จากนั้นพวกทหารและคนในจวนก็พาวิ่งวุ่นช่วยกันดับไฟ ซึ่งมีทหารอีกกลุ่มหนึ่งวิ่งถืออาวุธพร้อมกับชี้นิ้วบอกกันว่าเห็นคนร้ายวิ่งหนีไปทางหลังจวน แล้วพวกทหารก็พากันวิ่งกรูไปตามจับคนร้าย
หมอจงจึงบอกให้ฉันออกไปยืนรอที่หน้าเรือน แล้วทันใดนั้นเขาก็ถือตะเกียงไปจ่อที่ผ้าม่านจนติดไฟและตามจุดต่างๆในที่พัก จนไฟเริ่มโหมลุกลามไปทั่วควันลอยโขมง แล้วหมอจงก็ร้องตะโกนบอกทหารที่กำลังวิ่งวุ่นอยู่ในจวนว่า ไฟไหม้!!! คนร้ายแอบมาเผาเรือน!!!
แล้วเขาก็ดึงมือฉันวิ่งปะปนไปกับพวกทหารและคนในจวน พร้อมกับตะโกน ไฟไหม้ๆ!!! ไปด้วย ในขณะที่กำลังเกิดความวุ่นวายไฟไหม้ในจวนถึงสองที่ หมอจงก็พาฉันวิ่งหลบหนีไปทางกำแพงสูงทางด้านข้างจวน
หมอจงใช้วิชาตัวเบากระโดดขึ้นไปบนกำแพงสูง แล้วหันมาบอกให้ฉันรีบกระโดดตามเขาขึ้นไป แต่ฉันไม่รู้วิธีกระโดดจึงบอกเขาว่าฉันกระโดดขึ้นกำแพงไม่ได้ แม้จะพยายามปีนป่ายกำแพงแต่ก็ปีนไม่ขึ้นเพราะกำแพงมีความสูงท่วมหัว
ซึ่งพอดีกับราชครูเฉิงกำลังถือธนูวิ่งตรงมาทางนี้ ราชครูเห็นฉันพยายามปีนป่ายอยู่ตรงกำแพงจึงง้างคันธนูจะยิงฉัน หมอจงจึงรีบกระโดดลงจากกำแพงใช้ตัวบังลูกธนูที่ถูกยิงออกมาด้วยความเร็วรับลูกธนูแทนฉันทันที ทำให้ลูกธนูยิงปักเข้าที่หลังอย่างจังจนร้อง โอ๊ย!!! ออกมาเสียงดังลั่น
แต่หมอจงพยายามกัดฟันกลั้นใจอุ้มฉันกระโดดขึ้นข้ามกำแพงไปได้ ก่อนที่ราชครูจะง้างธนูยิงออกมาเป็นดอกที่สอง ฉันรีบประคองหมอจงวิ่งหนีเข้าไปในป่าข้างจวน วิ่งไปตามทางที่หมอจงบอกให้วิ่งไป แต่ก็บอกหมอจงว่าให้หยุดทำแผลก่อนเพราะเขามีเลือดออกมาก แต่หมอจงตอบว่าเขายังไหว ให้รีบวิ่งหนีไปให้ไกลจากจวนราชครูก่อนที่ทหารจะตามมาทัน
ฉันประคองหมอจงที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสวิ่งหนีกันไปอย่างทุลักทุเล แต่ทหารของราชครูก็ไล่ตามไม่ลดละ ทันไดนั้นเหวินหลางในชุดโม่งสีดำก็กระโดดลงมาจากต้นไม้ลงมายืนอยู่ตรงเบื้องหน้า จนฉันตกใจเกือบจะเรียกดาบแซ่ออกมาฟาดใส่แต่ยังดีที่ชะงักมือไว้ทัน เพราะเหวินหลางรีบส่งเสียงให้รู้ว่าคือเขาเอง
เหวินหลางรีบวิ่งเข้ามาดูหมอจง เพราะถูกธนูยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส ฉันจึงพูดกับเขาว่าให้รีบพาหมอจงหนีไปยังที่ปลอดภัยก่อน เดี๋ยวฉันจะรักษาหมอจงเองจะไม่ปล่อยให้หมอจงตายเด็ดขาด
เหวินหลางจึงบอกให้ฉันพาหมอจงวิ่งไปทางซ้ายมือ วิ่งตรงไปเรื่อยๆจะเจอลำธารและมีม้าผูกไว้ใต้ต้นไม้ให้ไปรอเขาที่นั่น ส่วนเขาจะล่อทหารไปทางอื่นก่อน จากนั้นเหวินหลางจึงรีบวิ่งออกไปและล่อทหารให้วิ่งไปทางอื่น
