ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 6 บทที่ 164 ทางแคบศัตรูเจอ

            ถ้าจะพูดไปแล้วการคาดเดาของเจียงจืออวี๋ก็ไม่ได้ผิดเพี้ยนไปนัก

            หวังเหมิ่งเป็นคนที่ทำอะไรระมัดระวังมากโดยเฉพาะในสถานการณ์ที่รู้ว่าอาจมีหลุมพรางดักรออยู่ไม่ว่าใครก็ต้องระวังตัวเป็นพิเศษ

            แต่ปัญหาคือหวังเหมิ่งดูจะระวังตัวมากเกินไปหน่อย

            เจียงจืออวี๋กับไป๋ฉางเซิงเดินทางอยู่ในเขตทุ่งร้างมาครบหนึ่งสัปดาห์แล้วแต่ก็ยังไม่มีวี่แววของหวังเหมิ่งเลย

            หรือจะเป็นเพราะเขาไม่รู้ว่าพวกเธอเข้ามาในทุ่งร้างแล้ว?

            ไม่น่าใช่ก่อนจะเข้าสู่เขตทุ่งร้าง พวกเธอจงใจเปิดเผยตำแหน่งที่อยู่ของตัวเองหลายครั้งหวังเหมิ่งไม่มีทางไม่รู้

            ถ้างั้นเป็นไปได้ไหมว่าหวังเหมิ่งจะข่มความโกรธเอาไว้ได้? 

            นั่นยิ่งเป็นไปไม่ได้เข้าไปใหญ่

            ดูจากการที่หวังเหมิ่งส่งพัสดุไปท้าทายถึงสุ่ยมู่ก่อนหน้านี้ก็พอบอกได้แล้วว่าเขาเป็นคนตื้นเขินแค่ไหนไม่มีความสุขุมสมกับเป็นโหวแห่งยุทธ์เลยสักนิด

            ในเมื่อเป็นแบบนั้นเจียงจืออวี๋ยังอุตส่าห์ไปท้าทายถึงมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจซ้ำอีกรอบ

            ตามปกติแล้วหวังเหมิ่งน่าจะพุ่งมาหาตั้งแต่วันแรก ๆ ด้วยซ้ำ

            แต่ความจริงก็คือตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมา พวกเธอเจอทั้งสัตว์อสูร เจอทั้งหน่วยผู้ฝึกยุทธ์กลุ่มอื่นแต่กลับไม่เจอแม้แต่เงาของหวังเหมิ่ง

            “หรือว่าคณบดีเฉียนกับพวกอาจารย์จะติดต่อหวังเหมิ่งไป? แล้วเตือนหมอนั่นไว้?”

            ไป๋ฉางเซิงเริ่มสงสัยนอกจากเหตุผลนี้แล้ว ก็แทบอธิบายไม่ได้เลยว่าทำไมหวังเหมิ่งถึงหายหัวไปนานขนาดนี้

            “ถ้าคำเตือนมันได้ผล หวังเหมิ่งคงไม่กล้าส่งคำท้าทายมาตั้งแต่แรกหรอก”

            “ขอแค่พวกอาจารย์ไม่ได้อยู่ข้างฉัน หวังเหมิ่งต้องลงมือเข้าสักวันแน่”

            เจียงจืออวี๋พลิกเนื้อย่างบนกองไฟไปมาก่อนจะหยิบขวดพริกป่นออกมาจากแหวนมิติแล้วโรยลงไปเล็กน้อย

            พริกป่นที่บดจนละเอียดเมื่อสัมผัสกับน้ำมันที่เดือดซ่านบนเนื้อย่างกลิ่นหอมฉุนก็ฟุ้งกระจายออกมาทันที ไป๋ฉางเซิงแค่สูดดมเบา ๆก็รู้สึกได้ว่าน้ำลายเริ่มสอ

            ต้องยอมรับเลยว่าฝีมือทำอาหารของเจียงจืออวี๋ในช่วงนี้พัฒนาขึ้นมากจริง ๆ

            ไป๋ฉางเซิงเพียงกำหนดจิตควบคุมให้ไฟใต้เนื้อย่างหรี่เบาลง

            หลังจากโรยเครื่องปรุงแล้วต้องใช้ไฟอ่อนเพื่อรอให้รสชาติซึมเข้าสู่เนื้อ ถ้าไฟแรงเกินไปเครื่องปรุงจะไหม้ถึงตอนนั้นหน้าตาอาหารก็จะดูไม่น่ากิน

            อาหารอร่อยก็ต้องพิถีพิถันทั้งรูปร่าง รสชาติ และกลิ่น

            ในจุดนี้ไป๋ฉางเซิงเองก็มีความมุ่งมั่นอยู่พอสมควร

            “ปัญหาตอนนี้คือ พวกเราเข้ามาในทุ่งร้างเจ็ดวันแล้วลึกเข้ามาถึงห้าร้อยกิโลเมตร แต่ก็ยังไม่เจอหวังเหมิ่งเลย”

            “ยังจำเป็นต้องรอต่อไปอีกไหม?”

