บทที่ 20
สนทนากับหวงเจียวลู่
กระโจมสีขาวพื้นที่กว้างขวาง ขุนพลสือหยางนำพาซูฉีเดินเข้ามาถึงด้านใน กระโจมแห่งนี้กว้างขวางและหรูหรามากกว่าที่อยู่อาศัยของนางปัจจุบันเสียอีก
เก้าอี้ตัวใหญ่เบื้องหน้ามีร่างของแม่ทัพหวงเจียวลู่นั่งอยู่ แม่ทัพหนุ่มใช้แววตามองหญิงสาวที่เข้าพบตน มุมปากของหวงเจียวลู่ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยแสดงใบหน้าราวกับว่าในใจกำลังคิดบางอย่าง
ซูฉีที่เพิ่งเข้ามานั่งเผชิญหน้ากับแม่ทัพโรคจิต นางตื่นเต้นไม่น้อยตอนแรกคิดว่าเพียงแค่มาขอร้องให้ท่านพี่กัวช่วยพูด
ผู้ใดจะคาดคิดเล่าว่านางจะมาตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ ถ้ารู้มาก่อนว่าตนเองต้องมานั่งประเชิญหน้ากับคนโรคจิตผู้นี้รู้เช่นนี้ไม่ก้าวเข้ามาั้แ่แรกเสียจะดีกว่า
“ เ้าขอพบคนของข้า? ” หวงเจียวลู่ส่งเสียงถาม
ซูฉีฉีกยิ้มทำท่าทางเป็มิตร นางยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาประสานกันอย่างนอบน้อม “ ใช่แล้วเ้าค่ะท่านแม่ทัพใหญ่ ข้าเดินทางมาเพื่อขอพบท่านพี่กัวที่เป็พี่ชาย ”
“ กัวฟู่ไม่อยู่ ออกไปทำธุระนอกเมืองให้กับข้า ”
เมื่อได้ยินกล่าวเช่นนั้น ซูฉีนางหาโอกาสจะชิงหนีออกจากสถานที่แห่งนี้จึงกล่าวขึ้นทันควัน “ ถ้าท่านพี่ไม่อยู่ถ้าเช่นนั้นข้าน้อยขอลากลับก่อน ”
นางรีบลุกขึ้นทันทีหวังจะรีบวิ่งออกจากสถานที่แห่งนี้แล้วออกห่างคนผู้นี้ให้เร็วที่สุด แต่เมื่อขาทั้งสองข้างออกแรงดึงร่างกายลุกขึ้นยืน นางยังไม่ทันก้าวเท้าสักก้าวเสียงอันหนักแน่นของหวงเจียวลู่ดังขึ้น “ ผู้ใดให้เ้าลุก? ”
ได้ยินเสียงอันทรงพลังทำให้ซูฉีหยุดนิ่งไปชั่วขณะ นางได้แต่ยิ้มกลบเกลื่อนไปมองท่านแม่ทัพ “ คือว่า.. ในเมื่อท่านพี่ของข้าไม่อยู่ฆ่าก็จะกลับมีอันใดอย่างนั้นหรือเ้าคะ? ”
ในขณะที่พูดในใจของซูฉียังนึกถึงตอนที่คนผู้นี้เข้ามาดมกลิ่นนางได้อยู่เลย เพียงแค่อยู่ใกล้แล้วมองหน้าของแม่ทัพโรคจิตผู้นี้ขนทั่วทั้งร่างกายของนางก็ลุกเป็เกลียว
‘ ควรรีบออกไป ควรรีบออกไปจากสถานที่แห่งนี้ให้เร็วที่สุด ’ ในใจของนางะโร้องดังลั่น
หวงเจียวลู่รู้เอียงหน้าเล็กน้อย “ ออกไปอย่างงั้นรึ เ้ารู้หรือไม่เขตที่ตั้งกองทัพถือว่าเป็เขตพิเศษภายในสถานที่แห่งนี้ ถ้าข้าไม่สั่งให้คนออกไปผู้ใดก็ออกไม่ได้ ”
ได้ยินเช่นนั้นนางกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ ไม่รู้จะไปต่อทางไหนจะทำอย่างไรกับแม่ทัพผู้นี้ดี
นางก็ไม่ใช่คนอ่อนประสบการณ์ พบเจอคนมาก็มากมายแต่ว่ามองหน้าของแม่ทัพผู้นี้แล้วไม่สามารถอ่านออกเลยได้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
