สีหน้าของเจ้าสาขาลัวซาและคนอื่นแดงคล้ำจนเลือดแทบไหลผลลัพธ์ของการยึดครองสี่สาขาอยู่เหนือความคาดหมายของพวกเขาไปโดยสิ้นใครกันจะรู้ว่าสาขาเทียนซิงที่ตกต่ำเป็นสาขาขยะนั้นจะมีคนอย่างหลินโม่โผล่มาได้
หนึ่งต่อเจ็ด แม้แต่อันดับหนึ่งของสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์อย่างเลี่ยวฉ่าวหลงยังพ่ายไปอย่างราบคาบ
ชื่อหงเหลียนจ้องหลินโม่ดวงตาสวยเต็มไปด้วยความตกตะลึง...ระคนสับสน คำพูดบ้าระห่ำของเจ้าหนุ่มในตอนแรกดังก้องวนเวียนอยู่ข้างในหูนางไม่หยุดยามนี้นางเพิ่งเข้าใจว่า นั่นไม่ใช่ความโอหังบ้าระห่ำหากแต่เป็นความมั่นใจที่มีต่อพลังของตนต่างหากล่ะ
ตลอดห้าร้อยปีที่สร้างสำนักเทียนซิงขึ้นมามีผู้ใดที่ต่อกรหนึ่งต่อเจ็ดกับผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์ได้กัน? ชื่อหงเหลียนยังไม่เคยได้ยินมาก่อน
รอบกายยังคงเงียบสงบเหล่าอาวุโสระดับสูงของสามสาขาใหญ่เงียบเป็นเป่าสาก ราวกับมีอะไรติดคอก็มิปานหลังจากพูดไปได้ครึ่งประโยค ความยโสอวดดีในตอนแรกก็หายไปไม่น้อย
ยามนี้เทียนซิงจื่อจึงเปิดปากเอ่ยช้าๆ “การยึดครองสี่สาขาเป็นอันตัดสินแล้วทุกท่านคงกลับกันไปได้แล้วใช่หรือไม่?”
กลับไป?
สีหน้าของเจ้าสาขาลัวซาและคนอื่นเปลี่ยนไปพวกเขายังคงมิอาจยอมรับได้
“ผลการตัดสินออกมาแล้วหรือว่ายามนี้ที่พวกท่านไม่ยอมไป เพราะยังอยากอยู่ที่นี่ต่ออย่างนั้นหรือ?”เฟิงเทียนสิงปราดสายตาราบเรียบมองเจ้าสาขาลัวซาและคนอื่นๆ
แรงกดดันที่มองไม่เห็นอบอวลไปรอบกายเจ้าสาขาลัวซาและพรรคพวกพลันสีหน้าก็แปรเปลี่ยนไปอย่างมิอาจควบคุมได้
พวกเขากล้าหาเรื่องเทียนซิงจื่อทว่ากลับมิกล้าหาเรื่องเฟิงเทียนสิง ต้องรู้ก่อนว่าเฟิงเทียนสิงนั้นไม่ได้มีเพียงฐานะสุดพิเศษในสำนักเทียนซิงหากแต่การบำเพ็ญก็ยังเหนือกว่าพวกเขาไปไกลมาก
“เฟิงเทียนสิง มิเจอกันเนิ่นนานเชียว” เสียงแหบพร่าดังขึ้นจากที่ไกลๆ
เสียงนี้แผ่ออกมาราวกับคลื่นน้ำเสียงดังฟังชัดเหมือนกับเอ่ยอยู่ข้างหูเหล่าธารกำนัลสัมผัสได้ถึงลมปราณในร่างที่แปรปรวนขึ้นอย่างผิดปกติจนมิอาจควบคุมได้อยู่ตลอดเวลา
พริบตาอารมณ์ของเฟิงเทียนสิงพลันเคร่งขรึมขึ้นทันทีสายตาจดจ้องต้นเสียงไม่วางตา ราวกับอยู่ใกล้ศัตรูสำคัญ
ในระยะไกลตา มีชายชราหัวล้านในชุดคลุมสีดำกำลังสาวเท้าเข้ามาทุกย่างก้าวเหมือนกับว่าทั้งโลกหดเล็กลงอย่างไรอย่างนั้น
ปฐพีชุ่นผันผวน...