            “เจ็ดวันที่ผ่านมาเราล่าสัตว์อสูรไปไม่น้อยแหวนมิติของเธอน่าจะใกล้เต็มแล้วล่ะมั้ง?”

            ไป๋ฉางเซิงปรายตามองเจียงจืออวี๋แสงไฟที่ตกกระทบใบหน้าช่วยขับโครงหน้าของเธอให้ดูคมชัดและนวลตาขึ้น

            เจียงจืออวี๋ไม่ได้หันกลับมาแค่ตอบรับเบา ๆ ในลำคอ

            “พรุ่งนี้วันสุดท้าย ถ้ายังไม่เจอหวังเหมิ่ง เราก็กลับกันเถอะ”

            เจ็ดวันแล้วถ้าหวังเหมิ่งจะมาเขาก็คงมานานแล้ว

            ถ้าไม่มาการรอต่อไปก็คงไร้ประโยชน์

            ถึงการล่าในทุ่งร้างจะทำให้ได้ทรัพยากรมาเยอะแต่เห็นได้ชัดว่าตอนนี้พวกเธอไม่ได้จำเป็นต้องล่าสัตว์อสูรขนาดนั้น

            เจียงจืออวี๋แบ่งเนื้อย่างชิ้นใหญ่ออกเป็นสองส่วนเธอเก็บส่วนเล็กไว้เอง ส่วนที่เหลือทั้งหมดให้ไป๋ฉางเซิง

            ไป๋ฉางเซิงไม่มีท่าทีเกรงใจอ้าปากงับเนื้อย่างชิ้นโตหนักกว่าสิบชั่งเข้าปาก เคี้ยวช้า ๆลิ้มรสชาติที่ยอดเยี่ยม พร้อมกับเปิดหน้าต่างระบบขึ้นมาดู

            [ระบบกลืนกินระดับเทพเจ้า]

            [โฮสต์: ไป๋ฉางเซิง]

            [เผ่าพันธุ์: มังกรเกล็ดขาว (วิวัฒนาการครั้งที่ 6) (ระดับจุติมังกรที่4)]

            [ค่าพลังเลือด: 18,925]

            [พรสวรรค์ที่ปลดล็อก: เสริมพลังการย่อย Lv.8, เกราะศิลาคุ้มกายLv.5, พิษร้าย Lv.4, กระดูกเหล็กกล้า Lv.2,โลหิตมังกร Lv.4, อัสนี Lv.2, เพลิงสวรรค์ Lv.2]

            [แต้มวิวัฒนาการที่ใช้งานได้: 1,125]

            [ค่าพลังเลือดที่ต้องการสำหรับการวิวัฒนาการครั้งต่อไป: 18,925 /100,000 | แต้มวิวัฒนาการ: 1,125 / 5,000]

            ตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมาค่าพลังเลือดของไป๋ฉางเซิงเพิ่มขึ้นด้วยความเร็วที่สม่ำเสมอมาก

            การต่อสู้ช่วยเพิ่มการผลาญพลังงานในแต่ละวันและยังทำให้การดูดซับค่าพลังเลือดมีประสิทธิภาพมากขึ้น

            แต่ส่วนที่เพิ่มมาพิเศษนี้ก็แค่ประมาณสิบแต้มต่อวันเท่านั้นถือว่ามีก็ดี ไม่มีก็ไม่เป็นไร

            ในทางกลับกันเรื่องของพลังจิตตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมาไป๋ฉางเซิงเข้าไปอยู่ในห้วงวิญญาณของเจียงจืออวี๋ทุกวันจนตอนนี้เขาสามารถทนรับแสงเจิดจ้าของดวงอาทิตย์สีทองในนั้นได้บ้างแล้ว

            ถ้าพูดตามที่เจียงจืออวี๋บอกก็คือพลังจิตของเขาเริ่มสร้างการป้องกันเบื้องต้นขึ้นมาได้แล้ว

            แม้จะยังไม่ถึงระดับเรียนรู้เคล็ดวิชาโจมตีทางจิตได้แต่ก็พอจะรักษาสติสัมปชัญญะให้มั่นคงเวลาโดนโจมตีทางจิตจากโหวแห่งยุทธ์ทั่วไปหรือสัตว์อสูรระดับจ้าวอสูรได้แล้ว

            อืม...แบบนี้ถือเป็นการพัฒนาที่ไม่เลวเลยใช่ไหมล่ะ?

