เหลือเวลาอีกครึ่งเดือนก่อนที่สำนักศึกษาจะเปิดภาคเรียนระหว่างนั้นหมิงเยี่ยจึงพาหมิงหยวนตระเวนไปทั่วเมืองเจี้ยนคัง ไก่นึ่ง คือ อาหารที่ประมุขตระกูลหวังโปรดปรานมากที่สุดและคุณชายรองตระกูลเซี่ยนั้นชื่นชอบสุราเป็นชีวิตจิตใจ ผงห้าศิลาจากหอหลางหยามีคุณภาพดีที่สุดหากต้องการผงเซียวเหยาต้องไปที่ร้านตรงข้ามภัตตาคารชุนเฟิง ตรงนี้คือเขตหวงห้ามเข้าได้เฉพาะเชื้อพระวงศ์ ตรงนั้นคือป่าช้าที่เต็มไปด้วยกองกระดูกของคนจนเรื่องน้อยใหญ่รายละเอียดยิบย่อยในเมืองหลวงถูกถ่ายทอดแก่หมิงหยวนจนหมดสิ้น
“เยี่ยเก้อเอ๋อร์” หมิงหยวนเหลือบตามองอีกฝ่ายจงใจเอ่ยด้วยน้ำเสียงยานคางเหมือนคนมีอายุ “ก่อนข้าจะออกเดินทางท่านลุงฝากข้ามาถามเจ้า”
หมิงเยี่ยดึงหน้าเข้มพร้อมโค้งคำนับแบบขอไปทียามนี้เป็นยุคสมัยที่บิดากับบุตรปฏิบัติต่อกันเหมือนขุนนางกับกษัตริย์จึงต้องมีพิธีรีตรอง “ท่านพ่อโปรดถามมาได้เลย”
“เล่าเรียนมาเป็นปี อ่านตำราไปแล้วกี่วัน?”
“ลูกเรียนหนักทุกวัน ความรู้ค่อนข้างก้าวหน้ามากขอรับ”หมิงเยี่ยตอบเสียงเคร่งขรึม ยืดตัวตรง ยักคิ้วหลิ่วตาเย้าแหย่หมิงหยวน “คนในสำนักศึกษากลางนิสัยใจคอเป็นอย่างไรเจ้าไม่รู้หรือ? อย่าหาว่าข้าโม้พวกคุณชายทั้งหลายเทียบข้าไม่ได้ด้วยซ้ำ หากจะพูดถึงในแง่ของความรู้คนที่อ่านคัมภีร์เมิ่งจื่อจบแล้วนั้นมีไม่กี่คน ในบรรดาศิษย์ในสำนักข้าจัดว่าอยู่แถวหน้า ตอนสอบพวกเขายังอยากที่จะลอกข้อสอบข้า สรุปก็คือข้ารู้จักทั้งธรรมเนียมจารีตทั้งยังมีความรู้ความสามารถโดดเด่น ข้าพูดถูกหรือไม่?”
หมิงหยวนได้แต่กลอกตา “ถูกต้องๆ คุณชายสามพูดถูกทั้งหมด”
หลังจากเที่ยวชมเมืองหลวงหมิงเยี่ยก็จัดงานเลี้ยงอาหารค่ำที่ภัตตาคารชุนเฟิงโดยมีแขกเป็นบรรดาหนุ่มน้อยอายุราวสิบเจ็ดสิบแปด บรรยากาศภายในงานเลี้ยงจึงครึกครื้นมากหลังแขกทุกคนมากันพร้อมหน้า หมิงเยี่ยก็ทำหน้าที่แนะนำพวกเขาทีละคน“ท่านนี้คือคุณชายเฉา เฉินหลิวอ๋องคือท่านลุงของบิดาเขา”
‘เฉาอู๋จวี้’ ส่งยิ้มให้หมิงหยวน “น้องชายเดินทางมาไกลคงเหนื่อยไม่น้อย”
วางตัวดีสงวนท่าทีกิริยาวาจาทั้งบุคลิกและกิริยาท่าทางสุขุมนุ่มลึกดูเป็นผู้ใหญ่ ทว่าหมิงหยวนก็มิได้แปลกใจแม้วันเวลาจะผันผ่านมาหลายร้อยปีถึงกระนั้นความเป็นคนในราชวงศ์ในชาติก่อนก็ยังคงอยู่การระมัดระวังคำพูดและการกระทำนั้นคือหนึ่งในวิธีการปกป้องตนเอง
“ท่านผู้นี้คือคุณชายหม่าน นามว่า ‘หม่านหรง’ อายุสิบเจ็ดเป็นทายาทลำดับที่สิบเจ็ด เราจึงเรียกเขาว่า ‘หม่านสือชี’ บรรพบุรุษของเขาเป็นผู้มียศถาบรรดาศักดิ์สูงส่งซึ่งก็คือหม่านไทเว่ยในราชวงศ์ก่อน”
แม้หม่านหรงอยู่ในท่านั่งคุกเข่าทว่าความสูงของเขาก็ยังโดดเด่นที่สุดในบรรดาคุณชายทั้งหมดเขาดูสูงส่งจนผู้คนต้องตกตะลึง หมิงหยวนสะดุ้งโหยง เพราะเขาได้ยื่นมือโบกไปมาตรงหน้าเพื่อเรียกสติก่อนจะหัวเราะพร้อมบ่น “ไม่เอาน่าๆตอนนี้ข้าเป็นเพียงคุณชายตกอับขอบคุณน้องสามหมิงที่ยังให้เกียรติเชิญข้ามาร่วมดื่มกินแล้วก็ไม่ต้องเอ่ยถึงบรรพบุรุษข้าแล้ว ข้าทำตัวไม่ถูกน้องสามหมิงอยู่ที่นี่มาปีกว่า เอาแต่พูดถึงหยวนเก้อเอ๋อร์จนพวกเราอยากเจอเจ้าเต็มทน อยากเห็นผู้อัจฉริยะว่าหน้าตาเป็นเช่นไรในที่สุดวันนี้ก็มาถึง”
หมิงหยวนชอบท่าทางร่าเริงสดใสของคนผู้นี้ แต่พอถูกเขาเยินยอปานนั้นหมิงหยวนก็พลันหน้าแดง รีบวาดมือโค้งคำนับ “ชมเกินไปแล้วเยี่ยเก้อเอ๋อร์คงคิดถึงบ้านถึงลืมน้องชายไม่ลง” หมิงหยวนประสานมือคารวะ“หมิงหยวนก็แค่บัณฑิตทั่วไป มิได้มีสามหัวหกแขน [1]”
“หยวนเก้อเอ๋อร์ ไยเจ้าต้องถ่อมตัวถึงเพียงนี้”หม่านหรงเอ่ยด้วยรอยยิ้มพลางกวาดตามองคนตรงหน้าขึ้นๆ ลงๆ ก่อนจะเอ่ยชม “สรุปแล้วเจ้าเป็นอัจฉริยะจริงด้วย”
คนที่เหลือล้วนเป็นลูกหลานตระกูลชนชั้นกลาง คนหนึ่งแซ่หวัง นามว่า ‘หวังอี้จือ’หมิงเยี่ยไม่ได้ลงรายละเอียดเรื่องภูมิหลังของเขามากนักทั้งยังไม่ได้ชี้แจงว่าอี้จือเป็นชื่อหลักหรือชื่อรองไม่รู้ว่ามีความเกี่ยวข้องกับคนแซ่หวังผู้เรืองนามคนนั้นหรือไม่ เขาไม่เอ่ยถึงไม่ควรเอ่ยถึง หมิงหยวนยิ่งไม่คิดที่จะถาม ทั้งยังแสร้งทำเป็นไม่รู้
หมิงหยวนอายุน้อยที่สุดตามที่คาดไว้เขาจึงต้องรินเหล้าให้บรรดาคุณชายทีละคนๆ พวกเขาล้วนเป็นเด็กหนุ่มกินดื่มสนทนาด้วยกันสักพักก็เริ่มสนิทสนมคุ้นเคย หัวข้อสนทนามีตั้งแต่เรื่องบทกวีบทเพลง ไปจนถึงข่าวสารบ้านเมือง แม้ระดับความรู้ยังไม่สูง ทว่าพวกเขาก็ไม่ใช่บัณฑิตพูดจาเลื่อนลอยเรื่อยเปื่อยไร้สาระเท่านั้น
หมิงหยวนพยักหน้าชื่นชมหมิงเยี่ยหมิงเยี่ยก็ยิ่งภูมิอกภูมิใจที่ตนเองมีความสามารถในด้านการจดจำผู้คนท่าทางเขาดีใจจนหางกระดิก
ร่ำสุราสนทนาพาทีได้พักหนึ่ง จู่ๆ หมิงเยี่ยก็เอ่ยถึงเรื่องวันก่อน ปรากฏว่ารถม้าที่ถูกเซี่ยฮุยขี่ม้าชนจนเสียหลักนั้นเป็นถึงรถม้าของรองเสนาบดีในราชสำนัก ถือว่าเป็นการกระทำที่อุกอาจมาก
“เกิดเรื่องขนาดนี้ไม่มีผู้ใดร้องเรียนเลยหรือ?” หมิงหยวนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแปลกใจ
“ร้องเรียน?” ทุกคนหลุดหัวเราะ“ร้องเรียนคุณชายเซี่ยหรือร้องเรียนเซี่ยไท่ฟู่ข้าเตือนเจ้าไว้ก่อนเลยว่าให้หลีกเลี่ยงคนผู้นี้ให้ถึงที่สุดเขาคือคุณชายสูงศักดิ์อันดับหนึ่งในเมืองนี้”
หมิงหยวนเกิดความอยากรู้อยากเห็น “ท่านเอาแต่พูดว่า ‘อันดับหนึ่ง' เหมือนกำลังเลี่ยงที่จะเอ่ยถึงใครบางคนอยู่ตลอดยังมีผู้ใดอีกหรือ?”
“คืออย่างนี้…” หมิงเยี่ยเตรียมเล่าเรื่อง ท่าทางขยันขันแข็งแม้เรื่องเรียนเขาจะไม่ถนัด แต่เรื่องชาวบ้านนั้นเขาเชี่ยวชาญอย่างถึงที่สุด เขาจึงเริ่มเทถั่วหมดกระบอกทันที
ยามนั้นตระกูลใหญ่ปกครองร่วมกับราชวงศ์ฮ่องเต้ต้องอาศัยการสนับสนุนจากตระกูลใหญ่ หากไม่ได้รับการยอมรับจากคนเหล่านั้นแม้จะได้ครองบัลลังก์ แต่ขาบัลลังก์ก็หาได้มั่นคงไม่จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลายราชวงศ์จะอยู่ได้ไม่ถึงร้อยปีขุนนางตระกูลใหญ่ที่สืบทอดอำนาจหลายชั่วอายุคนนั้นมีไม่น้อยทว่าตระกูลที่มีอำนาจมากที่สุดในยามนี้มีเพียงสองตระกูลก็คือหวังและเซี่ย
“เจ้าเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า ‘จือหลันหายากไม้ยกงามจากตระกูลเซี่ยหยกทองล้ำค่ากองเต็มหน้าจวนตระกูลหวัง นกเหยี่ยวนับร้อยบินสู่รังตระกูลหวนราษฎรหลายครัวเรือนในเมืองสือโถว’ หรือไม่?”
กล่าวขานกันมาเช่นนี้ทว่าตั้งแต่การยกทัพบุกทางเหนือได้รับความแพ้พ่าย หวนกงสิ้นชีพในสนามรบอำนาจของตระกูลหวนจึงเสื่อมถอยยามนี้อำนาจที่มีจึงเทียบกับตระกูลเซี่ยและหวังไม่ได้แต่ก็ยังจัดอยู่ในระดับรองลงมาเช่นเดียวกับตระกูลฉี เซวีย เฉา และตระกูลอื่นๆยังมีเหล่าตระกูลที่มีสถานะไม่ชัดเจน แต่มั่นคงและอยู่มานานอย่างตระกูลเยี่ยน หลูหนิง เฉิง และอีกหลายสิบหลายร้อยตระกูลที่สืบทอดมาหลายชั่วอายุคนล้วนแล้วแต่มีบรรพบุรุษเป็นบุคคลสำคัญในอดีต
“ยังมีคุณชายผู้สูงศักดิ์อีกคนหนึ่ง สถานะสูงส่งเสียยิ่งกว่าสูงส่งแต่คนผู้นี้ไม่จำเป็นต้องหลบเลี่ยง...”
“ผู้ใด?”
