ถุงมือฟ้าประทาน

    ตอนที่62 สาวชวนเดินป่า

    เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เจมส์นำแซลมอนดองที่แช่อยู่ในตู้เย็น ออกมาให้สองสาวชิม

    “ว้าว ดูน่ากินจังค่ะ” มิวสิคบอก พร้อมกับกลืนน้ำลายไปหลายอึก

    “พี่คิดว่าเจมส์จะเริ่มจากการแร่แซลม่อน แล้วนำไปปรุงกับวัตถุดิบซะอีก ปรากฏว่าทำไว้อยู่ก่อนแล้วนี่เอง” เบียร์รู้สึกเหนือความคาดหมาย ทีแรกคิดว่าเจมส์มีแค่วัตถุดิบยังไม่ปรุงแต่ง

    เจมส์นั่งลง วางจานและตะเกียบให้สองสาว จากนั้นเขาบอกว่า “เพราะผมต้องลองทำให้ตัวเองกินดูก่อนน่ะสิ จะได้รู้ว่ารสชาติมันโอเคหรือเปล่า อีกอย่างคือแซลมอนและเครื่องปรุงรสก็หาได้ง่ายๆ”

    เบียร์พยักหน้า หล่อนสงวนกิริยามารยาทไว้ส่วนหนึ่ง ยังไม่กล้าเริ่มกิน เพราะเดี๋ยวจะถูกหาว่าไร้มารยาท

    ในส่วนของมิวสิคหล่อนเริ่มอดทนไม่ไหวแล้ว ต้องเงยหน้าขึ้น ถามว่า “เจ้านาย กินได้เลยไหมคะ”

    “ตามสบายครับ”

    ได้ยินอย่างนั้นมิวสิคไม่ลังเล คีบแซลมอนดองที่หั่นแนวยาว เข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ ด้วยใบหน้าเคลิบเคลิ้ม

    “พี่เบียร์ ลองดูสิครับ”

    “งั้นพี่ไม่เกรงใจแล้วนะ” เบียร์ลอบเลียริมฝีปาก จัดแจงแซลมอนคำเล็กๆ เข้าปาก เพราะเดี๋ยวหากกินคำใหญ่ไป จะดูไม่สวย ไม่สมกับคำว่าดาวคณะวิศวกรรมอาหาร

    พริบตานั้นเบียร์รู้สึกถึงความหวานอันล้นปริ่ม!

    มันเป็นความหวานของซอส รวมถึงเนื้อแซลมอนยังเป็นเกรดพรีเมี่ยม เนื้อไม่ยุ่ย ให้รสชาติยืดหยุ่น ผสมกับการปรุงแต่งของเจมส์ มันช่างทำให้เบียร์ถึงกับเหม่อลอยไปครู่หนึ่ง

    ส่วนมิวสิคเองก็รู้สึกในทำนองเดียวกัน วินาทีนั้นราวกับว่ารอบตัวของเธอมีปลาแซลมอนกำลังแหวกว่ายในทะเลสีดำ

    ในขณะที่เธอสวมชุดตัวบาง มองเห็นเนื้อหนังมังสาอันเย้ายวน

    พวกปลาแซลมอนเริ่มเข้ามาคลอเคลีย ประหนึ่งมิวสิคเป็นพวกเดียวกันกับมัน

    ใบหน้าของทั้งคู่แสดงออกถึงความพึงพอใจ และแน่นอนพริบตาแซลมอนดองที่อยู่ในกล่องราว 1 กิโลกรัมได้หายเข้าไปอยู่ในกระเพาะสองสาว

    ในส่วนนี้เจมส์ไม่ได้มีส่วนกินด้วย เพียงนั่งมองเฉยๆ ดื่มน้ำแร่แก้กระหายนิดหน่อย ปล่อยให้ทั้งคู่เพลิดเพลินกับแซลมอนดอง

    เนิ่นนานเบียร์พึงได้สติ เลิ่กลั่กเมื่อเห็นว่าเนื้อในกล่องว่างเปล่า

    “เอ่อ...ขอโทษทีนะ พอดีว่าเนื้อมันดีมากเลย พี่หยุดกินไม่ได้จริงๆ”

    “ไม่เป็นไรครับ แล้วพี่คิดว่าไง หากเทียบกับที่เขาขายในตลาด ฝีมือของผมพอที่จะทำแบรนด์ตัวเองได้หรือเปล่า” เจมส์ได้เอาแซลมอนดองให้น้ำผึ้งกับเต้ยลองกินบ้างในบางครั้ง สองคนนั้นย่อมบอกว่าอร่อย แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็อยากรู้ความเห็นของคนนอกที่ไม่ใช่ลูกน้องอยู่ดี

    “รสชาติแบบนี้ แถมเกรดของเนื้อยังมีคุณภาพ ได้ซะยิ่งกว่าได้อีก” เบียร์ตอบตามภาพที่เห็น

    แต่เอาเข้าจริงเธอเคยกินแซลมอนนับได้ด้วยนิ้วมือเพียงห้านิ้ว เพราะราคาต่อกิโลกรัมของเนื้อในตลาดแพงมาก ถ้าหากไม่ได้ฉลองในช่วงเวลาพิเศษ ก็ยากที่จะกล้าได้ซื้อกิน

    “ได้ยินแบบนี้ผมก็ดีใจ”

    “แต่ว่าเจ้านาย ทำไมมันถึงได้มีรสชาติหวานแปลกๆ ไม่เหมือนกับแซลมอนบางเจ้าในพัทยาที่ขายกันละคะ” มิวสิคถาม

    สำหรับคำถามนี้เบียร์อยากรู้เช่นกัน เพียงไม่กล้าถาม

    แต่หากเทียบกับมิวสิคที่รู้จักเจมส์มาก่อน ไม่แปลกหากหล่อนกล้าตั้งคำถาม

    “คงเป็นเพราะเครื่องปรุง เจ้าอื่นในตลาดผมไม่รู้นะว่าใช้ซอสอะไร แต่ของผมใช้ของเกาหลี รสชาติมันเลยต่างจากของในตลาด เป็นแบบที่คนเกาหลีชอบทาน” เจมส์ตอบจริงส่วนหนึ่ง นั่นคือเรื่องเครื่องปรุงจากเกาหลี

    ด้วยเรือยอร์ชของเขา มันสามารถไปกลับเกาหลีตอนไหนก็ได้ แถมไม่ต้องเติมน้ำมัน ดังนั้นครั้งล่าสุดที่ไปเซ็นสัญญาซื้อขายกับไทเกอร์ ก่อนกลับจึงซื้อเครื่องปรุงรสติดไม้ติดมือกลับมาด้วย

    อีกส่วนว่าทำไมมันถึงหวาน นั่นคงเป็นเพราะโอ่งเก็บจันทรา

    ด้วยคุณสมบัติของวิเศษชิ้นนี้ มันสามารถเปลี่ยนให้น้ำเปล่ากลายเป็นน้ำหวานได้ ดังนั้นด้วยคุณสมบัติที่ว่า หากนำแซลมอนดองที่ถูกปรุงได้ที่นำไปใส่ไว้ในโอ่ง รสชาติย่อมกลมกล่อม รวมถึงความหวานที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะ

    “ว้าว...! เครื่องปรุงรสจากเกาหลีเลยเหรอคะ สุดยอดเลยค่ะ มิน่าล่ะแซลมอนดองของเจ้านายถึงได้อร่อยแบบนี้ เป็นเพราะใช้ของดีต่างประเทศนี่เอง” มิวสิคปรบมือชื่นชม พร้อมกับยกนิ้วโป้งให้ ดูเหมือนว่าพนักงานสาวคนสวยจะชอบรสมือของเจมส์มาก

    “แล้วผลิตภัณฑ์ที่เจมส์จะทำ ใช้วัตถุดิบเดียวกับที่ทำให้พวกเรากินหรือเปล่า” เบียร์นึกสงสัย เพราะสิ่งนี้เกี่ยวพันถึงราคาผลิตภัณฑ์

    “ตัวเดียวกันครับ”

    “แบบนั้น...ราคาต่อหนึ่งกระปุกน่าจะยิ่งแพงนะ พี่ไม่รู้ว่าหากขายในตลาด จะมีคนกล้าควักเงินซื้อหรือเปล่า”

    “หมายถึง...”