            “ครึ่งคืนแรกฉันเฝ้ายามเอง ถ้าเธอเพลียก็นอนพักเถอะ”

            ไป๋ฉางเซิงดึงสติกลับมาจากหน้าต่างระบบแล้วพูดขึ้น

            ถึงการฝึกพลังจิตจะทดแทนการนอนหลับได้ในระดับหนึ่งแต่การไม่นอนเลยก็คงเป็นไปไม่ได้อย่างน้อยก็ไม่ใช่สิ่งที่พลังจิตระดับโหวแห่งยุทธ์จะทำได้

            ถ้าไม่นอนนานๆ ต่อให้พลังจิตจะแข็งแกร่งแค่ไหน ก็ต้องมีช่วงที่สมองตื้อบ้าง

            เจียงจืออวี๋พยักหน้ากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่จู่ ๆ แสงไฟจากไกล ๆ ก็สว่างขึ้นมา

            กลางดึกแบบนี้แสงไฟย่อมไม่ใช่ร่องรอยจากสัตว์อสูรแน่นอน

            และในวินาทีที่แสงไฟปรากฏขึ้นไป๋ฉางเซิงก็ดับกองไฟที่กำลังลุกโชนลงทันที

            ถึงจะไม่กลัวแต่ถ้าเลี่ยงการเผชิญหน้าได้ก็เลี่ยงดีกว่า

            แต่น่าเสียดายที่รถคันนั้นดูเหมือนจะสังเกตเห็นแสงไฟเข้าแล้วจึงหันหัวรถวิ่งตรงมาทางนี้

            เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายรู้ตัวแล้วไป๋ฉางเซิงก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างจนใจ เพียงแค่เพ่งจิตกองไฟที่เพิ่งดับไปก็กลับมาลุกโชนอีกครั้ง

            บริเวณรอบๆ สว่างไสวขึ้นมาอีกครั้งและรถที่ขับมาก็ไม่ได้ปล่อยให้เจียงจืออวี๋กับไป๋ฉางเซิงรอนาน

            เสียงเบรกดังเอี๊ยดสนั่นก่อนที่กลุ่มคนที่ลงมาจากรถจะเป็นคนที่พวกเธอคาดไม่ถึงที่สุด

            “ทางแคบมักพบศัตรูจริง ๆ! นึกไม่ถึงเลยว่าจะมาเจอพวกแกในที่บ้า ๆ แบบนี้!”

            เมื่อเห็นคนที่ลงมาจากรถหุ้มเกราะเจียงจืออวี๋ก็ขมวดคิ้วแน่น ส่วนไป๋ฉางเซิงกลับยิ้มออกมาทันที

            ทางแคบมักพบศัตรู...มันเป็นแบบนี้จริง ๆ

            เพราะคนกลุ่มนี้ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่คือ‘หน่วยอัคคีล้างผลาญ’ ที่เคยเกือบจะทำให้เขาและเจียงจืออวี๋ตายในทุ่งร้างครั้งก่อน!

            พวกที่เห็นเจียงจืออวี๋กับไป๋ฉางเซิงดูอ่อนแอแล้วเกิดความโลภอยากได้ทั้งทรัพย์และผู้หญิงแถมยังไล่ล่าพวกเธอและกลุ่มของซินซวงในเหมืองอย่างบ้าคลั่ง

            ถึงสุดท้ายพวกมันจะไม่ได้ประโยชน์อะไรแถมยังเจ็บตัวกลับไป

            แต่หนี้บางอย่างเห็นได้ชัดว่ายังสะสางกันไม่จบ

            ในเมื่อวันนี้มาเจอกันอีกครั้งในทุ่งร้างหนี้แค้นที่ค้างคาไว้ก็ถึงเวลาต้องหยิบยกขึ้นมาเคลียร์ให้จบสิ้น

            และบังเอิญเหลือเกินที่ไป๋ฉางเซิงไม่ได้คิดจะปล่อยพวกมันไปและพวกหน่วยอัคคีล้างผลาญเองก็ดูเหมือนจะไม่คิดจะปล่อยเรื่องนี้ให้ผ่านไปเช่นกัน

            “แหม ๆ... คนจากสุ่ยมู่นั่นไม่ได้อยู่ด้วยเหรอเนี่ย?”

            “ถ้าเป็นแบบนี้ล่ะก็วันนี้ฉันคงต้องขอคิดบัญชีกับพวกแกให้ทบต้นทบดอกหน่อยแล้วล่ะ!”

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน