สามัญสำนึกของดยุกหมูอ้วน

    ตอนที่เจ็ดสิบหก ขอความช่วยเหลือจากทางโบสถ์

    ตอนที่เจ็ดสิบหก ขอความช่วยเหลือจากทางโบสถ์

    เช้าวันใหม่มีงานมาให้ทำไม่ได้หยุด

    ฮึ่ย ยะ ฮึ่ย โย่ว

    แปร๋น

    พี่กล้ามกับมูมักไมเนอร์กำลังเล่นชักกะเย่อกันด้วยเชือกขนาดยักษ์

    ฮึ่ยย่า

    แปร๋น

    ต่างฝ่ายต่างก็ไม่ยอมแพ้กันแต่ที่ต้องชื่นชมด้วยเชือกที่ไม่ขาดจากการดึ..

     

    ปึง

    เชือกขาดจากการกันพี่กล้ามล้มไปด้านหลังแต่มูมักไมเนอร์นั้นยังประคองตัวอยู่ได้ปาเชือกทิ้งไปและร้องขอเชือกอันใหม่

    จำได้ว่ามันมีมินิเกมส์ที่เพิ่มพลังด้วยการดึงเชือกชักกะเย่อกันอย่างนี้ด้วยล่ะนะหากเชือกขาดแปลว่าเราล้มเหลวในการเพิ่มกำลังกายของเรา

    แสดงว่าเราไม่สามารถต่อต้านด้วยกำลังอย่างเดียวได้เพราะจะกินขีดจำกัดของเชือกตแต้องคำนวณฝ่ายตรงข้ามด้วยวว่าใช้แรงมากแค่ไหนและกดปุ่มในจังหวะที่ฝ่ายตรงข้ามหย่อนกำลังลงเพื่อไม่ให้เป็นภาระมากเกินไปต่อตัวเชือกนั่นเอง..หรือไม่ก็ฝึกกำลังให้มากขึ้นจนฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถต่อต้านได้ในมินิเกมส์อื่นๆมาก่อนก็พอ

    เหล่าคนรับใช้วิ่งไปเอาเชือกขนาดใหญ่และดีกว่าเดิมมาให้มูมักไมเนอร์ใช้โดยพันเชือกเข้าด้วยกันหลายๆเส้น

    และทั้งสองฝ่ายแข่งขันกันดึงอีกครั้ง

    ฮึ่ย ยะ ฮึ่ย โย่

     

    แปร๋น

    ผมคิดในใจว่ามาตรการต่อไปของผมน่าจะสั่งให้หาเชือกละเทคโนโลยีขั้นพื้นฐานที่คิดค้นของใช้ประจำวันให้ดีกว่าเดิมแต่ก็นั่นล่ะ มันต้องอาศัยกำลังคนที่มีความรู้ที่มากพอ

    ผมวางแผนจะวางนโยบายเกณฑ์ลูกหลานขุนนางต่างๆมาอยุ่ใน”หัตถ์ดยุก”กับ”อัศวินสีรุ้ง”ให้หมด แน่นอน

    พวกขุนนางอาจจะรังเกียจหรือไม่พอใจหากชาวบ้านได้”ผลประโยชน์”ฝ่ายเดียว

    แต่หากเขายุ่งๆกับตำแหน่งที่ผมตั้งขึ้นมาใหม่นี้พวกเขาก็จะไม่มีเวลาไปหาเรื่องชาวบ้านมากเท่าไร

    ผมคิดว่าจะลองถ่ายโอนพวกขุนนางไปเป็นตำแหน่งบริหารของทางราชการส่วนชาวบ้านเอาไปเป็นฝ่ายปฏิบัติการณ์ไป

    แม้ว่าจะออกแนวสร้างหน้าที่ที่อาจจะไม่จำเป็นในตอนนี้แต่เรียกว่าผมสามารถทำลายทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของพวกขุนนางในแคว้นของผมคือ”เวลา”และ”กำลังคน”ตราบใดที่พวกเขาทำงานพวกเขาก็จะไม่มีเวลาไปวางแผนก่อกบฏหรือต่อให้มี พวกเขาจะรวบรวมคนมาจากไหนหากผมเอาคนที่ว่างงานไม่มีอะไรทำ ไปทำงานอย่างอื่นหมดแล้ว

