ถ้าจะพูดไปแล้วการคาดเดาของเจียงจืออวี๋ก็ไม่ได้ผิดเพี้ยนไปนัก
หวังเหมิ่งเป็นคนที่ทำอะไรระมัดระวังมากโดยเฉพาะในสถานการณ์ที่รู้ว่าอาจมีหลุมพรางดักรออยู่ไม่ว่าใครก็ต้องระวังตัวเป็นพิเศษ
แต่ปัญหาคือหวังเหมิ่งดูจะระวังตัวมากเกินไปหน่อย
เจียงจืออวี๋กับไป๋ฉางเซิงเดินทางอยู่ในเขตทุ่งร้างมาครบหนึ่งสัปดาห์แล้วแต่ก็ยังไม่มีวี่แววของหวังเหมิ่งเลย
หรือจะเป็นเพราะเขาไม่รู้ว่าพวกเธอเข้ามาในทุ่งร้างแล้ว?
ไม่น่าใช่ก่อนจะเข้าสู่เขตทุ่งร้าง พวกเธอจงใจเปิดเผยตำแหน่งที่อยู่ของตัวเองหลายครั้งหวังเหมิ่งไม่มีทางไม่รู้
ถ้างั้นเป็นไปได้ไหมว่าหวังเหมิ่งจะข่มความโกรธเอาไว้ได้?
นั่นยิ่งเป็นไปไม่ได้เข้าไปใหญ่
ดูจากการที่หวังเหมิ่งส่งพัสดุไปท้าทายถึงสุ่ยมู่ก่อนหน้านี้ก็พอบอกได้แล้วว่าเขาเป็นคนตื้นเขินแค่ไหนไม่มีความสุขุมสมกับเป็นโหวแห่งยุทธ์เลยสักนิด
ในเมื่อเป็นแบบนั้นเจียงจืออวี๋ยังอุตส่าห์ไปท้าทายถึงมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจซ้ำอีกรอบ
ตามปกติแล้วหวังเหมิ่งน่าจะพุ่งมาหาตั้งแต่วันแรก ๆ ด้วยซ้ำ
แต่ความจริงก็คือตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมา พวกเธอเจอทั้งสัตว์อสูร เจอทั้งหน่วยผู้ฝึกยุทธ์กลุ่มอื่นแต่กลับไม่เจอแม้แต่เงาของหวังเหมิ่ง
“หรือว่าคณบดีเฉียนกับพวกอาจารย์จะติดต่อหวังเหมิ่งไป? แล้วเตือนหมอนั่นไว้?”
ไป๋ฉางเซิงเริ่มสงสัยนอกจากเหตุผลนี้แล้ว ก็แทบอธิบายไม่ได้เลยว่าทำไมหวังเหมิ่งถึงหายหัวไปนานขนาดนี้
“ถ้าคำเตือนมันได้ผล หวังเหมิ่งคงไม่กล้าส่งคำท้าทายมาตั้งแต่แรกหรอก”
“ขอแค่พวกอาจารย์ไม่ได้อยู่ข้างฉัน หวังเหมิ่งต้องลงมือเข้าสักวันแน่”
เจียงจืออวี๋พลิกเนื้อย่างบนกองไฟไปมาก่อนจะหยิบขวดพริกป่นออกมาจากแหวนมิติแล้วโรยลงไปเล็กน้อย
พริกป่นที่บดจนละเอียดเมื่อสัมผัสกับน้ำมันที่เดือดซ่านบนเนื้อย่างกลิ่นหอมฉุนก็ฟุ้งกระจายออกมาทันที ไป๋ฉางเซิงแค่สูดดมเบา ๆก็รู้สึกได้ว่าน้ำลายเริ่มสอ
ต้องยอมรับเลยว่าฝีมือทำอาหารของเจียงจืออวี๋ในช่วงนี้พัฒนาขึ้นมากจริง ๆ
ไป๋ฉางเซิงเพียงกำหนดจิตควบคุมให้ไฟใต้เนื้อย่างหรี่เบาลง
หลังจากโรยเครื่องปรุงแล้วต้องใช้ไฟอ่อนเพื่อรอให้รสชาติซึมเข้าสู่เนื้อ ถ้าไฟแรงเกินไปเครื่องปรุงจะไหม้ถึงตอนนั้นหน้าตาอาหารก็จะดูไม่น่ากิน
อาหารอร่อยก็ต้องพิถีพิถันทั้งรูปร่าง รสชาติ และกลิ่น
ในจุดนี้ไป๋ฉางเซิงเองก็มีความมุ่งมั่นอยู่พอสมควร
“ปัญหาตอนนี้คือ พวกเราเข้ามาในทุ่งร้างเจ็ดวันแล้วลึกเข้ามาถึงห้าร้อยกิโลเมตร แต่ก็ยังไม่เจอหวังเหมิ่งเลย”
“ยังจำเป็นต้องรอต่อไปอีกไหม?”
