
ตอนที่ 6 องครักษ์คนใหม่ ว่าที่สะใภ้มุสลิม
นาฬิกาเรือนไม้ที่ประดับฝาผนังบ้านของฮาซันบอกเวลา6 นาฬิกา 30 นาที
“บังละหมาดเสร็จแล้วเดี๋ยวเรากินข้าวแล้วจะพาอาจูไปหัดยิงปืนนะ เดี๋ยวบังไปเตรียมอุปกรณ์ก่อน”
“ค่ะบัง”จางไห่จูตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ขณะกำลังจัดสำรับกับข้าวบนโต๊ะอาหารในบ้าน
“ลูกๆ จะออกไปข้างนอกกันเหรอ อาจูเอาผ้าโพกหัวไปด้วยนะ เดี่ยวมะสอนให้ มาทางนี้สิ”มะซากินาพาอาจูเข้าไปในห้อง แล้วสอนให้เธอคลุมหัวด้วยผ้าฮิญาบสีครีมแบบหญิงมุสลิมก่อนที่สาวหมวยจะเดินออกมาให้บังซันได้ชม
“อื้มสวยดีนี่ ดูเป็มุสลิมะห์จริง ๆ แล้วนี่ เหลือแต่เข้าพิธีรับอิสลามเท่านั้น”
่สายของวันนั้นณ บริเวณเชิงหัวเขาแดง
เป้าสำหรับซ้อมยิงปืนถูกจัดตั้งไว้โดยมีกำแพงป้อมโบราณเป็ฉากหลังฮาซันกำลังจัดท่าทางการถือปืนให้อาจู
“นี่กำด้ามปืนอย่างนี้สอดนิ้วเข้าในไกปืน แต่อย่าเพิ่งเหนี่ยวนะ ให้ไกปืนอยู่ตรงปลายนิ้วข้อแรกแบบนี้อ่ะ เอามือซายประคองไว้ที่ก้นด้ามปืน แล้วเห็นนี่มั๊ย ตรงปลายกระบอกปืนนี่เรียกว่าศูนย์หน้า ส่วนตรงนี้เรียกว่าศูนย์หลัง ส่วนบนของศูนย์หน้าให้เสมอกับบ่าของศูนย์หลัง และอยู่ระหว่างกลางของศูนย์หลังด้วย จากนั้นให้เล็งไปที่เป้า ให้ขอบล่างของวงกลมสีดำอยู่จรดกับแนวของศูนย์พอดีแบบนี้เรียกว่าศูนย์นั่งแท่น แล้วมีอีกแบบเรียกว่าเล็งจี้คือให้ศูนย์อยู่กึ่งกลางของวงกลมสีดำ แบบนี้ เข้าใจยัง อ่า ทีนี้ก็หายใจเข้าลึก ๆกลั้นใจไว้ แล้วค่อย ๆ กดปลายนิ้วลงบนไกปืน คุมน้ำหนักสม่ำเสมอเลี้ยงศูนย์ไว้ให้ดี อย่าให้เป๋นะ”
“ปัง”เสียงปืนนัดแรกในชีวิตจากมือของจางไห่จู
“ไหนดูซิได้กี่คะแนน โห เข้าตรงกลางเป๊ะ เก่งมากอาจู”
“โชคช่วยมากกว่ามั๊งคะ”
“ถือว่าหัวดีนะเนี่ยสอนทีเดียวเป็เลย” บังซันเอามือลูบหัวอาจูอย่างเอ็นดู
“ทีนี้เราจะมาหัดปืนยาวบ้างเอ้านี่ เรียกว่าปืนไรเฟิล Arisaka type 38 จะคล้ายๆ ปืนเมาเซอของเยอรมัน แต่นี่เป็ของญี่ปุ่น ที่ใช้กันมาั้แ่าโลกครั้งที่1 เวลาบรรจุะุก็เปิดสลักตรงนี้ ใส่ได้ทีละ 5 ลูก พอยิงครั้งนึงก็ต้องดึงสลักดีดปลอกะุครั้งนึง แบบนี้” บังซันสาธิตวิธียิง
