สะเทือนสวรรค์ สะท้านอสูร

ตอนที่ ๑๗๐ เคราะห์ภัย

ผู้คนตะลึงงัน สัตว์อสูรสายธาตุมีอยู่จริง นี่ไม่ใช่แค่ตำนานเล่าขาน บัดนี้สัตว์อสูรธาตุไฟปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าพวกเขา
หยุนยี่เชิ่งยิ้มด้วยแววตา ตอนที่จิวฟงแข่งปรุงโอสถกับซุนหยาง คราวนั้นเฮ่อโถวถึงกับเขียนจดหมายรายงานความผิดปกติ เฮ่อโถวคิดว่าจิวฟงมาจากสำนักฝึกตนธาตุไฟ แต่ความจริงแล้วเป็นเจ้าแมวดำที่เดินลอยหน้าลอยตาอยู่ในสำนักแพทย์เชิ่งหัวนี่เอง ที่เป็นผู้ระเบิดเตาปรุงโอสถจนแทบไม่เหลือซาก
“มีอยู่...จริงๆรึ” เสียงเจ้าสำนักท่านหนึ่งมีท่าทีเหม่อลอย
“ธาตุไฟ ไฟนั้นบริสุทธิ์ยิ่ง”
“แสดงว่าเรื่องที่ร่ำลือเป็นความจริง...”
ไม่ใช่มีแค่ตระกูลลี้และสำนักหนึ่งโลกาเท่านั้นที่รู้ถึงอัคคีธาตุซึ่งซ่อนเร้นอยู่ในตัวของเจ้าแมวดำ ทางเจ้าเมืองและผู้ติดตามอีกหลายคนก็ทราบเรื่องนี้ ช้าหรือเร็วความลับก็ต้องถูกเปิดเผย เช่นนี้สู้ให้ทุกคนได้เห็นถึงพลังอันสูงส่งที่สำนักหนึ่งโลกาครอบครองไม่ดีกว่าหรือ...
“ใจดำยิ่งนัก เป็นพันธมิตรกันก็น่าจะบอกเรื่องนี้ให้ข้าฟังบ้าง เหมือนเดิมไม่มีผิด หากไม่จวนตัวคงไม่ยอมเปิดเผยความลับ นี่แสดงว่าไม่มีทางเลือกอื่น” เฉียวฉื่อเหยียนแกล้งทำเป็นตัดพ้อ ป้านโหวลี่มองไปข้างหน้า เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบดุจน้ำในบ่อที่ไม่ถูกกระทบ
“พวกนั้นมาถึงที่นี่แล้ว...”
เฉียวฉื่อเหยียนเบิ่งตากว้าง มองซ้ายมองขวาก็ไม่เห็นถึงความผิดปกติ ทว่าป้านโหวลี่ไม่ใช่คนพูดพล่อย นางแสร้งแสดงสีหน้าให้เรียบเฉย แต่ฝ่ามือของผู้มีปราณขั้นที่เก้านั้นเย็นเฉียบ! 
เจ้าแมวดำกวัดแกว่งหางราวกับจะหยอกล้อ แสงเพลิงสีฟ้าบ้างก็สว่าง บ้างก็ริบหรี่ อัคคีธาตุสีฟ้าช่างร้อนแรงยิ่งนัก ไม่มีใครรู้เรื่องนี้ดีกว่าหมู่วิหคอสูรที่ประจันหน้ากับเจ้าแมวดำ
เจ้าหางเพลิงย่างก้าวอย่างเชื่องช้า ขณะที่สิ่งมีชีวิตบนเวทีได้แต่ยืนตัวแข็ง ประหนึ่งคล้ายกับว่าพวกมันกำลังหยุดหายใจ ขณะนั้นเองป้านโหวลี่ก็ลุกขึ้น เขามองลงมาทางจิวฟงแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดังกังวาน
“จิวฟง...ชนะแล้วได้อะไร แพ้แล้วได้อะไร” พูดจบชายผู้มีผมขาวก็ปิดปากนิ่ง ป้านโหวลี่ยืนตรงอยู่เช่นนั้น ดวงตาอันวาววับจ้องมาทางเด็กชาย
ชนะแล้วได้อะไร? แพ้แล้วได้อะไร? คำกล่าวราวกับเป็นภาษิตอันลึกซึ้ง ทุกผู้คนล้วนทบทวนคำพูดของป้านโหวลี่ ทว่าพวกเขาไม่เข้าใจคำพูดของคนแซ่ป้านเลยสักนิด หวงหยินฟาพลันมีนัยน์ตาลุกวาว ลี้เจ่ยมองศิษย์ผู้น้องแล้วพยักหน้าอยู่หลายหน คนแซ่ลี้พึมพำเบาอยู่ในลำคอ
“แพ้ชนะไม่ใช่เรื่องสำคัญ...” 