    แน่นอน พวกเขาอาจจะรวมกำลังคนได้หากคิดกบฏหลงหูหลงตาผมจริงๆแต่จำนวนก็ต้องน้อยลงกว่าเดิมมากหากผมยังกุมกองทัพขนาดใหญ่กว่าไว้อยู่ก็แค่ต้องสู้กันสักตั้งเท่านั้นเอง

    แต่ตราบใดที่ไม่สามารถรวบรวมคนได้จำนวนมากกว่าผมโอกาสชนะของผมก็ยังสูงกว่านั่นเอง

    เราคงไม่สามารถคาดหวังให้ทุกคนเป็นคนดีหรือจงรักภักดีต่อเราได้เราทำได้แค่คำนวณว่าหากคนจะเป็นคนเลว ทรยศเราพวกเขาจะไม่สามารถสะสมทรัพยากรได้เท่าเราก็พอแล้ว

    อันที่จริงผมก็งงเหมือนกันว่าดยุกหมูอ้วนเปลือกนอกนิสัยชั่ว แต่คนพวกนี้ก็จงรักภักดีมากขนาดตามข้อความหลังจบเรื่อง การปราบกองทัพใหญ่ของดยุกหมูอ้วนได้ก็ทำให้เกิดความวุ่นวายในแคว้นของเขาแม้ดยุกหมูอ้วนจะตายไปแล้วก็ตามเพราะคนที่จงรักภักดียังมีอยู่

    ผมก็พยายามรักษาสมดุลของอำนาจของขุนนางเพราทางเทคนิค อำนาจของผมในฐานะดยุกก็มาจากขุนนางนั่นเองเลยเน้นการรวบรวมชนชั้นขุนนางมาอยู่ในระบบราชการของ”หัตถ์ดยุก”ที่ผมตั้งขึ้นมา

    หากเราสังเกตดีดีคนที่เป็นอธิบดีในปัจจุบัน ไปค้นสายตระกุลในอดีตเราจะค้นพบว่าบิดาของปู่ของพวกเขาก็จะเป็นเจ้าพระยาเช่นกัน

    เกมส์ที่พวกเราเล่นในสังคมน่ะมันถูกโกงไว้ตั้งแต่แรกที่สร้างระบบต่างๆแล้ว

    ระบบ”หัตถ์ดยุก”น่ะก็สามารถมองได้ว่าให้อำนาจแก่พวกขุนนางได้จริงๆนั่นล่ะหากผมสามารถทำมันอย่างเป็นงานเป็นการมากขึ้นว่าคือสิ่งที่พวกขุนนางสามารถเอาลูกหลานที่ไมได้สืบทอดินแดนหรือพวกลุกหลานของคนสนิทที่ไปทำการค้าและรู้หนังสือจะได้มาอยู่ในหน่วยงานของท่านดยุกก่อน ครอบครัวก็จะครองอำนาจอยู่ได้

     

    ฮึ่ยยะ

     แปร๋น

    เชือกขาดอีกครั้งแล้วพวกนี้มันไม่รู้จักเทคนิคในการดึงเชือกหรือไงนะ?

    บางทีผมชักรู้สึกเหมือนกันว่าเทคนิคของเกมส์นั้นมีผลต่อการได้รับพลังเพิ่มในโลกนี้หรือเปล่าหว่า? ตามแนวทางเรื่องของการออกแรงไม่น่าจะเป็นเรื่องที่พี่กล้ามกับมูกมักไมเนอร์จะใช้แรงน้อยลงแม้ว่าเชือกจะขาด

    หรือทางเทคนิค”การทำกิจกรรมให้สำเร็จ”มีผลกับค่าประสบการณ์แบบเดียวกับที่การทำเควสต์สำเร็จจะได้ประสบการณ์มากกว่าการปราบสัตว์ประหลาดในดันเจี้ยนเฉยๆ

    แต่ผมยังไม่เน้นดันเยนเพราต้องการให้ปราบพวกมอนสเตอร์และโจรป่าต่างๆที่ส่งผลกระทบต่อแคว้นของผมโดยตรงก่อน