    “ก็ประมาณว่า วัตถุดิบมีคุณภาพสูงจะมาขายราคาถูกได้ไง แบบนั้นขาดทุนแย่สิ ยิ่งเป็นเครื่องปรุงจากเกาหลี กว่าจะมาถึงบ้านเราต้องผ่านกรมศุลกากร เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แค่มองจากมุมนี้ราคาแซลมอนต่อหนึ่งกระปุก ปริมาณห้าร้อยกรัม พี่ว่าอย่างต่ำต้องห้าร้อยบาท”

    เบียร์ไม่เก่งด้านคำนวณ คณะที่เรียนเน้นด้านแปรรูปอาหาร แต่อย่างใดก็ตาม การคำนวณถือเป็นพื้นฐานที่ขาดไม่ได้

    “ผมมีช่องทางพิเศษ เลยได้เครื่องปรุงมาในราคาถูก และอีกอย่างแซลมอนที่กินไปเมื่อครู่ ก็เป็นผมที่ล่าเอง ดังนั้นกำไรส่วนต่างในจุดนี้ผมยังได้อยู่ และผมคิดว่าจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในเกาหลีใต้เป็นหลัก”

    นั่นคือสิ่งที่เจมส์คิด เพราะหากมองจากมุมด้านเศรษฐกิจ รายได้ฝั่งนั้นเยอะกว่า กำลังการซื้อย่อมมากกว่า

    “อย่างนี้นี่เอง แสดงว่าเจมส์มีเส้นสายในเกาหลีใต้” เบียร์เลิกคิ้ว นัยน์ตาคู่สวยดูสนใจคนตรงหน้าไม่น้อย

    “พอมีบ้าง”

    “ว้าว เจ้านายนี่สุดยอดจัง ถึงกับมีเส้นทางการค้าในเกาหลีใต้ด้วย แสดงว่าเจ้านายเคยไปเกาหลีงั้นเหรอคะ”

    “ใช่ครับ ทำไม อยากไปเหรอ?”

    “ก็อยากน่ะสิคะ ถ้าบอกว่าไม่อยากก็คงแปลก”

    เจมส์เผยรอยยิ้มหน่อยนึง จากนั้นหันไปเข้าเรื่องกับรุ่นพี่ต่างคณะ จากการพูดคุย เบียร์รับปากว่าจะใช้เวลาราวสองเดือนในการวิจัย โดยสถานที่ทำงานเป็นห้องแล็บของสถาบัน

    เมื่อคุยรายละเอียดกันแล้วเสร็จ ก็ถึงเวลาช่วงเย็น นั่นคือไปเปิดร้านนี้มีหอย

    ระหว่างกลับขึ้นฝั่ง เบียร์อดถามไม่ได้ว่า “เจมส์ชอบดื่มไวน์เหรอ”

    “ไวน์...”

    “อ๋อ พี่เห็นอยู่ในครัวบนเรือเต็มเลย”

    “นานๆ ครั้งครับ พี่ชอบดื่มหรือเปล่า จะเอาไปกินก็ได้นะ ชอบขวดไหนเลือกได้ตามสบายเลย” เจมส์ค่อนข้างใจกว้าง แหงละ เพราะไวน์ที่เห็นอยู่มันมาพร้อมกับการดึงเรือในครั้งเดียว แถมยังไม่มีผลเสียด้านลบ ไม่งั้นเขาคงไม่กล้าให้ใครกิน

    “เปล่าหรอก แค่คิดว่าอยากลองดื่มเท่านั้นเอง แต่ไวน์ข้างนอกราคาค่อนข้างแพง ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสขึ้นเรือยอร์ชสวยๆ อีกครั้งไหม”

    “ถ้าพี่อยากมาเมื่อไหร่ก็บอก เดี๋ยวผมให้ทอยไปรับ”

    “เกรงใจจัง...ขอบใจนะ”

    ในฉากพระอาทิตย์กำลังตกดิน เบียร์ยกยิ้มหวาน มือซ้ายรวบผมขึ้นมาทัดหู ทำเอารุ่นน้องต่างคณะเคลิบเคลิ้มไปชั่วเวลาหนึ่ง