เจ้าเปี๊ยกเงยหน้ามองปะรำ เด็กชายประสานมือพร้อมกับก้มหัว ฝ่ายเจ้าแมวดำผู้ชาญฉลาดร้องหง่าวหนึ่งครั้งแล้วเดินกลับมาหาคู่พันธสัญญา ขณะที่ผู้คนกำลังงุนงงอยู่นั้น จิวฟงก็หยิบโอสถประสานกายาขึ้นมากลืนกิน
เจ้าเปี๊ยกถ่ายปราณเข้าไปในหยาดโลหิตอสูรอันสดใส ร่างของเจ้าแมวดำค่อยๆจางลงๆแล้วพุ่งวูบเข้าไปในตันเถียนของเด็กชาย ทันใดนั้นดวงตาของจิวฟงก็กลายมามีสีแดง ขนดำอันอ่อนนุ่มขึ้นทั่วร่าง กรงเล็บแข็งแกร่งประดุจเหล็กกล้า ที่ปลายหางมีเพลิงอัคคีที่ลุกโชติช่วง
แพ้...จิวฟงที่ทำผิดระเบียบการแข่งขันย่อมต้องแพ้ แต่แพ้ชนะไม่ใช่สิ่งที่สำนักหนึ่งโลกาคำนึงถึง พวกเขามาที่นี่เพื่อประกาศศักดา อย่างไรเสียวันนี้ผู้คนจะต้องจดจำจิวฟงแห่งสำนักหนึ่งโลกา!
ลูกเพลิงสีฟ้าพุ่งวูบวาบ ไฟอันร้อนแรงพุ่งออกจากปลายหางแล้วหมุนวนทั่วร่างของเด็กชาย ทันใดนั้นลูกไฟขนาดกำปั้นก็พุ่งตรงไปเบื้องหน้า แล้วแสงสีฟ้าก็แตกกระจายเป็นลูกเพลิงลูกย่อยๆ
หย่อมไฟติดขนวิหคอสูรแล้วลุกไหม้ สัตว์อสูรทั้งสี่สิบร้องครวญครางอยู่ไม่หยุด ไม่เพียงเท่านั้น ลูกเพลิงยังพุ่งไปหาฮุ่ยชาและเหล่าผู้ฝึกตน เพียงเศษไฟสีฟ้าสาดติดเสื้อผ้าอาภรณ์ เปลวไฟก็ลามเลียอย่างรวดเร็ว ผู้คนมองมาที่เจ้าเปี๊ยกอย่างหวาดผวา ครึ่งอสูรหางเพลิงก้าวย่างไปทางใด เสียงกรีดร้องโหยหวนก็ดังไปทั่ว ผู้คนทั้งหมดแทบหยุดหายใจ ผู้ชมขนลุกกับภาพที่เห็น
ขณะนั้นเองเจ้าเปี๊ยกก็หยุดความเคลื่อนไหว เด็กชายสะบัดมือหนึ่งครั้ง เปลวเพลิงที่ตนเองสร้างขึ้นก็พลันมอดดับ ครึ่งอสูรตาแดงหยิบกระดาษแผ่นใหญ่ๆขึ้นมา เด็กชายเขียนอักษรด้วยลายมือตัวบรรจง
“รับรักษา คิดราคาไม่แพง”
“...”
