“กาๆๆ...”
นกประหลาดฝูงหนึ่งแผดเสียงแหลมเสียดหูพลางพุ่งเข้าไปในผืนป่าอันมืดมิด
เสียงดังกึกก้องดึงดูดความสนใจของเซียวจิ่งหยวนจนเขาต้องหันไปมองด้วยความตกใจก่อนมีลางสังหรณ์แปลกๆผุดขึ้นมา น่าอัดอั้นเหลือเกิน
เขาอยากเป็นเพียงชายหนุ่มรูปงามที่หลบอยู่มุมหนึ่งอย่างเงียบๆเท่านั้นเอง เหตุใดถึงเป็นไม่ได้กันนะ
เซียวจิ่งหยวนถอนหายใจสีหน้าเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีก ทว่าร่างกายกลับหยุดนิ่งต่อให้บริเวณใกล้เคียงนี้จะเกิดเหตุอะไรขึ้นขอเพียงเหตุการณ์นั้นยังไม่ได้โหมซัดเข้ามาใส่เขาเช่นนั้นเขาก็ยังสามารถแกล้งหูหนวกตาบอด แสร้งทำเป็นมองไม่เห็นต่อไปได้
อย่างไรเสียบางครั้งการเป็นนกกระจอกเทศมุดหัวลงดิน[1]ก็ไม่ใช่เรื่องแย่อะไร
เซียวจิ่งหยวนยืนกรานจะอยู่ในหุบเขานี้ไม่ขยับเขยื้อนไปที่ใดเขาตั้งใจถอยหลังไปยืนอยู่ในรอยแยกของหน้าผา หลบหลีกออกจากครรลองสายตาที่อาจมองมาจากทางป่าดึกดำบรรพ์ใช้เพียงจิตสัมผัสของตนในการตรวจดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
ณส่วนลึกของป่าทึบในยามนี้ เมื่อแสงสีเขียวสาดส่องไปทั่วเหล่านกประหลาดดุร้ายทั้งหลายก็ไร้เรี่ยวแรงต่อต้านค่อยๆร่วงหล่นปีกหักลงมาทีละตัว
“โฮก...”
เสียงกู่ร้องคำรามของสัตว์ร้ายทั้งหลายดังขึ้นอีกครั้งดังสะท้อนอยู่กลางป่าทึบขจรขจายไปไกลกว่าร้อยลี้เป็นดั่งเสียงฟ้าร้องและเสียงกลองที่ปลุกกระแสลมให้พัดอย่างบ้าคลั่งกระหน่ำจนกิ่งไม้ใบไม้สั่นไหว หักงอแตกออกจากกัน
“คึกคักดีจัง”
เซียวจิ่งหยวนเงี่ยหูฟังก่อนได้ยินเสียงของอาวุธจำนวนมากที่ทะลุผ่านอากาศแว่วผ่านไปเหล่าสัตว์ร้ายที่กำลังกู่ร้องคำรามล้วนถูกแทงเข้าที่คอจนสิ้นใจ
ไม่ว่าจะเป็นนกประหลาดหรือสัตว์ร้ายต่างดูเหมือนเป็นเพียงอาหารเรียกน้ำย่อยเท่านั้นเพราะภายหลังเมื่อกำจัดสัตว์เหล่านั้นไปได้แล้ว จู่ๆ เซียวจิ่งหยวนก็รู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันของเถาวัลย์และพืชหนามกลางป่าทึบจนอดหวาดผวาไม่ได้
เถาวัลย์และไม้เลื้อยทุกกิ่งก้านในป่าทึบขยับกิ่งก้านที่เหมือนหนวดปลาหมึกอันหนาแน่นให้สอดประสานกลายเป็นตาข่ายขนาดใหญ่มหึมาปิดล้อมไปทั่วทุกทิศทุกทางราวกับมีชีวิต