อีกทั้งข้อมูลภายในนิยายตัวละครนี้ก็มีเพียงแค่น้อยนิด จะหานิสัยใดมาอ้างอิงให้นางเอาตัวรอดจากสถานที่แห่งนี้
นางเข้าสู่ทางตันในตอนนี้ภายในหัวกำลังคิดอย่างหนัก ในใจก็ตื่นเต้นไม่รู้ว่าแม่ทัพผู้นี้ที่จะทำอะไรกับนาง หวงเจียวลู่กระดิกนิ้วสั่งให้นางนั่งลง “ คุณหนูตระกูลซูนั่งลงก่อนในไหนก็เดินทางมาแล้วนั่งสนทนากับข้าวซักหน่อยจะเป็อะไรไป? ”
ซูฉีจำใจนั่งอย่างปฎิเสธไม่ได้ ความเหี้ยมโหดของคนผู้นี้นางไม่กล้าเอาชีวิตของตนเองไปเสี่ยง
นั่งลงด้วยตัวแข็งทื่อแววตามองไปที่แม่ทัพหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้า “ คือว่าท่านรู้ได้อย่างไรหรือเ้าคะว่าข้าเป็ผู้ใด? ”
“ หรือว่าท่านพี่กัวจะเป็คนบอกท่าน? ”
อีกฝ่ายยิ้มกลับมาก่อนที่จะพูดขึ้น “ ย่อมไม่ใช่คนผู้นั้นไม่ยอมบอกอะไรเกี่ยวกับกับเ้าหรอก ”
ฟังดูแล้วก็สมเหตุสมผลกัวฟู่ รู้ดีน้องสาวต่างสายเืผู้นี้โดนเนรเทศมาที่สถานที่แห่งนี้เพราะอะไร เขาย่อมไม่บอกที่มาที่ไปของนางเพื่อรักษาชีวิตอันสงบสุขของนางภายในสถานที่แห่งนี้เอาไว้
เพราะว่าถ้าผู้คนรู้ว่านางเคยทำอะไรไว้ที่เมืองหลวง มันคงจะทำให้ผู้คนภายในเมืองแห่งนี้ต่างเกลียดชังนางอย่างแน่นอน
เพื่อให้ซูฉีสามารถใช้ชีวิตภายในสถานที่แห่งนี้ได้ เขาย่อมไม่เปิดปากบอกออกมาว่าน้องสาวผู้นี้เดินทางมาจากที่ไหนล่ะเป็คนที่ใด
“ แล้วถ้าเช่นนั้นท่านแม่ทัพรู้ได้อย่างไร? ”
หวงเจียวลู่ยกมือขึ้นมาเท้าคางนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวใหญ่โดยท่าทางองอาจ แววตาคู่นั้นมองมาทีนางก่อนจะอธิบาย “ คุณหนูใหญ่ตระกูลซู นามซูมี่ นิสัยเกรี้ยวกราดถูกผู้คนภายในเมืองหลวงกล่าวขานว่านางมาร ”
“ วีรกรรมที่เคยก่อเคยสังหารบ่าวไพร่รับใช้หลายสิบคนด้วยการเฆี่ยนตี ”
“ เคยจ้างวานฆ่าคนในเมืองหลวง จนกลายเป็เื่ราวใหญ่โต ”
“ จริงสิแล้วก็เคยใส่ร้ายป้ายสีคนภายในเมืองหลวงอยู่หลายคนไม่ว่าจะเป็คุณหนูตระกูลใหญ่หรือแม้กระทั่งพวกบ่าวไพร่ จนทำให้พวกเขานั้นต้องโทษสุดท้ายราชสำนักจับได้ ”
“ แล้วก็ยังมีวีรกรรมอื่นๆอีกมากมาย ถูกกล่าวขานว่าเป็หญิงใจโหดแห่งเมืองหลวง ”
หวงเจียวลู่พูดวีรกรรมของนางที่เคยทำภายในอดีตออกมา ได้ยินอีกฝ่ายพูดเช่นนั้นใบหน้าของซูฉีเปลี่ยนสีทันควัน
นางทำหน้าตาไม่ถูกคนผู้นี้สืบมาอย่างละเอียดรู้ได้ว่านางเป็ผู้ใด แถมยังรู้ได้ด้วยว่าตัวของนางเคยก่อวีรกรรมอะไรไว้บ้าง
ในตอนแรกคิดว่าอยู่ภายในเมืองที่ห่างไกลแบบนี้คงจะไม่มีคนรู้ว่าตนเองเคยทำอะไรมาบ้างแต่ที่ไหนได้ในตอนนี้คนผู้นี้รู้อย่างหมดเปลือก
‘ เขาจะทำอะไรข้าหรือว่าคิดจะสังหาร? ’