ฉันจึงพาหมอจงรีบเดินออกมาไกลจากบริเวณนั้นได้ระยะหนึ่ง เมื่อเห็นว่าไม่มีทหารของราชครูตามมาแล้ว จึงมองหาสุมทุมพุ่มไม้ลับตาคนพาหมอจงไปนั่งหลบเพื่อดึงลูกธนูออกจากหลัง จึงประคองหมอจงให้นั่งลงแล้วมองด้วยดวงตาปีศาจ โชคดีที่ธนูยิงเฉียดจุดสำคัญไปเพียงเฉียดฉิว
จึงล้วงหยิบว่านไร้รู้สึกกับว่านโซ่โหหิตห้ามเลือด มาทาที่ปากแผลมีเลือดสีแดงสดกำลังไหลโชก รอเพียงชั่วอึดใจเดียวจนหมอจงรู้สึกชาที่ปากแผล จากนั้นจึงออกแรงดึงลูกธนูออกมาจากแผ่นหลัง แล้ววางฝ่ามือลงบนปากแผลส่งพลังไปรักษาด้วยความรวดเร็วจนแผลสมานหายเป็นปกติ
จากนั้นก็ล้วงหยิบผลอัคคีมาเคี้ยวกินในปากเพื่อเร่งการฟื้นฟูพลังให้กับตัวเอง เพราะช่วงนี้สูญเสียพลังงานไปเยอะพอสมควรจากการรักษาหมอจงที่ขยันได้รับบาดเจ็บ และเพื่อให้ตัวเองรู้สึกกระปรี้กระเปร่าจากการอดนอน
แล้วก็บอกหมอจงว่าจะให้ยาบำรุงกำลังเพื่อให้เขาฟื้นตัวเร็วขึ้น จะได้มีแรงวิ่งหนีพวกทหารของราชครู พูดจบก็ขยับตัวมานั่งทางด้านหน้าของหมอจง และประกบปากจูบแลกลิ้นแลกน้ำลายกับเขาทันที ทำให้หมอจงตกใจตาโตเพราะถูกฉันจูบเป็นครั้งที่สอง
แต่ครั้งนี้เขากลับไม่พยายามผลักตัวฉันออก แต่กลับอ้าปากจูบตอบสอดลิ้นเข้ามาในปาก สองแขนคว้าโอบกอดฉันไว้แน่นจนตัวฉันขึ้นไปนั่งคร่อมอยู่บนตัก ไม่รู้ว่าอารมณ์มันพาไปหรือเขาเผลอใจกันแน่ ทำให้หมอจงไม่ยอมหยุดจูบแม้เขาจะมีกำลังวังชาขึ้นมาแล้ว
แต่จับตัวฉันนอนหงายลงกับพื้นแล้วขึ้นนอนคร่อมทับ ทำให้รู้สึกได้ถึงแท่งเนื้อกำลังแข็งตัว พร้อมกับสอดขาเข้ามาเพื่อให้หว่างขาฉันแยกออกกว้าง ทั้งโยกขยับสะโพกให้แท่งเนื้อถูไถกับเนินหว่างขา จนฉันรู้สึกวูบวาบหน่วงๆที่หว่างขาขึ้นมาเหมือนกัน
แต่ยังไม่ทันจะเอ่ยปากห้ามหมอจงให้หยุดจูบ ก็ได้ยินเสียงของเหวินหลางดังขึ้นว่า “เจ้าสองคนกำลังทำอะไรกัน?!!” ทำเอาฉันกับหมอจงสะดุ้งตกใจรีบลุกขึ้นนั่ง ทำหน้าตาเลิกลั่กแก้ตัวกันไม่ถูกว่ากำลังทำอะไร แต่ฉันก็แถไปว่ากำลังรักษาบาดแผลให้หมอจง
หมอจงก็อึกอักพูดว่าใช่ พร้อมกับให้เหวินหลางดูว่าตอนนี้บาดแผลหายแล้ว เหวินหลางก็ร้อง ห๊ะ??! รีบเดินเข้ามาดูรอยบาดแผลใกล้ๆแล้วอุทานขึ้นมาอีกว่า “เป็นไปได้ยังไง??!” หมอจงจึงรีบตัดบทถามเหวินหลางว่าได้รายชื่อมาหรือเปล่า
