“เมื่อกี้เจ้าว่าอย่างไรนะ” เหม่ยอิงย้อนถาม รู้สึกเสียเวลามากที่ต้องคุยกับคนเหล่านี้อีกรอบ สกุลหลี่ราวกับตัวปัญหาในนิยายออนไลน์ แม่สามีเข้ามาจุ้นจ้าน สร้างเรื่องดราม่าทุกวี่ทุกวันให้นักอ่านรังเกียจ ตัวละครของนางหวังฝูทำให้เหม่ยอิงรู้สึกเช่นนั้น และก็อดไม่ได้ที่จะเสียอารมณ์
“เจ้านี่มันวอนจริงๆ คิดหรือว่าทำไขสือแล้วจะรอดตัวได้!” หวังฝูคำรามเสียงเหี้ยม ชี้หน้าขู่ “ผลท้อของเจ้ามันเป็นของปลอม เจ้ากล้าดีเช่นไรถึงได้เอามาหลอกพวกข้า ดังนั้นวันนี้ข้าจึงต้องการเลือดหัวเจ้านางแพศยา!”
“ผลท้อปลอม...แล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้า”
“เกี่ยวสิ! จะไม่เกี่ยวได้อย่างไรก็เพราะหลี่หานได้มันมาจากลูกเจ้า!”
เหม่ยอิงชะงักในตอนต้นก่อนจะเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้น ทันใดนั้นรอยยิ้มของนางก็บิดเบี้ยว
“เมื่อวานนี้นี่เอง หลี่เหนียงเอาลูกท้อไปให้หลี่หาน แต่แท้จริงกลับบอกว่าพี่ชายของนางกิน หึหึ เป็นเด็กที่ดื้อรั้นเสียจริงนะ โกหกแม้กระทั่งแม่ตัวเองเพียงเพราะหลี่หาน ไหนก่อนหน้านั้นบอกว่าจะยืนอยู่ข้างฉันผู้ที่เป็นแม่ไง หรือสายเลือดสกุลหลี่ในกายมันแรงมาก จึงกระหายใคร่เพียงถ้อยคำของหลี่หาน”
เหม่ยอิงทำได้เพียงบ่นในใจเงียบๆ แต่หลังจากนั้นคงต้องคุยกับเด็กๆ เสียหน่อย ไม่งั้นหากปล่อยปะละเลยโดยไม่ทำอะไรสักอย่าง จะเรียกว่าการอบรมสั่งสอนในทางที่ถูกได้อย่างไร ดังนั้นนางจึงต้องทำ
พอเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้น มันก็ง่ายสำหรับเหม่ยอิงที่จะแก้ปัญหา มุมปากนางยกขึ้น ดวงตาเหล่มองกลุ่มคนตรงหน้า
“ของก็กินแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดจึงไม่พอใจอีก หรือต้องการเข้ามาในบ้านข้าแล้วปล้นชิงกลางวันแสกๆ”
“เหม่ยอิงอย่าได้กล่าววาจาเช่นนั้น สกุลหลี่ของข้าหาได้เป็นโจรต่ำช้าไม่!” หลี่หานที่อยู่ไม่ไกลเข้ามาแทรก น้ำเสียงของเขาแสดงความเป็นปฏิปักษ์ชัดเจน
เหม่ยอิงโบกมือน้อยๆ “หุบปากเถิดหลี่หาน ดูสภาพของเจ้าสิแขนยังไม่หายดีเลยไม่ใช่หรือ เหตุใดจึงไม่พักผ่อนสักหน่อยเล่า เดี๋ยวไปทำงานไม่ได้คนบ้านหลี่จะอดตายเอานะ”
“หุบปาก หุบปาก!” ไม่รู้ว่าจี้ตรงใจดำหรือไม่ แต่หลี่หานตอนนี้ดูเหมือนจะควบคุมอารมณ์ได้ยาก “คนบ้านหลี่ของข้าเป็นคนขยัน หาได้งอมืองอเท้าเช่นเจ้าไม่!”
