THE ONE

    ตอนที่ 126 งานแสดงของตระกูลหลิว - 3


            “เหอะ ....มันมีความแตกต่างกันนะคุณชาย ระหว่างอวดดี กับมั่นใจข้าหวังว่าสิ่งที่ท่านกำลังทำอยู่คือความมั่นใจจริง ๆ รับมือด้วย” ความรู้สึกด้านลบพลันก่อเกิดขึ้นภายในใจของชายกลางคนเขากล่าวเตือนพอเป็นพิธีอีกครั้งแล้วลงมือในทันที

                  

            เขาชักกระบี่ระดับห้าขั้นสูงออกมาพร้อมกับทิ่มแทงไปหาเทียนคงอย่างรวดเร็ว แม้ตัวกระบี่ของเขาจะระดับขั้นต่ำกว่า แต่เมื่อผู้ใช้มีพลังที่มากกว่าในทางปฏิบัติแล้วย่อมสามารถทำลายอาวุธที่ระดับและขั้นต่ำกว่าได้หากอาวุธชิ้นนั้นมีคุณภาพที่ไม่ดี

                  

            แต่ไม่ใช่กับกระบี่ของเทียนคงหรืออาวุธชิ้นอื่น ๆที่เทียนคงสร้างสรรค์ขึ้นมา แม้คุณสมบัติจะพื้น ๆแต่คุณภาพนั้นต้องบอกว่าหากเขาเป็นที่สอง ย่อมไม่มีใครสามารถเรียกได้ว่าที่หนึ่งเพราะทักษะที่เขาใช้สร้างสรรค์ คือทักษะและวิชาที่ถูกรวบรวมมานับหมื่นปีหรืออาจจะมากกว่านั้น ดังนั้นแล้ว ผลงานที่ออกมานี้ ย่อมเป็นเลิศและแทบจะไม่มีข้อบกพร่อง หรือไม่มีเลย หากมันจะถูกทำลายก็เพราะว่าเจอกับพลังที่มากกว่าอย่างเทียบไม่ได้และหากผู้ใช้มันพลาดท่าบาดเจ็บหรือล้มตาย ก็เป็นเพราะผู้ใช้มันมีความสามารถไม่มากพอเท่านั้นเอง

                  

            เสียงกระบี่กระทบกันยิ่งมายิ่งรุนแรง สร้างคลื่นกระแทกไปยังอัฒจันทร์จนแขกบางคนที่ไม่ได้เป็นผู้ฝึกพลัง และมีพลังระดับต่ำถึงกับเหงื่อตกด้วยความหวาดกลัวว่าจะมีคลื่นพลังหลุดรอดมาโดนพวกเขาหรือไม่แต่แม้จะกลัวก็ไม่สามารถละสายตาจากการประลองตรงหน้าได้เลย โดยเฉพาะกับเทียนคงที่ท่วงท่าเขาช่างสง่างาม ราวกับเทพเซียนกำลังร่ายรำให้พวกเขารับชมก็มิปาน

                  

            “เคร้งงงง.... พรืดดดดด ...”ชายกลางคนถูกเทียนคงตวัดกระบี่โต้กลับหลังจากที่ตั้งรับมาเป็นเวลานานจนต้องถอยกรูดออกไปหลายก้าว แถมมือที่ถือกระบี่ยังสั่นเล็กน้อยจากแรงปะทะนี่แสดงให้เห็นว่าเทียนคงไม่ได้อวดดีแต่อย่างใด แต่มีความมั่นใจ เพราะเทียนคงเข้าใจอาวุธและคุณสมบัติที่ถืออยู่เป็นอย่างดีจนสามารถแสดงศักยภาพออกมาได้สูงสุดเขาเก็บกระบี่ของตนเข้าแหวนมิติแล้วกล่าวอย่างสุภาพว่า

                  

