หมื่นอสูรก้มกราบ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 54 : เส้นทางของผู้แข็งแกร่ง

            ภายในห้องหลอมโอสถที่เงียบสงัดนัยน์ตาทั้งสองของเต้าหลิงฉายประกายแสงเย็นอุณหภูมิที่อยู่ภายในห้องลดต่ำลงอย่างรวดเร็วแสงเย็นที่พรั่งพรูออกมาทำให้ผู้คนต้องตัวสั่นเทา

            ในวันนี้ ปริศนาความสงสัยทุกๆ อย่างถูกไขกระจ่างแต่เต้าหลิงก็ไม่อาจจะยอมรับมันได้เขาคิดไม่ถึงเลยว่าตนจะพบเจอกับเรื่องเลวร้ายเช่นนี้

            หลังจากที่นิ่งเงียบอยู่นาน สุดท้ายเขาก็กล่าวพึมพำออกมา “ขโมยพลังต้นกำเนิดของข้าไปจนทำให้ตระกูลของข้าแยกจากกัน ข้าจะไปหาพวกเจ้าในสักวันหนึ่ง”

            ฝ่ามือของเขาค่อยๆ กระชับหมัดขึ้นอย่างช้าๆ ดวงตาทั้งสองฉายแสงความแน่วแน่และความมุ่งมั่นอย่างไม่เคยมีมาก่อน

            อู่ตี้น่ากลัวมาก ซึ่งเขาแตกต่างกับเต้าหลิงเดิมทีเต้าหลิงนั้นมีครอบครัวที่ดี ทว่าเพราะเหตุการณ์ที่พลิกผันจนถึงตอนนี้เขาก็ไม่เคยได้พบหน้าแม่ มีเพียงภาพในความทรงจำที่แสนเลือนลางเท่านั้น

            ถึงแม้ว่าเต้าหลิงจะรู้จักโลกนี้ไม่มากเท่าไรนักแต่เขาก็พอที่จะสัมผัสได้ว่าพลังของวิหารยุทธ์นั้นน่ากลัวมากพวกเขาสามารถหาทรัพยากรล้ำค่ามาเลี้ยงดูอู่ตี้ได้แล้วยิ่งมีพลังต้นกำเนิดของเต้าหลิง คนคนนี้จะต้องเดินไปได้ไกลมากและเป็นไปได้ที่จะเป็นหนึ่งในใต้หล้าของดินแดนลึกลับ

            ทว่าด้วยความเชื่อมั่นในเส้นทางแห่งยุทธ์ของเต้าหลิงที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเขาเชื่อว่าเขาจะสามารถขึ้นไปถึงจุดสูงสุดของเส้นทางแห่งยุทธ์ได้

            นี่คือความเชื่อมั่นของเขา เขาไม่หวั่นกลัวผู้ใดที่เป็นหนึ่งก็คือตัวของเขาเอง

            หากความเชื่อมั่นไม่มี แล้วจะฝึกฝนยุทธ์ไปเพื่ออะไร

            จอมยุทธ์ก็คือไม้แข็งที่ไม่แตกหักและโค้งงอ

            หากฟ้าต้องการกดทับเขา เขาก็จะทำลายท้องฟ้าเสีย!

            “อู่ตี้”เต้าหลิงลุกยืนขึ้น สายตากลับมาเป็นปกติ ทว่ายังแฝงไปด้วยเจตนารมณ์ของการต่อสู้เขากำหมัดพลางกล่าวออกมา “ข้าสูญเสียพลังงานต้นกำเนิดไปแต่ยังสามารถยืนอยู่ในจุดสูงสุดของขั้นหล่อกายาได้คนของวิหารยุทธ์คงจะคิดไม่ถึงสินะ บางทีพวกเขาอาจจะคิดว่าข้าตายไปแล้ว”

            “กายบรรพกาลศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่เพราะพลังต้นกำเนิดน่ากลัว แต่เป็นเพราะพลังศักยภาพของคุณสมบัติกายต่างหากล่ะ”นัยน์ตาของเขาประกายแสงสว่างราวกับดวงจันทร์สองดวงที่ส่องแสง “ถึงแม้ว่าข้าจะไม่มีพลังต้นกำเนิดแต่หากข้าหมั่นฝึกฝนต่อไปเรื่อยๆ จะต้องมีสักวันหนึ่งที่ข้าจะทำให้พวกเจ้าจะต้องชดใช้”

            หลายวันมานี้ เขาสัมผัสได้ว่าภายในร่างกายของเขามีพลังสวรรค์ลึกลับบางอย่างแอบซ่อนอยู่ทว่าการปลุกมันขึ้นมาเป็นเรื่องยากยิ่งตอนนี้เต้าหลิงรู้ว่าพลังงานต้นกำเนิดยังอยู่ แต่มีเหลืออยู่เพียงแค่เศษเสี้ยวการฟื้นคืนมันกลับมาจะต้องใช้วิธีการพิเศษ

            เขาเข้าใจถึงสาเหตุที่เขาเอาแต่นอนหลับ นั่นเป็นเพราะพลังงานต้นกำเนิดของเขากำลังฟื้นตัวขึ้นแต่ถ้าอยากให้การฟื้นคืนพลังเป็นเหมือนกับตอนที่เขาอายุหนึ่งขวบแล้วล่ะก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

            “เจ้าใช้พลังต้นกำเนิดของข้าช่วงชิงอันดับหนึ่งของขั้นหล่อกายามาข้าอยากจะรู้นักว่าในขั้นพลังนี้ ใครจะแข็งแกร่งกว่าใคร”นัยน์ตาของเต้าหลิงประกายแสงเย็นเขาต้องการกำราบชื่อของอู่ตี้ที่อยู่บนศิลาเทพยุทธ์ลงไปเสีย!

            อู่ตี้แข็งแกร่งมาก ซึ่งเต้าหลิงก็ไม่เคยดูถูกฝ่ายตรงข้ามเขามีวิหารยุทธ์หนุนอยู่เบื้องหลังและได้ตั้งชื่อว่าอู่ตี้เห็นได้ชัดว่าวิหารยุทธ์นั้นคาดหวังในตัวของเขามากแค่ไหนทรัพยากรที่เขาได้รับเป็นสิ่งที่คนธรรมดาไม่อาจจะจินตนาการได้ถึง

            ในตอนที่เขาอายุได้สิบขวบเขาก็สามารถกำราบศิลาเทพยุทธ์และขึ้นเป็นที่หนึ่งของศิลาได้ซึ่งในตอนนั้นผู้คนส่วนใหญ่ยังไม่ได้เริ่มฝึกยุทธ์เสียด้วยซ้ำทว่าเขากลับล้ำหน้าคนรุ่นเดียวกันไปไกลลิบ

            เต้าหลิงรู้ดีว่าพลังของเขาในตอนนี้ยังห่างชั้นกับอู่ตี้อีกมากเขาพึ่งจะเริ่มฝึกฝนได้แค่สองเดือนเท่านั้น

            ทั้งอู่ตี้ก็ยังมีทรัพยากรมหาศาลของล้ำค่าหลายชนิดที่ไม่อาจนับได้หมด ใจขั้นหล่อกายาไม่รู้ว่าเขาร่ำเรียนคัมภีร์โบราณและตำราเต๋าไปเท่าไรทำให้พื้นฐานที่เขาสะสมมาแน่นและแข็งแกร่งมาก แค่ทะลวงเข้าสู่ขั้นสถิตวิญญาณพลังของเขาก็ทะยานออกไปอย่างก้าวกระโดด

            นี่คือศัตรูตัวฉกาจที่เขาไม่เคยมีมาก่อน

            ตอนนี้เต้าหลิงยังอยากจะรู้เรื่องอีกมากแม่ของเขาและหลิงเยี่ยนไปอยู่ที่ไหน ตอนนี้ตระกูลเต้าเป็นอย่างไรบ้าง

            เขายันกายลุกขึ้นยืนออกไปข้างนอกสายตาจดจ้องไปที่ท้องฟ้าสีคราม หัวใจค่อยๆ สงบลง

            เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนั้นทำให้เขารู้ว่าโลกนี้ช่างเลวร้ายยิ่งนักการเกิดมาพร้อมพรสวรรค์ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป

            เขายืนอยู่ที่เดิมสักพักหนึ่ง  พลางขยับฝีเท้าเดินออกไปช้าๆตอนนี้ในเมืองชิงโจวเต็มไปด้วยจอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่งมากมาย รอพ้นช่วงนี้ไปสักระยะเขาจะลองไปทดสอบขั้นพลังที่ศิลาเทพยุทธ์ดู เพื่อจะรู้ว่าตนอยู่ในระดับไหน

            เขาไม่ใช่คนโง่ที่ทำอะไรโดยไม่ไตร่ตรอง เขาไม่ยอมเอาตัวเองไปเสี่ยงอันตรายในอนาคตเขายังมีเรื่องที่ต้องให้สะสางอยู่อีก

            “ลองไปที่หอคัมภีร์ยุทธ์ก่อนก็แล้วกันในตอนนี้ข้าต้องการวิชามหาอำนาจ” เต้าหลิงกำหมัดแน่นจะให้วิชาฝ่ามือหยินหยางรั่วไหลออกไปไม่ได้ ไม่เช่นนั้นจะต้องเกิดหายนะครั้งใหญ่อีกทั้งพื้นฐานพลังของเขายังอ่อนแอเกินไป เขาจะต้องหาวิชามหาอำนาจมาฝึกเพื่อขัดเกลาตัวเอง

            นี่เป็นครั้งแรกที่เต้าหลิงต้องการพลังมากขนาดนี้เขาอยากจะแข็งแกร่งขึ้นเพื่อพิสูจน์ตัวเอง

            ในขณะที่เต้าหลิงกำลังเดินมุ่งหน้าไปที่หอคัมภีร์ลับตรงหน้าของเขาก็มีแขกที่ไม่รับเชิญปรากฏตัวขึ้นมา

            สีหน้าของหวังย่าดูไม่ดีนักไม่คิดเลยว่าผู้ดูแลคลังสมบัติจะเคารพเต้าหลิงมากขนาดนี้ซึ่งนั่นทำให้นางรู้สึกหวั่นกลัวมากตอนนี้เด็กหนุ่มคนนี้ไม่ใช่คนที่นางจะสามารถรังแกได้ตามอำเภอใจอีกแล้ว

            หลังจากที่เรื่องนี้แพร่งพรายเข้าหูของหวังจวิ้นอี้เขาเองก็ประหลาดใจอยู่ไม่น้อย จึงเริ่มเตรียมตัวสืบเสาะเรื่องราวว่าเต้าหลิงว่าถูกคนใหญ่คนโตคนไหนจับตาอยู่หรือไม่ทว่าอย่างไรเสียเขาก็ต้องเอาผลึกหินฟ้ามาให้จงได้

            หวังจวิ้นอี้เดินเอามือไขว้หลังสายตาเย็นชากวาดสำรวจร่างของเต้าหลิงพลางเอ่ยออกมา “พวกเราเจอกันอีกแล้วนะ”

            เต้าหลิงมองไปที่พวกเขาแวบหนึ่งอย่างไม่แยแสก่อนที่สายตาจะมองไปที่หวังย่าแล้วกล่าวออกมาว่า “เจ้านี่กัดไม่ปล่อยเสียจริงนะข้าไม่ไปหาเจ้า เจ้าก็มาหาข้า”

            ได้ยินดังนั้น ใบหน้าของหวังย่าก็พลันอัปลักษณ์ทว่านางไม่กล้าเอ่ยค้าน ตอนนี้ตำแหน่งของเต้าหลิงทำให้นางรู้สึกหวาดหวั่นใจมาก

            หวังจวิ้นอี้ขมวดคิ้วขึ้น เขาไม่มองมาที่ตนแม้แต่หางตานี่เขากล้าเมินเฉยข้าอย่างนั้นหรือ

            “มีบางคนที่แค่ถูกคนจับตามองก็ทระนงตนคิดว่าแน่ คนเหล่านี้มักจะมีจุดจบที่น่าอนาถ”เขากล่าวเสียงเย็นออกมา “เจ้าคิดจริงๆ หรือ ว่าคนบ้านนอกอย่างเจ้าจะมีคุณสมบัติพอสู้กับข้า”

            “มีบางคนที่หยิ่งยะโสในตัวเองคิดว่าตำแหน่งของตัวเองนั้นสุดยอดเหนือใครคนเช่นนี้ก็จะมีจุดจบที่น่าอนาถเช่นเดียวกัน” เต้าหลิงมองเขม่นไปที่เขาพลางแสยะยิ้มเย็นออกมา

            “บัดซบ”หวังจวิ้นอี้กำหมัดแน่น ใบหน้ากลายเป็นสีเขียวคล้ำพลางแค่นเสียงคำรามต่ำออกมา “ไอ้เดรัจฉานไม่ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังเจ้าจะเป็นใคร อย่างไรวันนี้เจ้าก็จะต้องตายเสีย”

            “บัดซบยังไม่รีบคุกเข่าขอโทษอีก ไม่เช่นนั้นใครก็ช่วยเจ้าไม่ได้”ชายสองคนกล่าวคำราม ซึ่งพวกเขาก็คือคนที่ถูกเต้าหลิงอัดไปเมื่อไม่กี่วันก่อน

            “ครั้งก่อนยังไม่เข็ดอีกหรือครั้งนี้จึงได้มาส่งเงินให้ข้าเอง” เต้าหลิงมองไปที่พวกเขาพลางแสยะยิ้ม