“เอ้าลองถือดู นี่ มือขวาจับด้ามปืน มือซ้ายประคองปากกระบอกปืนแบบนี้แล้วเล็งเหมือนตอนเรียนปืนสั้นน่ะ สอดนิ้วเหนี่ยวไก แล้วยิง”
“ปัง”อาจูเหนี่ยวไกยิงตรงเป้า แล้วดึงสลักดีดปลอกะุ ก่อนจะยิงซ้ำอีกหลายนัด จนะุหมด
“เก่งมากเป็แล้วใช่มั๊ย ทีนี้ก็หัดซ้อมยิงบ่อย ๆ แล้วฉันจะพามาทุกวัน”
แล้วอาจูก็ซ้อมยิงปืนทั้งสั้นและยาวจนถึงเวลาเที่ยงจึงได้กลับพร้อมฮาซัน
่บ่ายหลังจากรับประทานอิ่มแล้วฮาซันก็พาจางไห่จูไปบริเวณหาดสน ทั้งคู่เปลี่ยนชุดแต่งกายเป็เสื้อแขนยาวกางเกงขายาว มีผ้าขาวม้ามัดเอว ผ้าโพกศีรษะ แล้วบังซันก็ยื่นมีดสั้นแบบชวาที่เรียกว่ากริชให้อาจูเล่มหนึ่ง
“เอ้านี่บังให้เธอไว้ติดตัวนะ ใช้ป้องกันตัวได้ เรียกว่ากริชสกุลรามัน หัวกริชแบบตามืองงที่ใช้ในหมู่กษัตริย์และบุคคลชั้นสูงเช่นคหบดี เนี่ย ดึงออกมาจากปลอกดู ตรงฐานใบกริชจะบานออกแบบนี้เป็เอกลักษณ์ของแบบบันไดซาระ เขาเรียกว่าหัวจิ้งจก ตรงด้ามทำจากไม้แก้ว มลายูเรียกว่ากายูกามูนิงทำเป็รูปหัวนกพังกะ หรือหัวนกกระเต็น ปากแหลม ๆ ยาว ๆ แบบนี้ อ่ะ ลองถือดู เดี๋ยวจะสอนรำกริชด้วย”
อาจูรับกริชไปถือปลอกของมันทำด้วยไม้บุข้างนอกด้วยดีบุกตอกลายวิจิตรสวยงาม ใบกริชตรง สีดำเลื่อมเป็มันวาวดูน่าเกรงขามปลายแหลมซึ่งหากได้เสียบเข้ากับหน้าอกของผู้ใดแล้ว คงหาชีวิตรอดได้ยาก
“นี่เรียกว่าการรำกระบวนท่า7 ดาว หมายถึงต้องเยื้องย่างไปบนดวงดาวทั้งเจ็ด ” ฮาซันร่ายรำไปพร้อมกริชที่เหน็บไว้กับเอวบางท่าก็ชักกริชออกจากฝักกวัดแกว่งไปตามกระบวนท่า
แล้วจางไห่จูก็ฝึกร่ายรำกริชไปตามที่ฮาซันสอนจนคล่องแคล่วดีแล้ว บังซันก็กล่าวว่า
“เอาล่ะเมื่อฝึกใช้กริชแล้ว คราวนี้เราจะมาเรียนการใช้ดาบในการต่อสู้บ้างเอ้ารับไปคนละเล่ม” บังยื่นดาบยาวรูปร่างคล้ายไม้กางเขนลักษณะเหมือนที่ชาวยุโรปใช้ในยุคอัศวิน
“มันเป็มรดกตกทอดมาั้แ่รุ่นปู่ที่ติดต่อค้าขายกับพวกฝรั่งฮอลันดา ปู่ได้เป็ของขวัญน่ะ”
“หนักเหมือนกันนะคะเนี่ย”อาจูทดลองกวัดแกว่งดาบ
“ใช่แต่น้ำหนักของมันก็ช่วยให้ศัตรูได้รับาเ็ไม่น้อยเลย”
บังซันเงื้อดาบขึ้นเป็แนวขวางเหนือคิ้วแล้วกล่าวว่า
“เอาล่ะทีนี้ลองฟันดาบลงมาที่ดาบของบัง ลงน้ำหนักเต็มที่เลยนะ”
อาจูก็จับด้ามดาบด้วยสองมือแล้วฟันลงไปเต็มเหนี่ยว
“เช้ง”เสียงดาบกระทบกัน
