บทที่ 4 ศึกร้อยมังกรทะยาน
........................................................................
"โหห เยว่ฟงนี้ตกต่ำจนมาทำหน้าที่นำทางแล้วงั้นหรือ?"ในขณะที่เยว่ฟง กำลังแนะนำสถานที่ต่างๆ ของสถาบันเทพราชันได้มีเสียงของชายผู้หนึ่งดังขึ้น เสียงนั้นดังขึ้นมาราวกับกำลังดูถูกเยว่ฟง
นั่นก็เพราะว่าโดยปกติแล้วผู้ที่จะได้รับหน้าที่ในการนำทางคนจากภายนอก ย่อมต้องเป็นศิษย์สายในที่ไม่ได้มีความแข็งแกร่งมากนัก เพราะศิษย์ที่มีความแข็งแกร่งในระดับศิษย์หลักหรือศิษย์สืบทอดมักจะมีความหยิ่งทะนงภายในตัวเอง ทำให้ไม่ยอมไปนำทางแก่ผู้อื่น บางคนจะเห็นว่าหน้าที่นี้จะต้องเป็นของคนรับใช้เท่านั้น
เมื่อกลุ่มของอูหลินเฟิงหันไปตามเสียง ก็พบเข้ากับกลุ่มที่มีจำนวนเพียงสี่คนเท่านั้น แต่ว่าทุกคนกลับเป็นจอมยุทธ์ขั้นสูงทั้งหมด แสดงว่าต้องเป็นศิษย์หลักหรือศิษย์สายตรงของผู้อำนวยการบางคนอย่างแน่นอน กลุ่มนั้นเป็นชายสามคนหญิงหนึ่งคน
เดินนำมาด้วยผู้ชายผมสีดำ และดวงตาสีดำสนิท ทำท่าทางสูงส่งราวกับผู้สูงศักดิ์ สายตาเย็นชาของเขามองกลุ่มของอูหลินเฟิงด้วยแววตาที่ไร้อารมณ์ แต่อูหลินเฟิงสามารถสัมผัสถึงความรู้สึกที่ดูถูกพวกเขาได้อย่างชัดเจน ชายคนที่สองเป็นชายร่างเล็ก แต่ผู้ที่พูดคำดูถูกเยว่ฟงกลับเป็นชายคนที่สามชายใส่แว่นที่อยู่หลังสุด
“ฟู่อู? ข้าจะนำทางใครย่อมเป็นเรื่องของข้า ผู้ที่ข้านำทางนั้นแต่ละคนย่อมไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน” เยว่ฟงกล่าวกับชายที่มีนามว่าฟู่อู
“ไม่ธรรมดาอย่างนั้นหรือ แต่ที่ข้าเห็นก็เป็นเพียงผู้มีป้ายระดับเงินก็เท่านั้น สงสัยมาตรฐานของเจ้าก็คงอยู่ระดับนี้สินะ” ฟู่อูกล่าวอย่างดูแคลนเยว่ฟง นั่นก็เพราะว่า แต่ละคนเมื่อได้ป้ายประจำตัวมาต่างเก็บไว้ในแหวนมิติ มีเพียงลี่เจียงเท่านั้นที่สวมป้ายเงินไว้ที่เอว และ ลี่เจียงยังกดระดับพลังของตัวเองให้เป็นเพียงระดับหกขั้นสูง หากอยู่ในสถาบันเทพราชันลมปราณระดับนี้เป็นได้เพียงแค่ศิษย์สายในเท่านั้นยังไม่ถึงระดับของศิษย์สายหลักเลยด้วยซ้ำ
คนที่กดระดับพลังของตนเองไว้ไม่ได้มีเพียงแค่ลี่เจียง ไป๋หลันฮวา เซี่ยชิงเอ๋อร์ เสวี่ยหานเอ๋อร์ กู่ซือเอินที่อยู่ในชนชั้นจอมยุทธต่างกดระดับให้เหลือเพียงระดับหกเช่นกัน มีเพียงจงหมิ่นที่ไม่ได้กดระดับพลังของตนเองนั่นก็เพราะว่าเรื่องราวของเขา ถูกตีพิมพ์ออกไปเป็นวงกว้างหลังจากที่พิชิตสุสานของเทพดาบได้การกดระดับพลังจึงไม่จำเป็น จงหมิ่นจึงเป็นเพียงผู้เดียวที่แสดงพลังของชนชั้นจอมยุทธขั้นสูงออกมา ส่วน อูหลินเฟิง ถงต้าเหวย อูหมินจิง กวนซ่างซี ที่มีลมปราณระดับหกอยู่แล้วจึงไม่ได้กดระดับพลังของตัวเอง