สีหน้าของเหล่าธารกำนัลพลันตื่นตระหนกหวาดกลัวนี่คือผู้ที่มีวิถีแห่งการฝึกบรรลุถึงระดับกำเนิดแล้วเท่านั้นจึงจะทำได้วิชานี้จะย่อผืนปฐพีในอาณาบริเวณให้เหลือเพียงหนึ่งชุ่นเพียงหนึ่งก้าวจะย่อส่วนเป็นบริเวณถึงสิบลี้ผู้ฝึกตนที่บรรลุถึงระดับกำเนิดได้นั้นล้วนแต่เป็นผู้แข็งแกร่งเหนือใครหากอยู่ภายในเมืองหลินโจวก็ย่อมเป็นผู้แข็งแกร่งในระดับแนวหน้าอย่างแน่นอน
“อู๋เต้า...” เฟิงเทียนสิงจ้องเขม็งชายชราหัวโล้นชุดดำที่ปรากฏตัวไม่วางตาสีหน้าพลันเคร่งตึงขึ้น
“แม้แต่เรื่องเล็กๆก็ทำได้ไม่ดี แล้วพวกเจ้าจะมีประโยชน์อันใดกัน?” ชายชราหัวโล้นชุดดำปราดตามองเจ้าสาขาลัวซาอย่างเย็นชาสิ้นเสียงกระแทกดังกึกก้อง หน้าอกของเจ้าสาขาลัวซายุบลงราวกับถูกทุบด้วยของหนักๆอย่างไรอย่างนั้น
พรวด!
เลือดกองโตทะลักออกจากปากเจ้าสาขาลัวซา
เหล่าอาวุโสระดับสูงทั้งสามสาขาใหญ่หน้าซีดเผือดลงในพริบตาด้วยความหวาดกลัวพวกเขาไม่กล้าเอื้อนเอ่ยอะไรเพราะเกรงว่าจะไปกระตุ้นโทสะของผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดเข้า
“เฟิงเทียนสิง นับๆดูแล้วพวกเราไม่ได้เจอกันถึงสามสิบปีเลยสินะ” อู๋เต้ามองเฟิงเทียนสิงใบหน้าของชายหัวโล้นขณะคุยไม่ขยับเปลี่ยนไปเลยสักนิดประหนึ่งชะงักค้างอย่างไรอย่างนั้น
“เจ้ามาทำอะไรที่เมืองหลินโจว?”เฟิงเทียนสิงเอ่ยเสียงเข้ม
“นายน้อยตระกูลข้าอยากเชิญเจ้าไปนั่งด้วยกัน”อู๋เต้าเอ่ยด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก
“นายน้อยตระกูลเจ้า?”เฟิงเทียนสิงขมวดคิ้วแน่นพลางครุ่นคิดอย่างละเอียดและเข้าใจบางอย่างขึ้น“เรื่องที่สามสาขาใหญ่แห่งสำนักเทียนซิงทำการยึดครองสี่สาขานั้นเป็นเพราะพวกเจ้ายุยงสินะ?”
“ยุยง? เจ้าเข้าใจผิดแล้ว พวกเราไม่ได้ต้องการยุยงนายน้อยต้องการพูดเพียงประโยคเดียวเท่านั้น พวกเรารู้ที่มาของเจ้ากับสำนักเทียนซิงเดิมทีตั้งใจจะบีบคั้นสำนักเทียนซิงเพื่อให้เจ้ายอมจำนน แต่ใครเล่าจะรู้ว่าท้ายที่สุดเศษสวะพวกนี้จะทำเรื่องพังไม่เป็นท่าเสียได้”น้ำเสียงอู๋เต้าไร้ซึ่งความรู้สึกจนยากจะคาดเดาราวกับเป็นผีดิบอย่างไรอย่างนั้น สายตาราวกับปลาตายจ้องเฟิงเทียนสิงไม่ละสายตา “นายน้อยคอยนานแล้ว เจ้ามากับข้าเสียเถิด”
“หากข้าไม่ตกลงล่ะ?”เฟิงเทียนสิงกวาดมือ ลายวงเวทย์หนาแน่นพลันกางขึ้นรอบกายสลับซ้อนกันไปมาอย่างรวดเร็วในที่สุดจึงกลายสภาพเป็นศาสตร์วิชาเวทย์โบราณสีเงินลายมังกร
“ศิษย์น้องหลายปีมานี้เจ้ายังดื้อดึงเหมือนปรมาจารย์แก่ๆ ผู้นั้นอยู่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยสินะเจ็ดสิบปีที่ผ่านมา เจ้ากับข้าประมือกันถึงยี่สิบสี่ครา ซึ่งเจ้าล้วนแต่แพ้แก่ข้าทุกคราคิดว่าเจ้าในยามนี้จะสู้ข้าไหวอย่างนั้นหรือ? ข้าไม่เข้าใจเสียจริงความสามารถในการบำเพ็ญศาสตร์วิชาเวทย์โบราณแขนงหนึ่งของเจ้ามิอาจเทียมข้าได้เลยสักนิดเหตุใดปรมาจารย์แก่นั่นถึงตาบอดยกศาสตร์วิชาเวทย์โบราณของนิกายในแต่ละยุคในอดีตทั้งหมดให้กับเจ้ากัน?” อู๋เต้าเอ่ยเนิบนาบ
ศิษย์น้อง...
