กลิ่นสุรา กลิ่นแป้งหอมราคาถูก และกลิ่นกำยานจาง ๆ ปะปนกันอยู่ในอากาศจนทำให้คนที่ตื่นขึ้นมาใหม่แทบอยากอาเจียน
เสียงพิณจากโถงใหญ่ชั้นล่างดังแว่วขึ้นมาเป็ระยะ
มีเสียงหัวเราะของหญิงสาว เสียงลูกค้าะโเรียกเหล้า เสียงรองเท้าไม้กระทบพื้นดังสลับกันอย่างอึกทึก
หากแต่ในห้องเล็กชั้นสามกลับเงียบผิดปกติ เงียบจนแม้แต่เสียงหายใจยังฟังชัด
บนเตียงไม้เตี้ย ๆ ชายหนุ่มผู้หนึ่งนอนนิ่งอยู่ในชุดแพรเนื้อดีที่ยับเยินไปทั้งตัว
อายุของเขาไม่น่าเกินสิบหกปี ใบหน้าแม้ยังอ่อนวัย แต่กลับซีดเผือดราวกระดาษ
ริมฝีปากแห้งแตก ปลายเล็บคล้ำม่วง มุมปากยังมีคราบเืสีดำติดอยู่เล็กน้อย
เขาคือ ฉินเฟิง
คุณชายสามแห่งตระกูลฉิน เมืองชิงหลาน
ผู้มีชื่อเสียโด่งดังไปทั้งเมืองในฐานะสวะอันดับหนึ่งแห่งรุ่นเยาว์
เกิดมาเส้นชีพจรอ่อนแอ
ดูดซับพลังฟ้าดินไม่ได้
อายุสิบหกแต่ยังเป็คนธรรมดาที่แม้แต่ปราณแรกเริ่มก็ไม่อาจก้าวผ่าน
กลับใช้ชีวิตเสเพล หมกมุ่นสุรา นารี และการพนัน
เป็ความอัปยศของตระกูลฉิน
เป็หัวข้อสนทนาเย้ยหยันในงานเลี้ยงของทุกตระกูลใหญ่
คืนนี้ เขามาที่หอคณิกา “บุปผาแดง” ตามเคย
แต่คราวนี้กลับล้มลงหมดสติหลังดื่มสุราไปเพียงจอกเดียว
หญิงรับใช้ในห้องคิดว่าเขาเมาหนักจึงไม่กล้ารบกวน
ไม่มีใครรู้เลยว่าก่อนหน้านี้ไม่นาน คุณชายเสเพลผู้นี้ได้ “ตาย” ไปแล้วจริง ๆ
ทันใดนั้น นิ้วมือข้างขวาบนเตียงกระตุกเบา ๆ
ขนตายาวสั่นไหว
แล้วเปลือกตาก็ค่อย ๆ เปิดขึ้น
ั์ตาที่ลืมขึ้นมาในความมืดมิได้ขุ่นมัวเหมือนคนเพิ่งฟื้น แต่กลับลึก เย็น และสงบนิ่งเกินวัย
เพียงแวบแรกที่มองออกไป ก็เหมือนแววตาของคนผู้ผ่านโลก ผ่านเื ผ่านความตาย และผ่านยุคสมัยมาเนิ่นนาน
ลมหายใจแรกที่กลับเข้าสู่ร่างนั้นหนักและฝืด
ชายหนุ่มขมวดคิ้วทันทีที่สติแจ่มชัด
เจ็บ
ไม่ใช่เพียงเจ็บที่ลำคอหรือทรวงอก แต่เป็ความเจ็บลึกลงไปถึงโลหิต กระดูก และเส้นชีพจรทั่วร่าง
มีพิษชนิดหนึ่งกำลังกัดกินอวัยวะภายในอย่างช้า ๆ
ความเย็นประหลาดแทรกซึมในเนื้อหนัง ขณะที่ปลายเส้นเืกลับร้อนผ่าวราวถูกไฟเผา
“พิษหยินทลายชีพจร…”
เสียงแหบเบาราวกระซิบหลุดออกมาจากปากเขาเอง
เมื่อกล่าวคำนี้ออกไป ชายหนุ่มก็นิ่งงันไปชั่วขณะ
นั่นไม่ใช่เสียงของเขาในความทรงจำเดิม
ไม่ใช่เสียงของผู้ยืนอยู่เหนือฟ้าดินในแดนเทพ
ไม่ใช่เสียงของเทพโอสถอันดับหนึ่งผู้เคยทำให้ยอดฝีมือทั้งหลายต้องก้มหัวเพื่อขอโอสถเม็ดเดียว
ทว่าเป็เสียงของเด็กหนุ่มอายุสิบหกปี ผู้ร่างกายอ่อนแอ เสียงยังไม่พ้นวัย
ในศีรษะของเขา ความทรงจำราวมหาสมุทรสองสายกำลังปะทะกันอย่างบ้าคลั่ง
สายหนึ่งคือชีวิตที่เพิ่งจบลงของ เย่เฉินเทียน
เทพโอสถอันดับหนึ่งแห่งแดนเทพ ผู้ใช้เวลาหลายพันปีศึกษาสมุนไพรทั่ว์ หลอมโอสถนับไม่ถ้วน คิดค้นตำรับยาที่แม้แต่มหาเทพยังต้องริษยา
เขาไม่ชอบแย่งชิงอำนาจ ไม่สนใจสร้างสำนัก ไม่ทะเยอทะยานครองฟ้าดิน
สิ่งเดียวที่เขาหลงใหลมีเพียงโอสถ วิชาแพทย์ ค่ายกล และความลับของร่างกายมนุษย์
อีกสายหนึ่งคือชีวิตอันว่างเปล่าของ ฉินเฟิง
เด็กหนุ่มที่เกิดในตระกูลนักสู้ แต่กลับไม่มีพร์แม้แต่น้อย
แม่จากไปั้แ่เยาว์วัย
บิดาแม้เป็คนเข้มแข็งกลับถูกกดขี่ในตระกูล
ตัวเขาเองกลายเป็จุดอ่อน เป็เื่น่าขัน เป็หมากด้อยค่าที่ใคร ๆ ก็พร้อมเหยียบย่ำ
ในชั่วเวลาสั้น ๆ สองชีวิตผสานรวมเป็หนึ่ง
เย่เฉินเทียน…ตายแล้ว
แต่ก็ยังไม่ตาย
เขาเงยหน้าขึ้นมองเพดานไม้เก่าด้วยแววตาเย็นสงัด ราวกับพยายามชำระเื่ราวทั้งหมดในใจให้เป็ระเบียบ
คืนสุดท้ายในแดนเทพผุดขึ้นมาชัดเจน
แท่นพิธีสูงเสียดฟ้า
แสงค่ายกลสีโลหิต
ดวงตาเ็าของหญิงสาวที่เคยเป็คู่หมั้น
เสียงหัวเราะของชายผู้ชนะ
กระบี่ที่ทะลุทรวงอก
และลูกปัดบรรพโกลาหลซึ่งหมุนวนอยู่กลางโลหิตของเขา
ความเจ็บนั้นยังไม่เลือนหาย
ความทรยศนั้นยิ่งไม่เคยจางลง
เย่เฉินเทียนหลับตาชั่วครู่
แต่เมื่อเปิดขึ้นอีกครั้ง ความปั่นป่วนทั้งหลายก็ถูกกดลงไปลึกสุดใจ เหลือเพียงประกายเ็าบาดลึก
“์ยังไม่ปล่อยให้ข้าตาย…”
เขายกมือขึ้นมาช้า ๆ แล้วมองฝ่ามือตนเอง
มือขาวบาง นิ้วยาวแต่ไร้พลัง
ผิวละเอียดเกินคนฝึกยุทธ์ ฝ่ามือไม่มีรอยด้านแม้แต่น้อย
เป็มือของคุณชายเ้าสำราญ ไม่ใช่มือของนักปรุงโอสถผู้ผ่านไฟ์มานับหมื่นครั้ง
จากนั้นเขาค่อย ๆ ตรวจร่างตนเองด้วยสติและความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในิญญา
เส้นชีพจรหลักอ่อนแอ
ช่องลมปราณตันแทบทั้งหมด
ชีพจรหัวใจเบาบาง
มีกระแสพิษเย็นกัดกินตับและม้าม
พื้นฐานร่างกายเสียหายจากการดื่มสุรา เที่ยวกลางคืน และการใช้ชีวิตเสเพลเป็เวลานาน
พลังิญญาของร่างนี้ก็ต่ำจนน่ารังเกียจ ต่ำเสียจนแม้แต่คนหัดปรุงโอสถขั้นต่ำในแดนเทพยังอาจหัวเราะเยาะ
หากเป็คนธรรมดา ย่อมได้เพียงรอวันเน่าเปื่อย
หากเป็คนในแดนระดับต่ำ ต่อให้เชิญหมอชื่อดังทั้งเมืองมาก็คงส่ายหน้า
ต่อให้เป็อัจฉริยะผู้มีสำนักหนุนหลัง เมื่อมาอยู่ในร่างเช่นนี้ก็ยากจะพลิกชะตา
แต่เขาไม่ใช่คนเ่าั้
แม้จะมาอยู่ในร่างไร้ค่า
แม้พลัง์ทั้งหลายจะมลายไปจนสิ้น
แต่สิ่งที่ยังคงอยู่ครบถ้วนคือ ความทรงจำ
และสำหรับเทพโอสถ ความทรงจำก็คือคลังสมบัติที่ผู้ใดชิงไปไม่ได้
เขาไม่รีบลุก
ไม่รีบคิดฆ่าคน
ไม่รีบฝันถึงการกลับไปชำระแค้นในแดนเทพ
สิ่งแรกที่ต้องทำ…คือ มีชีวิตรอดก่อนรุ่งสาง
ฉินเฟิงค่อย ๆ ประคองร่างนั่งขึ้น ความเวียนหัวถาโถมเข้าใส่จนภาพตรงหน้าไหววูบ
เขากัดฟันแน่น ฝืนให้สติคงอยู่ แล้วกวาดตามองรอบห้องอย่างรวดเร็ว
โต๊ะเตี้ยหนึ่งตัว
กาน้ำชาเย็น
ขวดสุราสามขวด
ถาดผลไม้ที่เหลือเพียงแอปริคอตแห้งสองชิ้น
เตาโลหะเล็กสำหรับอุ่นกำยาน
ครกหินขนาดฝ่ามือ
ผ้าม่านไหมถูก ๆ
และเศษยาสมุนไพรบางชนิดที่หญิงคณิกามักใช้ต้มอาบเพื่อลดกลิ่นสุรา
สถานที่สกปรกและของใช้ต่ำช้าเช่นนี้ หากมองด้วยสายตาคนทั่วไปย่อมไร้ค่า
แต่ในสายตาเย่เฉินเทียน สิ่งของทุกชิ้นล้วนมีประโยชน์ตราบใดที่ยังไม่ตาย
เขายกกาน้ำชาขึ้นดม
กลิ่นชาเก่า กลิ่นกำยาน และเศษผงยาระบายอ่อน ๆ ปะปนอยู่
เขาหันไปมองขวดสุราอีกครั้ง แล้วใช้นิ้วจุ่มเล็กน้อยแตะปลายลิ้น
แววตาเขาเย็นลงทันที
“สมุนไพรวิหคดำ…ผงรากหิมะ…หยดน้ำมันเหมันต์…”
เขาพึมพำอย่างแ่เบา
พิษชนิดนี้ในแดนเทพถือว่าหยาบมาก ใช้กับพวกคนใช้หรือนักโทษเท่านั้น
แต่มาอยู่ในแดนระดับต่ำ มันกลับร้ายกาจพอจะทำลายชีวิตเด็กหนุ่มที่ไร้พลังได้อย่างไร้ร่องรอย
คนที่ลงมือไม่คิดให้ฉินเฟิงมีชีวิตแน่
เขาเริ่มค้นความทรงจำของร่างนี้อย่างละเอียด
คืนนี้ฉินเฟิงไม่ได้มาหอคณิกาเพียงลำพัง
ก่อนหน้านี้ถูกลูกหลานตระกูลรองสองคนยุยงว่าในหอบุปผาแดงมีหญิงงามคนใหม่เพิ่งมาถึง
พวกนั้นหลอกให้เขาดื่มจนเสียสติแล้วก็แยกย้าย
จากนั้นหญิงรับใช้คนหนึ่งยกเหล้ามาเพิ่มหนึ่งจอก
เพียงดื่มหมดจอก เขาก็แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก แล้วทุกอย่างก็ดับวูบ
“ตระกูลในบ้านยังไม่ปล่อย…”
ฉินเฟิงยิ้มบาง ๆ ทว่าความเย็นในดวงตากลับเข้มขึ้น
เขาไม่แปลกใจเลย
เด็กหนุ่มเสเพลผู้ไม่มีพร์เช่นนี้จะมีค่าอะไรให้คนฆ่า
แต่ในตระกูลใหญ่ ต่อให้เป็คนไร้ค่า หากขวางทางผลประโยชน์ของใครก็อาจต้องตายได้เสมอ
กระนั้นเื่สืบหาคนบงการยังไม่สำคัญที่สุดตอนนี้
พิษกำลังกัดกินอวัยวะ
ถ้าช้ากว่านี้อีกครึ่งชั่วยาม ร่างนี้คงพังจนยากเยียวยา
เขาพยุงตนลุกจากเตียง เดินโซเซไปที่โต๊ะ
เพียงไม่กี่ก้าว เหงื่อเย็นก็ผุดซึมเต็มหลัง
กล้ามเนื้อขาอ่อนแรงจนเกือบล้ม
แต่เขากลับยิ่งชัดเจนว่าร่างนี้อ่อนแอเพียงใด
ในอดีต เขาเคยใช้นิ้วเดียวกรีดไฟ์
เคยเผชิญเตาหลอมระดับมหาเทพโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
ทว่าบัดนี้กลับแทบหมดแรงเพียงเพราะเดินสามก้าว
ความน่าขันเช่นนี้ หากเป็เมื่อก่อนคงทำให้เขาะเิโทสะ
แต่ตอนนี้เย่เฉินเทียนเพียงสงบนิ่ง
เขาเคยตายมาแล้วหนึ่งครั้ง
คนที่เคยถูกกระบี่เสียบทะลุหัวใจ ย่อมไม่ฟุ้งซ่านกับความอัปยศเล็กน้อยตรงหน้า
ฉินเฟิงจัดของบนโต๊ะอย่างรวดเร็ว
ฉีกผ้าม่านส่วนหนึ่งมาปู
เทสุราส่วนที่เหลือลงในถ้วยโลหะ
ตักเศษใบสมุนไพรจากมุมห้องที่ใช้ทำถุงหอมสำหรับหญิงคณิกามาแยกทีละชนิด
ใบชิงอวี่ กลีบดอกม่วงคืนจันทร์ รากไม้หอมชั่วคราว เถาวัลย์แห้งสามชนิด
สรรพคุณต่ำต้อยแทบไร้ค่า
แต่เมื่อนำมาจัดสัดส่วนใหม่กลับใช้ถอนพิษพื้นฐานได้
เขาบดสมุนไพรลงในครกหินอย่างช้า ๆ
ทุกการเคลื่อนไหวมั่นคงแม้แขนจะสั่นเพราะไร้เรี่ยวแรง
บดเสร็จจึงเทลงในถ้วยสุราแล้วตั้งบนเตาโลหะเล็ก จุดไฟจากตะเกียงข้างเตียง
ไฟอ่อน ๆ สะท้อนขึ้นบนใบหน้าซีดเซียวของเขา
ฉินเฟิงจ้องของเหลวในถ้วยอย่างนิ่งงัน
ขณะที่กลิ่นสมุนไพรค่อย ๆ เปลี่ยนไปจากขมฝาดเป็ฉุนคม
นี่ไม่ใช่การปรุงโอสถอย่างแท้จริง
เพียงเป็ “น้ำยาถอนพิษหยาบ” ที่แม้แต่ศิษย์ชั้นต้นในหอโอสถแดนเทพก็คงทำได้
แต่บนแดนระดับต่ำแห่งนี้ ต่อให้เป็หมอโอสถชั้นสูงของเมืองชิงหลานก็ใช่ว่าจะจัดส่วนผสมออกมาได้เช่นนี้
เมื่อกลิ่นเริ่มคงที่ เขายกถ้วยขึ้นดื่มในอึกเดียว
รสชาติขมเฝื่อนรุนแรงจนลำคอแสบ
เพียงไม่กี่อึดใจ กระแสร้อนหนึ่งก็พุ่งจากท้องขึ้นมาถึงทรวงอก
แล้วปะทะเข้ากับพิษเย็นที่เกาะอยู่ตามเส้นเือย่างรุนแรง
“อั่ก!”