นั่นจึงทำให้ดูเหมือนว่าเยว่ฟง กำลังนำทางให้กับกลุ่มคนที่มีระดับพลังต่ำกว่าตนเองหรือกลุ่มคนที่มาจากตระกูลระดับกลางธรรมดา
“ทั้งๆ ที่เจ้าใส่แว่นอยู่ แต่สายตากับสั้นยิ่งนัก ก็สมควรที่เป็นเพียงอันดับที่ห้า” เยว่ฟงกล่าวย้อนอีกฝ่ายกลับไป เขาย่อมรู้ดีว่าเหตุใดอีกฝ่ายถึงมาหาเรื่องตนเอง นั่นก็เพราะว่าในสถาบันเทพราชันแห่งนี้ ศิษย์หลักและศิษย์สายตรงจะอยู่ในระดับเดียวกัน และภายในศิษย์หลักกับศิษย์สายตรงนั้นจะมีการต่อสู้เพื่อวัดระดับความแข็งแกร่งภายในสถาบันเทพราชัน กลุ่มสี่คนข้างหน้านี้ก็คือ คนที่แข็งแกร่งที่สุด สิบอันดับแรกของสถาบัน
จริงๆ แล้วกลุ่มนี้สมควรจะถูกเรียกว่า สี่จตุรเทพแห่งสถาบันเทพราชัน นั่นก็เพราะว่าภายในกลุ่มนี้เป็นลูกศิษย์ที่แข็งแกร่งห้าอันดับแรกถึงสี่คน แต่กลับไม่อาจเรียกว่าสี่จตุรเทพได้ก็เพราะว่าฟู่อูได้พ่ายแพ้ให้แก่เยว่ฟง จึงถูกชิงอันดับที่สี่ไป ฟู่อูจึงกลายเป็นอันดับที่ห้า ฟู่อูจึงเกลียดเยว่ฟงอย่างมากที่ทำให้ไม่อาจเรียกกลุ่มของเขาว่า สี่จตุรเทพได้
“นี่เจ้า!!” เมื่อฟู่อูโดนกล่าวทักถามเข้าจุดที่เขาไม่ต้องการให้ใครพูดถึงอันดับห้า ฟู่อูถึงกับเลือดขึ้นหน้าทันทีลมปราณสายฟ้าปรากฏขึ้นทั่วร่างของฟู่อู
“คิดจะหาเรื่องกันหรือไง” เยว่ฟงเองก็ไม่ยอมเร่งลมปราณสามธาตุวายุแสงอัสนี ของตัวเองออกมาทันที จิตคุกคามของทั้งสองปะทะกันอย่างรุนแรง พลังลมปราณที่รุนแรงของทั้งสองนั้นรุนแรงมากจนคนรอบๆ หันมามองกันเป็นตาเดียว เมื่อทุกคนเห็นว่าใครที่ปลดปล่อยลมปราณออกมาปะทะกัน กลับไม่ได้มีใครแปลกใจมากนักเพราะว่าฟู่อูและเยว่ฟง มักจะปะทะกันอยู่บ่อยๆ
“พอได้แล้ว!” เสียงทรงอำนาจของชายที่ที่ทำหน้าเย็นชาตลอดเวลาดังขึ้น “ฟู่อู ไม่ว่าพวกนี้จะเป็นใครเขาก็คือแขกจากทวีปอื่น จงให้เกียรติพวกเขาด้วย”
“ขะ ขออภัยด้วย คุณชายอวี้” ฟู่อู ที่ได้ยินเสียงเย็นชาของชายที่ที่เขาเรียกว่าคุณชายอวี้ ก็รีบกล่าวขอโทษโดยเร็วราวกับว่ากำลังหวาดกลัวอยู่
“เดี๋ยวนะ เจ้าหน้าคุ้นๆ” เสียงของสตรีเพียงนางเดียวที่อยู่ในกลุ่มดังขึ้นมา นางจ้องมองไปยังจงหมิ่นโดยไม่วางสายตา “นึกออกแล้ว!! เจ้าคือจงหมิ่น หนึ่งในสิบมังกรเยาว์ อันดับที่เจ็ด จงหมิ่น” สิ้นเสียงของสตรีนางนั้น อีกสามคนก็มองใบหน้าของจงหมิ่น เพื่อยืนยันสิ่งที่พวกเขาได้ยินก็พบว่าใบหน้าของจงหมิ่นนั้นตรงกับที่สำนักพิมพ์กระเรียนขาวได้ประกาศอันดับของร้อยมังกรทะยานของปีนี้ออกมา