“ฟันอีก”บังะโสั่งเสียงดัง
อาจูก็ฟันเข้าไปอีก
“เอ้าทีนี่รับดาบบังให้ได้นะจะเปลี่ยนท่าละนะ” บังว่าแล้วก็เปลี่ยนมาฟันดาบเข้าทางข้างลำตัวอาจูก็ใช้ดาบรับการโจมตีแล้วเบี่ยงตัวหลบ พร้อมกับฟันสวนคืนไปหาบัง ผลัดกันรุกผลัดกันรับ ก้าวไปข้างหน้า แล้วถอยมาข้างหลัง วนเวียนไปเช่นนี้ จนคล่องแคล่วชำนาญ
จนตะวันใกล้จะลับขอบฟ้าทั้งสองก็นั่งพักเหนื่อย
“วันนี้พอแค่นี้ก่อนค่อยหาเวลามาซ้อมใหม่ พรุ่งนี้จะพาไปฝึกดำน้ำ แถวทะเลสาบสงขลานี้แหละ”
ค่ำวันนั้นที่บ้านของฮาซัน
“มาแล้วจ้าอาหารอร่อย ๆ ทั้งนั้นเลย”
“โอ้โหน่ากินมากครับมะ ก๊ะ มีอะไรบ้างครับเนี่ย”บังซันตื่นตาตื่นใจกับเมนูมากมายที่เรียงรายบนโต๊ะ
“ก็มีปลากะพงราดพริกปูผัดผงกะหรี่ ยำมะม่วงกับปลาสำลีแดดเดียวทอด แล้วก็ผัดคะน้าปลาเค็มจ้าเอ้าเริ่มรับประทานกันเลย” ลาฟีน่าพี่สาวของฮาซันกล่าวแจกแจงเมนู
“อร่อยมากค่ะวันนี้เป็วันพิเศษอะไรหรือคะ ทำไมมีอาหารเยอะจัง” อาจูถามด้วยความแปลกใจ
“สงสัยฮาซันจะลืมแล้วมั๊งว่าวันนี้วันเกิดของตัวเอง”
“หาจริงด้วย ผมก็ลืมสนิทเลย ขอบคุณมะกับก๊ะมากนะครับ”
“จริงหรือคะขอองค์อัลเลาะห์คุ้มครองนะคะ หนูเคยได้ยินมาว่า คนต่างศาสนาห้ามอวยพรคนมุสลิมจริงไหมคะ”
“มีบทบัญญัติอยู่จ้า ว่าไม่ให้มุสลิมกล่าวสลามแก่คนกาเฟรคือคนที่ไม่ใช่มุสลิม เช่นไม่ตอบว่า วะอะลัยกุมุสสะลาม แต่ให้ตอบว่า อะลัยก่าหรือวะอะลัยกุ้ม แค่นี้พอ” ลาฟีนาให้ความรู้
“อ๋อถ้าอย่างนั้นที่วันนั้นหนูทักทายด้วยอะสะลามุอะลัยกุม ก็ผิดน่ะสิคะ ขอโทษด้วยนะคะ”
“ไม่เป็ไรจ้าไม่รู้ย่อมไม่ผิด แต่เมื่อรู้แล้วก็ต้องทำให้ถูกนะจ๊ะ”
เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากละหมาดแล้ว ฮาซันก็พาจางไห่จูลงเรือไปยังทะเลสาบสงขลาเมื่อจอดเรือไว้ที่ริมหาดแห่งหนึ่งแล้ว ก็พาอาจูที่แต่งตัวด้วยชุดเสื้อและกางเกงรัดรูปเดินลงไปที่ริมน้ำ
“เอาล่ะก่อนอื่นเราต้องอบอุ่นร่างกายก่อนนะ เพื่อป้องกันไม่ให้เป็ตะคริวยืดเส้นยืดสายอย่างนี้” บังซันก็ทำท่าก้มเอามือแตะปลายเท้า จากข้างซ้ายแล้วย้ายไปทำข้างขวา
“ทีนี้จะฝึกให้กลั้นลมหายใจเริ่มจากหายใจเข้าลึก ๆ ให้ถึงกระบังลมนะ เมื่อหายใจเข้าให้ท้องป่อง แล้วกลั้นใจไว้สักหนึ่งนาทีเอ้าเริ่ม”