    สำหรับคำพูดของเธอก่อนหน้านี้ ถ้าหากเขาไม่เข้าใจความนัยคงไม่ต่างจากสัตว์กินหญ้า

    เจมส์นึกย้อนกลับไปดูมังงะญี่ปุ่นสมัยก่อน นางเอกมักจะแสดงพฤติกรรมชื่นชอบพระเอกออกนอกหน้า แต่อย่างใดก็ตามสัตว์กินหญ้าเหล่านั้นกลับไม่เข้าใจ ทำเพียงยิ้มโง่ๆ กว่าจะรู้ตัวก็ใกล้ถึงฉากจบ

    ..............

    นอกจากกำลังวุ่นกับผลิตภัณฑ์ตัวใหม่แล้ว เจมส์ยังต้องทำงานอนิเมชั่นให้กับละครเรื่อง'แดนพิศวง'

    ในส่วนนี้โชคดีที่หุ่นแบนเนอร์ทำงานได้เร็ว แถมโทนยังมีไอเดียแปลกใหม่ สร้างอาวุธเสริมแต่งเข้าไปในฉาก ทำเอาผู้กำกับถูกอกถูกใจ บอกว่ามาถูกทางแล้ว

    ในเย็นวันศุกร์ มีสายแปลกหน้าโทรเข้ามา

    ด้วยความไม่คิดอะไรมากเจมส์จึงกดรับ หากเป็นธุระเร่งด่วนจากร้านหรืออะไรก็แล้วแต่จะได้ไปทันเวลา แต่ถ้าหากเป็นพวกขายประกันก็จะวางเสียเดี๋ยวนั้น

    ปรากฏว่าปลายสายเป็นเสียงผู้หญิง

    เขานึกอยู่ครึ่งค่อนวันว่าเป็นเสียงใคร ค่อยจำได้ว่าเป็นเนตร ฝ่ายศิลป์ละครแดนพิศวง

    “สวัสดีครับคุณเนตร มีอะไรเหรอครับถึงได้โทรหาผม?” เจมส์ถาม บอกตามตรงว่าเขาค่อนข้างประหลาดใจที่เธอโทรมา เพราะตั้งแต่ตอนนั้นในคาเฟ่น้องแป้ง นอกจากเรื่องงานที่คุยผ่านอีเมล ไม่มีเลยสักครั้งที่เธอโทรมาด้วยตัวเอง

    “พรุงนี้คุณว่างไหม”

    “อืม...ก็ว่างนะครับ เพราะเป็นเสาร์อาทิตย์”

    “งั้นดีเลย คุณเตรียมเก็บเสื้อผ้ามาเจอกันหน่อย เดี๋ยวจะพาไปเดินป่า”

    “อะไรนะ...เดินป่า?”

    “ใช่ ละครแดนพิศวงส่วนใหญ่ถ่ายในป่า เรื่องนี้คุณเองน่าจะรู้ จริงอยู่ว่างานที่คุณทำมันคนละส่วนกับคนในกองถ่าย แต่ว่าการสัมผัสกับธรรมชาติโดยตรงฉันว่ามันมีส่วนช่วยในงานค่อนข้างมาก ฉันเลยอยากชวนคุณไปเดินป่าเอาประสบการณ์กลับมาทำงานสักหน่อย”

    คำพูดของเนตรฟังดูเข้าท่า

    นี่ถ้าหากไม่เป็นเพราะมีงานเข้ามาเกี่ยว เจมส์คงนึกว่าเธอกำลังจีบเขาด้วยการชวนไปเดทในป่าแล้วซะอีก

    แต่เธอจะชอบเขาได้ยังไงละ ครั้งก่อนที่เจอกันยังไม่ค่อยมองหน้าด้วยซ้ำ ดูก็รู้ว่าไม่ชอบขี้หน้า

    “ถ้าคุณว่าอย่างนั้นละก็...ได้ครับ ผมจะไป” เจมส์ตอบตกลง เพราะเรื่องในร้านอะไรๆ ก็เริ่มอยู่ตัวเมื่อมีซิลวี่กับเนย อีกอย่างคือ หาเวลาพักผ่อนสมองกับธรรมชาติสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน