บทที่ 9 พลังแห่งจิติญญา
เฉินซือหยางทิ้งตัวลงนอนในท่าที่หอบเหนื่อยแผ่หลา ชุดคลุมสีเทาของมันตอนนี้ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อกาฬที่ไหลพราก เนื้อตัวของชายหนุ่มแดงก่ำแสดงถึงการสูบฉีดของเืลมภายในร่างกายอย่างหนักหน่วง นับแต่ที่มันเสียเวลากว่าเจ็ดวันหลังจากการสิ้นสติเพราะตกเขา มันก็มิได้พักผ่อนแม้แต่เพียงกระผีกเดียว มันได้รับการฝึกฝนอย่างหนาหนักจากจินเยว่ ร่างกายที่เคยสดชื่นกระปี้กระเป่าของมันจึงเริ่มอ่อนล้าโรยแรงจนยากหยัดยืนแล้ว
จินเยว่ก็มิได้ฝืนมันต่อ เพราะวิธีที่นางใช้ฝึกมันเป็วิธีที่หนักเอาการ หากประเมินระดับพลังที่สมควรฝึกด้วยวิธีนี้แล้ว ชายหนุ่มที่เพียงพึ่งเริ่มเพาะบ่มพลังร่างกายแลจิติญญาขึ้นมาได้ ไม่น่าจะยืนหยัดฝึกฝนได้นานถึงห้าวันติดเช่นนี้ ด้วยการฟื้นฟูทางร่างกายของชายหนุ่ม การดูดซับแลหลอมรวมอย่างเข้ากันของไขกระดูกัา เป็ไปไม่ได้เลยที่คนซึ่งเคยไร้ประโยชน์ผู้หนึ่งจะเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงขั้นนี้ได้ แต่เหตุการณ์ตกเขาครานั้นพิสูจน์ให้นางเห็นแล้ว สภาพกระดูกและเนื้อเยื่อของชายหนุ่มที่ฉีกขาดแหลกลานแทบไม่เหลือชิ้นดี ต่อให้มีโครงสร้างแห่งัาเป็รากฐาน อย่างน้อยคนที่ไร้พลังจิติญญาต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งเดือนถึงจะฟื้นฟูร่างให้กลับมาสมบูรณ์พร้อมได้ มารดานางที่เป็ผู้ซึ่งเหนือกว่าอัจฉริยะ ผู้ที่เคยเป็เ้าแห่งแดนดารา์ ขนาดเป็เช่นนั้นยังต้องอาศัยเวลากว่าสิบห้าวันจึงจะสร้างกระดูกและเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่ ทว่าบุรุษหนุ่มกลับแตกต่างออกไป
เพียงเจ็ดวันกระดูกปลูกสร้างจนมั่นคง ในเจ็ดวันนี้เนื้อเยื่อก็ประสานซ่อมแซมไม่ขาดตก หากนางไม่รู้จัก ไม่เคยเห็น และไม่รู้ว่ามันคืุ์ที่อ่อนแอที่สุดผู้หนึ่งมาก่อน นางคงคิดว่ามันเป็อสูรไปแล้ว ตำนานแห่งแดนดารา์เล่าขาน สิ่งที่มีความแข็งแกร่งด้านกายภาพเทียบเคียงัาก็คือราชันย์อสุรา!