ในขณะเดียวกันนั้นเซียวจิ่งหยวนก็ฉงนใจนักข่มอารมณ์ไว้ไม่อยู่จนต้องรุดเหาะขึ้นไปแอบมองอยู่บนหน้าผา
เพียงกวาดสายตามองแวบแรกก็ต้องตกใจผืนป่าทั้งผืนกำลังทอแสงสีเขียวประหลาดออกมา และแผ่กระจายไปรอบด้านราวกับท้องทะเลสาบสีครามที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตาหมุนเวียนตนเองเป็นวัฏจักรไปเรื่อยๆ
ภายใต้การปกคลุมของแสงสีเขียวเถาวัลย์นับไม่ถ้วนเลื้อยไปมา บ้างกำลังฟาดฟัน บ้างกำลังประสานกันทุกเส้นเลื้อยไปยังจุดเดียวกันจากทั่วทุกทิศทาง
ใจกลางของเถาวัลย์มีร่างหนึ่งกำลังพยายามเหาะขึ้นท้องฟ้าอย่างสุดกำลังเพื่อให้หลุดพ้นจากคุกต้นไม้แห่งนี้รอบกายของคนผู้นั้นมีแสงกระบี่อันเจิดจ้าหมุนวนไปมาประหนึ่งวงล้อคอยตัดเหล่าเถาวัลย์และขวากหนามที่พุ่งเข้าใส่จนขาดออกเป็นเสี่ยงๆ
ทว่าเถาวัลย์เหล่านั้นมีจำนวนมากมายมหาศาลถึงแม้ตัดไปก็สามารถงอกขึ้นมาใหม่ได้ตลอดเวลาความเร็วในการฟันกระบี่ของคนผู้นั้นด้อยกว่าความเร็วในการเกิดใหม่ของเถาวัลย์มากนักทำให้เขาต้องพยายามเอาชีวิตรอดอย่างสุดความสามารถอยู่ท่ามกลางทะเลเถาวัลย์อันกว้างใหญ่
“แย่แล้ว!”
เซียวจิ่งหยวนจ้องอยู่เป็นเวลานานก่อนจะได้ข้อสรุปนี้ออกมาอย่างง่ายดาย
ในครึ่งชั่วยามให้หลังคนผู้นั้นถูกเถาวัลย์ที่หนาแน่นทำลายเกราะป้องกันของอาวุธวิเศษจนเปล่งเสียงร้องโหยหวนออกมาอย่างน่าอนาถ ก่อนที่ทั้งร่างกายจะถูกห่อหุ้มไปด้วยหนามที่ขดม้วนก่อตัวกลายเป็นรังไหมขนาดใหญ่
เซียวจิ่งหยวนเห็นกับตาตนเองว่าคนผู้นั้นกำลังโดนเถาวัลย์สีเขียวลากเข้าไปในป่าลึก
รังเถาวัลย์ขนาดใหญ่หยุดนิ่งอยู่กลางป่า
แม้ไม่อาจขยับตัวไปที่ใดได้แต่ชีวิตของคนผู้นั้นกลับยังปลอดภัยเขาเงียบนิ่งไปสักพักก่อนจะเปิดปากครวญครางกรีดร้อง “มีผู้ใดอยู่บ้างหรือไม่…ช่วยข้าที...”
“เสียงนี้มัน...”
เซียวจิ่งหยวนงุนงงเล็กน้อยพลางรู้สึกว่าค่อนข้างคุ้นเคยกับเสียงนี้
เขาสอดสายตามองไปพบว่าแสงสีเขียวที่ปกคลุมไปทั่วผืนป่าในยามนี้หายไปจนหมดความโกลาหลของพืชพรรณต่างๆ กลับสู่ความสงบผืนป่าปกคลุมไปด้วยบรรยากาศอันเงียบสงัดอีกครั้ง
ป่าผืนนี้ดูเหมือนไม่มีอันตรายใดอีกแล้วทว่าเซียวจิ่งหยวนยังคงจำได้ขึ้นใจถึงพลังอันน่ากลัวของผืนป่าเมื่อสัมผัสโดนแนวป้องกันของป่าจนค่ายกลเปิดออก
“ยังดีที่ข้าฉลาดพอจึงไม่ได้บุ่มบ่าม...”