            “ได้เปิดหูเปิดตาแล้ว... ขอบคุณคุณชายที่ชี้แนะ ข้าน้อมรับความพ่ายแพ้” ชายกลางคนยิ้มบางแล้วประกบหมัดคารวะให้อย่างจริงใจ ความไม่พอใจก่อนหน้ามลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือทิ้งไว้แต่เพียงความชื่นชมชายหนุ่มตรงหน้าพลันคิดไปว่าหากได้เทียนคงมาร่วมตระกูลด้วยคงดีไม่น้อยแล้วกระโดดกลับเข้าที่นั่งของตัวเอง

                  

            สิ้นสุดการประลองผู้ชมต่างพากันปรบมือให้กับบุคคลทั้งสองจากนั้นเทียนคงก็โบกมือเพื่อขอให้พวกเขาหยุดครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า“มีท่านใดต้องการท้าทายอีกหรือไม่ ....... หากไม่มีแล้วข้าขอเปิดการประมูลกระบี่เล่มนี้อย่างเป็นทางการ โดยเริ่มต้นที่ 180,000เหรียญเงิน”

                  

            เมื่อผู้ใช้พลังระดับปรมาจารย์ขั้นสามยังไม่สามารถสร้างได้แม้แต่รอยขีดข่วน จึงไม่มีใครต้องการเสียเวลาท้าทายอีกเมื่อเทียนคงเริ่มการประมูลมือของผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของกระบี่เล่มนี้ก็ชูขึ้นหลายสิบคนพร้อม ๆกันเพราะราคานี้ แม้จะมากกว่าราคาปกติที่ซื้อขายกัน แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไรเมื่อเทียบกับคุณภาพของมันที่ประจักษ์ชัดตรงหน้า

                  

            “181,000”    ....   “185,000”    ....    “190,000”   ....

                  

            “200,000”   .....   “210,000”    ....    “300,000”   .............

                  

            จากจำนวนเริ่มต้นค่อย ๆไต่ระดับทีละน้อย จนมากขึ้นเรื่อย ๆ ผู้ที่ประมูลสู้กันก็ลดลงตามไปด้วยจนมาถึงที่ 300,000 เหรียญเงิน ทำให้เหลือผู้ที่แข่งกันอยู่ไม่กี่คนแล้ว

                  

            “300,000เหรียญเงิน นับหนึ่ง ....... สอง .......สะ ......” เมื่อไม่มีใครประมูลต่อเทียนคงจึงเริ่มนับ แต่ทันใดนั้นเอง

                  

            “350,000”เสียงสตรีนางหนึ่งดังขึ้นมา จากกลุ่มที่นั่งชนชั้นสูง

                  

            “สะ400,000” เสียงบุรุษเริ่มสั่น พร้อมกับพูดต่อว่า “แม่นางข้าต้องการใช้กระบี่เล่มนี้เป็นของขวัญสู่ขอว่าที่ภรรยาของข้า ได้โปรดช่วยหลีกทะ....”

                  

            “500,000...” ไม่สนคำพูดใด ๆทั้งสิ้น สตรีคนเดิม ตะโกนขึ้นมาด้วยสีหน้านิ่งเฉยราวกับว่าเงินจำนวนนี้ไม่นับเป็นอะไรแม้แต่น้อย

                  

            บรุษที่เอ่ยก่อนหน้ารู้สึกโกรธจนหน้าสั่นแต่จะให้ทำอย่างไรได้ ในเมื่อการประมูลย่อมสู้กันที่เงินในกระเป๋าและเขาก็มีเงินไม่มากพอและคงต้องพ่ายแพ้ไป

                  

            “500,000ครั้งที่หนึ่ง .... สอง ......... สาม ... ขอแสดงความยินดีให้กับแม่นางท่านนี้ด้วยกระบี่เล่มนี้เป็นของท่านแล้ว ... หลังจากจบงาน ข้าจะมอบให้ท่านด้วยตัวเอง” พูดจบเทียนคงก็วางกระบี่ไว้ที่แท่นหินเดิมของมัน จากนั้นแท่นหินก็ค่อยๆเลื่อนตัวลงแล้วแผ่นพื้นก็ปิดสนิท ราวกับว่าตรงนั้นเป็นแผ่นพื้นธรรมดา ๆไม่ได้มีกลไกอะไร