“ข้ารู้สึกว่าหินก้อนนั้น รวมถึงกระแสน้ำตกที่ร่วงหล่นเริ่มเบาบางไม่หนักอึ้งเช่นเดิมแล้ว สมควรจะเพิ่มน้ำหนักขึ้นอีกหรือไม่"
คำกล่าวของเฉินซือหยางส่งให้หัวคิ้วของจินเยว่ต้องจรดกันอีกครั้ง น้ำหนักของหินที่นางใหัมันยืนแบกใต้ธารน้ำตกขนาดใหญ่ในเขตเขาหลังเมืองไผ่เขียว เพียงเท่านี้ก็สามารถบดขยี้ร่างกายของผู้มีพลังจิติญญาสามัญระดับสิบได้แล้ว แต่คนที่พึ่งเพาะบ่มพลังจิติญญาขึ้นมาเทียบเท่าเด็กทารกในครรภ์ผู้หนึ่ง มันกลับบอกว่าหินและมวลน้ำตกนี้เบาไป ก่อนห้าวันชายหนุ่มยังจะเป็จะตายกับการยืนตัวเปล่ารับแรงกระแทกจากมวลน้ำตก แต่เพียงผ่านมาห้าวัน หินน้ำหนักสามร้อยชั่งที่เพิ่มบนบ่ามันภายใต้มวลน้ำตกขนาดมหึมากลับไม่มีผลต่อการฝึกความแข็งแกร่งทางร่างกายไปแล้ว
“ดูท่าร่างกายของเ้าจะตอบสนองแลเข้ากันกับไขกระดูกัาได้เป็อย่างดีจนน่าเหลือเชื่อ ทว่าเช่นนี้จึงนับว่าไม่เสียแรงที่ข้าสละทรัพยากรล้ำค่าที่มิอาจหาได้จากแดนดารานี้แก่เ้า”
เฉินซือหยางค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง แล้วกล่าวออกไป
“ข้าฟังคำกล่าวที่เอ่ยถึงแดนดาราจากปากท่าน ราวกับว่าท่านมิใช่คนบนแดนดาราแห่งนี้ เช่นนั้นพอจะบอกได้หรือไม่ แดนดาราที่ท่านจากมาคือที่ใด”
“ข้าจะถ่ายทอดในสิ่งที่สมควรถ่ายทอด เช่นเดียวกัน เ้าก็ควรถามในสิ่งที่สมควรถาม"
คำตอบของนางทำให้เฉินซือหยางเงียบไปเล็กน้อย ก่อนมันจะเปลี่ยนคำถามใหม่
“หากเป็ด้านการฝึกฝนพลังฝีมือ คงเป็คำถามที่ควรถามสินะ"
แล้วชายหนุ่มก็กล่าวต่อไปว่า
“ตัวข้าอยู่ในแดนดาราแห่งนี้ นอกจากไร้พลังจิติญญาก็ยังถูกปิดกั้นด้านความรู้ในสิ่งเหล่านี้ หากไม่ได้มารดาก็คงแทบไม่รู้เื่อะไรเลย เช่นนั้นหากได้ข้อมูลจากผู้ที่รู้อย่างกว้างไกลเช่นท่าน คงส่งเสริมการฝึกแก่ข้าได้ไม่น้อย”
ครานี้จินเยว่มิได้ขัดคอมันดั่งเช่นคำถามก่อนหน้า ข้อมูลที่ดีย่อมจะมีประโยชน์ในด้านการฝึกปรือพลังฝีมือไม่มากก็น้อย นางจึงถ่ายทอดประสบการณ์ความรู้และสิ่งที่ไม่เคยปรากฏบนแดนดาราพิภพออกไป
“จักรวาลล้านดารามีดวงดารามากมายนับล้านๆ ดวงกระจัดกระจายกันอยู่สุดไพศาล แต่ละดวงถูกแกนกลางแห่งจักรวาลที่เรียกว่าดาราสุริยะดึงดูดเหนี่ยวนำจนเกิดเป็แรงโน้มถ่วงและเกิดการโคจรภายใต้จักรวาลแห่งนี้ไม่ให้หลุดไปจากขอบเขต ดาราสุริยะซึ่งอยู่ใจกลางแห่งจักรวาลล้านดารานับเป็ต้นกำเนิดแห่งสรรพสิ่งทั้งปวง เป็แหล่งพลังงานที่ส่งผลให้ก่อกำเนิดสิ่งที่เรียกว่าพลังชีวิตและพลังแห่งจิติญญา พลังจิติญญาบนจักรวาลล้านดาราล้วนเกิดมาจากพลังงานแห่งดาราสุริยะนี้….