            “เจ้า…”หวังเฟยป๋ายโกรธจนตัวสั่น เขาชี้นิ้วไปที่เต้าหลิงพลาดแผดเสียงออกมา “นายน้อยเจ้านี่เป็นคนไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง จะต้องฆ่าเสีย”

            “อย่างที่กล่าวเจ้าคิดว่าข้าไม่กล้าฆ่าเจ้าอย่างนั้นหรือ” หวังจวิ้นอี้กล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา

            “พล่ามมากจริง”เต้าหลิงสูดลมหายใจเข้าลึก เขารู้สึกอยากจะระบายอารมณ์อยู่พอดีจากนั้นฝีเท้าของเขาก็ก้าวเดินออกไปข้างหน้า

            “หาญกล้านัก”ดวงตาทั้งสองของหวังจวิ้นอี้ระเบิดแสงเย็นออกมา ท่าทีของอีกฝ่ายทำให้เขาโกรธมากคลื่นพลังที่บ้าคลั่งถูกปลดปล่อยออกมา แรงพลังทำเอาต้นไม้ที่อยู่โดยรอบสั่นไหว

            เขากำหมัดพลางเหนี่ยวนำพลังบริสุทธิ์ที่อยู่โดยรอบ หมัดที่พุ่งออกไปปรากฏตราหมัดอันหนึ่งขึ้นตราหมัดนั้นตลบอบอวลไปด้วยคลื่นพลังที่แข็งแกร่งมันสามารถทำลายก้อนหินก้อนใหญ่ให้แหลกเป็นผุยผงได้

            อีกแค่สามขั้นพยังย่อยหวังจวิ้นอี้ก็จะเข้าสู่ขั้นสถิตวิญญาณสูงสุด ในตอนนี้เขาอายุยี่สิบเท่านั้นในภายหลังจะต้องเติบใหญ่และเก่งกาจ

            ในขั้นสถิตวิญญาณโดยปกติแล้วคนส่วนใหญ่จะใช้เวลาปีครึ่งในการทะลวงขั้นพลังย่อยถึงแม้จะเป็นอัจฉริยะก็ไม่เว้น เพราะในขั้นพลังเหล่านั้นจะต้องใช้พลังงานจำนวนมากนอกเสียจากว่าจะมีของล้ำค่าฟ้าดินถึงจะสามารถทำให้ขั้นฝึกฝนพัฒนาได้เร็วอย่างก้าวกระโดด

            ทั่วร่างของเต้าหลิงปกคลุมไปด้วยปราณพายุผมสีดำปลิวไสวอย่างบ้าคลั่งนัยน์ตาของเขามองหมัดที่พุ่งเข้ามาอย่างไม่ตื่นตระหนกพลางกำหมัดแล้วซัดสวนออกไปจนทำให้ตราหมัดนั้นแหลกสลาย แล้วพุ่งทะลวงฝ่าตราหมัดตรงเข้าไปที่อกของหวังจวิ้นอี้

            พลังหมัดของหวังจวิ้นอี้น่ากลัวมากขึ้นเรื่อยๆตราหมัดของเขาเหมือนกับภูเขาลูกเล็ก ทำเอาผืนดินแตกร้าวเป็นทางยาวพลางใช้มันปะทะเข้ากับหมัดของเต้าหลิง

            “แหลกไปซะ”เต้าหลิงแผดเสียงคำรามลั่น แสงหมอกภายในร่างระเบิดพุ่งออกมา เลือดลมเดือดพล่านขึ้นก้อนหินที่อยู่บริเวณโดยรอบล้วนระเบิดออกมีภาพนิมิตของขุนเขาปรากฏขึ้นพุ่งเข้าใส่อกของเขา

            “อะไรกัน” หวังจวิ้นอี้ตกใจมาก สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดผวาก่อนรีบเอาหอกสงครามออกมา

            ทว่าความเร็วของเต้าหลิงนั้นเร็วกว่ามาก เหมือนกับอินทรีย์ที่ทะยานลงมาจากท้องฟ้าฝ่าเท้าของเขากระทืบลงพื้น ก่อนมาปรากฏขึ้นด้านหลังของหวังจวิ้นอี้แขนม้วนควงขึ้นจนเกิดพลังสวรรค์ที่บ้าคลั่งจากนั้นหมัดก็ต่อยเข้าที่หลังของหวังจวิ้นอี้

            แคร่ก มีเสียงกระดูกหักดังขึ้นมา หวังจวิ้นอี้สำรอกเลือดเหลวออกมาจากปากเขาถูกต่อยจนตัวกระเด็นออกไป หอกสงครามที่อยู่ในมือกระเด็นหลุดออก