ใจของเซียวจิ่งหยวนเต็มเปี่ยมด้วยความสุขแอบชื่นชมตนเองอย่างเงียบๆ
แต่เสียงนั้นคุ้นหูมากเสียจริง
เซียวจิ่งหยวนครุ่นคิดอยู่สักพักใจก็พลันสั่นระรัวในทันที…
เขามองไปอย่างตั้งใจพบว่าภายในผืนป่าทึบไม่มีเสียงการเคลื่อนไหวใดเลยนอกจากเสียงของคนผู้นั้นที่ยังคงโอดครวญอยู่ต่อไปกว่าครึ่งชั่วยามเศษจนเสียงที่เคยเปี่ยมด้วยพลังแหบแห้ง
“ไม่มีผู้ใดเลยเช่นนั้นหรือ”
เซียวจิ่งหยวนมองซ้ายแลขวาพลางเห็นว่ารอบข้างไม่มีผู้ใดแม้ดักแด้เถาวัลย์จะกักขังคนนั้นไว้อย่างแน่นหนาแต่กลับไม่มีผู้ใดมาตรวจตรา เขาลังเลอยู่สักพักก่อนเหาะออกจากหน้าผาพุ่งผ่านฟากฟ้าลอยมาอยู่เหนือป่าทึบด้วยความเร็วปานสายฟ้า
เขาลอยอยู่กลางอากาศสูงจ้องลงไปยังป่าทึบที่อยู่เบื้องล่างอย่างระมัดระวัง
เหล่าเถาวัลย์หนาม และวัชพืชที่ขึ้นเกลื่อนกลาดอยู่ท่ามกลางต้นไม้สูงตระหง่านเป็นดั่งลูกกลมๆขนาดใหญ่ โอบล้อมและขังคนไว้ข้างในจนไร้ทางหนีรอบกายของผู้ที่ถูกขังอยู่ในลูกกลมมีแสงสีเขียวไหลเวียนทั่วร่าง คอยปัดป้องเถาวัลย์ที่พันกันจนยุ่งเหยิงให้อยู่ห่างกาย
เซียวจิ่งหยวนดูผาดเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าไม่ใช่ว่าต้นไม้และเถาวัลย์ไม่ขยับแต่เป็นเพราะคนผู้นั้นยั้งมือสงวนแรงเอาไว้ต่างหาก ทั้งเกราะแสงกำบังที่ปกป้องร่างกายนั้นยังแข็งแกร่งทำให้เถาวัลย์และหนามทั้งหลายไม่อาจทำร้ายได้
เมื่อถึงทางตันจึงทำได้เพียงปิดล้อมไว้เท่านั้น
ในขณะเดียวกันนั้นเองคนที่อยู่ด้านในก็สัมผัสได้ถึงสายตาของเซียวจิ่งหยวนที่จับจ้องลงมาจากฟากฟ้าเขาตะลึงไปสักพัก ก่อนเสียงอันแหบแห้งจะกลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้งทันทีตะโกนออกไปอย่างตื่นเต้นดีใจ “สหาย ช่วยข้าที... สหาย...”
“ไม่ผิดแน่เป็นเขาจริงๆ”
เซียวจิ่งหยวนตั้งใจฟังแม้เถาวัลย์กับหนามจะพันกันอย่างหนาแน่นราวตะกร้าสานจนทำให้เขามองใบหน้าของคนผู้นั้นได้ไม่ชัดเจนทว่าเสียงที่คุ้นเคยของคนผู้นั้นไม่สามารถเลียนแบบได้หรอก
“ทีใครทีมันเจ้าก็มีวันนี้ด้วยสินะ”
เซียวจิ่งหยวนแสยะยิ้มครุ่นคิดไปสักพักก่อนทำเสียงต่ำตอบกลับไป
“สหายก่อนที่ข้าจะช่วยเจ้า ข้าอยากสอบถามเจ้าก่อนสักเรื่องหนึ่งเหตุใดตอนที่ข้าบินอยู่เหนือแม่น้ำจู่ๆทิวทัศน์จึงเปลี่ยนไปจนมาอยู่ท่ามกลางค่ายกลที่แปลกประหลาดเช่นนี้ได้ค่ายกลนี้เป็นของผู้ใด และมีจุดประสงค์เพื่อทำอะไร”
เขารู้สึกบางอย่างว่าคนที่อยู่ด้านล่างจะต้องไขข้อข้องใจของเขาได้แน่นอนตอนนี้เป็นโอกาสดีในการไถ่ถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้กระจ่างดังนั้นจึงไม่อาจปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดมือไปได้
“เอ่อ...”