                  

            อาวุธชิ้นแรกผ่านไปเทียนคงไม่เสียเวลาใด ๆ แล้วเปิดการทำงานให้อาวุธชิ้นที่สองปรากฏสู่สายตาผู้ชมและมันก็ทำให้เสียงฮือฮาดังขึ้นมาอีกครั้ง และมันดังกว่าชิ้นแรกอีกด้วยเพราะอาวุธชิ้นที่สองนี้ ก็เป็นอาวุธระดับห้าขั้นสูงสุดเช่นกัน

                  

            ดาบยาวตรงที่เล่นรูปทรงของใบดาบให้มีความโค้งงอและสมมาตรทั้งสองด้านและดาบจับเป็นชิ้นส่วนอสูรหายาก ที่มีความแข็งและยืดหยุ่นในเวลาเดียว

                  

            เทียนคงหยิบดาบขึ้นมาร่ายรำสร้างคลื่นดาบกระจายไปทั่วบริเวณ สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ชม แขกสตรีหลายคนถึงกับส่งเสียงตะโกนให้กำลังใจออกนอกหน้าเพราะเกิดชื่นชอบเทียนคงขึ้นมา

                  

            “ท่านพี่ข้าจะต้องฝากตัวเองเป็นศิษย์กับพี่เทียนคงให้ได้เลย ....” ไหเจินกำหมัดแน่นมองดูเทียนคงที่อายุมากกว่าแค่ 2-3 ปีด้วยแววตาเป็นประกายตัวเขาไม่เคยนับถือใครแบบนี้ก่อนเลย ทั้งอาจารย์ของสำนักวิหคครามสาขาหลักหรือแม้กระทั่งบิดาของเขา ไหเจินก็ไม่เคยรู้สึกเคารพนับถือในฝีมือแบบนี้มาก่อนเพราะเขามั่นใจมากว่า ในวันหนึ่งหรือหากให้เวลาเขาฝึกในเวลาที่เท่ากันเขาสามารถเหนือกว่าคนเหล่านั้นได้ แต่กับเทียนคงนั้นไม่ใช่เขาไม่คิดว่าวันหนึ่งจะเหนือกว่าเทียนคงได้ ดังนั้นจึงได้ตั้งเป้าหมายให้ตัวเองว่าสักวันหนึ่งจะต้องเข้าใกล้เทียนคงได้สักเล็กน้อยก็ยังดี

                  

            “อย่าลืมว่าเจ้าเป็นเชื้อพระวงศ์จะทำอะไรก็คิดผลที่ตามมาด้วย ใช่ว่าเจ้าอยากจะทำอะไรก็สามารถทำได้นะ ...”ซินเหยียนเอ่ยเตือน ไม่ใช่ว่านางไม่เห็นด้วย แต่หากไหเจินคารวะเทียนคงเป็นอาจารย์แล้วเหล่าอาจารย์แห่งสำนักวิหคครามจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน แล้วผลที่ตามมาย่อมเป็นความเดือดร้อนของเทียนคงหาใช่ตัวไหนเจินไม่

                  

            ไหเจินพยักหน้าให้แล้วพูดว่า“ข้ารู้น่า ท่านพี่ .... ข้าแค่ต้องการให้เขาสอน ศิษย์อาจารย์รับรู้กันเพียงแค่สองคนก็พอแล้ว ข้าไม่ทำให้อาจารย์เทียนคงเดือดร้อนหรอก ...”