หมิงหยวนสังเกตเห็นว่าพอหมิงเยี่ยพูดถึงคนผู้นี้ทุกคนในที่นี้ต่างยกยิ้มเหมือนเข้าอกเข้าใจเป็นอย่างดี
“คุณชายฉางผิง นามว่า ‘หยางจวิน’”
หมิงหยวนตัวแข็งทื่อทันทีที่ได้ยินชื่อนั้น ฉางผิง…ชื่อนี้…
ทว่าหยางจวินไม่ได้แซ่เว่ย แต่ก็เป็นเชื้อพระวงศ์มารดาคือองค์หญิงใหญ่ในราชวงศ์ก่อน และเป็นพระปิตุจฉาของฮ่องเต้ในยามนั้น
นางอภิเษกครั้งแรกกับอันกั๋วโหว ทว่าอันกั๋วโหวอายุสั้นจากไปทั้งที่ยังไม่มีบุตรไว้สืบสกุลนางจึงอภิเษกใหม่กับหย่งหนิงโหวที่เป็นม่ายเหมือนกันเป็นตำแหน่งที่บุตรชายคนโตในตระกูลหยางได้รับการสืบทอดกันมายามที่ฮ่องเต้องค์ก่อนยังอยู่หยางจวินผู้เป็นโอรสขององค์หญิงใหญ่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นฉางผิงป๋อเป็นที่เรื่องลือกันว่าฮ่องเต้องค์ก่อนทรงอุ้มหยางจวินในยามนั้นเพื่อเลือกชื่อบรรดาศักดิ์ด้วยตนเองพอเขาจับได้คำว่าฉางผิงฮ่องเต้องค์ก่อนก็ทรงยินดีปรีดากล่าวชื่นชมเขาว่าเลือกได้ดี อายุยืนยาวใต้หล้าสงบสุข [2]
มีข่าวลือว่าเมื่อหยางจวินเติบโตจะได้รับตำแหน่งโหวทว่าหลังจากฮ่องเต้องค์ก่อนสิ้นพระชนม์ก็ไม่มีผู้ใดเอ่ยถึงเรื่องนี้อีก
หม่านหรงคลี่ยิ้ม “เดิมทีข้าก็บอกให้พี่เยี่ยส่งเทียบเชิญให้เขาด้วยแต่พี่เยี่ยก็ไม่ยอมส่ง ความจริงแล้วท่านป๋อน้อยก็ไม่ได้เจ้ายศเจ้าอย่างอันใดชอบทำความรู้จักสหายใหม่เสียด้วยซ้ำ หลายคนที่นี่ก็สนิทสนมกับเขาดีหากเขามาล่ะก็จะต้องครึกครื้นยิ่งกว่านี้เป็นแน่”
“เหอะ! คนผู้นั้นทำตัวเหมือนท่านป๋อน้อยที่ใดกัน”คนในโต๊ะต่างหัวเราะร่า
มีเพียงหมิงหยวนเท่านั้นที่ทำหน้างงหมิงเยี่ยจึงหันมาบอกเขาว่าพอได้พบคนผู้นั้นแล้วจะเข้าใจเองเอ่ยจบก็หันกลับไปคุยกับหม่านหรง “ไม่รู้ตอนนี้เขาอยู่ในสถานะใดอีกอย่างตอนนี้เขาคงไม่อยู่ในเมืองเจี้ยนคัง”
ทุกคนหัวเราะทันที ที่แท้หมิงเยี่ยไม่เชิญก็เพราะเหตุนี้
“เขาช่างเป็นคนที่แปลกประหลาดยิ่งนัก อย่าว่าแต่สำนักศึกษาหลวงแม้แต่สำนักศึกษากลาง หากอยากเข้าศึกษาก็ใช่ว่าจะเข้าได้ง่ายๆ แต่ทว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหากับคนที่มีสถานะอย่างเขาสำนักศึกษาหลวงนั้นเก่าแก่และมีมานานหลายร้อยปี แม้มีการเปิดให้สอบเข้าแต่มีเพียงไม่กี่คนที่สอบผ่าน คุณชายฉางผิงผู้นี้ไม่สนใจระบบฉาจวี่เลือกที่จะปิดบังชื่อแซ่สมัครสอบด้วยตนเอง ใช้เวลาอยู่สามปี ในที่สุดก็สอบผ่านพอตัวตนที่แท้จริงของเขาถูกเปิดเผยก็สร้างความประหลาดใจให้ผู้คนทั้งเมืองเจี้ยนคังต่างยกย่องชื่นชมเขา ผลคือเรียนได้สองเดือนก็ลาออก พร้อมทิ้งคำพูดไว้หนึ่งประโยค ‘ชื่อเสียงนั้นเป็นเท็จไม่เกิดประโยชน์ต่อบ้านเมือง’ก่อนจะทิ้งพู่กันหันไปจับดาบขี่ม้ามุ่งหน้าสู่กองทัพเป่ยฝู่”
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] สามหัวหกแขน (三头六臂) หมายถึงมีความสามารถโดดเด่นเหนือคนทั่วไป
[2] อายุยืนยาว ใต้หล้าสงบสุข (岁岁长平,天下长平) เนื่องจากชื่อฉางผิง (长平) ฉาง มีความหมายว่ายาวหรือยาวนานส่วนผิง มาจากคำว่าผิงอัน (平安) มีความหมายว่าสงบสุข ราบรื่นหรือความสันติ