คนผู้นั้นเงียบไปชั่วครู่ก่อนตะโกนตอบกลับมา“สหายเรื่องนี้ช่างยาวนัก เจ้าช่วยข้าออกไปก่อนเถิดแล้วพวกเราค่อยมาคุยเรื่องนี้กันอย่างละเอียด”
“ไม่เป็นไรข้าไม่รีบ เจ้าค่อยๆ พูดมาก็ได้”
เซียวจิ่งหยวนยืนอยู่บนก้อนเมฆพลางพูดขึ้นอย่างสบายอารมณ์ “เริ่มพูดได้หรือยัง เมื่อเจ้าพูดจบ ข้าจะช่วยเจ้าออกมาเอง”
“...”
แสงสีเขียวของผู้ที่อยู่ด้านในกำลังแปรปรวนราวคลื่นที่ผันผวนเห็นได้ชัดว่ากำลังโกรธ แต่เพราะไม่มีทางเลือกอื่นไม่ว่าจะโกรธหรือขุ่นเคืองมากเพียงใดก็ทำได้เพียงข่มอารมณ์เอาไว้ ก่อนยิ้มพูด “สหาย ข้าจะต้านไว้ไม่ไหวแล้ว...”
“โอ้ เช่นนั้นเจ้าช่วยตนเองจะดีกว่านะโบราณท่านว่าไว้ ช่วยผู้ใดไม่เท่าช่วยตนเอง...”
น้ำเสียงของเซียวจิ่งหยวนแฝงไปด้วยความยินดีที่อีกฝ่ายตกอยู่ในอันตราย“ข้าดูจากพลังของเจ้าแล้วกิ่งไม้กระจอกๆ พวกนี้ คงทำอะไรเจ้าไม่ได้หรอก”
“สหายหยุดล้อเล่นได้แล้ว”
คนผู้นั้นยิ้มแหยพลางถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย“ถือเสียว่าข้าซวยเองที่ไม่รู้ว่ามีค่ายกลขนาดใหญ่ถูกวางไว้ในผืนป่าแห่งนี้เป็นข้าเองที่ประมาทบุกฝ่าเข้ามาในนี้ ดังนั้นนี่จึงเป็นสิ่งที่ข้าควรได้รับ”
“แต่…สหาย เจ้าเองก็เห็นแล้วว่าในพื้นที่กว่าพันลี้ของผืนป่าแห่งนี้ล้วนเต็มไปด้วยค่ายกลและการป้องกันอันที่จริงแล้วข้าเองก็เป็นเหมือนเจ้าที่เข้ามาในนี้โดยไม่ได้ตั้งใจ…ข้ายังไม่รู้เลยว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่”
คนผู้นั้นพูดอ้อนวอนอย่างน่าสงสาร“สหายที่นี่รายล้อมไปด้วยอันตราย บอกไม่ได้หรอกว่าเซียนผู้ใดเป็นคนวางกับดักนี้เอาไว้เจ้ากับข้าล้วนเป็นคนที่มาพบกันในยามโชคชะตาเล่นตลก ดังนั้นจึงควรช่วยเหลือซึ่งกันและกันสิเจ้าจะมายืนดูอย่างนิ่งเฉยโดยไม่สนใจไม่ได้นะ”
“เช่นนั้นหรือ”
เซียวจิ่งหยวนยังคงยืนนิ่งก่อนตอบกลับไปอย่างเย็นชา “พูดได้มีเหตุผลดีนะ...แต่ข้าไม่เชื่อเจ้าหรอกแล้วเจ้าจะทำอย่างไรเล่า”
“เอ๋”
คนผู้นั้นรีบพูดขึ้นอย่างน้อยใจในทันที“สหายจริงอยู่ที่การพึงระวังผู้อื่นที่คิดร้ายกับตนคือสิ่งถูกต้องแต่ยังจำเป็นต้องดูเป็นคนคนไปสิ ข้าผู้ได้ชื่อว่าเป็นคุณชายผู้ซื่อสัตย์เชื่อถือได้คนนี้ไม่เคยพูดโกหกสักครั้งข้าสาบานหากมีคำใดที่ข้าโกหกไปขอให้ชีวิตในชาตินี้ของข้าไม่สามารถหลุดพ้นขึ้นไปสู่ดินแดนสุขาวดีได้เลย...”