เหวินหลางรีบตอบหมอจงว่าได้มาแล้ว พร้อมกับยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้หมอจงคลี่เปิดอ่าน และพูดอีกว่าเขาล่อทหารให้วิ่งไปทางอื่น แต่อีกไม่นานพวกทหารคงจะไล่ตามมาทันเราจึงควรรีบหนีไปจากตรงนี้ก่อน หมอจงรีบเก็บพับกระดาษแผ่นนั้นไว้ในอกเสื้อ แล้วบอกให้เหวินหลางนำทางไปยังลำธารจุดที่ผูกม้า
เรารีบวิ่งตามเหวินหลางจนมาถึงต้นไม้ข้างลำธารที่มีม้าผูกไว้อยู่สองตัว พร้อมกับน้ำดื่มที่แขวนเตรียมไว้ให้เสร็จอยู่ข้างอานม้า ฉันจึงเดินไปแก้มัดเชือกเพื่อจะขึ้นขี่ม้าตัวหนึ่ง แต่เหวินหลางกลับแย่งเชือกไปจากมือแล้วไล่ให้ฉันไปนั่งม้าตัวเดียวกับหมอจง
ฉันจึงถามเหวินหลางด้วยความสงสัยว่า ม้ามีสองตัวทำไมต้องให้ฉันไปนั่งม้ากับหมอจง เหวินหลางจึงหันมาตอบว่าม้าตัวนี้เขาจะขี่เพราะเขาจะไปด้วย ทำให้ฉันมีคำถามที่สองตามมา เพราะคิดว่าเหวินหลางคงแค่แอบมาช่วย เมื่อเสร็จธุระก็จะกลับไปอยู่กับราชครูตามเดิม
เหวินหลางจึงตอบเพียงสั้นๆว่าให้รีบหนีไปจากที่นี่ก่อน เขาจะเล่าให้ฟังภายหลัง ฉันจึงปีนขึ้นนั่งม้าตัวเดียวไปกับหมอจง แล้วเราก็ควบม้าบึ่งออกไปจากบริเวณนั้นทันที โดยมีจุดหมายคือเมืองหนิงอัน
กระทั่งเราควบม้าออกมาไกลมากพอสมควร จนแน่ใจแล้วว่าพวกทหารของราชครูตามมาไม่ทันแล้ว หมอจงจึงให้เราหยุดพักเพื่อดื่มน้ำสักครู่เพราะเขารู้สึกกระหายน้ำ ฉันจึงถามเหวินหลางถึงเรื่องที่ยังคาใจว่าเหตุใดเขาจึงเปลี่ยนใจมากับเรา
เหวินหลางก็ตอบว่าในตอนแรกเขาก็คิดจะช่วยขโมยรายชื่อมาให้ แล้วค่อยทำเนียนกลับไปทำงานกับราชครูตามเดิม แต่ว่าก่อนหน้านี้เขาลองไปสืบค้นถึงเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัวสกุลว่าน แม้หลักฐานเก่าต่างๆจะถูกพวกของราชครูทำลายไปเกือบหมด แต่ก็ยังพอจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้
และเมื่อเขาเห็นรายชื่อที่เพิ่งขโมยมาจึงรู้ได้ทันทีว่าเรื่องที่หมอจงเคยพูดกับเขานั้นเป็นความจริง ทั้งรู้สึกเสียใจและโกรธแค้นที่ถูกราชครูโกหกเขามาตลอด แต่จะให้เขาอยู่กับราชครูต่อไปอีกก็คงไม่สนิทใจเสียแล้ว
ฉันจึงถามเขาต่ออีกว่า จำเหตุการณ์ในตอนนั้นไม่ได้เลยเหรอถึงได้หลงเชื่อราชครูและยอมทำงานให้ราชครูด้วยความซื่อสัตย์ เหวินหลางจึงเล่าว่าในตอนนั้นที่เขาป่วยเป็นอีสุกอีใส เขาตื่นขึ้นสลึมสะลือเพราะได้ยินเสียงผู้คนในจวนร้องเอะอะโวยวาย อีกทั้งตอนนั้นแม่นมที่ดูแลเขาก็ไม่อยู่ในห้อง