    ซึ่งอันที่จริงก็ไม่จำต้องรีบร้อยหากมองตามตัวเลขแล้วแม้คนที่ผมเพิ่งเกณฑ์มาได้อยู่ใต้อาณัติของผมโดยตรงที่ไม่ต้องผ่านขุนนาคนอื่นๆก็เริ่มมารวมกันได้มากกว่าสามพันคนแล้ว

    ภายในไม่กี่วัน

    นับว่าเป็นการตรวจสอบปัญหาในการเดินทัพและสิ่งที่สามารถแก้ไขได้ด้วยเวทมนตร์หรือเทคโนโลยีได้เลยในคราวเดียว

    แต่เหนืออื่นใดผมคิดว่าแผนการของผมคือการเพิ่มกำลังพลของตนเองมากกว่าการจัดการศัตรูนั่นล่ะหากมองในด้านการเมือง

    ศัตรูที่ผมจะสามารถสู้ไดอย่างสบายใจต้องเป็นคนที่ไม่มีอำนาจทางการเมืองอื่นหนุนหลังหรืออย่างน้อยอำนาจที่หนุนหลังนั้นต้องเป็นศัตรูกับผมโดยตำแหน่งอยู่แล้วอย่างโจรป่าต่างๆ

    มอนสเตอร์และพวกผีดิบซอมบี้ ปีศาจที่อยู่ในป่าเราสามารถหาพันธมิตรโดยการเรียกพวกเอ็กเซอซิสม์ exorcism หน่วยปราบมารและหน่วยสืบสวนinquisitor ของโบสถ์มาช่วยผมได้

    ทั้งในการปราบปีศาจวิญญาณร้ายต่างๆในป่าหรือเหมือง หรือการปราบปรามพวกขุนนางนอกรีต(หรือที่ขัดใจดยุก)

    การหาเรื่องดยุกอูลริกคือคนโง่เขลาการหาเรื่องดยุกอูลริกพร้อมกับทางโบสถ์คือการฆ่าตัวตาย

    หากดยุกอูลริกกับกองทัพของทางโบสถ์ยกทัพมาพร้อมกันหากไม่ใช่พระเอกอิเซไค ขุนนางคนไหนต่อให้เป็นราชาก็ต้องขอยอมแพ้

    เพราะในกองทัพของตนเองนั่นล่ะจะมีคนแปรพักตร์ไปก่อน

    แน่นอนดยุกอูลริกไม่สามารถสั่งให้ทัพใหญ่ของโบสถ์ยกกองทัพใหญ่มาได้อย่างนั้นโดยไม่มีเหตุอันสมควร(เช่นโดนพระเอกอิเซไคชกหน้าไม่ให้เกียรติ)แต่แค่หน่วยปราบมารหรือหน่วยสืบสวนมาน่ะ สบายมาก

    การเอากองทัพมาอาจจะต้องมีข้ออ้างมากพอเช่นการปราบพวกนอกศาสนานอกกำแพงทางเหนือหรือการปราบพวกเนโครแมนเชอร์และวิญญาณร้ายที่อยู่ในป่าดำต้องสาป

    ผมเขียนจดหมายไปสักพักขอความช่วยเหลือเรื่องการปราบวิญญาณร้ายในป่ากับที่ปรึกษาเรื่องการขยายสังฆมณฑลในการยึดครองพ้นที่ป่าเถื่อนทางเหนือเพื่อขยายพื้นที่ของโบสถ์

    โบสถ์คงไม่อยากปฏิเสธการขยายสังฆมณฑลของตนเองล่ะมั้ง

    ...

    ณโบสถ์แห่งแสงสว่าง

    คาร์ดินัลรูวาลิเยอ่านจดหมายที่เด็กที่นำสาส์นมาส่ง

    เด็กรับใช้นำสาส์นอดทนรอคอยอย่างตั้งใจหลังจากท่านคาร์ดินัลเงียบไปพักหนึ่ง

    “สั่งการลงไปเคลื่อนทัพใหญ่ของโบสถ์แห่งแสงสว่าง เราจะทำสงครามศักดิ์สิทธิ์กัน”

    “ไม่ต้องห่วงน้องรักของพี่ พี่จะไปช่วยเจ้าเดี๋ยวนี้แล้ว”คาร์ดินัลรูวาลิเยคิดในใจ