“เช่นนั้นหรือ แต่สิ่งที่ข้าเห็นมีเพียงเจ้าเท่านั้นที่ทำงานนะ นี่เรียกว่าอะไร...เสาหลักของบ้านหรือ หรือว่าคนโง่ที่ถูกใช้เหมือนวัวเหมือนควาย”
“นางสารเลว! หุบปากให้ข้าเดี๋ยวนี้!” หลี่หานทนไม่ไหวแล้วที่โดนดูถูกดูแคลน เขาวิ่งเข้าไปหาเหม่ยอิง ใช้แขนข้างที่ไม่ได้รับบาดเจ็บต้องการต่อยนางให้หลาบจำ
เย่เฟิงต้องการเข้ามาช่วยแต่เหม่ยอิงสะบัดนิ้วเบาๆ เสียงสายฟ้าพลันคำรามก้องฟ้า ดุจมังกรสวรรค์อุบัติขึ้น
“แย่แล้ว! แย่แล้ว ทวยเทพกำลังพิโรธ เห็นหรือไม่ข้าบอกแล้วว่าให้อยู่บ้านไม่ต้องออกมา ท่านแม่ก็ยังมาชวนให้ไปหาเรื่องนางเหม่ยอิงอีก ตอนนี้จะทำอะไรได้ ต้องรีบกลับไปที่บ้านหาที่ซ่อนโดยเร็ว!” คนที่ตะโกนคือหลี่อี้ ผู้หญิงที่มักเข้ามาขอข้าวเหม่ยอิงกินจนเจ้าตัวตาย
ทันทีที่สิ้นเสียงของหลี่อี้ทุกคนก็ตอบสนองทันที ยังไม่ลืมกับภาพเหตุการณ์บนท้องฟ้าเหนือหมู่บ้านกวนปิง ยามนี้เสียงฟ้าร้องคำรามทำให้หัวใจคนบ้านหลี่เต้นไม่เป็นจังหวะ เผ่นแน่บไปในที่สุด
แม้แต่หวังฝูที่บอกว่าจะเอาเลือดหัวของเหม่ยอิงก็วิ่งหนี นางเก่งกับเหม่ยอิงผู้หญิงตัวคนเดียว แต่ให้เผชิญหน้ากับยักษ์สายฟ้าไม่มีทางเสียหรอก
หลี่หานเป็นคนสุดท้ายที่วิ่งหนี ไม่สิก่อนหน้านั้นเขาชกไปที่เหม่ยอิงแต่ถูกเธอคว้าแขนในขณะออกหมัด ตามด้วยเท้าขวาถูกเตะให้ล้ม หลี่หานไม่มีเวลามัวสนใจแก้แค้นเหม่ยอิง พอลุกขึ้นได้ก็รีบวิ่งทันที
เหม่ยอิงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “ตลกจริงๆ เพียงแค่เสียงฟ้าร้องก็กลัวจนหัวหด”
นางลูบแหวนบนนิ้วเบาๆ นี่คือสมบัติจากสวรรค์ที่กลายเป็นแหวน สามารถช่วยนางกระทำเรื่องต่างๆ ด้านนอกอาณาเขตได้ เช่นเมื่อครู่ที่สร้างเสียงสายฟ้าจนคนบ้านหลี่ขวัญหนีดีฝ่อ
จัดการเสร็จเหม่ยอิงก็กลับเข้าไปในบ้าน ใบหน้าของนางยังครุ่นคิดถึงเรื่องที่หวังฝูกล่าว
“หากพวกเขาได้กินลูกท้อจริง เป็นไปไม่ได้ที่จะมาหาเรื่องเราวันนี้ ดังนั้นลูกท้อจึงต้องถูกสับเปลี่ยนหลังจากที่หลี่เหนียงขโมยจากในครัว และคนที่สามารถทำเช่นนั้นได้ก็คงจะเป็นเย่เฟิง...”
หลังจากที่อยู่ด้วยกันมาหลายวันเหม่ยอิงรู้ว่าเย่เฟิงมีนิสัยเช่นไร ดังนั้นจึงไม่คิดตำหนิอีกฝ่าย แต่แค่หันไปพยักหน้าตามด้วยกล่าว
“เจ้าทำได้ดีมากที่สับเปลี่ยนลูกท้อ หากพวกเขาได้ไปก็คงเป็นเรื่องแย่”
เย่เฟิงที่รับฟังอยากจะโต้แย้ง
ลูกท้ออะไรกันเขาไม่ได้เป็นคนทำเสียหน่อย แต่ในขณะนั้นเองเสียงหนึ่งดังขึ้นในใจเขา
“นายท่านไก่ผู้นี้เองที่เป็นคนสับเปลี่ยนผลท้อ เจ้าไม่จำเป็นต้องโต้แย้งท่านเซียน เพียงพยักหน้าบอกว่าเป็นฝีมือของเจ้าก็พอ”
“เดี๋ยวสิ เหตุใดท่านจึงไม่บอกเองเล่า” เย่เฟิงเหลือบมองเล้าไก่ที่อยู่ไม่ไกล ตอนนี้ก้วนหลี่กำลังนอนอาบแดดอย่างเกียจคร้าน
“ข้ารู้...เพราะท่านเซียนไม่อยากเปิดเผยการมีอยู่ของข้า ดังนั้นก็ทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ข้าจะนอนแล้วเจ้าเข้าใจนะ”
เย่เฟิงอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่สุดท้ายเขาก็ทำได้เพียงปิดปากเงียบ แล้วพยักหน้าให้กับคำพูดของเหม่ยอิง
หลังจากกลับมานั่งในห้องโถง เหม่ยอิงก็กล่าวกับเย่เฟิงว่า “จริงสิเย่เฟิง เจ้ารู้วิธีการสร้างประตูแห่งดวงดาวหรือไม่”
“ประตูแห่งดวงดาว...ข้าไม่รู้จักหรอกขอรับ ผู้ที่รู้น่าจะเรียนอยู่ในส่วนยุทโธปกรณ์ของนิกาย พวกเขาเรียนเกี่ยวกับวงเวทย์ การเขียนยันต์ สร้างอาวุธวิเศษเป็นต้น” เย่เฟิงไม่รู้ว่าเหม่ยอิงถามทำไม เพราะสำหรับเขาเหม่ยอิงนั้นรอบรู้ทุกด้าน สามารถทำได้ทุกอย่างที่ใจนึกอยาก แต่กระนั้นเขาก็ตอบตามตรง
“งั้นหรือ...แย่จริงๆ ตอนนี้ข้ากำลังต้องการประตูแห่งดวงดาว แต่เหมือนว่าเจ้าจะไม่มีความรู้”
ฟังจากน้ำเสียงของเหม่ยอิง อยู่ๆ เย่เฟิงก็รู้สึกเจ็บปวดหัวใจ
“เป็นไปได้ไหมที่ท่านเซียนกำลังสอนสั่งข้า ประตูแห่งดวงดาวสามารถเดินทางไกลหลายร้อยหลายหมื่นลี้ได้เพียงจ่ายค่าผ่านทาง แต่ว่าทำไมท่านเซียนถึงได้สอนเยี่ยงนี้”
เย่เฟิงไม่สามารถหาคำตอบได้ แต่จะให้ถามเหม่ยอิงตรงๆ ก็ไม่กล้า จะถามพยัคฆ์ขาวมันก็ไปกับหลี่เหนียง ตอนนี้ตัวเลือกเดียวที่สามารถช่วยเหลือเขาได้คือก้วนหลี่ แต่พี่ไก่กำลังนอนหลับกับนางสนมของมัน เข้าไปรบกวนไม่ได้ ต้องรอให้อีกฝ่ายตื่นนอนขึ้นมาเอง
หลังจากก้วนหลี่ตื่นขึ้นมา เย่เฟิงก็เล่าคำพูดของเหม่ยอิงให้มันฟัง ก้วนหลี่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามว่า
“เจ้าฝึกวิถีแห่งกระบี่สินะ”
“ใช่ มีอะไรหรือเปล่าขอรับ”
“อืม การฝึกวิถีแห่งกระบี่จะต้องเคลื่อนไหวรวดเร็ว ฝีเท้าลมกรดยากที่จะจับตัว ความหมายของท่านเซียนที่อยากจะบอกเจ้าตอนนี้ก็คือ เจ้าช้ามากเหมือนเต่า และท่านเซียนต้องการให้เจ้าเคลื่อนไหวรวดเร็วเช่นประตูแห่งดวงดาว!”