ผู้คนนิ่งเงียบไร้คำพูด ขณะนั้นเองผู้ฝึกตนคนหนึ่งก็ตะเกียกตะกายมาหาเจ้าเปี๊ยก เด็กชายรีบปรี่เข้าไปหาคนผู้นั้น เขาตรวจดูบาดแผลน้อยใหญ่ให้คนไข้อย่างเป็นห่วง
แพทย์ตัวน้อยเยียวยาอย่างช่ำชอง เขาใช้โอสถหิมะขาวป้ายไปตามรอยไหม้ แผลเพลิงไหม้จางหายไปอย่างรวดเร็วราวกับปาฏิหาริย์ ยังเหลือเพียงรอยแดงจางๆที่ทิ้งไว้ ผู้ฝึกตนผู้นั้นมีสีหน้าโล่งอก จิวฟงเรียกเก็บค่ารักษาเพียงร้อยเหรียญเงินซึ่งไม่ได้นับว่าแพงอะไร
ชายผู้นั้นยื่นวิหคในครอบครองให้จิวฟงรักษา เจ้าเปี๊ยกถ่ายปราณที่มีไออสูรเจือปนลงบนโอสถเม็ดขาว ทันทีที่ไอเย็นแผ่ออกมา จิวฟงก็บิเม็ดยาให้แตกแล้วป้ายผงยาไปตามบาดแผลของวิหคอสูร ไม่กี่อึดใจแผลนั้นก็ฟื้นฟู เจ้าเปี๊ยกคิดค่ารักษาอีกร้อยเหรียญเงิน
คนแล้วคนเล่าต่อแถวรักษา จิวฟงได้ทั้งเงินและได้แสดงทักษะก็ยิ้มหน้าแป้น ผู้คนด้านล่างส่งเสียงฮือฮา เสียงพูดคุยจ้อกแจ้กดังไปทั่ว
“รักษาได้แม้กระทั่งสัตว์อสูร”
“สำนักหนึ่งโลกายิ่งใหญ่เหลือเกิน”
“ก่อนหน้านี้จิวฟงคงถูกบีบคั้น ได้ยินว่าผู้เป็นแพทย์ทุกคนมีคุณธรรม!”
...
ทั้งคนทั้งสัตว์อสูรต่างก็ได้รับการเยียวยาเรียบร้อย ขณะนั้นเองจิวฟงก็ไล่ผู้ฝึกตนและสัตว์อสูรให้ออกห่าง คนทั้งหลายทำหน้าสงสัย แต่มาถึงขั้นนี้แล้ว พวกเขาย่อมทำตามคำสั่งของเจ้าเปี๊ยกโดยไม่ขัดขืน
เจ้าเปี๊ยกยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ ทันใดนั้นเพลิงที่ปลายหางของจิวฟงก็สว่างวาบขึ้นอีกครั้ง เพลิงอันร้อนระอุพุ่งตรงไปยังจุดต่างๆ ในเขตอาคมบนเวทีนั้นร้อนผ่าว ผู้ฝึกตนส่งเสียงครวญครางอีกครั้ง
จิวฟงฉีกกระดาษอย่างไม่เร่งรีบ เขาเผากระดาษแผ่นเดิมทิ้งแล้วเขียนข้อความใหม่ ลายมือราวกับหงส์เหิน จิวฟงอ่านข้อความนั้นแล้วยิ้มหน้าแป้น
“รับรักษา คิดราคาพิเศษ”
“...”
ภาพที่ผู้ชมเห็นราวกับภาพฉายซ้ำ ผู้คนต่อแถวมารับการรักษา เจ้าเปี๊ยกรับเงินมาแล้วไล่ลูกค้าให้ถอยห่างออกไป พวกลูกค้ารู้ชะตากรรมดีแต่ก็ไม่อาจกระทำการอันใด หากไม่ยอมจ่ายเงินให้จิวฟง ความทุกข์ทรมานจากบาดแผลก็ไม่มีวันจางหาย สละเหรียญเงินเพื่อแลกกับการที่ไม่ต้องทนทุกข์...เพียงชั่วคราวก็ยังดี
ยิ่งรักษามากรอบ เจ้าเปี๊ยกก็ยิ่งคิดค่ารักษาแพงขึ้น แต่จะให้ผู้ฝึกตนทำอะไรได้ ในเมื่อเขตอาคมยังไม่เสื่อมสลาย พวกเขาย่อมไม่มีทางออกไปด้านนอกอยู่แล้ว ทางสำนักปฐพีพิฆาตก็บอกชัดว่าแม้จะยอมแพ้ แต่ก็ต้องอยู่บนเวทีจนครบหนึ่งชั่วยาม ฟ่านหม่านซือกำหมัดแน่น ใบหน้าของเจ้าสำนักปฐพีพิฆาตแดงก่ำ กติกาที่มีไว้เพื่อสกัดจิวฟงย้อนกลับมาทำลายตนเอง
ใกล้จะครบหนึ่งชั่วยามเต็มที แน่นอนว่าเจ้าเปี๊ยกย่อมมีท่าทีที่เสียดาย เขานั่งจ๋องแล้วเขียนตัวหนังสือลงบนกระดาษขาว ขณะเดียวกันเขาก็แสดงหน้ารู้สึกผิด
“การรักษารอบสุดท้าย ขอทุกอย่างที่พวกเจ้ามีอยู่ ไม่เช่นนั้นจะเผาทุกอย่างให้เหี้ยน!”