...ดาราสุริยะโคจรในแกนกลางแห่งจักรวาลล้านดาราไม่มีวันดับ มีพลังแห่งจิติญญาที่เหนือกว่าจักรวาลอันไพศาล แผ่พลังปกคลุมไปยังแดนดาราทุกแห่งหน จนก่อเกิดผู้คน สรรพสิ่ง และพลังจิติญญาที่เป็รากฐานแห่งพลังชีวิต การถือกำเนิดของผู้คนรวมถึงสรรพสิ่งในจักรวาลแห่งนี้จึงล้วนมีทั้งพลังชีวิตและพลังจิติญญา…”
เฉินซือหยางพึมพำขึ้นมาแ่เบา
“แล้วไฉนข้าถึงเกิดมามีเพียงพลังชีวิตแต่ไร้ซึ่งพลังแห่งจิติญญา"
จินเยว่ยังคงถ่ายทอดกระแสเสียงต่อไป
“…ด้วยจักรวาลล้านดารากว้างใหญ่เหนือคณา ความใกล้ไกลกับดาราสุริยะจึงมีผล แดนดาราที่อยู่สุดขอบจักรวาลอย่างแดนดาราพิภพหรือแดนดาราอื่นๆ ที่ใกล้เคียงกันย่อมได้รับการแผ่พลังงานจากดาราสุริยะลดน้อยลงตาม มิแปลกที่แดนดาราสุดขอบจักรวาลแห่งนี้จะมีผู้ที่มีพลังชีวิตแต่ไร้ซึ่งพลังแห่งจิติญญาสอดแทรกขึ้นมา และเป็เพราะระยะห่างนี้ ระดับพลังจิติญญาของผู้คนที่นี่รวมถึงผู้ที่เรียกได้ว่าแข็งแกร่งที่สุดในแดนดาราสุดขอบจักรวาลจึงยังอ่อนด้อยกว่าแดนดาราที่อยู่ใกล้กับดาราสุริยะอักโข เพราะไม่ว่าจะเป็พลังงานที่หนุนเสริม ทรัพยากรอันล้ำค่า สรรพวุธที่เลิศภพ เหล่านี้ล้วนขึ้นอยู่กับการแผ่พลังงานแห่งพลังจิติญญาและระยะทางทั้งสิ้น”
“ก็เท่ากับว่าหาก้าที่จะมีพลังจิติญญาที่แข็งแกร่งคือต้องไปให้ใกล้ดาราสุริยะมากที่สุด ยิ่งไปฝึกที่ดาราสุริยะได้ยิ่งจะมีโอกาสแข็งแกร่งอย่างรวดเร็ว"
“ไม่ผิดและก็ไม่ถูกเสียทีเดียว… เ้าเห็นดวงดาราสุริยะย่อยที่ถูกเรียกขานว่าดวงอาทิตย์ประจำแดนดาราของเ้าหรือไม่ เ้าคิดว่าเ้าสามารถเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ได้หรือเปล่า"
“ย่อมไม่มีทาง"
“เช่นเดียวกัน ดาราสุริยะคือต้นกำเนิดแห่งเส้นทางดวงอาทิตย์ ดวงอาทิตย์จึงมักถูกเรียกให้เป็ส่วนหนึ่งของดาราสุริยะ เรียกได้ว่าเป็สะเก็ดของดาราสุริยะก็ได้ เช่นนั้นดาราสุริยะจึงมีพลังการแผดเผาที่รุนแรงกว่าดวงอาทิตย์ของแต่ละแดนดาราหลายล้านๆ เท่า หากไม่มีกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติของแดนดาราดำรงอยู่ อาศัยเพียงกายเปล่าเข้าใกล้ดาราสุริยะคงถูกแผดเผาไม่หลงเหลือแม้เถ้าธุลี