เกิดใหม่เป็นตัวประกอบนิยายโอโตเมะจีน

    ตอนที่ห้าสิบสี่ Cognitive dissonance การไม่ลงรอยทางการรับรู้

    ตอนที่ห้าสิบสี่ Cognitive dissonance การไม่ลงรอยทางการรับรู้

    “ข้าจะไปเรียนเจ้าสำนักก่อนว่าเจ้าออกมาจากการเดินพลังแล้ว ตอนนี้ท่านติดภารกิจอยู่กับเจ้าสำนักท่านอื่น ไปทำความรู้จักกับเหล่าลูกศิษย์สำนักอื่นบ้าง ทำการทำความรู้จักผ่านการประลอง จะได้พัฒนาตนเอง...เออ ให้โอกาสศิษย์คนอื่นพัฒนาตนเองบ้างในกรณีของเจ้าสินะ ฮา”

    อาจารย์ท่าทางคงแก่เรียนนั้นก็เดินไปเรียนเจ้าสำนักที่กำลังนั่งอยู่บนที่สูงและมองเหล่าศิษย์ต่างๆในลานประลองของสำนัก

    ผมคาใจมาตลอดเวลาว่าทำไมมันถึงต้องประลองยุทธกันบ่อยๆ

    จนผมเริ่มรู้แล้วว่าสำหรับคนในโลกนี้ การประลองยุทธอาจจะเป็นความสุขไม่กี่อย่างในชีวิต

    ราวกับโลกที่คนซ้อมเบสบอลเพื่อมาแข่งโคชิเอ็นแบบมังงะ

    หรือในโลกที่คนหวังว่าจะมาแข่งโอลิมปิคนั่นเอง

    มันคือโลกที่คนคึกคักในการที่จะวิจารณ์กัน

    “เพลงกระบี่ของศิษย์แก่นหลักของไท่ซานผู้นั้นหนักแน่นสูงส่ง ไท่ซานรักษามาตรฐานลูกศิษย์เข้มงวดจริงๆ”

    บรรดาเหล่าอาจารย์และเหล่าลูกศิษย์ก็จับกลุ่มวิจารณ์ลูกศิษย์ของสำนักไท่ซานคนหนึ่งที่พิชิตศิษย์ต่างสำนักได้หลายคน

    แต่มันก็ทำให้ผมเกิดอาการที่เรียกว่า cognitive dissonance อาการสับสนไปพอสมควรว่าแค่นั้นก็ต้องชมกันเสียยาวแล้วงั้นหรือ?

    และผมก็ต้องหยุดตนเองไม่ให้คาดหวังกับพวกคนธรรมดามากเกินไป ผมฝึกกับอี้จิงมาตลอดก็เลยคาดหวังมาตรฐานของคนธรรมดาผิดไปจากความเป็นจริง

    มันมีคำกล่าวว่า “ทัพที่ผยองย่อมพ่ายแพ้” แต่มันมีอะไรให้ผยองเมื่อมองเห็นว่าฝีมือของพวกนี้มันมีจุดอ่อนช่องโหว่จริงๆนี่นา?

    หรือผมเข้าใจผิด พวกหวังม่อมันไม่ได้อู้งานที่ผมส่งให้ไปประลอง แต่พวกนั้นมันเก่งจริงๆ?

    ผมกะจะให้พวกหวังม่อไปประลองกับคนอื่นและแพ้กลับมาตามสไตล์นายน้อย เพื่อผมจะได้เก็บข้อมูลวิชายุทธต่างๆ แต่พวกนั้นดันบอกว่าชนะตลอด จนผมคิดว่ามันอู้หรือเปล่า หรือแอบหลบหมดแรงเพราะผมใช้งานอย่างอื่นไปด้วย

    ผมมองส่ายสายตาไปทั่วเพื่อจะหาพวกหวังม่อ

    ซึ่งก็ไม่ต้องหามาก

    “..นายน้อยของข้ามองกระบี่ทีเดียวทะลุปรุโปร่ง ภายใต้เคล็ดวิชาซ่อนเคล็ดวิชา กระบี่แปรผันตามจิตใจ ดุจดั่งมังกรซ่อนกายาอยู่บนนภาแต่พอแผ่อานุภาพก็สยบผู้คนจนทิ้งกระบี่ยอมแพ้..”

    หวังม่อยังอยู่ในกลุ่มและรายล้อมไปด้วยพวกนายน้อยตระกูลหวังคนอื่นๆที่จับกลุ่มวิจารณ์คุยกัน

    แต่น่าแปลกนะ คนทั่วไปชอบคำพูดของหวังม่อหรือนี่ ถึงดูไม่มีท่าทีรำคาญแถมฟังเจ้าหมอนี่พูดอย่างตั้งใจ

    หรือการพูดน้ำท่วมทุ่งคือสิ่งที่คนในโลกนี้ชอบกันจริงๆ?

    ศิษย์สำนักไท่ซานที่ชนะบนเวทีประลองก็มีวิชาตัวเบาเหินมาหาทางหวังม่อและกล่าวว่า

    “ท่านพี่หวังม่อ ข้าชนะสร้างชื่อเสียงได้แล้ว ข้าจะสามารถพบเจอท่านหวังลี่เพื่อขอการชี้แนะได้แล้วสินะท่าน?”

    ศิษย์ชายผู้นั้นคารวะหวังม่ออย่างนอบน้อม

    “ดีมาก เจ้ามีแววดีในการต่อสู้กับพวกเราได้มากถึงสามสิบกระบวนเพลง นับว่าควรแก่การส่งเสริม ข้าจะรายงานเรื่องที่ดีของเจ้าแก่นายน้อยหวังลี่ให้”

    “ขอบคุณท่านพี่หวังม่อที่ส่งเสริม”

    เดี๋ยวก่อน พวกเอ็งเก่งจนสามารถเอาชนะศิษย์แกนหลักได้เลยเรอะ?

    และประโยคขอคำ”ชี้แนะ”ปรกติมันจะมีความหมายแฝงว่าขอท้าประลอง แต่จากท่าทางนอบน้อม ไอ้หมอนี่มันอยากขอคำชี้แนะจริงๆนี่หว่า

    “ดีมากเจ้าไป่ซี่เหมิน ข้าจะแนะนำชื่อของเจ้าให้แก่นายน้อยหวังลี่”

    หวังม่อผงกศีรษะอย่างภูมิใจในตนเองที่หาคนที่ฝีมือพอจะได้มาตรฐานเข้ามาร่วมกลุ่มได้บ้าง

    “ข้าจะไม่ทำให้ท่านพี่หวังม่อและนายน้อยหวังลี่ผิดหวัง”

    ไป่ซี่เหมิน เจ้าหมอนี่มันเมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่ตามเนื้อเรื่องดั้งเดิมนี่นา?

    ทำไมดูนอบน้อมต่อหวังม่อหรือว่าเพราะในโลกนี้เจ้าหมอนี่ไม่ได้เป็นเมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่เลยหยิ่งน้อยกว่าเดิม

    และ”ตัวร้าย”อย่างหวังม่อ นี่มันมีสกิลการทูต diplomacy เหนือกว่าผมหรือนี่

    ก็ว่าอยู่ตามต้นฉบับตอนจะไปว่าจ้างใครหรือหาคนร่วมมือพันธมิตรมาเล่นงานพระเอกนางเอกก็ทำสำเร็จตลอด

    ผมไม่ได้วางแผนจะเอาคนที่มีส่วนสำคัญต่อเนื้อเรื่องมาเกี่ยวกับผมเท่าไร ถึงจะรู้ว่าพวกนี้เก่งก็เถอะ เรื่องฝีมือผมค่อนข้างจะไว้ใจว่าไป่ซี่เหมินก็น่าจะเก่งกว่าทุกคนในกลุ่มผู้เยาว์ของสำนักล่ะนะ

    แต่จะเอาพวกเมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่นั้นมาเทียบกับพวกขี้โม้และพวกตัวประหลาดเฒ่าก็คงจะเกินกำลังของพวกนี้ไปหน่อย

    ผมคิดในใจว่าพวกนี้โดนลอบจู่โจมได้ง่ายจากพรรคมาร เพราะผมแค่ซ่อนตัวอยู่ในพลังมิติ พวกนี้ก็ไม่สามารถจับพลังของผมได้ทั้งที่ผมมายืนอยู่ในกลุ่มข้างหวังม่อตั้งนานแล้ว

    ผมตบบ่าหวังม่อและปรากฏตัว

    “ทำได้ดีมากหวังม่อเอ๋ย สามารถคบมิตรได้เป็นเรื่องที่ดี เจ้ามีสายตาที่ไม่เลวในการเลือกไป่ซี่เหมินมาร่วมกลุ่มด้วย”