ร้อยมังกรทะยานคืออันดับของผู้เยาว์ที่อายุไม่เกินยี่สิบปี ที่มีความแข็งแกร่งมากที่สุดหนึ่งคน จากทั่วทั้งสี่ทวีปหนึ่งมหาสมุทร ภายในนั้นยังรวมทั้งแดนศักดิ์สิทธิ์ ตระกูลระดับมหาตระกูล ตระกูลระดับสูง ร้อยมังกรทะยานที่อูหลินเฟิงเคยอ่านก่อนเข้าไปยังเทือกเขาหมื่นอสูรนั้น ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ มาจากสองสาเหตุก็คือ สิบอันดับแรกรุ่นก่อนต่างมีอายุเกินยี่สิบปีไปแล้ว ยังมีการปรากฏตัวของยอดอัจฉริยะในเทือกเขาหมื่นอสูร และล่าสุดจากเหตุการณ์ที่จงหมิ่นสามารถพิชิตสุสานของเทพดาบได้ด้วยตัวเพียงคนเดียว อันดับภายในร้อยมังกรทะยานจึงเกิดการเปลี่ยนแปลง
อันดับของจงหมิ่นจึงอยู่ที่อันดับที่เจ็ดนายร้อยมังกรทะยาน และยังถูกเรียกว่าหนึ่งในสิบมังกรเยาว์ ภาพเหมือนของจงหมิ่นจึงถูกกระจายไปยังทั่วทั้งห้าทวีปหนึ่งมหาสมุทร นั่นก็เพราะว่าจงหมิ่นเป็นเพียงผู้เดียวของหนึ่งในสิบมังกรเยาว์ ที่ไม่ได้มาจากแดนศักดิ์สิทธิ์ แต่สิบมังกรเยาว์ที่เหลืออีกเก้าคนนั้นต่างมาจากแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสิ้น
“โหห เพราะแบบนี้เจ้าถึงว่าฟู่อูสายตาสั้นสินะ” ชายร่างเล็กได้หันไปกล่าวกับเยว่ฟง นึกไม่ถึงว่าภายในนั้นจะมีคนระดับเดียวกับเพื่อนของเขา อย่างอวี้จาง
“เจ้าคิดว่าคนอย่างข้าจะเสียเวลากับข้า คนธรรมดาอย่างนั้นหรือ มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่คิดเช่นนั้น” เยว่ฟงกล่าวพร้อมกับหันไปมองฟู่อู ทั้งสองมองกันด้วยสายตาราวกับกินเลือดกินเนื้ออีกครั้ง
หลังจากที่กลุ่มสี่คนได้รับรู้ว่าจงหมิ่นคือใคร คุณชายอวี้ได้หันไปมองจงหมิ่นด้วยหางตาแล้วกล่าวว่า “อย่างเจ้าคงสักเก้ากระบวนท่า” เมื่อกล่าวจบคุณชายอวี้ก็เดินจากไปโดยไม่หันมาสนใจอีก คนอื่นๆ ที่เดินตามมาต่างรีบเดินตามไป
“อะไรของเขา เก้ากระบวน? หรือเจ้านั่นคิดว่าจะสามารถชนะสหายจงได้ภายในเก้า กระบวนท่าอย่างนั้นหรือ” ถงต้าเหวยกล่าวออกมา อีกฝ่ายจะดูถูกสหายของเขามากเกินไปแล้ว
“พวกนั้นเป็นใครงั้นหรือคุณชายเยว่” ลี่เจียงถาม
“คนพวกนั้นก็คือลูกศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดของสถาบันเทพราชัน ภายในสถาบันทั้งพวกเขาสี่คนและข้าคือ ห้าอันดับแรก ชายสวมแว่นนั้นมีนามฟู่อู เป็นผู้ใช้ปราณสายวายุอัสนี เป็นสายความเร็วเช่นเดียวกับข้าแต่เจ้านั่นกลับพ่ายแพ้แก่ข้า จึงถูกข้าชิงอันดับที่สี่ของสถาบัน