                  

            “โป๊กกกกกก.... นี่ไง ยังไม่ทันได้ทำอะไรเลย .... ห้ามเจ้าเรียกเขาว่าอาจารย์”

                  

            “โอ๊ยยย.... ขะ ข้ารู้แล้ว เจ็บนะ .... ว่าแต่เถอะ ช่างหลิว เก่งกล้าขนาดนี้เลยงั้นหรือถึงสามารถสร้างอาวุธระดับนี้ขึ้นมาได้ ...” ไหเจินลูบหัวโนมองดูเทียนคงที่ตอนนี้กำลังเชื้อเชิญให้แขกเข้าท้าทายก็อดสงสัยเรื่องหลิวเยี่ยนเฟยไม่ได้ เพราะเขาไม่เคยได้ยินชื่อเสียงของหลิวเยี่ยนเฟยซึ่งจะว่าไป คนที่รู้จักชื่อหลิวเยี่ยนเฟย ก็จะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 70 ปีล่ะนะช่วงเวลานั้น แม้แต่บิดาของเขาก็ยังเป็นเพียงองค์ชายอยู่เลยด้วยซ้ำ

                  

            ซินเหยียนและคุณหนูโจวได้ยินคำถามนี้ก็มองหน้ากันแล้วยิ้มกริ่มพวกนางมั่นใจว่าอาวุธที่เทียนคงนำมาแสดงนั้น จะต้องเป็นเขาตีขึ้นมาเองแน่ ๆเพื่อที่จะสร้างชื่อเสียงให้หลิวเยี่ยนเฟย

                  

            คุณหนูโจวแน่นอนว่าต้องรู้จักหลิวเยี่ยนเฟยและพอรู้ประวัติความเป็นมาและฝีมืออยู่บ้างจากโจวเฟิงและภรรยา เพราะคุณหนูโจวมักจะไปเยี่ยมเยียนและอ้อนวอนให้โจวเฟิงตีอาวุธให้กับนางอยู่เป็นประจำ

                  

            ส่วนซินเหยียนนางมั่นใจว่าเรื่องที่เทียนคงพูดเกี่ยวกับเยี่ยนเฟยคือเรื่องโกหก ดังนั้นแล้วสิ่งที่เทียนคงกำลังทำอยู่ จะต้องเป็นเรื่องที่เขาจัดฉากขึ้นมาทั้งหมดแน่นอน

                  

            อาวุธชิ้นที่สองนี้ได้ซุนหวี่เหอ หนึ่งในสี่ มือปราบแห่งเมืองเพชฌฆาตอสูรมาเป็นผู้ท้าทายเพราะเขาเป็นผู้ใช้ดาบเช่นเดียวกัน และมีความสนใจในดาบเล่มนี้อย่างมากและคิดว่าหากมันรับมือเขาไหว เขาจะต้องเอามันมาครอบครองให้ได้

                  

            ซึ่งแน่นอนว่าเทียนคงไม่ทำให้ผิดหวัง ทักษะการใช้ดาบของเทียนคงไม่ได้แพ้การใช้กระบี่เลยเขาปัดป้องการโจมตีอันหนักหน่วงของ ซุนหวี่เหอ ได้หมดจด กระทั่งโต้กลับไปได้ด้วยหลายครั้งซุนหวี่เหอ รวบดาบแล้วประกบหมัดคารวะเทียนคง พร้อมกับกล่าวว่า “น่าเสียดายที่เป็นท่านอาหวังได้มีโอกาสเลี้ยงดูคุณชาย ... ช่างโชคดียิ่งนัก”

                  

            เทียนคงได้ยินพลันนึกขึ้นได้ ว่าซุนหวี่เหอคนนี้ เคยไปเยี่ยมเยือนที่เมืองประกายเงินครั้งที่มีการเรียกประชุมเจ้าเมืองอย่างเร่งด่วนก่อนหน้านี้จึงคาดว่าชายกลางคนคนนี้คงเป็นสหายกับหวังต้าเจิง จึงยิ้มรับและคารวะกลับพร้อมกับกล่าวว่า “เป็นข้าน้อยมากกว่า ที่โชคดีได้ท่านอาหวังรับเลี้ยงดูขอรับ”

