(จบแล้ว) ทำสวน? ใครว่าง่าย | Its not easy to be a farmer

    บทที่ 164 เมืองแห่งสามฮาดราห์

    บทที่ 164

    เมืองแห่งสามฮาดราห์



    มนุษย์มักจะแสดงธาตุแท้ของตนเองในช่วงเวลาวิกฤต เซริสได้พิสูจน์แล้วว่าข้อความดังกล่าวเป็นความจริง และพวกเขาก็ได้ฝ่าฟันผ่านสถานการณ์อันเลวร้ายจนสามารถยืนหยัดอย่างมั่นคงได้ในท้ายที่สุด


    อินเซนเดียที่กำลังย่ำแย่ก็เช่นกัน


    ทว่าสภาพสังคมที่แบ่งชนชั้น และแบ่งฝักฝ่ายหลังจากการล่มสลายของราชวงศ์อินเซนเดีย รวมไปถึงปัญหาระหว่างกลุ่มคนสองกลุ่มที่มีเป้าหมายของการดำเนินชีวิตที่ต่างกัน รวมไปถึงกลุ่มคนที่ยังเฝ้าคอยคำทำนายอย่างไม่ยอมยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้อง กลับทำให้ทุกอย่างย่ำแย่ลงอย่างรวดเร็ว

    แน่นอนว่าการปรากฏตัวของอสูรมานาเมื่อปีก่อน เป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นให้สถานการณ์ดังกล่าวเลวร้ายลงไปอีก ขณะนี้กลุ่มซาลามที่รักสันติ กำลังเกิดปัญหาภายในที่ยากจะแก้ไข


    พวกเขา กำลังอดอยากเพราะปัญหาด้านเสบียง ประชาชนเกือบแปดสนคนที่รวมตัวกันกระจายอยู่ตามเมืองใหญ่ทั้งสาม กำลังกระจุกตัวรวมกันที่เมืองของอาลีเพราะความกลัว เสบียงที่มีจึงถูกเผาผลาญอย่างรวดเร็วแม้จะเป็นเมืองที่มีคลองส่งน้ำ และพื้นที่เพาะปลูกขนาดใหญ่ก็ตาม

    ความเร็วในการเดินทางด้วยอูฐ พร้อมรถลากที่ยังไม่ได้พัฒนา ทำให้พวกเขาต้องใช้เวลาเดินทางไปกลับระหว่างเมืองใหญ่กับชายฝั่งตะวันออกร่วมหนึ่งสัปดาห์ มันเชื่องช้าจนปวดใจ พร้อมกับมีอันตรายจากเหล่าอสูรมากมายจนพวกเขาล้มเหลวบ่อยครั้งและตัดทางเลือกดังกล่าวออกไป

    กลุ่มซาลามควรจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานนัก แต่เพราะมีกลุ่มคนที่สามารถใช้พรจากทวยเทพและเรียกตนเองว่าชาแมน สามารถใช้พรที่ได้จากองค์แลนด์บรูห์ได้ในระดับหนึ่ง จึงคอยพยุงสถานการณ์ด้านอาหารเอาไว้ได้บ้าง แต่มันก็ใกล้จะถึงขีดจำกัดแล้ว


    “อาลี เราต้องเลือกให้คนที่เหมาะสมเท่านั้นที่จะได้รับเสบียงส่วนที่เหลือ ไม่อย่างนั้นทุกคนจะอดตายในอีกหนึ่งเดือน!”

    “คนที่เหมาะสม? เฮอะ! คงเป็นแค่ชนชั้นสูงพรรคพวกของเจ้าสินะ ฮาคิม”

    “อาดิน...ท่านก็เป็นชนชั้นสูง ข้าเป็นห่วงพวกพ้องที่เป็นเสาหลักของสังคมมันผิดตรงไหน?”