เช่นนั้นความเป็ไปได้เดียวที่จะทำอย่างเ้าว่าก็คือต้องไปอยู่ในแดนดาราที่ใกล้กับดาราสุริยะมากที่สุด แต่จักรวาลช่างไกลโพ้น สิ่งที่ใช้เดินทางในห้วงทะเลจักรวาลได้นับเป็ทรัพยากรระดับเทวะ หรือไม่ก็ต้องมีพลังจิติญญาเทียบเทียมเทวะ รวมถึงมีสรรพวุธคู่กายที่อาจมีความพิเศษของพลังจิติญญาในด้านการข้ามมิติ ซึ่งแน่นอนว่าดวงดาราที่ไร้ทรัพยากรดังกล่าวหนุนเสริม ทั้งอยู่ไกลสุดขอบจักรวาลเช่นนี้ย่อมมิอาจนึกฝันถึง”
ฟังถึงตอนนี้ เฉินซือหยางก็ได้นึกถึงตัวตนของจินเยว่ หากนางมิใช่คนที่อยู่แดนดารานี้ การที่นางข้ามมายังแดนดาราที่อยู่ขอบจักรวาลล้านดาราได้ย่อมแสดงว่านางต้องมีปัจจัยพิเศษข้อใดข้อหนึ่งแล้ว ซึ่งถ้าให้มันคาดเดา คงเกี่ยวกับมิติแห่งคันฉ่องมรกตที่ขังนางอยู่แน่ เฉินซือหยางไม่คิดถามคำถามที่ไม่ควรถาม มันเพียงกล่าวในประเด็นที่กำลังสนทนาต่อไปว่า
“ในแดนดาราของข้า ตามคำเล่าขานของผู้คนและตำราแห่งบรรพชน พลังจิตวิญญาญระดับราชันย์นับเป็จุดสูงสุดและยิ่งใหญ่สุดคณานับแล้ว ส่วนตำนานเพียงปรากฏคำว่าเหนือราชันย์แต่นั่นก็ไม่แน่ชัด วันนี้พอได้เปิดโลกทัศน์จากสิ่งที่ท่านถ่ายทอด ข้าเริ่มสงสัยว่าแท้จริงแล้วพลังจิติญญาไปถึงจุดสูงสุดในระดับใดกันแน่”
“ในที่ที่ข้าจากมา ระดับพลังที่เ้าเอ่ยถึงล้วนเป็สิ่งที่แม้แต่ขอทานยังไปถึงได้"
ได้ฟังเช่นนี้เฉินซือหยางก็ยิ่งสนใจ และเป็ที่คาดเดาแก่มันว่า แดนดาราที่นางจากมาต้องอยู่ใกล้ดาราสุริยะแน่แท้ มิเช่นนั้นใยขอทานจะสามารถไปถึงระดับพลังจิติญญาที่แดนดาราของมันมองเสมือนเป็เทพพระเ้า
เมื่อเห็นท่าทีที่ตั้งใจฟังของชายหนุ่ม จินเยว่นางก็ถ่ายทอดกระแสเสียงต่อไปว่า
“ระดับพลังจิติญญาตามบันทึกที่ข้าเคยอ่านและรู้มานั้น หากไม่นับที่ก่อร่างในครรภ์มารดาก็จะมีอยู่ด้วยกันเจ็ดระดับหลัก ประกอบด้วย…
…พลังจิติญญาสู่สามัญ
…พลังจิติญญาสามัญ
…พลังจิติญญาเหนือสามัญ
…พลังจิติญญาแห่งราชันย์
…พลังจิติญญาเหนือราชันย์
…พลังจิติญญาแห่งเทวะ
...และระดับที่ปรากฏเพียงตำนานกล่าวขานนั่นคือ พลังจิติญญาราชันย์เทวะ โดยในแต่ละระดับหลักจะมีระดับย่อยคือ ระดับหนึ่งถึงสิบ ซึ่งเป็เกณฑ์แบ่งแยกขั้นความสูงต่ำของพลังในแต่ระดับหลักนั้นๆ…”