                  

            ซุ่นหวี่เหอได้ยินประโยคนี้ถึงกับตบขาตัวเองดังฉาด หัวเราะลั่น แล้วกล่าวว่า “ดี ดี ... ยอดเยี่ยมมากข้าชอบเจ้ายิ่งนัก ฮ่า ๆๆๆๆ ...” พร้อม ๆกับกระโดดกลับเข้าไปที่นั่งของตัวเอง

                  

            เมื่อไม่มีใครท้าทายแล้วการประมูลก็เริ่มต่อ และแน่นอนว่า ซุนหวี่เหอ ทุ่มหมดหน้าตักเพื่อดาบเล่มนี้เขาประมูลมันไปได้ด้วยราคาสูงลิ่วถึง 800,000 เหรียญเงินแม้แต่สตรีคนก่อนหน้าก็ต้องยอมแพ้

                  

            “พี่ซูอิ๋ง.... ท่านไม่คิดจะประมูลกับเขามั่งหรือข้าเห็นท่านใฝ่หาอาวุธระดับห้าขั้นสูงสุดมานานแล้วนี่ตอนนี้ปรากฏตรงหน้าถึงสองชิ้น แต่ท่านก็ยังนิ่งเฉย ทำไมกันล่ะ”ไหเจินเอ่ยถามด้วยความสงสัย

                  

            “เป็นความลับ”คุณหนูโจวเอ่ยตอบพร้อมรอยยิ้มกว้าง

                  

            “เชอะ..... นางจะไปอยากได้อะไรอีก ในเมื่อได้ไปตั้ง 6 ชิ้นแล้ว” ซินเหยียนเอ่ยเหน็บทันทีที่เห็นใบหน้ายิ้มกริ่มนั่นของคุณหนูโจว

                  

            “หากไม่ใช่เพราะข้าท่านก็ไม่ได้กระบี่เล่มนั้นหรอกนะองค์หญิง อีกอย่างท่านยังไม่ได้จ่ายเงินค่าวัตถุดิบเลยนะอิอิ ...”

                  

            “หน่อยแน่... ชักจะเอาใหญ่แล้วจริง ๆนะ มานี่เลย ....”

                  

            “.....”ไหเจินหมดคำพูดจริง ๆ เขาไม่เข้าใจว่าสองพี่หญิงกำลังพูดเรื่องอะไร แล้วเหตุใดพอได้สนทนากันเป็นอันต้องตีกันด้วยล่ะ ไม่เข้าใจจริง ๆ

                  

            เมื่ออาวุธชิ้นที่สามขวานศึก เผยโฉมให้ผู้ชมได้เห็น สิ่งที่เกินความคาดหมายที่จะได้เห็นของผู้ชมพลันเกิดขึ้นในห้วงความคิดว่าอาวุธและชุดเกราะที่จัดแสดงในวันนี้ทั้งหมดจะเป็นอาวุธระดับห้าขั้นสูงสุดทั้งหมดหรือไม่

                  

            และสิ่งที่ไม่คาดฝันก็พลันเป็นจริงอาวุธชิ้นที่สี่ ห้า และหก ล้วนเป็นอาวุธระดับห้าขั้นสูงสุดเช่นกัน หอก ง้าว และธนู

                  

            อาวุธชิ้นที่สาม สี่ ห้า หก ถูกประมูลไปโดยผู้ใช้พลังภายใต้สังกัดระดับ 4 และ 5 ซึ่งหนึ่งในผู้ที่ประมูลได้สร้างความประหลาดใจให้เทียนคง เพราะเส้นพลังของสตรีผู้นี้ เหมือนกับเฉินฮ่าวหลานและเจิ้งจือยี่ นับเป็นคนที่สาม ที่มีเส้นเดินพลังแบบนี้ ทั้งยังสามารถปกปิดพลังที่แท้จริงได้เช่นเดียวกับเจิ้งจือยี่ด้วยวิชาที่อาจเป็น ดวงจิตเยือกแข็ง