หากเหม่ยอิงได้ยินการวิเคราะห์ของก้วนหลี่ ก็ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี เพราะสำหรับนางที่ถามก็แค่อยากได้วิธีสร้างประตูเท่านั้น จะได้เดินทางไปยังเมืองปิงอันสะดวกขึ้น
เย่เฟิงตบต้นขาตัวเอง ใบหน้าของเขาแสดงความปิติยินดียิ่ง “ขอบคุณพี่ชายยิ่งที่ไขข้อสงสัยของข้า แต่อย่างใดก็ตามข้าไม่สามารถเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าประตูแห่งดวงดาว”
“เจ้านี่โง่จริง ท่านเซียนเหม่ยสอนสั่งเจ้าวันนี้ มิได้ให้เจ้าทำได้เลยเสียหน่อย”
“เป็นเช่นนั้น ถ้างั้นข้าก็จะค่อยๆ ฝึกฝนไป”
“ทำอย่างนั้นไม่ได้ มันจะช้าเกินไป เจ้าจำเป็นต้องตามหาผู้สลักวงเวทย์ ผู้ที่สร้างประตูแห่งดวงดาว พาคนผู้นั้นมาที่นี่จากนั้นเจ้าจึงเรียนรู้จากเขา วิธีนี้น่าจะรวดเร็วกว่า”
“เอ๋...แล้วข้าจะไปหาคนแบบนั้นจากที่ใด มันคงเป็นเรื่องยากสำหรับข้า”
“เฮ้อ...เจ้านี่โง่จริงๆ เจ้าไม่คิดหรือว่านี่เป็นหนึ่งในบททดสอบของท่านเซียนเหม่ย”
“บททดสอบ...ท่านหมายถึงข้าต้องลักพาตัวผู้สลักวงเวทย์จึงจะผ่านด่านเช่นนั้นหรือ” เย่เฟิงเบิกตากว้าง คล้ายกับว่าอยู่ๆ ยืนอยู่บนหน้าผาไม่สามารถเดินไปต่อได้ ทว่าในขณะนั้นกลับมีเถาวัลย์ตกลงมาจากท้องฟ้า ให้เขาได้เอื้อมมือไปคว้าแล้วดึงตัวเองขึ้นไป
“ใช่มันคือบททดสอบ หนึ่งในการฝึกฝนที่เซียนเหม่ยเตรียมไว้สำหรับเจ้า เจ้าแค่ต้องไปลักพาตัวผู้สลักวงเวทย์”
“ข้าเข้าใจแล้ว ถ้าเช่นนั้นข้าจะไปที่สำนักใดดี”
“อืม..สำนักที่เชี่ยวชาญเรื่องวงเวทย์ ยุทโธปกรณ์อัศจรรย์ในแดนเซียนก็มีไม่มากนักหรอก แต่ที่โด่งดังก็จะมีอยู่สองที่ หนึ่งคือสำนักเต๋าอนันตกาล สองคือสำนักบรรจบแดน สองสำนักนี้เชี่ยวชาญการเขียนวงเวทย์ยิ่ง แต่ในขณะเดียวกันการเข้าไปในนั้นแล้วลักพาตัวคนผู้หนึ่งออกไปก็ยิ่งเป็นเรื่องยาก”
“ถ้าเช่นนั้นข้าจะทำอย่างไรดี” มันคือการทดสอบ แต่แค่ฟังเย่เฟิงก็ถึงกลับท้อใจ เป็นไปได้ไหมที่เขาอาจจะไม่ผ่านการทดสอบ สุดท้ายจึงถูกเซียนเหม่ยไล่ออกจากหมู่บ้านกวนปิง