ฉินเฟิงสำลักเืดำออกมาก้อนหนึ่ง
ร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน เขาทรุดลงนั่งขัดสมาธิกับพื้นทันที ไม่ปล่อยให้ฤทธิ์ยาสูญเปล่า
ในศีรษะ ความรู้จากชาติที่แล้วผุดขึ้นเป็ลำดับ
โอสถถอนพิษแก่นต่ำมีผลเพียงชั่วคราว ต้องอาศัยการหมุนพลังิญญาร่วมจึงจะขับพิษออกได้ครบ
แต่ร่างนี้ไม่มีพลังปราณเลย เช่นนั้นต้องเริ่มจาก “จิต” ก่อน
ในสามพันวิชาหลอมิญญาของแดนเทพ มีวิชามากมายเกินกว่าร่างระดับต่ำจะรับไหว
หากฝืนใช้ ร่างนี้อาจแตกตายคาที่
เขาตัดทางเลือกเกือบทั้งหมดออกอย่างรวดเร็ว จนเหลือเพียงหนึ่งวิชาที่เบาที่สุด แต่กลับเหมาะกับสภาพร่างนี้ที่สุด
คัมภีร์ขัดจิตฝุ่น์
วิชาระดับต่ำในสายตาแดนเทพ
แต่เน้นการรวบรวม “ประกายิญญา” ทีละเส้นอย่างละเอียดอ่อน เหมาะกับผู้มีิญญาอ่อนแอและไม่อาจรับแรงปะทะรุนแรง
ฉินเฟิงหลับตา
รวมสติลงกลางหว่างคิ้ว
แล้วค่อย ๆ กำหนดลมหายใจ
หนึ่งลมหายใจ
สองลมหายใจ
สามลมหายใจ
เสียงหอคณิกาชั้นล่างยังดังอึกทึก
คนหัวเราะ ดื่มเหล้า เรียกหญิงสาว
มีใครบางคนเคาะประตูห้องข้าง ๆ อย่างหยาบโลน
ทั้งหมดฟังดูห่างออกไปเรื่อย ๆ
ในความมืดหลังเปลือกตา ฉินเฟิงเริ่มััได้ถึงจุดแสงเล็กจิ๋วประปรายรอบตัว
เหมือนฝุ่นในอากาศที่คนธรรมดาไม่มีวันมองเห็น
นั่นคือ “ประกายิญญา” ที่ลอยอยู่ในฟ้าดิน
คนทั่วไปเมื่อเริ่มฝึก มักเริ่มจากดูดซับพลังฟ้าดินเข้าสู่ตันเถียน
แต่การจะทำเช่นนั้นได้ จำเป็ต้องมีเส้นชีพจรและตันเถียนที่พอใช้การ
ร่างนี้กลับย่ำแย่เกินไป
หากดึงพลังฟ้าดินตรง ๆ เข้ามา มีแต่จะทำให้ชีพจรแตกเสียก่อน
เพราะเหตุนี้ เขาจึงต้องเริ่มจากสิ่งที่อ่อนโยนกว่า นั่นคือการรวบรวมประกายิญญามาบำรุงจิต
เมื่อจิตแข็งแรงขึ้น จึงค่อยใช้จิตนำร่าง
จากนั้นค่อยเปิดชีพจรทีละส่วน
นี่คือทางลัดที่ผู้อื่นมองไม่เห็น
เป็ทางลัดที่มีเพียงผู้เคยศึกษาร่างกาย ิญญา และโอสถจนถึงขีดสุดเท่านั้นจึงจะเลือกได้ถูกต้อง
เวลาค่อย ๆ ผ่านไป
หน้าผากเขาเริ่มมีเหงื่อซึม
พิษเย็นในร่างปะทะกับกระแสอุ่นจากน้ำยาถอนพิษไม่หยุด
ทุกลมหายใจล้วนเจ็บแสบ
กระนั้น ฉินเฟิงยังไม่หยุด
เขาค่อย ๆ ดึงประกายิญญาเข้าสู่กลางหว่างคิ้วอย่างอดทน
หนึ่งสาย