ส่วนอีกสามคนก็คือสามอันดับแรกของสถาบันแห่งนี้ หญิงสาวมีนามว่า เว่ยเว่ย อันดับที่สามของสถาบันและยังติดอันดับที่สิบหกของร้อยมังกรทะยาน ชายร่างเล็กมีนามว่า เฟิงหยาง ติดอันดับที่สิบสองของร้อยมังกรทะยาน ส่วนชายที่ท่าทางหยิ่งยโสผู้นั้น คือ อวี้จาง ลูกศิษย์อันดับที่หนึ่งของสถาบันเทพราชันและยังเป็นอันดับที่สี่ของสิบมังกรเยาว์เช่นเดียวกับคุณชายจง” เยว่ฟง อธิบายเมื่อทุกคนรับรู้ของสถานะของทั้งสี่คน ต่างเข้าใจทันทีว่าเหตุใดทั้งสี่คนต่างมีท่าทางที่ราวกับว่าตนเองคือผู้ยิ่งใหญ่ นั่นก็เพราะว่าทั้งสี่คนมีความสามารถมากพอที่จะทำแบบนั้น
“ดูเหมือนว่าอันดับของร้อยมังกรทะยานจะเปลี่ยนไปจนข้าตามไม่ทันแล้ว” อูหลินเฟิงกล่าว ตั้งแต่ที่เขาได้รับพลังกลับคืนมา เขาแทบไม่ได้อ่านหนังสืออีกเลย เพราะฉะนั้นอันดับของร้อยมังกรทะยานที่เปลี่ยนแปลงไปจึงแทบไม่รับรู้เลย แต่ดูเหมือนว่าอันดับของร้อยมังกรทะยานนั้นจะเปลี่ยนแปลงมาสองครั้งหลังจากที่เขาได้รับพลังมา ครั้งแรกคือหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ภายในเทือกเขาหมื่นอสูร ส่วนอีกครั้งก็คือหลังจากเกิดเหตุการณ์ปรากฏของสุสานเทพและมารในอดีต
เสวี่ยหานเอ๋อร์ที่ได้ยินอูหลินเฟิงกล่าวเช่นนั้นจึงยกมืออาสาบอกสิ่งที่ตนเองรู้ “เรื่องนี้ข้ารู้เจ้าค่ะ หากเป็นในกลุ่มเราตอนนี้ ศิษย์พี่คืออันดับที่สิบเอ็ด คุณชายเยว่อันดับสิบเจ็ด คุณหนูเซี่ยอันดับสิบเก้า ข้าอันดับหกสิบ คุณหนูไป๋อันดับหกสิบเอ็ด คุณชายใหญ่อูอันดับที่หนึ่งร้อยเจ้าค่ะ”
“โห ภายในกลุ่มสิบเอ็ดคนที่อยู่ตรงนี้ กลับมีถึงเจ็ดคนที่อยู่ในอันดับร้อยมังกรทะยาน ข้ารู้สึกเหมือนตัวเองจะอยู่ผิดที่เลย” ถงต้าเหวยกล่าว
“ผิดที่อะไร? เจ้าเองก็เป็นสหายของข้า ตัวข้าไม่ได้สนเกี่ยวกับเรื่องของร้อยมังกรทะยาน อะไรนี่หรอกนะ ไม่ว่าจะเป็นเจ้า ลี่เจียง กวนซ่างซี หรือ อูหมินจิง ต่างเป็นสหายคนสำคัญของข้าทั้งนั้น” จงหมิ่นกล่าวอันดับที่เขาได้มานี้ก็เป็นเพียงแค่คนอื่นที่ยกยอขึ้นมาเองเท่านั้น
“ทำเอาข้าซึ้งเลยนะเนี่ย สหายจง” ลี่เจียงกล่าว
“แต่ข้าคิดว่าอันดับนี้ก็จัดอย่าง ขอไปทีก็เท่านั้น หากให้มาต่อสู้กันเอง ณ ตอนนี้คนที่จะชนะอาจไม่ใช่คุณชายจงก็ได้” ไป๋หลันฮวากล่าวพร้อมมองไปยังอูหลินเฟิง ที่นางกล่าวเช่นนี้ไม่ใช่ว่าอูหลินเฟิงแข็งแกร่งที่สุด แต่เขาเป็นประเภทคิดก่อนลงมือในหัวของอูหลินเฟิงตอนนี้อาจกำลังคิดวิธีเอาชนะสหายทุกคนเอาไว้แล้วก็ได้