อาจูก็ทำตามเมื่อครบนาทีแล้ว บังซันก็บอกว่า
“เอ้าหายใจออกท้องยุบแล้วเห็นไหม ใช้เวลาหายใจออกให้นานกว่าหายใจเข้าสองเท่านะ แล้วหายใจเข้าอีกทำซ้ำสามรอบ”
เมื่ออาจูฝึกกลั้นใจบนบกได้แล้วบังซันก็พาลงน้ำ
“เอาล่ะทีนี่จะให้ฝึกกลั้นใจขณะลอยตัวบนผิวน้ำนะ เอ้าก้มหน้าลงในน้ำ กางแขนกางขาออกนั่นไม่ต้องกลัวจม บังจะคอยจับตัวไว้ กลั้นใจแล้วนับหนึ่งถึงหกสิบนะ”
อาจูลอยตัวกลั้นใจบนผิวน้ำได้หนึ่งนาทีบังก็ดึงตัวให้เงยหน้าขึ้นเหนือน้ำ
“เอ้าหายใจเข้าลึกๆ ให้ถึงกระบังลม เข้าออก สองรอบสามรอบ”
อาจูก็ทำตามที่บังสอนทุกอย่าง
“เมื่อฝึกกลั้นใจขณะลอยตัวนิ่งๆ แล้ว ทีนีจะฝึกให้ดำใต้น้ำไป กลั้นใจไปนะ เอ้าหายใจเข้าให้ถึงกระบังลม ท้องป่องแล้วกลั้นไว้ คลานตามบังลงไปใต้น้ำนะ”
บังซันก็พาจางไห่จูคลานลงใต้น้ำลึกลงไป เอามือจับโขดหินใต้น้ำไปด้วย เมื่อถึงความลึกระดับหนึ่งบังก็จับตัวไห่จูให้ลอยเหนือพื้น ว่ายน้ำขนานไปด้วยกัน เมื่อสุดระยะกลั้นใจแล้วเขาก็พาเธอลอยขึ้นไปสูดหายใจบนผิวน้ำ
“ฮ่า”เสียงอาจูสูดหายใจออก แล้วก็หายใจเข้า
“เป็ยังไงเหนื่อยไหม ถ้าไม่ไหวก็บอกนะ” บังซันกล่าวขณะลอยตัวในน้ำข้าง ๆ อาจู
“ไหวค่ะเดี๋ยวฝึกอีกนะคะ หนูอยากว่ายน้ำเป็ ดำน้ำเป็”
“ได้สิฝึกบ่อย ๆ เดี๋ยวก็เก่งเอง”
อาจูก็อ้าปากสูดลมเข้าเต็มที่ก่อนจะมุดตัวลงไปใต้น้ำอีก
ทั้งสองก็จับมือกันว่ายน้ำในทะเลสาบอย่างมีความสุขอาจูรู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาด หรืออาจเป็เพราะเธอกำพร้าพ่อั้แ่เด็กจึงขาดความรักความอบอุ่นจากผู้ชาย แต่เธอก็มีพี่ชายคือเต๋อเหวินซึ่งเคยให้ความรักความอบอุ่นทดแทนพ่อได้เช่นกัน คิดแล้วก็ยังแค้นใจไม่หายที่ยังตามหาคนที่ฆ่าพี่ชายไม่ได้”
บังซันพาอาจูฝึกดำน้ำว่ายน้ำจนครึ่งค่อนวัน ก็พาขึ้นจากน้ำ
สาวน้อยเนื้อตัวเปียกปอนผมเผ้าเปียกโชก แต่ไม่ได้ลดความสวยงามตามธรรมชาติของอาหมวยคนนี้ได้ บังซันมองหล่อนในขณะที่อาจูก็มองตาเขาเช่นกัน ชายหนุ่มอยากจะทำตามใจเรียกร้องแต่ด้วยความเป็คนเคร่งศาสนา จึงหักห้ามใจไม่ล่วงเกินสาวจีนคนนี้
“เที่ยงแล้วหรือนี่พักกินข้าวกันก่อน อาจูไปเอากล่องข้าวที่มะเตรียมให้มานั่งกินตรงนี้” บังซันสั่งขณะใช้ผ้าเช็ดเนื้อตัวทีเปียกน้ำ
