดหอกโลหะผสมในมือออกไปขวางกั้น

            “เคร้ง!”

            เสียงโลหะปะทะกันดังกังวานขึ้นกลางอากาศวินาทีต่อมาการโจมตีของไป๋ฉางเซิงก็พุ่งเข้าใส่เป้าหมาย

            เสียงระเบิดความถี่ต่ำดังสนั่นแสงสว่างจ้าจากการปะทะเผยให้เห็นร่างอันเลือนรางนั้นอย่างชัดเจน!

            หลวี่อียืนตระหง่านอยู่ด้านหลังเจียงจืออวี๋มือข้างหนึ่งคว้าจับคมหอกของเธอไว้แน่นส่วนอีกข้างก็สกัดกั้นการโจมตีของไป๋ฉางเซิงเอาไว้ได้อย่างง่ายดายท่าทางของเขาดูผ่อนคลายและเยือกเย็นเป็นอย่างยิ่ง

            หากไม่รู้มาก่อนว่าหมอนี่เพิ่งจะโดนแรงระเบิดพลีชีพของเวินโหรวเข้าไปเต็มๆ ไป๋ฉางเซิงคงสงสัยว่าเขายังมีพละกำลังอยู่ในระดับสูงสุดแน่นอน

            แต่มันก็เห็นได้ชัดว่าต่อให้ได้รับบาดเจ็บไม่น้อยหลวี่อีก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่เขาและเจียงจืออวี๋จะรับมือได้

            ทว่าในตอนนี้เจ้าทึ่มจู้และเวินโหรวได้แตกสลายไปแล้วเขาและเจียงจืออวี๋ไม่เหลือผู้ช่วยอีกต่อไป

            “มาอีกสิ มามากกว่านี้อีก!”

            ไป๋ฉางเซิงระเบิดพลังจิตวิญญาณออกมาจนสุดขีดเพิ่มอานุภาพของสายฟ้าให้รุนแรงขึ้นอีกหลายเท่าตัว แต่ถึงกระนั้นการโจมตีระดับนี้ก็ยังไร้ผลอยู่ดี

            ในระยะไกลเสียงฝีเท้าของหวังเหมิ่งเริ่มดังใกล้เข้ามา

            ชุดป้องกันตามร่างกายของเขาพังยับเยินจนหมดท่อนบนเปลือยเปล่า แผ่นหลังลามมาจนถึงหน้าอกเต็มไปด้วยบาดแผลสดที่ลึกจนเห็นกระดูกแม้จะห้ามเลือดได้แล้ว แต่สภาพที่เห็นนั้นช่างดูน่าเวทนาและน่าสยดสยองยิ่งนัก

            เขาไม่ได้มีวิชาจำแลงร่างเป็นหมอกเหมือนหลวี่อีจึงต้องรับแรงระเบิดของเจ้าทึ่มจู้เข้าไปเต็ม ๆ

            ยังดีที่แม้จะบาดเจ็บสาหัสแต่ก็ยังเอาชีวิตรอดมาได้

            แววตาของหวังเหมิ่งเย็นเยียบจับขั้วหัวใจเขามองดูไป๋ฉางเซิงและเจียงจืออวี๋ที่ถูกหลวี่อีสกัดไว้ในใจหลงเหลือเพียงความโกรธแค้นอันบ้าคลั่ง

            เขาที่เป็นถึงโหวแห่งยุทธ์ผู้มีชื่อเสียงมานานกลับต้องมาไล่ล่าแม่ทัพยุทธ์ระดับต้นเพียงคนเดียวแต่ผลที่ได้รับคือลูกศิษย์ถูกฆ่าตาย ต้องเสียเงินก้อนโตจ้างหลวี่อีมาช่วยและตอนนี้แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังบาดเจ็บปางตาย!

            บาดแผลฉกรรจ์ขนาดนี้ไม่รู้ว่าจะรักษาให้หายขาดได้หรือไม่ต่อให้รักษาหายก็คงทิ้งอาการบาดเจ็บเรื้อรังไว้เป็นภาระไปตลอดชีวิต

            มหาศึกระหว่างผู้ล่าและผู้ถูกล่าในครั้งนี้...ไม่มีใครที่เป็นผู้ชนะอย่างแท้จริง

            และต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมดนี้ก็คือเจียงจืออวี๋!

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    เทพมังกรเหนือโลก

    เทพมังกรเหนือโลก

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    104K 62
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ซากเทวะ [แปลจบแล้ว]

    ซากเทวะ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    1.11M 1756
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    คุณพ่อยอดพระกาฬ

    คุณพ่อยอดพระกาฬ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    848K 1761
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852