“นั่นสินะ หากให้มาต่อสู้กันคนที่มีโอกาสชนะมากที่สุดอาจจะเป็นสหายอูก็ได้” ลี่เจียงกล่าว
“นั่นสิ หากในการประลองที่จะถึงนี้ข้าต้องเจอกับสหายอู อาจจะขอยอมแพ้ก่อนเพราะไม่อยากปวดหัวก็ได้ ข้ายิ่งคิดอะไรตามความคิดของสหายอูไม่ทันอยู่ด้วย” ถงต้าเหวยกล่าว คนที่แพ้ทางรูปแบบการต่อสู้ที่ต้องใช้สมองคิดนั้น ถงต้าเหวยคิดว่าคือตัวเขาที่คิดอะไรได้ไม่ซับซ้อนมากที่สุดในกลุ่ม
“พวกเจ้ายกยอข้าเกินไปแล้ว ตัวข้าไม่ได้มีความแข็งแกร่งมากขนาดนั้นสักหน่อย” อูหลินเฟิงกล่าว แต่ถึงจะกล่าวแบบนั้นอูหลินเฟิงกลับยิ้มเมื่อสหายของตนเองชมอย่างอ้อมๆ ว่าตนเองนั้นแข็งแกร่ง
“ยังไม่ได้มีใครว่าเจ้าแข็งแกร่งสักคน มีแต่คนพูดว่าถ้าสู้กับเจ้าจะต้องปวดหัวอย่างแน่นอน หากในการประลองต้องเจอกับเจ้า เอาเวลาที่ต้องปวดหัว ยอมแพ้แล้วไปสู้กับคนอื่นอาจจะดีกว่า” จงหมิ่นกล่าวขัด เมื่อเห็นว่าสหายของตนเองเริ่มที่จะยิ้มออกมา อูหลินเฟิงคงนึกว่าพวกเขากำลังชมอยู่แน่นอน
“ข้าก็คิดเช่นนั้น เก็บแรงที่จะปวดหัวกับเจ้าไปต่อสู้กับคนอื่นดีกว่า” ไป๋หลันฮวากล่าว เพราะนางมีประสบการณ์โดยตรงในการต่อสู้กับอูหลินเฟิง ไม่ใช่ว่านางอ่อนแอกว่า แต่อูหลินเฟิงมีการต่อสู้ที่เจ้าเล่ห์มากเกินไป จึงทำให้รับมือได้อย่างยากเย็น
“แหม่ๆ พวกเจ้าไม่ต้องกลัวข้าจะเหลิงก็ได้ หากอยากชมว่าข้าแข็งแกร่งก็ชมออกมาเยอะๆ” อูหลินเฟิง ด้วยน้ำเสียงที่ยียวนที่เขามักจะชอบทำเวลาที่สู้กับคนอื่น ถึงแม้เขาจะมีนิสัยที่ไม่ชอบให้ใครรู้ถึงความแข็งแกร่งที่แท้จริงของตนเอง เพราะต้องการซ่อนพลังนั้นไว้ แต่ถึงอย่างนั้นใครบ้างที่จะไม่ชอบให้ผู้อื่นชม อูหลินเฟิงเองก็หนีไม่พ้นเรื่องนี้เช่นกัน แต่ลึกๆแล้วเขาย่อมต้องการให้ผู้อื่นชมเชยเขาบ้าง
“เหอะ คุณชายเยว่นำทางต่อเถอะ” จงหมิ่นกล่าวตัดบทสหายของตนเอง หันไปหาเยว่ฟงและให้เยว่ฟงนำทางภายในสถาบันเทพราชันต่อไป
“อะ อ๋อ ได้ๆ ทางสวนนั้นก็คือ …..” เยว่ฟง ตอบรับคำอย่างง่ายดาย แนะนำสถานที่ต่อไปของสถาบันเทพราชันได้อย่างรวดเร็ว จากนั้นคนทั้งกลุ่มก็ค่อยๆ เดินออกไปทิ้งอูหลินเฟิงที่รอคำชมให้ยืนอยู่คนเดียว เหลือเพียงอูหมินจิงที่ยืนเป็นกำลังใจให้พี่ชาย “ท่านพี่แข็งแกร่งสุดๆ เลยขอรับ”
“เดี๋ยวก่อนสิกลับมาชมข้าก่อน” อูหลินเฟิงร้องเรียก สหายทั้งกลุ่มของตนเองที่กำลังเดินจากไปอย่างช้าๆ
..
..
จบตอน