“นี่คะไม่รู้มะทำอะไรให้ทาน” อาจูยื่นกล่องข้าวให้บัง แล้วเธอก็เปิดกล่องของตนเองดู
“โอ้โหน่ากินจังเลย”
“ข้าวหมกไก่ของโปรดบังเลยนะเนี่ย”
“อื้มอร่อยจริง ๆ ค่ะ ไก่นุ่มหมักเข้าเนื้อมาก หอมเนย หอมเครื่องเทศ หนูชอบมากเคยกินที่สิงคโปร์ในวันฮารีรายอ ในย่านเกรัง ซาไร เพื่อนเอามาให้กิน ”
“ปกติคนมุสลิมไม่ค่อยทำข้าวหมกกินหรอกนอกจากงานสำคัญเช่นงานนิกะห์ คืองานแต่งงาน หรือวันตรุษอีดฮารีรายอที่เธอว่าน่ะแหละ”
เมื่อรับประทานมื้อเที่ยงอิ่มหนำสำราญกันแล้วฮาซันก็พาอาจูขึ้นหัวเขาแดง เพื่อฝึกซ้อมยิงปืนอีก
หลังจากนั้นเขาทั้งสองก็พากันฝึกฝนวิชายิงปืนฟันดาบ ดำน้ำ วนเวียนอยู่เช่นนี้ ยิ่งนานวันเข้า ความรู้สึกดี ๆ ที่ทั้งสองคนมีต่อกันก็ยิ่งทบทวีมากขึ้นเรื่อยๆ จากวันเป็เดือน จากเดือนเป็ปี
“อาจูฝึกมาครบปีแล้วนะทั้งยิงปืน ฟันดาบ ดำน้ำ แต่ยังขาดอีกวิชาที่ยังไม่ได้เรียน คือการเดินเรือ ต่อไปนี้จะให้เธอติดตามไปกับเรือสินค้าเพื่อฝึกให้ชินกับการเมาคลื่น การรู้จักร่องน้ำ ร่องมรสุม ฤดูกาลที่ควรเดินเรือและฝึกเผชิญหน้ากับโจรสลัดของจริงที่อาจจะได้เจอ พร้อมมั๊ย”
“พร้อมค่ะบัง” อาจูตอบอย่างมั่นใจ
“ดีมากมะรืนนี้เราจะลงเรือกัน ไปมะละกาและสิงคโปร์”
เย็นวันนั้นที่โต๊ะอาหารในบ้าน
ซากินาและลาฟินาจัดสำรับกับข้าวพร้อมอาจูลงบนโต๊ะ
“ซันเอ้ยมากินข้าวเร็วลูก” แม่เขาร้องเรียก
“ครับแม่มาแล้ว ไหนมีอะไรกินบ้าง โอ้ มีแกงมัสมั่นด้วย ของโปรดเลย”
“ส่วนนี่สลัดแขก อาจูเคยกินไหมลูก”
“ไม่เคยค่ะแต่จะลองทานดูค่ะ”
“ลองดูจ้าทานเยอะ ๆ นะ ไปฝึกวิชากันมาคงจะเหนื่อย” พี่สาวบังซันกล่าว ก่อนจะตักแกงส้มปลาสำลีให้อาจู
“แกงส้มหน่อไม้ใส่ปลาสำลีอาจจะเผ็ดหน่อย แต่อร่อยนะ”
“ขอบคุณค่ะ”
“เอ้อฮาซัน มะก็เห็นว่าแกอายุปาเข้าไป 35 แล้ว เมื่อไหร่จะมีครอบครัวเสียทีละลูกมะเองอายุมากขึ้นทุกวัน จะทันเห็นหลานไหมละลูก”
“ก๊ะกับมะคุยกันแล้วเห็นว่าหนูอาจูมาอยู่กับเราก็กริยามารยาทน่ารัก ทำไมซันไม่ขอน้องเค้านิกะห์(แต่งงาน) ซะเลยล่ะ”
“แต่น้องเค้าไม่ใช่มุสลิมะห์แล้วจะนิกะห์กันได้หรือครับ โต๊ะคงไม่ยอม”
“แกก็โง่จริงๆ ก็ให้หนูอาจูเขารับอิสลามสิ จะไปยากอะไร ทำแค่ สองขั้นตอนก็เสร็จแล้ว
หนึ่งคือทำใจให้สงบ รู้ว่าตัวเองจะพูดอะไร