                  

            เทียนคงไม่แสดงความผิดปกติใดๆต่อหน้าสตรีผู้นี้ แล้วดำเนินงานต่ออย่างราบรื่น แต่เบื้องหลังเขาได้สั่งการจิ๋วหลิ๋วที่ประจำการอยู่โดยรอบงานไปติดตามสตรีผู้นี้แล้ว

                  

            อาวุธชิ้นที่เจ็ด แปด และเก้า ถูกนำแสดงขึ้นพร้อมกัน เพราะมันเป็นอาวุธที่ใช้ร่วมกัน คือเกราะแขน ขา และลำตัว คุณสมบัติของมันถูกผูกไว้ด้วยกันคือสามารถถ่ายโอนพลังไปหากันได้ ทำให้มีความยืดหยุ่นในการใช้งานสูงทั้งการโจมตีและป้องกัน

                  

            ไหเจินเห็นเกราะเซ็ทนี้ถึงกับลุกขึ้นด้วยความตื่นเต้นเพราะไหเจินเป็นผู้ใช้พลังที่ไม่ถนัดการใช้อาวุธ ดังนั้นแล้วเกราะชุดนี้จึงเหมาะกับเขามาก และต้องการเป็นเจ้าของมันในทันที

                  

            แต่ก็ใช่ว่าจะมีเพียงไหเจินเพียงคนเดียวที่ต้องการผู้ใช้พลังคนอื่น ๆก็ต้องการเช่นกัน เพราะมันไม่ได้เหมาะแค่กับไหเจินแต่มันเหมาะกับผู้ใช้พลังทุกสายเลยต่างหาก ทำให้ในการประมูลเซ็ทชุดเกราะนี้ดุเดือดกว่าทุกรอบที่ผ่านมา

                  

            ในรอบที่ผ่านๆมา เป็นอาวุธชิ้นที่ห้า ทำยอดได้สูงสุดที่ 1,500,000 เหรียญเงิน ดังนั้นหากว่ากันตอนนี้ราคาต่ำสุดที่ชุดเกราะเซ็ทนี้ควรจะทำได้ ต้องไม่ต่ำกว่า 4,500,000เหรียญเงินแน่นอน จากการที่มันเป็นเซ็ทชุดเกราะที่ยากจะสร้างขึ้นแถมยังมีสามชิ้นอีกต่างหาก และการซื้อขายชุดเกราะที่เป็นเซ็ท จะขายออกพร้อมกัน ทำให้ราคาของมันสูงลิ่ว

                  

            เหล่าผู้ที่ประมูลอาวุธไปก่อนหน้าต่างเสียดายที่ไม่ได้นำเงินมามากกว่านี้และคงพลาดเซ็ทชุดเกราะหายากนี้อย่างแน่นอนแล้ว

                  

            การประมูลเซ็ทชุดเกราะดุเดือดตั้งแต่แรกเริ่มกลุ่มอำนาจต่าง ๆล้วนส่งตัวแทนเข้าร่วมประมูล และไม่มีใครยอมใครแม้จะทราบว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นใครมาจากไหนและราคาก็พุ่งขึ้นไปแตะสิบล้านอย่างรวดเร็ว และระหว่างการประมูลที่กำลังเข้มข้นอยู่นั้น ...

                  

            “เอ่อออ.... ท่านพี่ .... ทั้งสองท่าน พอจะมีให้ข้ายืมสักหน่อยไหม ......”ไหเจินหน้าถอดสีเมื่อราคาเซ็ทชุดเกราะพุ่งไปถึงขนาดนั้น และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงจึงเอ่ยขึ้นมาด้วยความละอายใจ แต่เพื่อชุดเกราะนี่แล้ว เรื่องน่าอายจากการยืมเงินผู้อื่นไม่นับเป็นอะไร.....