    “นะนายน้อย”

    หวังม่อกล่าวอย่างตกใจ

    ทั้งกลุ่มก็แสดงความตกใจเช่นกัน

    มีแต่ไป่ซีเหมินที่คุกเข่าลงคารวะอย่างสง่างาม

    “คารวะนายน้อยหวังลี่ ขอบคุณนายน้อยที่เมตตา ผู้น้อยแสดงความทุเรศบนเวทีแล้ว ขอนายน้อยหวังลี่แนะนำให้มากไว้”

    ไป่ซี่เหมินกล่าวอย่างถ่อมตน

    ผมผงกศีรษะ

    “ซี่เหมิน เจ้าได้มีความก้าวหน้ามากกว่าคนรุ่นเดียวกันทั่วไป แต่ใช้แรงมากเกินไปในช่วงไหล่บ่า วิชาพื้นฐานของไท่ซานเน้นการคำนวณและความสูงส่ง ลองศึกษาวิชาคำนวณไท่ซานและวิชาตัวเบาแปดทิศ ความสามารถของเจ้าจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ”

    ข้อเสียของการให้ต้องแลกวิชาเอาเองล่ะนะ ไป่ซี่เหมินเลยอาจจะได้ทรัพยากรไม่เท่าเนื้อเรื่องต้นฉบับ

    ผมเลยต้องแนะนำวิชาของไป่ซี่เหมินเท่าที่ผมจำได้ว่าตอนโตขึ้นมาเขามีวิชาประมาณไหนบ้าง

    “นายน้อยหวังลี่ ฉลาดปราดเปรื่อง ซี่เหมินจะไม่ทำให้นายน้อยผิดหวัง”

    เดี๋ยวก่อน ไม่ได้เรียกผมว่าศิษย์พี่ในฐานะที่ผมเป็นสายตรงมีศักดิ์สูงกว่า

    แต่เรียกว่านายน้อย แปลว่าหมอนี่จะอยากเข้ามาเป็นคนสนิทมากกว่างั้นหรือ?

    ความสัมพันธ์ในระบอบศักดินานี่ซับซ้อนจริงเชียว

    เอาเถอะ แผนของผมก็เหมือนเดิมในด้านเป้าหมาย

    เอาพวกนี้ให้อยู่ห่างๆพวกขี้โม้ในยุทธภพไว้ก็น่าจะพอรักษาชีวิตรอดได้ล่ะนะ

    จากสีหน้าชื่นชมของพวกลูกกระจ๊อกหลายคน

    ก็มีเสียงจากเวที

    “ฮา ฮา ฮา ศิษย์ข้าไยเจ้าไม่ขึ้นมาแสดงฝีมือให้คนเห็นบ้าง อย่าปล่อยให้เฒ่าหานข่มข้าได้ฝ่ายเดียว”

    เฒ่าหาน? เจ้าสำนักหัวซานสินะ?

    หานซวง ใช่คนที่ตายเพราะแมลงกินสมองของพรรคมารหรือเปล่า?

    น่าจะใช่นะหากเป็นคนที่เป็นเมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่ และไม่มีมุกฝาแฝดสลับตัวล่ะก็นะ

    “เหอะ เหอะ หลานสาวของข้าใช่ว่าจะดูถูกกันได้ อายุเท่านี้ก็ฝึกพลังปราณเมฆม่วงได้แล้ว กำลังภายในหนักแน่นพริ้วไหว สมเป็นตัวแทนเมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่ของสำนักหัวซาน”

    เจ้าสำนักหัวซานกล่าวชมหลานสาวของตนเอง

    ส่วนผมอย่างที่บอกเกิดอาการสับสนทางการรับรู้ที่ไป่ซี่เหมินที่เป็นต้นฉบับศิษย์สำนักเมล็ดพันธุ์ที่หยิ่งผยองกลายมาเป็นคนที่นอบน้อมต่อหน้าผม

    และผมก็กำลังจะห้าวขึ้นเวทีตามการจับสายตาของคนรอบข้างที่คาดหวังอย่างสูง

    ไม่ใช่การดูถูกแบบแนวพระเอกปราณยุทธทั่วไปที่เป็นม้ามืดในงานประลอง