สองคือปฏิญานตนว่า
“อัชฮาดุอัล ลาอิลา ฮะอิล ลัลลอฮฺ วะอัช ฮาดุอัน นะมุหัมมะดัร รอซูลุลลอฮฺ” ซึ่งมีความหมายว่า
“ฉันขอปฏิญาณว่า ไม่มีพระเ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺและฉันขอปฏิญาณว่า มุหัมมัดคือศาสนทูตของพระองค์”
พูดประโยคนี้จบอาจูก็เป็มุสลิมะห์แล้ว ง่ายมั๊ย”
ฮาซันได้ฟังดังนั้นก็มองหน้าอาจูที่กำลังก้มหน้ากินข้าวด้วยอาการเขินอายจนหน้าแดง แล้วก็กล่าวกับแม่ว่า
“ถึงจะง่ายอย่างนั้นแต่การจัดงานนิกะห์ก็ต้องจัดให้ยิ่งใหญ่ ใช้เวลาเตรียมการค่อนข้างนานรอให้ผมกลับจากไปส่งสินค้าที่สิงคโปร์ก่อนนะครับ ค่อยกลับมาจัดงาน”
“จริงหรือดี ๆ มาก ถ้ายังงั้นก็ให้อาจูรับอิสลามก่อนสิ ค่อยกลับมาเข้านิกะห์ภายหลังหนูพร้อมมั๊ยล่ะอาจู” ซากินาถาม
อาจูมองหน้าฮาซันแล้วตอบไปว่า
“พร้อมค่ะ”
“ดีงั้นกินข้าวเสร็จแล้วตามมะไปที่ห้องละหมาดนะ”
ค่ำคืนนั้นในห้องละหมาด
จางไห่จูคลุมผมด้วยฮิญาบคุกเข่าต่อหน้าคัมภีร์อัลกุราอานที่วางบนโต๊ะ ซากินาก็กล่าวนำให้เธอพูดตาม
“อัชฮาดุอัล ลาอิลา ฮะอิล ลัลลอฮฺ วะอัช ฮาดุอันนะมุหัมมะดัร รอซูลุลลอฮฺ”
“ฉันขอปฏิญาณว่า ไม่มีพระเ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺและฉันขอปฏิญาณว่า มุหัมมัดคือศาสนทูตของพระองค์”.
เมื่ออาจูกล่าวจบแล้ว ซากินาก็มอบสร้อยคอทองคำให้เธอหนึ่งเส้นพร้อมจี้ห้อยคอรูปหัวใจ
“นี่เป็ของแต่งงานของมะได้รับจากป๊ะ พ่อของฮาซัน มะขอมอบให้หนู แทนของหมั้น หวังว่าลูก ๆ จะรีบกลับมามะอยากเห็นงานนิกะห์ของหนูเร็ว ๆ “
“ขอบคุณค่ะ พวกหนูจะรีบกลับมาค่ะ”
เมื่อถึงวันเดินทาง
ฮาซันกับจางไห่จู โดยสารรถเก๋ง Gardner Model 5 Five Passenger Sedan รุ่นปี 1924 ตามด้วยขบวนรถบรรทุกคันใหญ่อีกนับสิบคัน แล่นออกจากบ่อยางตัวเมืองสงขลา ผ่านเมืองหาดใหญ่ ไปทางเขาคูหา นาสีทอง ถ้ำเขาพระ น้ำตกบริพัตรบ้านคลองกั่ว บ้านทุ่งนุ้ย บ้านควน ตัวเมืองสตูล จนกระทั่งถึงท่าเรือตำมะลังจากท่าเรือนี้มองไปทางทะเลจะเห็นเกาะลังกาวีอย่างชัดเจน
เมื่อทยอยขนสินค้าขึ้นเรือเสร็จแล้วฮาซันกับจางไห่จูก็ขึ้นไปเปลี่ยนชุดแต่งกายเป็เสื้อเชิ้ตขาวแขนยาว สวมเสื้อกั๊กสีดำสวมกางเกงดำ คาดเข็มขัดหนังเส้นโต ๆ พร้อมที่เหน็บกริชและซองปืนไว้กับเอว