“ไอ้เตี้ยนี่โคตรเลวเลย!” เสียงของผู้คนที่อยู่ใกล้เวทีร้องดังลั่น
สุดท้ายไม่มีใครเหลืออะไรติดตัว ทั้งศาสตราเวท ทั้งทรัพยากร ทั้งเครื่องป้องกันถูกยึดไปจนสิ้น ผู้ฝึกตนและสัตว์อสูรต่างมองมาที่จิวฟงด้วยแววตาหวาดผวา เจ้าเปี๊ยกถอดร่างอสูร เด็กชายยิ้มแป้นแล้วเอ่ยกับคนทั้งหมดด้วยเสียงดัง
“ยินดีด้วย! พวกเจ้าทั้งหมดอยู่รอดปลอดภัย ทุกคนได้ผ่านเข้าไปแข่งในรอบหน้า มีเพียงแค่ข้าที่ตกรอบ!”
ทางสำนักหนึ่งโลกาส่งเสียงไชโยโห่ร้อง นี่ช่างเป็นการแพ้ที่ประหลาดแบบสุดๆ ผู้แพ้มีสีหน้าระรื่น แต่ผู้เข้ารอบมีสีหน้าหมองคล้ำ จิวฟงไม่รอให้อาคมเสื่อมสลาย เมื่อได้สมบัติมาหมดแล้วก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอยู่บนเวทีอีกต่อไป
“ท่านแมวดำ เผาเขตอาคมให้ด้วย!”
“หง่าว”
แมวดำเชิดหน้าแล้วร้องรับด้วยอาการขี้เกียจขี้คร้าน เพลิงอันร้อนแรงเผาไหม้เขตอาคมจนเสื่อมสลาย คนบนเวทีขนลุกซู่ นี่ย่อมแสดงว่าที่ผ่านมาจิวฟงออมมือ ไม่เช่นนั้นชีวิตของเขาคงดับสิ้นไปแล้ว
ไม่ต้องรอให้ประกาศสิ้นสุดการแข่งขัน เจ้าเปี๊ยกก็กระโดดดึ๋งลงมาจากเวทีพร้อมด้วยสัตว์อสูรในพันธสัญญา ผู้คนต่างหลีกทางให้ทั้งสอง แต่ละคนล้วนถอยห่างจากเจ้าเตี้ย แม้จะเห็นสายตาหวาดกลัวที่มองมา จิวฟงก็หาได้ใส่ใจไม่ เขาเดินกลับไปยังพวกคนจากสำนักหนึ่งโลกา เดินไปหาพวกเจ้าอ้วนและศิษย์พี่แซ่หวัง ยิ้มให้ชุนจางมินแล้วก็ทักทายพวกแพทย์ทั้งหลาย แล้วจิวฟงก็ประกาศด้วยเสียงดังลั่นอย่างภาคภูมิใจ
“จิวฟงเป็นตัวแทนสำนักหนึ่งโลกา ข้ารีดไถทรัพย์สินของคนทั้งหมดมาได้แล้วขอรับ!”