“เจ็ดวันที่ผ่านมาเราล่าสัตว์อสูรไปไม่น้อยแหวนมิติของเธอน่าจะใกล้เต็มแล้วล่ะมั้ง?”
ไป๋ฉางเซิงปรายตามองเจียงจืออวี๋แสงไฟที่ตกกระทบใบหน้าช่วยขับโครงหน้าของเธอให้ดูคมชัดและนวลตาขึ้น
เจียงจืออวี๋ไม่ได้หันกลับมาแค่ตอบรับเบา ๆ ในลำคอ
“พรุ่งนี้วันสุดท้าย ถ้ายังไม่เจอหวังเหมิ่ง เราก็กลับกันเถอะ”
เจ็ดวันแล้วถ้าหวังเหมิ่งจะมาเขาก็คงมานานแล้ว
ถ้าไม่มาการรอต่อไปก็คงไร้ประโยชน์
ถึงการล่าในทุ่งร้างจะทำให้ได้ทรัพยากรมาเยอะแต่เห็นได้ชัดว่าตอนนี้พวกเธอไม่ได้จำเป็นต้องล่าสัตว์อสูรขนาดนั้น
เจียงจืออวี๋แบ่งเนื้อย่างชิ้นใหญ่ออกเป็นสองส่วนเธอเก็บส่วนเล็กไว้เอง ส่วนที่เหลือทั้งหมดให้ไป๋ฉางเซิง
ไป๋ฉางเซิงไม่มีท่าทีเกรงใจอ้าปากงับเนื้อย่างชิ้นโตหนักกว่าสิบชั่งเข้าปาก เคี้ยวช้า ๆลิ้มรสชาติที่ยอดเยี่ยม พร้อมกับเปิดหน้าต่างระบบขึ้นมาดู
[ระบบกลืนกินระดับเทพเจ้า]
[โฮสต์: ไป๋ฉางเซิง]
[เผ่าพันธุ์: มังกรเกล็ดขาว (วิวัฒนาการครั้งที่ 6) (ระดับจุติมังกรที่4)]
[ค่าพลังเลือด: 18,925]
[พรสวรรค์ที่ปลดล็อก: เสริมพลังการย่อย Lv.8, เกราะศิลาคุ้มกายLv.5, พิษร้าย Lv.4, กระดูกเหล็กกล้า Lv.2,โลหิตมังกร Lv.4, อัสนี Lv.2, เพลิงสวรรค์ Lv.2]
[แต้มวิวัฒนาการที่ใช้งานได้: 1,125]
[ค่าพลังเลือดที่ต้องการสำหรับการวิวัฒนาการครั้งต่อไป: 18,925 /100,000 | แต้มวิวัฒนาการ: 1,125 / 5,000]
ตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมาค่าพลังเลือดของไป๋ฉางเซิงเพิ่มขึ้นด้วยความเร็วที่สม่ำเสมอมาก
การต่อสู้ช่วยเพิ่มการผลาญพลังงานในแต่ละวันและยังทำให้การดูดซับค่าพลังเลือดมีประสิทธิภาพมากขึ้น
แต่ส่วนที่เพิ่มมาพิเศษนี้ก็แค่ประมาณสิบแต้มต่อวันเท่านั้นถือว่ามีก็ดี ไม่มีก็ไม่เป็นไร
ในทางกลับกันเรื่องของพลังจิตตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมาไป๋ฉางเซิงเข้าไปอยู่ในห้วงวิญญาณของเจียงจืออวี๋ทุกวันจนตอนนี้เขาสามารถทนรับแสงเจิดจ้าของดวงอาทิตย์สีทองในนั้นได้บ้างแล้ว
ถ้าพูดตามที่เจียงจืออวี๋บอกก็คือพลังจิตของเขาเริ่มสร้างการป้องกันเบื้องต้นขึ้นมาได้แล้ว
แม้จะยังไม่ถึงระดับเรียนรู้เคล็ดวิชาโจมตีทางจิตได้แต่ก็พอจะรักษาสติสัมปชัญญะให้มั่นคงเวลาโดนโจมตีทางจิตจากโหวแห่งยุทธ์ทั่วไปหรือสัตว์อสูรระดับจ้าวอสูรได้แล้ว
อืม...แบบนี้ถือเป็นการพัฒนาที่ไม่เลวเลยใช่ไหมล่ะ?