สองสาย
สิบสาย
ยี่สิบสาย
จนเมื่อประกายเ่าั้รวมกันเป็หมอกจาง ๆ แววหนึ่งในจิตใจ เขาจึงเริ่มขับเคลื่อนมันลงสู่จุดชีพจรหัวใจ
ทันใดนั้น ความเจ็บมหาศาลก็พุ่งขึ้นเหมือนเข็มนับหมื่นเล่มแทงเข้าอกพร้อมกัน
ร่างเขากระตุกอย่างรุนแรง เืซึมออกจากมุมปากอีกครั้ง
แต่แววตาใต้เปลือกตากลับเย็นเฉียบ
“หากทนไม่ไหวเพียงแค่นี้ จะกลับไปชำระแค้นได้อย่างไร…”
เขากัดฟันแล้วฝืนหมุนจิตต่อไป
จิติญญาที่ค่อย ๆ รวมตัวแน่นขึ้น แทรกซึมเข้าสู่จุดชีพจรหัวใจอย่างเชื่องช้า
พิษเย็นที่เกาะอยู่ตรงนั้นเริ่มสั่นคลอน
เมื่อปะทะกันถึงขีดสุด ฉินเฟิงก็สะบัดลมหายใจออกยาว
พรวด!
เืดำอีกคำถูกเขาพ่นลงบนพื้น
กลิ่นคาวฉุนฟุ้งกระจาย แต่ลมหายใจของเขากลับคล่องขึ้นเล็กน้อย
ถอนพิษได้เพียงหนึ่งส่วน
แค่หนึ่งส่วนก็เพียงพอแล้วสำหรับคืนนี้
ฉินเฟิงลืมตา ดวงตาอ่อนล้าแต่กลับสว่างกว่าเดิมเล็กน้อย
ในโลกของคนทั่วไป การถอนพิษร้ายด้วยของใช้ในหอคณิกาเช่นนี้เป็เื่เหลือเชื่อ
แต่สำหรับเขา นี่เป็เพียงก้าวแรกอันต่ำต้อยเท่านั้น
เขาไม่เสียเวลาไปกับความพอใจตนเอง
รีบค้นห้องต่อทันที
ใต้เตียงมีหีบไม้เล็กใบหนึ่ง ด้านในบรรจุผงกำยาน ถุงหอม และสมุนไพรสามัญบางชนิด
มุมผนังมีแจกันเก่าใบหนึ่ง ปลูกต้นหญ้าสีเขียวอ่อนที่หญิงคณิกาใช้ต้มอาบแก้ช้ำ
ขอบหน้าต่างมีมอสขึ้นจับความชื้น
ทุกอย่างล้วนต่ำต้อย แต่ในสายตาเขาไม่มีของไร้ประโยชน์
ฉินเฟิงแยกสมุนไพรทั้งหมดออกเป็สามกอง
กองหนึ่งใช้ถอนพิษ
กองหนึ่งใช้ปลุกโลหิต
อีกกองหนึ่งใช้กระตุ้นเส้นชีพจรภายนอก
เมื่อจัดเรียงเสร็จ เขาก็นึกถึงสิ่งหนึ่งขึ้นมาในความทรงจำของร่างนี้
หอบุปผาแดงมักเก็บ “หินอุ่นหยก” ไว้ในห้องชั้นสูง เพื่อช่วยให้แขกผู้มั่งคั่งอบอุ่นกายยามหนาว
คืนนี้เขาถูกพาขึ้นห้องชั้นสามธรรมดาเพราะใช้เงินมากเกินไปใน่หลัง
แต่หญิงรับใช้ที่พาเขามา ดูเหมือนเคยนำหินอุ่นหยกก้อนเล็กมาอังเท้าไว้ใต้เตียงให้เพราะเกรงคุณชายจะบ่น
ฉินเฟิงก้มลงค้นใต้เตียง ไม่นานก็พบถุงผ้าหนึ่งห่ออยู่จริง
เขาเปิดออก
ด้านในเป็ก้อนหินอุ่นสีแดงหม่นขนาดเท่ากำปั้น อุ่นเพียงเล็กน้อยและคุณภาพต่ำมาก
หากเป็อดีต เขาคงไม่ชายตามองมันเลยสักนิด
แต่คืนนี้มันกลับเป็ชิ้นสำคัญ