สายตาแปลกใจของเหล่าธารกำนัลจับจ้องไปยังเฟิงเทียนสิงและอู๋เต้าไม่มีใครคาดคิดว่าทั้งสองจะมาจากสำนักเดียวกัน ทั้งยังเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมอาจารย์เดียวกันอีกด้วย
“หัวใจของเจ้าช่างมืดมนอำมหิตดุร้ายเป็นที่สุด ศาสตร์วิชาเวทย์โบราณของนิกายที่สืบทอดกันจากรุ่นสู่รุ่นทั้งหมดล้วนเกิดจากความอุตสาหะทั้งกายใจของเหล่าปรมาจารย์ในอดีตกาลที่แฝงความหมายอันชอบธรรมเอาไว้หากตกไปอยู่ในมือเจ้า ศาสตร์วิชาเวทย์โบราณย่อมถูกทำลายลงเป็นแน่” เฟิงเทียนสิงเอ่ยเสียงเข้ม “เอาล่ะเอ่ยถึงตรงนี้ก็พอ ชะตาพี่น้องของเจ้ากับข้าขาดกันไปนานแล้วส่วนคำเชื้อเชิญของนายน้อยตระกูลเจ้า ไว้วันหลังถ้ามีเวลา ข้าจะเข้าไปเยี่ยมเยือนเอง”
“คำเชิญของนายน้อยตระกูลข้ามิเคยมีผู้ใดปฏิเสธมาก่อน”น้ำเสียงของอู๋เต้าเข้มขรึมลงอย่างไม่ค่อยได้ยินบ่อยนัก
แรงกดดันที่มองไม่เห็นอบอวลรอบกายชั่วพริบตาเหล่าอาวุโสระดับสูงของสาขาซานเจว๋พลันรู้สึกถึงความอึดอัดขีดสุดเหมือนกับอกถูกวางทับด้วยหินก้อนมหึมาอย่างไรอย่างนั้นแม้แต่อากาศก็สูดหายใจได้ไม่เต็มที่ ไม่เหมือนเหล่าศิษย์ซึ่งมีการบำเพ็ญต่ำเหล่านั้นที่กลับไม่รู้สึกถึงสิ่งใดหลักๆ เป็นเพราะระดับการบำเพ็ญต่ำเกินไปดังนั้นจึงไม่รับรู้ถึงแรงกดดันที่อู๋เต้านำพามา
เฟิงเทียนสิงสีหน้าเยือกเย็นความเร็วของศาสตร์วิชาเวทย์โบราณสีเงินที่หมุนรอบกายยิ่งเร็วขึ้น
“เฟิงเทียนสิงเจ้ายังหัวโบราณเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยสินะ” ดวงตาของอู๋เต้าฉายแววเยือกเย็น
“ท่านอู๋เต้าโปรดอย่าทำร้ายแขกของข้า” เสียงอ่อนโยนดังขึ้นจากที่ไกลๆ
ชายฉกรรจ์หกคนในชุดเกราะสีทองแดงและชายร่างล่ำหนาเกินใครขี่อสูรร่างพยัคฆ์ที่ทั่วร่างปกคลุมด้วยวงเวทย์สีม่วงปรากฏขึ้นแก่สายตาธารกำนัลครั้นเห็นเหล่าอสูรร่างพยัคฆ์เหล่านี้แล้ว เหล่าอาวุโสของสามสาขาต่างสูดไอเย็นเข้าปอดอย่างควบคุมไม่ได้นี่คืออสูรระดับกลางอันล้ำค่าและแสนเชื่อง—อสูรพยัคฆ์อินทนิลเรื่องราคานั้นมิต้องเอ่ยถึงแค่การเลี้ยงให้เชื่องได้ก็ถือว่ายากเย็นขีดสุดแล้ว
สิ่งสำคัญที่สุดคือ พลังของอสูรพยัคฆ์อินทนิลโตเต็มวัยเหล่านี้น่าสะพรึงกลัวไม่ว่าตัวใดต่างก็เทียบเท่ากับผู้ฝึกตนในระดับสร้างฐานรากทั้งนั้นในเมืองหลินโจวอันกว้างใหญ่นี้แม้แต่เศรษฐีอย่างตระกูลเลี่ยวก็ยังมิอาจเอื้อมถึงอสูรพยัคฆ์อินทนิลได้สักตัว