ยิ่งได้ฟังยิ่งรู้สึกตื่นตาตื่นใจ แค่ระดับราชันย์และเหนือราชันย์ก็นับว่าอยู่ไกลเกินกว่าความเข้าใจมันไปมากแล้ว นี่ยังมีสิ่งที่เรียกว่าเทวะและราชันย์เทวะอีก ตัวตนที่อยู่ในระดับนั้นจะนับว่าสูงส่งเพียงใด คนเช่นนั้นจะสามารถชายตามองทั่วโลกหล้าหรือเหยียบยืนเหนือจักรวาลทั้งมวลหรือไม่
“ทำอย่างไรบ้างจึงจะมีพลังจิติญญาระดับนั้น"
“ทุกสรรพสิ่งจะมีเวลาเป็เครื่องขัดเกลา พลังจิติญญาเองก็เช่นกัน แต่หากได้ทรัพยากรที่หนุนเสริมดี ได้เคล็ดวิชาเลิศภพ หรือสามารถค้นพบแลเชื่อมโยงกับจิติญญาสรรพสิ่งคู่กายที่เลิศล้ำได้ ย่อมมีโอกาสจะฝ่าระดับพลังจิติญญาขึ้นไปได้เร็วโดยไม่จำเป็ต้องอาศัยเวลา”
“แล้วการฝึกฝนทางร่างกายอย่างหนักหน่วงไม่มีประโยชน์เลยหรือ?”
“ไม่ใช่ไม่มีประโยชน์เสียทีเดียว การฝึกฝนทางร่างกายเปรียบเสมือนการเตรียมความพร้อมทางกายภาพให้แบกรับพลังจิติญญาในระดับสูงขึ้นไปได้ การฝึกร่างกายเป็การฝึกพลังลมปราณที่เพิ่มความแข็งแกร่งทางกายภาพ เสมอมาพลังจิติญญาจะแปรผันตรงกับพลังทางกายภาพ ยิ่งพลังจิติญญาค่อยๆ เพิ่มพูนขึ้นในแต่ละระดับ พลังลมปราณหรือก็คือพลังทางด้านกายภาพก็จะแข็งแกร่งขึ้นไปตาม แต่กลับกัน พลังทางกายภาพนั้นแปรผกผันกับพลังจิติญญา ต่อให้ฝึกพลังลมปราณอย่างหนักจนกายภาพแข็งแกร่ง แต่พลังจิติญญาจะไม่พัฒนาขึ้นไปด้วย ทว่าหากไม่พัฒนาพลังทางกายภาพเลย สมมุติว่าวันใดวันหนึ่งคนผู้นั้นบังเอิญมีวาสนาได้พานพบทรัพยากรล้ำค่า เคล็ดวิชาที่พิสดาร หรืออาวุธที่มีพลังจิติญญาสรรพสิ่งเลิศภพซึ่งช่วยในการส่งเสริมพลังจิติญญา พลังทางกายภาพของมันจะมิอาจแบกรับการเพิ่มพูนพลังจิติญญาอย่างกระทันหันได้ และหากผิดพลาดเนื่องจากพลังกายภาพแบกรับการเปลี่ยนแปลงที่กระทันหันทางพลังจิติญญาไม่ไหว บางทีอาจจะกลับกลายเป็ร่างแตกดับ จิตสูญสลาย ต้องเสียสิ่งสำคัญในชีวิตอย่างมิอาจเรียกคืนกลับได้…”
เฉินซือหยางจึงผงกศีรษะอย่างเข้าใจ
“เพราะเช่นนี้ท่านจึงเน้นการฝึกพลังลมปราณที่เพิ่มพูนความแข็งแกร่งทางกายภาพให้แก่ข้าเป็หลัก”