‘ ไม่สิไม่สิถ้าคิดจะสังหารจริงคงจะไม่แสดงรอยยิ้มแบบนั้นหรอก แล้วรอยยิ้มนั่นมันอะไรกันรู้สึกราวกับว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรไม่ดีอยู่ ’ ซูฉีกำลังพึมพำกับตัวเองในใจ
สิ่งที่น่าแปลกประหลาดมากกว่าการที่อีกฝ่ายรู้ว่านางเป็ผู้ใดและเคยทำอะไรมาบ้าง มันคือรอยยิ้มบนใบหน้าของแม่ทัพผู้นี้ยิ้มราวกับว่ากำลังมีแผนการบางอย่าง
ซูฉีรู้สึกตนเองไม่ปลอดภัย นางควรจะออกห่างจากคนผู้นี้โดยเร็ว แต่สถานการณ์แบบนี้ถึงแม้ว่าอยากจะลุกนางคงจะไม่สามารถทำได้
ซูฉียิ้มนางตีหน้าเอาตัวรอดแล้วก็พูด “ ไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพสืบเื่ของข้าเช่นนี้้าอะไรอย่างนั้นหรือเ้าคะ? ”
“ ท่านก็รู้นี่เ้าคะว่าข้าเป็นางมารร้าย เื่ที่ทางสืบมาคงจะไม่ผิดเพี้ยนเื่ราวพวกนั้นข้าเป็คนทำเองในอดีต ”
“ แล้วไม่ทราบว่าท่านสืบเื่ราวของนางมารร้ายเช่นค่าไปทำอะไร? ”
นางพยายามหาแก่นสารของการสนทนากับคนผู้นี้ เพราะนางไม่รู้เลยว่าคนผู้นี้กำลังคิดอะไรอยู่และคิดจะลงมือทำอะไร
“ ข้าเพียงแค่รู้สึกสนใจขึ้นมาเท่านั้น ”
แม่ทัพผู้นี้สนใจนาง นางควรจะพึงพอใจหรือนางควรจะดีใจหรือไม่ ไม่เลยสักนิดตอนนี้การที่คนผู้นี้สนใจนางมันยิ่งทำให้นางรู้สึกไม่ปลอดภัยมากขึ้นไปอีก
ในตอนแรกหวังเพียงแค่ว่าเก็บเงินสักก้อนหนึ่งแล้วย้ายไปอยู่ที่เมืองอื่น แต่การเข้ามาพัวพันกับคนผู้นี้ดูเหมือนว่าจะทำให้การใช้ชีวิตของนางอยากกินมากขึ้น
“ ข้าขอถามจะกลับบ้าง เ้าเดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้้าจะสนทนาอะไรกับกัวฟู่ อย่าคิดโกหกข้า เห็นแบบนี้ข้าจับโกหกคนเก่งมาก ”
“ แล้วถ้าตัวของเ้าโกหกข้าขึ้นมาละก็… ” หวงเจียวลู่พูดจาข่มขู่ใช้ดวงตาเหลือบไปมองด้านหลังของซูฉี
ซูฉีหันมองไปด้านหลังมองเห็นขุนพลสือหยางยืนจับกระบี่แน่น อีกฝ่ายกำลังจะพยายามสื่อว่าถ้านางโกหกเขาจะตัดหัวนางซะ
กระบี่มาประชิดเช่นนี้ผู้ใดจะกล้าโกหก ซูฉีกลืนน้ำลายเอื้กใหญ่หันกลับไปมองแล้วก็พูดขึ้นกับแม่ท้พหวงตามตรง “ เรียนท่านแม่ทัพหวงข้าเดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้เพราะเื่น้ำเ้าค่ะ? ”
“ น้ำ? ”
“ ใช่แล้วเ้าค่ะข้าเพียงแค่อยากจะได้แรงของกองทัพเกราะดำมาช่วยในการขุดบ่อน้ำ ” นางพูดออกไปด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก
ในตอนนี้ถึงแม้จะไม่อยากพูดความจริงแต่ก็ต้องพูดออกมาแล้ว เพราะว่าถ้าไม่พูดความจริงแล้วก็หัวบนบ่าของนางคงจะไม่สามารถรักษาเอาไว้ได้
ทันทีที่ก้าวออกไปแบบนั้นเสียงหัวเราะของหวงเจียวลู่ดังขึ้นอย่างน่าประหลาด “ ฮ่าๆๆๆๆ ”
ซูฉีได้แต่จ้องมองอย่างประหลาดใจคนผู้นี้หัวเราะด้วยสาเหตุอะไรกัน?
จบบท