ทั้งสองคนยืนชมวิวของทะเลอันดามันจนเรือแล่นพ้นจากเกาะลังกาวีก็เข้าไปพักในห้องฮาซันก็ชี้ให้ดูในแผนที่
“อีกสักชั่วโมงเราจะไปถึงเกาะปีนังหลังจากนั้นจะเริ่มเข้าสู่ช่องแคบมะละกา ซึ่งแถบนั้นจะมีโจรสลัดชุกชุมมากต้องระวังให้ดี”
“อ๋อค่ะ”
บนเรือนั้นบรรดาลูกเรือก็ร้องรำทำเพลง บ้างก็สีไวโอลิน เล่นหีบเพลงแอคคอเดียน บ้างก็ตีกลองฮาซันนึกสนุกก็พาจางไห่จูออกมาเต้นรำกับพวกลูกน้อง เปลี่ยนบรรยากาศอ้อยอิ่งบนเรือให้รื่นเริงบันเทิงใจยิ่ง
เมื่อเรือแล่นผ่านเกาะหมากหรือเกาะปีนังก็เข้าสู่น่านน้ำช่องแคบมะละกา จนเข้าไปใกล้กับพอร์ตดิคสัน ( Port Dickson ) ก็มีกลุ่มเรือใหญ่น้อยนับสิบลำแล่นเข้ามาประชิดเรือของฮาซัน ปิดล้อมทั้งซ้ายขวา หน้าหลัง
ฮาซันเห็นดังนั้นก็สั่งลูกน้อง
“เตรียมอาวุธให้พร้อม เราโดนโจรสลัดรุมล้อมแล้วยิงสกัดมันเอาไว้”
บรรดาลูกเรือต่างระดมปืนยาวออกมายิงรัวๆ ไปยังเรือที่เข้ามาขนาบ แต่เรือเ่าั้ก็ยังไม่ยอมหยุด ยังคงพุ่งตรงเข้ามาใกล้ลำเรือจากนั้นก็มีคนบนเรือลำหนึ่ง ยิงฉมวกติดจดหมายขึ้นมายังเรือของบังซัน
กัปตันฮาซันเปิดจดหมายออกดู
“ถ้าไม่อยากตายให้ส่งมอบสินค้าในเรือให้พวกเราโดยดี”
“เชอะ นึกหรือว่าจะกลัว เฮ้ยพวกเรา โยนะเิใส่มันเลย”
ว่าแล้วลูกน้องของบัง ก็โยนะเิมือใส่เรือลำหนึ่งที่มีคนเตรียมจะไต่ขึ้นเรือสินค้าะเินั้นก็สร้างความเสียหายและทำให้โจรล้มตายไปจำนวนหนึ่ง ไฟลุกโหมบนเรือโจรลำนั้นในขณะที่เรือลำอื่นของโจรสลัดก็เข้ามากระแทกกับด้านข้างเรือ แล้วพวกโจรก็โยนเชือกติดปลายด้วยตะขอเกี่ยวกับขอบเรือไว้และปีนป่ายขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
จางไห่จูเห็นดังนั้นก็ใช้ปืนไรเฟิลจ่อยิงพวกที่กำลังปีนนั้นหงายหลังตกทะเลไปหลายคนบังซันก็ใช้ปืนยิงผู้จู่โจมอีกด้านหนึ่ง
“ปัง ปัง ปัง” เสียงปืนดังสนั่นไปทั้งท้องทะเล
ลูกน้องบางคนของฮาซันก็ถูกยิงได้รับาเ็จางไห่จูเองก็โดนคนร้ายยิงไปโดนหมวกที่เธอสวมปลิวกระเด็นไปแต่เธอก็ยิงสวนไปโดนโจรร้ายตายเช่นกัน
“เตรียมปืนใหญ่” ฮาซันสั่งการลูกน้องก็นำปืนใหญ่ขนาดเล็ก หลายกระบอก พาดปากกระบอกปืนไปทางกราบเรือทั้งสองข้างรอฟังคำสั่งจากกัปตัน
“ยิง!!!”