“ดี…”
เขาวางหินอุ่นหยกไว้กลางผ้าไหม
บดสมุนไพรกลุ่มที่สองให้ละเอียดแล้วผสมกับสุราอีกเล็กน้อย จากนั้นชุบลงบนผิวหินอุ่นจนทั่ว
กลิ่นสมุนไพรเปลี่ยนไปอีกครั้ง
จากขมฝาดกลายเป็หอมร้อน
นี่คือวิธีพื้นฐานในแดนเทพที่ใช้กระตุ้นโลหิตผู้าเ็ก่อนขึ้นเตาหลอมเล็ก
ไม่ใช่โอสถเม็ด
ไม่ใช่ยาเซียน
เป็เพียง “ยาหินอุ่นชีพ” ที่ผู้ฝึกโอสถชั้นต้นทุกคนเคยเรียน
แต่ในแดนระดับต่ำ มันก็ยังสูงพอจะทำให้ใครหลายคนตกตะลึง
ฉินเฟิงนั่งขัดสมาธิอีกครั้ง
วางหินอุ่นหยกไว้เหนือจุดชีพจรสะดือ
จากนั้นโคจรคัมภีร์ขัดจิตฝุ่น์ควบคู่ไปด้วย
คราวนี้ความเจ็บเปลี่ยนจากเย็นแสบเป็ร้อนผ่าว
ราวกับมีกระแสไฟอ่อน ๆ ไหลผ่านเส้นเื
กล้ามเนื้อที่เคยอ่อนล้าเริ่มมีแรง
โลหิตหมุนเวียนเร็วขึ้นทีละน้อย
ประกายิญญาที่รวมในจิตก็ค่อย ๆ ขยายตัว
สิ่งที่เขาทำในคืนนี้ หากมีหมอโอสถระดับต่ำมาพบเห็น คงคิดว่าเป็การผสมมั่วอย่างไร้ระเบียบ
แต่แท้จริงแล้ว ทุกสัดส่วน ทุกลมหายใจ และทุกจังหวะการกระตุ้นล้วนคำนวณจากความรู้ที่สั่งสมมานับพันปี
ยาหนึ่งชนิดถอนพิษ
ยาหนึ่งชนิดปลุกโลหิต
วิชาหนึ่งตำราหลอมจิต
ทั้งหมดประสานกันเป็วงจรเล็ก ๆ
นี่แหละคือเหตุผลที่เขาจะ “โกง” ได้ในภายหน้า
ไม่ใช่เพราะเกิดใหม่แล้วเก่งทันที
แต่เพราะเขารู้ว่าควรทำอะไรก่อนหลังในร่างที่คนทั้งโลกเห็นว่าไร้ค่า
เวลาล่วงไปถึงยามสาม
ข้างนอกเริ่มเงียบลงบ้าง
ลูกค้าที่เมาหนักบางส่วนออกจากหอไปแล้ว
หญิงรับใช้สองคนเดินผ่านหน้าห้องไปโดยไม่กล้าเคาะ เพราะรู้ว่าคุณชายฉินอารมณ์ร้ายเวลาเมา
ภายในห้อง ฉินเฟิงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
แม้สีหน้าจะยังซีด แต่ลมหายใจมั่นคงขึ้นมาก
ประกายิญญาในจิตรวมตัวเป็เส้นละเอียดได้มากกว่าก่อนหลายเท่า
พิษถูกกดลงจนชั่วคราวไม่อาจกำเริบ
ที่สำคัญที่สุด เขาเริ่มััได้ถึง “กระแสอุ่น” บางเบามากจาง ๆ ใต้สะดือ
นั่นยังไม่ใช่พลังปราณ
ยังห่างไกลจากจุดที่เรียกว่าผู้ฝึกยุทธ์
แต่ก็เป็เหมือนประกายไฟเล็กจิ๋วที่พร้อมจะก่อเกิดได้ทุกเมื่อ
ฉินเฟิงยกมือซ้ายขึ้นแตะชีพจรตนเอง
มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
“พอใช้ได้…”