            “แย่ล่ะสิ”สีหน้าของพวกหวังเฟยป๋ายพลันขาวซีด พวกเขารีบก้าวฝีเท้าถอยหลัง คนคนนี้น่ากลัวมากเกินไปแล้วถึงจะเป็นหวังจวิ้นอี้ที่อยู่ต่อหน้าเขาก็เหมือนกับลูกไก่ในกำมือ แค่ไม่กี่นาทีก็ถูกกำราบจนอยู่หมัด

            “ไสหัวไปซะ” แขนเสื้อของเต้าหลิงสะบัดขึ้นอักขระสีทองปรากฏขึ้นทั่วท้องฟ้าเหมือนกับแม่น้ำสีทองที่ไหลเชี่ยวพวกหวังเฟยป๋ายถูกโจมตีจนตัวลอย ก่อนที่ฝีเท้าของเขาจะมาหยุดอยู่ตรงหน้าของหวังย่า

            “อย่าฆ่าข้าเลย” หวังย่าตกใจมากจนมือเท้าเย็นเฉียบนางรีบหันหัวแล้วหนีพลางร้องตะโกนออกมา“ช่วยด้วย ช่วยข้าด้วย”

            ฝ่ามือเรียวยาวของเต้าหลิงยื่นออกไปจับที่คอเสื้อของหวังย่าก่อนมีเสียง “เพียะ” ดังขึ้นมาฝ่ามือสีทองของเขาได้ประทับที่แก้มของหวังย่า

            “แค่ก...”ร่างของหวังย่ากระเด็นลอยออกไป ที่แก้มมีเลือดไหลซึมออกมา ฟันทั่วทั้งปากหลุดร่วงลงมาอยู่ที่พื้นใบหน้าครึ่งหนึ่งของนางแนบอยู่ที่พื้น ร่างทั้งร่างสั่นเทา

            หวังจวิ้นอี้ที่ได้สติ หลังจากที่เขาเห็นภาพที่เกิดขึ้นเขารีบหันหลังแล้ววิ่งหนีไป ไม่อยากจะคิดเลยว่าคนคนนี้จะเปลี่ยนไปจนแข็งแกร่งมากขึ้นขนาดนี้

            เต้าหลิงจะปล่อยเขาไปได้อย่างไรเขาจับร่างของหวังจวิ้นอี้เอาไว้ เมื่อเห็นใบหน้าที่หวาดกลัวนั้นเขาก็แสยะยิ้มออกมาพลางมองสำรวจร่างกายของอีกฝ่ายหลังจากที่เขาช่วงชิงกระเป๋าหนังสัตว์อสูรไป เขาก็โยนร่างของหวังจวิ้นอี้กระเด็นออกไปอีกทางหนึ่ง

            “บัดซบ” หวังจวิ้นอี้แผดเสียงร้องกล่าวในใจด้วยความแค้นถึงแม้ว่าภายในกระเป๋าหนังจะไม่มีของล้ำค่าอะไรมากนักแต่การที่ถูกแย่งไปอย่างนี้ทำให้เขารู้สึกไม่สบอารมณ์มาก ก่อนคำรามกล่าวออกมาในใจ “ข้าจะไม่ปล่อยเจ้าเอาไว้แน่ เจ้าบัดซบ รอข้าก่อนเถอะ”

            เต้าหลิงสูดลมหายใจเข้าลึก เมื่อครู่ที่ได้ระบายอารมณ์ออกไปทำให้เขารู้สึกดีขึ้นมาทว่าในหัวใจก็ยังคงมีความรู้สึกบางอย่างหลงเหลืออยู่ อาจเพราะแรงกดดันก็เป็นได้

            “หนึ่งล้านเหรียญทอง” ของที่อยู่ภายในกระเป๋าอสูรทำให้เขาตกตะลึงไป เขาเก็บมันลงไปพลางเดินมุ่งหน้าไปที่หอคัมภีร์ลับในตอนนี้สิ่งที่เขาขาดก็คือ เงิน วิชามหาอำนาจ และของล้ำค่า

            จนถึงตอนนี้ เต้าหลิงก็ไม่เหลือบมองหวังย่าแม้แต่หางตานางตกใจมากจนหายใจหอบถี่ ความเสียดายเอ่อล้นออกมาภายในจิตใจหากตอนนั้นนางรักษาความสัมพันธ์กับเต้าหลิงเอาไว้ จุดจบก็คงจะไม่เป็นเช่นนี้ ทว่าน่าเสียดายที่ทุกสิ่งทุกอย่างสายเกินไปเสียแล้ว