“ตูม ตูม ตูม”เสียงะุปืนใหญ่พุ่งไปโดนลำเรือของโจรสลัดดังสนั่นทำความเสียหายให้ตัวเรือของเหล่าโจรทุกลำ ก่อให้เกิดเปลวไฟและควันจำนวนมากเผาไหม้ลำเรือของผู้บุกรุกเสียสิ้น
เมื่อเห็นว่าสู้ไม่ได้ พวกโจรสลัดที่เหลือก็นำเรือหลบหนีไป
“ไอ้พวกนี้มันเป็โจรกระจอก”ฮาซันกล่าวกับอาจู
“ถ้ามันมีปืนใหญ่เหมือนเราบางทีเราอาจสู้มันไม่ได้” บังซันพูดเช่นนี้ทำให้อาจูเห็นความสำคัญของการมีปืนใหญ่ไว้ประจำเรือ
และแล้วเรือก็แล่นไปถึงมะละกาฮาซันกับลูกน้องแวะส่งสินค้าบางส่วน ก่อนจะเดินทางต่อไปสิงคโปร์
“บังคะ ถ้าไปถึงสิงคโปร์แล้วหนูไม่ลงไปด้วยนะ ไม่อยากเจอคนใจร้ายที่จับหนูไปลอยแพแต่อยากให้บังช่วยให้คนไปสืบข่าวของแม่หนูตามที่อยู่นี้หน่อย” อาจูก็เขียนชื่อที่อยู่ของแม่หล่อนไว้ในกระดาษยื่นให้บัง
“ได้สิ จะบอกลูกน้องให้”
“บังคะ ถ้าหนูบอกความจริง แล้วบังจะโกรธหนูมั๊ย”
“ความจริงอะไรล่ะ บังคงไม่โกรธหนูหรอกเล่ามาเถอะ”
แล้วอาจูก็บอกความจริงว่าเธอไม่ได้ชื่อซิ่วจู แต่ชื่อจางไห่จู เป็คนในครอบครัวของคณะงิ้วและเื่ราวการตายของพี่ชายและแม่ที่ถูกยิงตอนไปแหกห้องขังช่วยเธอออกมา จนเธอไปนอนอยู่ในเรืออย่างที่บังไปพบ
“โหทำไมเขาใจร้ายใจดำกับเธอขนาดนี้เลยเหรอ ใครนะที่ฆ่าพี่ชายของอาจูเดี๋ยวรอคนไปสืบก่อนนะ ว่าแม่หนูยังมีชีวิตอยู่มั๊ย”บังซันพูดแล้วก็กุมมือของอาจูไว้ บอกความหมายว่าเขาเห็นใจเธอมาก
“ขอบคุณนะคะ ที่เข้าใจหนู”อาจูยิ้มทั้งน้ำตา
ที่สิงคโปร์ หลังจากฮาซันทำธุระเสร็จแล้วลูกน้องของเขาก็มาส่งข่าวของแม่อาจู
“จากที่ไปสืบมาแม่ของอาจูเสียั้แ่วันที่ไปบุกโรงพักแล้วครับ คณะงิ้วก็ถูกขายให้คนอื่นไปแล้วทรัพย์สินก็ถูกยึดไปขายทอดตลาดแล้วครับ”
อาจูได้ฟังดังนั้นก็ร้องไห้โฮออกมาอย่างน่าสงสารบังซันก็โอบกอดเธอไว้ แต่พูดอะไรไม่ออก
“ใครนะให้ร้ายครอบครัวฉันจนต้องมีสภาพแบบนี้ ถ้าฉันรู้นะ จะไม่ไว้ชีวิตมันเลย ขอพระเ้าจงนำพาไปพบกับมันด้วยเถิดจะได้คิดบัญชีแค้นให้สาสม”
จบตอนที่ 6 โปรดติดตามตอนที่ 7 ปะทะกลุ่มโจร7 พี่น้อง
( แต่งตอนที่ 6 จบ วันที่ 15 ตุลาคม2567 )