เขาเกิดความกลัวไม่กล้าเปิดประตูออกไปดู อีกทั้งยังไม่มีเรี่ยวแรงเพราะเกิดจากพิษไข้ จึงทำได้แค่ลุกจากเตียงเดินไปแอบดูที่ช่องเล็กๆของบานประตู ก็เห็นแม่นมคนที่ดูแลเขาเนื้อตัวเต็มไปด้วยเลือดมีบาดแผลเหวอะ กำลังเดินโซเซมาที่หน้าประตูห้องแต่แม่นมคนนั้นก็เดินมาไม่ถึงเพราะล้มลงไปนอนแน่นิ่งที่พื้นเสียก่อน
เขาจึงรีบวิ่งกลับไปที่เตียงนอนคลุมโปงอยู่ในผ้าห่มด้วยความกลัว แต่แล้วประตูห้องพักก็ถูกพวกทหารในมือถืออาวุธบุกพังเข้ามา เขาทั้งกลัวทั้งตกใจทำอะไรไม่ถูก เพราะไม่รู้ว่าทหารพวกนั้นมาดีหรือมาร้าย และไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำร้ายแม่นมจนลงไปนอนจมกองเลือด
ทหารพวกนั้นกำลังจะเข้ามาจับตัว เขาจึงรีบคว้ามีดปอกผลไม้ที่วางอยู่ใกล้เตียงมาถือไว้ในมือเป็นอาวุธเพื่อป้องกันตัว แต่แล้วเขาก็ได้ยินเสียงของราชครูซึ่งในขณะนั้นยังมีตำแหน่งเป็นรองราชครูร้องบอกทหารให้หยุดก่อน แล้วราชครูก็เดินเข้ามายืนจ้องมองเขาในขณะที่ในมือเขากำลังถือมีดปอกผลไม้ชูยื่นออกไปเพื่อจะต่อสู้
ทหารคนหนึ่งก็รายงานราชครูว่าเขากำลังป่วยเป็นอีสุกอีใส ราชครูเฉิงได้ฟังก็หัวเราะแล้วพูดว่าขนาดเป็นเด็กซ้ำยังกำลังป่วยหนัก แต่มีใจกล้าลุกขึ้นถือมีดเผชิญหน้ายืนสู้สมกับเป็นคนในสกุลว่าน แต่ความกล้าก็ไม่ได้ทำให้สกุลว่านอยู่ได้ยืนยาว
จากนั้นราชครูก็รับเขาไปเลี้ยงดู และโกหกว่าราชครูเป็นคนไปช่วยเขามาจากพวกโจรบุกปล้นบ้าน ซึ่งเขาก็เชื่อคำพูดของราชครูมาโดยตลอด จนกระทั่งได้เห็นรายชื่อขุนนางที่รวมหัวกันใส่ร้ายป้ายสีความผิดให้พ่อ เขาจึงเชื่อแล้วว่าหมอจงเป็นพี่ชายของเขาจริงๆ
และถึงแม้ตอนนี้เขาจะรู้สึกโกรธแค้นราชครู แต่เขาก็ไม่สามารถทำใจฆ่าราชครูด้วยมือตัวเองได้ลง จึงขอปล่อยให้เป็นหน้าที่ขององค์รัชทายาทเป็นผู้จัดการต่อไป เหวินหลางพูดด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ฉันฟังแล้วก็เข้าใจในความรู้สึกลำบากใจของเหวินหลาง เพราะราชครูเคยเลี้ยงดูเขามาตลอดยี่สิบปี อีกทั้งยังเป็นพ่อของเหม่ยอิงสตรีที่เขาหลงรัก หมอจงจึงตัดบทช่วงเวลาเดดแอร์ว่า ให้เราควบม้ากันไปต่ออีกหน่อยค่อยหาที่พักค้างแรม
และในคืนนั้นเราก็พักแรมกันในป่าซึ่งอยู่ห่างไกลนอกเมือง ซึ่งหมอจงนั่งพิงเอนหลังกับต้นไม้โดยมีฉันนอนอยู่ที่พื้นใกล้ๆ ส่วนเหวินหลางนั้นนอนไม่หลับคงยังคิดมากกับเรื่องที่เกิดขึ้นและอาสาอยู่เฝ้ายามข้างๆกองไฟ
●
●
●
หมายเหตุ
*หนิงอัน หมายถึง ความสงบสุขแห่งสันติภาพ
*หลิ่งซาน แปลว่า ภูเขาแห่งสายลม
############
ปลาไข่ย่าง BBQ Plaza ของโปรด
สั่งมากินทีเดียว 2 จานเลย