“ขั้นตอนการเตรียมร่างกายนับเป็สิ่งสำคัญ หากวันใดเ้าโชคดีมีวาสนาจะได้ไม่เสียโอกาส และในทางเดียวกัน ขณะที่เ้ายังเพียงพึ่งเพาะบ่มพลังจิติญญา ยังไม่สามารถสำแดงพลังปาฏิหาริย์ พลังทางกายภาพนี้จะนำพาให้เ้าอยู่รอดปลอดภัย”
หยุดเล็กน้อยก่อนที่นางจะอธิบายต่อ
“จริงอยู่ที่อาศัยพลังทางกายภาพอย่างเดียวยากจะเอาชนะพลังจิติญญาได้ แต่อย่าลืมว่าในกายเ้ามีไขกระดูกัาเป็ฐานรากซึ่งก่อกำเนิดร่างกาย หากเ้าเพาะบ่ม ฝึกฝน และเพิ่มพูนความแข็งแกร่งทางลมปราณให้ดี มิแน่เพียงอาศัยพลังทางกายภาพ เ้าอาจจะมีชัยเหนือผู้มีพลังจิติญญาสู่สามัญ และอาจต่อกรกับผู้มีพลังจิติญญาระดับสามัญอย่างคู่คี่ได้"
“มีเื่เช่นนั้น?”
เฉินซือหยางกล่าวคำออกมาอย่างตื่นเต้นสงสัย เพียงพลังร่างกายจะเอาชัยเหนือผู้มีพลังปาฏิหาริย์ได้จริงๆ หรือ แต่ในทางของจินเยว่ สิ่งที่เป็ปาฏิหาริย์มากที่สุดสำหรับนางกลับเป็ร่างกายและความแข็งแกร่งทางกายภาพของชายหนุ่มมากกว่า สิ่งที่นางได้เห็นนับแต่ที่นางอยู่ร่วมกับมันมา ก็คือร่างกายที่เหนือกว่าขอบเขตแห่งัา รวมถึงมหานทีสีดำมืดที่กำลังใกล้ตื่นจากการหลับไหลนี้
“ตัวตนที่เคยอ่อนแอมากที่สุดเช่นเ้า แท้จริงซุกซ่อนด้วยอะไรไว้กันแน่ จึงสามารถแบกรับสิ่งนั้นได้"
ประโยคนี้เป็เพียงความคิดของจินเยว่ที่มิได้เชื่อมโยงแลถ่ายทอดในมโนจิต เฉินซือหยางจึงไม่ได้ยิน ภายใต้กฎเกณฑ์การเชื่อมโยงของนาง เฉินซือหยางมิอาจเลี่ยงความคิดให้ถ่ายทอด แต่นางสามารถเลี่ยงความคิดในประโยคที่ไม่อยากถ่ายทอดได้
“แล้วเื่เกี่ยวกับอาวุธคู่กาย ที่จะดึงพลังจิติญญาสรรพสิ่งคู่กายเพื่อมาเสริมประสานพลังจิติญญาเล่า?”
“เ้าในตอนนี้อย่าพึ่งถามถึงพลังจิติญญาสรรพสิ่งคู่กายเลย ลำพังััหาอาวุธที่จะเหมาะสมกับตนยังยากลำบาก ต้องมีพลังจิติญญาอย่างน้อยสู่สามัญระดับห้าจึงจะเริ่มค้นพบสิ่งที่สอดคล้องคู่ควรกับพลังจิติญญาของตนได้"
พอได้ฟังเื่ราวมากมาย เฉินซือหยางก็ดูมีแรงใจขึ้นมาอีกเฮือกใหญ่ มันดีดกายลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวด้วยั์ตาที่มุ่งมั่น
“เช่นนั้นมาฝึกกันต่อเถอะ"