“ครึ่งคืนแรกฉันเฝ้ายามเอง ถ้าเธอเพลียก็นอนพักเถอะ”
ไป๋ฉางเซิงดึงสติกลับมาจากหน้าต่างระบบแล้วพูดขึ้น
ถึงการฝึกพลังจิตจะทดแทนการนอนหลับได้ในระดับหนึ่งแต่การไม่นอนเลยก็คงเป็นไปไม่ได้อย่างน้อยก็ไม่ใช่สิ่งที่พลังจิตระดับโหวแห่งยุทธ์จะทำได้
ถ้าไม่นอนนานๆ ต่อให้พลังจิตจะแข็งแกร่งแค่ไหน ก็ต้องมีช่วงที่สมองตื้อบ้าง
เจียงจืออวี๋พยักหน้ากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่จู่ ๆ แสงไฟจากไกล ๆ ก็สว่างขึ้นมา
กลางดึกแบบนี้แสงไฟย่อมไม่ใช่ร่องรอยจากสัตว์อสูรแน่นอน
และในวินาทีที่แสงไฟปรากฏขึ้นไป๋ฉางเซิงก็ดับกองไฟที่กำลังลุกโชนลงทันที
ถึงจะไม่กลัวแต่ถ้าเลี่ยงการเผชิญหน้าได้ก็เลี่ยงดีกว่า
แต่น่าเสียดายที่รถคันนั้นดูเหมือนจะสังเกตเห็นแสงไฟเข้าแล้วจึงหันหัวรถวิ่งตรงมาทางนี้
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายรู้ตัวแล้วไป๋ฉางเซิงก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างจนใจ เพียงแค่เพ่งจิตกองไฟที่เพิ่งดับไปก็กลับมาลุกโชนอีกครั้ง
บริเวณรอบๆ สว่างไสวขึ้นมาอีกครั้งและรถที่ขับมาก็ไม่ได้ปล่อยให้เจียงจืออวี๋กับไป๋ฉางเซิงรอนาน
เสียงเบรกดังเอี๊ยดสนั่นก่อนที่กลุ่มคนที่ลงมาจากรถจะเป็นคนที่พวกเธอคาดไม่ถึงที่สุด
“ทางแคบมักพบศัตรูจริง ๆ! นึกไม่ถึงเลยว่าจะมาเจอพวกแกในที่บ้า ๆ แบบนี้!”
เมื่อเห็นคนที่ลงมาจากรถหุ้มเกราะเจียงจืออวี๋ก็ขมวดคิ้วแน่น ส่วนไป๋ฉางเซิงกลับยิ้มออกมาทันที
ทางแคบมักพบศัตรู...มันเป็นแบบนี้จริง ๆ
เพราะคนกลุ่มนี้ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่คือ‘หน่วยอัคคีล้างผลาญ’ ที่เคยเกือบจะทำให้เขาและเจียงจืออวี๋ตายในทุ่งร้างครั้งก่อน!
พวกที่เห็นเจียงจืออวี๋กับไป๋ฉางเซิงดูอ่อนแอแล้วเกิดความโลภอยากได้ทั้งทรัพย์และผู้หญิงแถมยังไล่ล่าพวกเธอและกลุ่มของซินซวงในเหมืองอย่างบ้าคลั่ง
ถึงสุดท้ายพวกมันจะไม่ได้ประโยชน์อะไรแถมยังเจ็บตัวกลับไป
แต่หนี้บางอย่างเห็นได้ชัดว่ายังสะสางกันไม่จบ
ในเมื่อวันนี้มาเจอกันอีกครั้งในทุ่งร้างหนี้แค้นที่ค้างคาไว้ก็ถึงเวลาต้องหยิบยกขึ้นมาเคลียร์ให้จบสิ้น
และบังเอิญเหลือเกินที่ไป๋ฉางเซิงไม่ได้คิดจะปล่อยพวกมันไปและพวกหน่วยอัคคีล้างผลาญเองก็ดูเหมือนจะไม่คิดจะปล่อยเรื่องนี้ให้ผ่านไปเช่นกัน
“แหม ๆ... คนจากสุ่ยมู่นั่นไม่ได้อยู่ด้วยเหรอเนี่ย?”
“ถ้าเป็นแบบนี้ล่ะก็วันนี้ฉันคงต้องขอคิดบัญชีกับพวกแกให้ทบต้นทบดอกหน่อยแล้วล่ะ!”