สำหรับคนอื่น การพลิกจากคนเกือบตายมาเป็ผู้มีลมหายใจมั่นคงภายในคืนเดียวถือเป็ปาฏิหาริย์
แต่เขารู้ดีว่า นี่ยังเป็เพียงก้าวแรกในก้าวแรกเท่านั้น
จากนั้นเขาเริ่มทบทวนความทรงจำของร่างนี้อย่างลึกยิ่งขึ้น
เมืองชิงหลานเป็เมืองใหญ่ระดับปลายทางการค้าในแคว้นเมฆาคราม
มีสี่ตระกูลหลัก คือ ฉิน หลี่ หวัง และซ่ง
ตระกูลฉินเคยรุ่งเรืองเพราะบิดาของฉินเฟิงคือ ฉินเจิ้งเหอ เคยช่วยเ้าเมืองเก่าไว้ในการศึกเมื่อสิบกว่าปีก่อน
ทว่าหลังาเ็หนัก พลังยุทธ์ของฉินเจิ้งเหอก็ตกต่ำ ไม่อาจชิงอำนาจในตระกูลได้อีก
สายรองจึงค่อย ๆ กุมอำนาจ และมองบิดาลูกคู่นี้เป็หนามตำใจ
สิ่งที่ทำให้ฉินเฟิงยังไม่ถูกขับออกจากตระกูล มีอยู่สองเหตุ
เหตุแรก บิดาเขายังมีชื่อเสียงเก่าและคนเก่าบางส่วนภักดีอยู่
เหตุที่สอง คือเื่การหมั้นหมายกับตระกูลเมืองอีกสายหนึ่ง
เมื่อฉินเฟิงยังเยาว์ บิดาเคยช่วยชีวิตสหายร่วมเป็ร่วมตายไว้คนหนึ่ง
ชายผู้นั้นภายหลังกลายเป็แม่ทัพรักษาเมืองชายแดน ก่อนจะเสียชีวิตลงจากา
เพื่อทดแทนบุญคุณและรักษาคำมั่น สหายผู้นั้นจึงยกบุตรสาวตนให้หมั้นกับฉินเฟิงั้แ่เด็ก
บุตรสาวผู้นั้นคือ มู่ชิงหลัน
เพียงครุ่นคิดถึงนามนี้ ความทรงจำหลายอย่างก็หลั่งไหลเข้ามา
หญิงสาวอายุสิบหกปี
งดงามที่สุดในเมืองชิงหลาน
พร์ด้านยุทธ์เลิศล้ำ หาได้ยากในรอบร้อยปี
เมื่ออายุสิบสามก็เปิดปราณได้
เมื่ออายุสิบห้าก็เข้าสู่ระดับหลอมชีพจรขั้นสูง
ตอนนี้นางเป็อัจฉริยะอันดับหนึ่งของเมืองอย่างแท้จริง
แม้แต่ศิษย์ชั้นนอกของสำนักใหญ่ในแคว้นยังเอ่ยชื่นชม
งามดุจจันทร์แรกแย้ม
เย็นดุจหิมะยอดเขา
เด็ดเดี่ยว ฉลาด และมีศักดิ์ศรีสูงส่ง
นางกับฉินเฟิงต่างกันราวฟ้ากับดิน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีผู้คนหัวเราะเยาะเื่การหมั้นหมายนี้ไม่รู้กี่ครั้ง
บางคนกล่าวว่าบุตรีฟ้าประทานกลับต้องแต่งกับสวะ
บางคนกล่าวว่าฉินเฟิงโชคดีแปดชาติ
บางคนก็เชื่อว่าสักวันหนึ่งมู่ชิงหลันจะยกเลิกคู่หมั้นเอง
แต่ความทรงจำของร่างนี้บอกเขาชัดเจนว่า มู่ชิงหลันไม่เคยทำเช่นนั้น
นางเพียงเ็า ห่างเหิน แทบไม่เคยพบหน้าเขา
ทว่าไม่เคยใช้ฐานะของตนมาดูิ่ซ้ำเติม
นางยืนหยัดต่อคำมั่นของบิดาเงียบ ๆ แม้จะถูกกดดันเพียงใด..