“จะป่าวประกาศทำไมกัน!” ชุนจางมินแว้ดใส่เจ้าเตี้ยจอมโลภ
 แผนการของสำนักปฐพีพิฆาตพังพินาศ จิวฟงเพียงคนเดียวเล่นเอาป่วนไปทั่ว ลงแสดงความรู้สองครั้งทว่ากลับสร้างความเสียหายหนัก ถึงตอนนี้ไม่ว่าอะไรก็หยุดความโด่งดังของสำนักหนึ่งโลกาไม่ได้
ฟ่านหม่านซือกัดฟันจนเส้นเลือดปูดโปนที่ขมับ แม้แต่ฮุ่ยชาศิษย์เอกของสำนักยังถูกรัศมีของเจ้าเปี๊ยกกลบเสียสิ้น ในตอนนี้เหลือเพียงความหวังสุดท้าย ฟ่านหม่านซือหวังว่ามู่ฉีเชิ่งจะสังหารเจ้าเปี๊ยกได้
“ชื่อของสำนักหนึ่งโลกาผูกติดกับจิวฟง จิวฟงตายทุกอย่างก็จบ” แววตาของฟ่านหม่านซือฉายแววอำมหิต 
สำนักหนึ่งโลกาไม่ได้ร่วมแสดงความรู้รายการอื่นในวันนี้ แต่ถึงกระนั้นเหล่าศิษย์ยังไม่จากไปไหน พวกเขากระจายไปยังเวทีต่างๆเพื่อชมการแข่งขัน ขณะที่ผู้อาวุโสและเจ้าสำนักก็อยู่บนกระโจมเหินหาว ฝ่ายเจ้าเปี๊ยกชักชวนพวกเจ้าอ้วนและชุนจางมินให้ไปชมศาสตร์แห่งการพยากรณ์ที่เวทีด้านขวาสุด
เมื่อเดินไปถึงที่นั่น จิวฟงก็เห็นว่าผู้ชมต่างเงียบกริบ สายตาทุกคู่จ้องมองไปบนเวที พวกเขาต่างก็จับจ้องไปที่หญิงสาวนางหนึ่ง รูปโฉมของนางงดงามนัก แววตาช่างดึงดูดผู้คน
นางโปรยดอกเหมยด้วยท่าทีอ่อนช้อย กลีบดอกเหมยร่วงหล่นแต่แล้วก็ปลิวฟุ้ง กลีบดอกเหมยสีชมพูปลิววนรอบตัวนาง คล้ายกับว่าในตอนนี้หญิงสาวกำลังร่ายรำ
แต่แล้วกลีบดอกเหมยก็พลันร่วงโรย กลีบดอกไม้กระทบพื้นแล้วร้อยเรียงเป็นตัวอักษร ที่เบื้องหน้าของหญิงสาวมีตัวอักษรตัวใหญ่แค่สองคำ คำนั้นก็คือ‘เคราะห์ภัย’
เสียงปรบมือดังลั่น การควบคุมเหมยพยากรณ์ไม่ใช่เรื่องง่าย นี่นับเป็นศาสตร์ทำนายชั้นสูง แม้แต่หยินยู่หานที่อยู่บนปะรำถึงกับหรี่ตามองหญิงสาวนางนั้น
ครู่เดียวพวกเขาก็กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง คำว่า‘เคราะห์ภัย’ที่ร้อยเรียงด้วยกลีบดอกเหมยสีชมพูชวนให้รู้สึกขนลุก แม้ตัวหนังสือจะงดงามทว่าดูลึกลับ ดูไปคล้ายกับอักษรที่เขียนในงานศพก็ไม่ปาน
กรรมการลังเลใจอยู่พักใหญ่ สุดท้ายเขาก็เดินไปหาหญิงสาวเพื่อขอคำขยายความ กรรมการไม่รู้ว่าหญิงผู้นี้จะยอมเผยอปากพูดหรือไม่ ที่ผ่านมาไม่มีผู้ใดได้ยินนางเอ่ยถ้อยคำ ไม่รู้ว่านางไม่พูด...หรือว่าเป็นใบ้
หญิงสาวเพ่งตัวอักษรอยู่พักใหญ่ จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมา นางไม่ได้เปล่งวาจา หากแต่ใช้ปลายนิ้วงามงอนชี้มาที่จิวฟง ผู้คนหันขวับมองมาที่เด็กชาย จิวฟงกลอกตามองซ้ายขวา ทันใดนั้นเด็กชายก็พยักหน้าแล้วยิ้มแฉ่ง เจ้าเปี๊ยกชี้ไปยังหยุนเหมยลี่ที่ยืนอยู่ข้างหลัง แล้วเขาก็ปรบมือแปะๆ
“แม่นมากๆ! แม่นอย่างกับตาเห็น!”
“ข้าหมายถึงแกนั่นแหละเจ้าเตี้ย!”
ในที่สุดหญิงสาวก็ยอมเปิดปากพูด...โดยไม่ได้ตั้งใจ 

คล้ายกับเรื่องสะเทือนสวรรค์ สะท้านอสูร ที่คุณอ่าน