ใจกลางทหารองครักษ์ชุดเกราะทองแดงทั้งหกเหล่านี้มีชายหนุ่มในเกราะหยกกำลังคร่อมอสูรร่างพยัคฆ์สีม่วงทั่วตัวร่างกายของอสูรตนนี้ใหญ่โตกว่าอสูรของหกคนที่เหลือไปกว่าครึ่งอีกทั้งยังมีนอแหลมคมอันเดียวกลางหน้าผากและสายตาดุร้ายฉุนเฉียวพร้อมขย้ำ
นี่คืออสูรพยัคฆ์อินทนิลเช่นกันหากแต่เป็นระดับราชันอสูรอันหายากยิ่ง อสูรระดับราชันเช่นนี้แม้อยู่ในระดับกลางทว่าก็เป็นอสูรที่มีในโลกน้อยมาก เมื่อเทียบอสูรพยัคฆ์อินทนิลอีกหกตัวกับราชันอสูรของชายหนุ่มแล้วก็ถือว่าต่างกันมากจนนับไม่ได้อีกทั้งด้านราคาค่าสิน ราชันอสูรตัวนี้ล้ำค่าจนมิอาจเมินค่าได้เลยด้วยซ้ำ
อีกทั้งราชันอสูรตนนี้ยังไม่โตเต็มวัยยังมีเวลาเติบโตอีกยาวนาน ไม่แน่ว่าในอนาคตที่มันโตเต็มวัยแล้วอาจได้ก้าวขึ้นเป็นราชันอสูรครองโลกก็เป็นได้
ครั้นเห็นคนกลุ่มนี้อู๋เต้าก็รีบปรับเก็บกลิ่นอายลมปราณทั้งหลาย แล้วยืนข้างกายนิ่งงันด้วยความเคารพ
หนานหมิงอู่มองชายหนุ่มคนนั้นพลางขมวดคิ้วแน่น
“ท่านอาวุโสเฟิงข้าเชียนเย่ฮุยจากตระกูลขุนนางเชียนเย่ ได้ยินมาว่าท่านอาวุโสเฟิงเชี่ยวชาญด้านศาสตร์วิชาเวทย์โบราณระดับสูงซึ่งข้าน้อยมีความสนใจต่อศาสตร์วิชาเวทย์โบราณมากเช่นกัน ดังนั้นจึงได้ให้ท่านอู๋เต้ามาเรียนเชิญก่อนล่วงหน้า”เชียนเย่ฮุยเอ่ยพร้อมรอยยิ้มประดับบนหน้า
“ตระกูลขุนนางเชียนเย่...”ท่าทางของเฟิงเทียนสิงเคร่งขรึมยิ่งขึ้น
ครั้นเหล่าอาวุโสระดับสูงส่วนหนึ่งของสามสาขาได้ยินต่างก็มองเชียนเย่ฮุยด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
ดินแดนใต้ของทวีปหงเหมิงแบ่งเป็นเมืองใหญ่ห้าเขตได้แก่ เขตกลาง เขตเหนือ เขตใต้ เขตตะวันออก และเขตตะวันตก ทั้งหมดสี่เขตแดน ซึ่งเมืองหลินโจวตั้งอยู่สุดเขตตะวันออกแม้นเป็นพื้นที่คูเมืองใหญ่ ทว่าเป็นเพราะตั้งอยู่ขอบนอกของดินแดนใต้ดังนั้นจึงถือว่าเป็นเพียงเมืองเล็กๆ เท่านั้น
เขตตะวันออกมีพื้นที่กว้างขวางเกือบพันลี้ต่างสร้างขึ้นใหม่หลังเกิดภัยพิบัติล้างโลกเมื่อห้าร้อยปีก่อน เนื่องจากมีพื้นที่เขตอันยิ่งใหญ่จึงได้แบ่งพื้นที่ออกเป็นสามระดับ เมืองหลินโจวอยู่ในระดับต่ำสุดเขตตะวันออกมีพื้นที่เช่นนี้อยู่ถึงเก้าร้อยกว่าแห่ง ซึ่งจะอยู่ใต้การปกครองของเมืองระดับสองทว่ากฎเกณฑ์ของเมืองระดับสองนั้น หากอยู่ในยุคภัยพิบัติล้างโลกเมื่อก่อนก็สามารถเทียบได้กับรัฐของราชอาณาจักรเชียวล่ะ
เมืองหลินโจวอยู่ใต้อำนาจการปกครองของมณฑลซางไห่ซึ่งเชียนเย่ฮุยก็คือหนึ่งในตระกูลผู้ฝึกตนขุนนางแห่งมณฑลซางไห่นั่นเองตระกูลขุนนางนี้สืบทอดมายาวนานถึงพันปีนับตั้งแต่เหตุการณ์ภัยพิบัติล้างโลกจวบจนถึงปัจจุบัน