คนผู้นั้นสาบานอย่างจริงจังแสงสีเขียวบนร่างกายค่อยๆ หม่นหมองลง มีแสงสีเหลืองอ่อนเข้ามาแทนที่แสงนั้นเป็นเหมือนฉัพพรรณรังสีแห่งพระโพธิสัตว์กระเพื่อมสั่นไหวราวเสียงแห่งพระพุทธองค์
เซียวจิ่งหยวนหลุดปากชมออกมาอย่างอดไม่ได้หากตอนนี้พวกเขาอยู่ที่อื่น เขาคงเล่นสนุกหยอกล้อกับคนผู้นั้นต่อทว่าที่แห่งนี้ไม่ค่อยเหมาะสมเท่าใดนัก ทำให้เขาไม่มีอารมณ์นั้น
ดังนั้นเซียวจิ่งหยวนจึงพูดเย้ยหยันอย่างตรงไปตรงมา“ที่แท้หลี่ว์โฮ่วนักพรตผู้มีชื่อเสียงแต่ขาดศีลธรรมผู้นี้ได้อุทิศตนให้แก่พระพุทธศาสนาแล้วนี่เองเหตุใดข้าถึงไม่รู้เรื่องนี้กันนะ...”
ด้านล่างเงียบสงัดไร้เสียงไปในทันที
“ฮะฮ่าๆ ...ฮ่าๆๆ !”
หลี่ว์โฮ่วหัวเราะร่าออกมาทันทีเสียงของเขาไม่มีความกระอักกระอ่วนเลยสักนิด กลับเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นแทน “ขอโทษด้วยนะสหาย แต่ข้าไม่รู้จริงๆว่าผู้ที่อยู่ตรงนี้และกำลังหยอกล้อข้าอยู่คือผู้ใด...
“แต่สหายวันนี้ข้าเป็นผู้เสียหายและรับรู้ความแค้นนี้ดี หวังว่าสหายจะยอมยื่นมือช่วยข้าเมื่อใดที่ข้าหลุดพ้นจากหายนะนี้ไปได้ ข้าจะตอบแทนสหายเอง”
หลี่ว์โฮ่วลดเสียงต่ำลงอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวช่างเป็นบุคคลที่ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ได้เก่งกาจยิ่งนัก
“เจ้าจะตอบแทนข้าอย่างไร”เซียวจิ่งหยวนพูดขึ้นพลางครุ่นคิด
ต้องรู้ก่อนว่าเขากับหลี่ว์โฮ่วนั้นมีความแค้นต่อกันก่อนหน้านี้เขาเคยถูกหลี่ว์โฮ่วลักพาตัวจนไปตกอยู่ในเงื้อมมือของสาวกของสำนักซานจู๋กระทั่งสุดท้ายต้องถูกมุกสายฟ้าแม่เหล็กของเซินอู๋ซางระเบิดใส่จนเกือบตายแต่โชคดีที่ยังรอดมาได้
แม้การระเบิดของมุกสายฟ้าแม่เหล็กจะถือเป็นโชคดีในโชคร้ายที่ช่วยเพิ่มพลังให้เขาแต่เรื่องราวทั้งสองเป็นคนละเรื่องความแค้นอยู่ส่วนของความแค้นที่เขายังไม่ได้คิดบัญชี และในวันนี้ หลี่ว์โฮ่วถูกขังอยู่กลางป่าเช่นนี้เขาไม่ได้ฉวยโอกาสซ้ำเติมก็นับว่ามีความเมตตากรุณามากแล้ว
หากอยากให้เขาช่วยหลี่ว์โฮ่วโดยไม่ได้อะไรกลับมาคงเป็นเพียงความเพ้อฝันเขายังไม่ได้มีเมตตาถึงเพียงนั้น
“แค่กตอบแทนน่ะหรือ ข้าจะ...”
แม้หลี่ว์โฮ่วยามนี้จะจำใจมากเพียงใดแต่เขากลับยังคงมีความเด็ดขาด รีบตอบกลับไปโดยเร็ว “สหายเจ้าน่าจะรู้นะว่าค่ายกลนี้เป็นฝีมือของเทพหินเพลิง...”
“เทพหินเพลิงปีศาจที่บำเพ็ญมาเป็นเวลานานนับพันปีซึ่งมีนิสัยโหดเหี้ยม...”
[1] หมายถึง คนขี้ขลาดอ่อนแอ