    “แล้วจะปล่อยให้ชนชั้นล่างอดตายไปอย่างช้าๆ อย่างนั้นหรือ? ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะชั่วร้ายถึงขนาดนี้”

    “อย่าโลกสวยไปหน่อยเลย หรือท่านจะไม่ทราบว่าทหารของพวกเรามีสภาพร่างกายที่ทรุดโทรมเพียงใด ยังต้องมาคอยแบ่งปันอาหารให้พวกงอมืองอเท้าที่ไม่ทำอะไรอยู่ในเมือง คอยรับส่วนแบ่งจากอาหารของส่วนกลางไปวันๆ”

    “พวกเขาเป็นเกษตรกรที่กำลังรอการเพาะปลูก ไม่ใช่พวกงอมืองอเท้า เจ้าเป็นบ้าไปแล้วรึ?”

    “เรื่องนี้ก็เหมือนกัน ใช้คนให้น้อยลงสักครึ่งก็พอ ที่เหลือก็ให้ท่านอิชมาลกับกลุ่มชาแมนช่วยใช้พลังให้ได้ผลผลิตอันอุดมสมบูรณ์ก็พอแล้ว ท่านต้องรู้จักบริหารให้เป็น จะเมตตาไปเสียทุกเรื่องเหมือนแต่ก่อนไม่ได้หรอกนะ ท่านอาดิน”


    สองฮาดราห์จากกลุ่มซาลามที่มีสามผู้นำหลักกำลังถกเถียงกันอย่างเคร่งเครียด พวกเขาตั้งตัวเป็นเหมือนราชวงศ์แบบหนึ่ง ที่เพิ่งกำเนิดและมีวี่แววว่าจะมีอายุสั้นยิ่งนัก เหล่าขุนนางช่วยบริหารดินแดนที่อยู่รอบนอกได้แต่ยืนกะพริบตาปริบๆ ทุกคนคาดหวังคำตัดสินจากท่านอาลีที่มีอำนาจสูงสุดในขณะนี้

    ทว่าท่านอาลีกลับนั่งเงียบและจ้องมองแผนที่ตรงกลางโต๊ะด้วยความคาดหวัง เขากำลังรอความช่วยเหลือจากเซริส เพราะมันเหมือนจะเป็นหนทางเดียวที่จะช่วยบรรเทาความเลวร้ายโดยไม่มีฝ่ายไหนเสียหาย


    อาลีรู้สึกละอายใจเหลือเกินที่ตกอยู่ในสถานการณ์อับจนหนทางจนต้องพึ่งผู้อื่นเพื่อให้มีชีวิตรอดเช่นนี้


    “พวกเจ้าเงียบเถอะ เถียงกันไปก็มีแต่จะเสียเวลามากขึ้น ชนชั้นล่างก็มีค่าและเป็นผู้ผลิตอาหารให้พวกเรา และทหารก็จำเป็นจะต้องได้รับการแบ่งปันเสบียงที่มากขึ้นเช่นกัน”

    “แต่ว่า... ท่านอาลี ถ้าทำเช่นนั้นพวกเราจะอดตายในเวลาอันสั้นแน่ ฤดูเพาะปลูกแรกก็เพิ่งหว่านเมล็ด กว่าจะได้ผลผลิตเมช กับอินทผลัมก็อีกตั้งสองเดือน กลุ่มชาแมนล้วนเหน็ดเหนื่อยเต็มทีแล้ว” ฮาคิมยังคงยืนกรานความคิดของตนเอง และมันก็มีเหตุผลมากพอให้ทุกฝ่ายรับฟังเช่นกัน ทว่าเหตุผลของอาดินก็มีน้ำหนักไม่ต่างกัน

    “มีวี่แววจากทางเซริสบ้างหรือเปล่า...” ผู้มีอำนาจสูงสุดถามด้วยเสียงเหนื่อยอ่อน หนึ่งในกลุ่มทหารที่ส่งออกไปเพื่อเป็นหน่วยข่าว มีบุตรชายของเขารวมอยู่ด้วย

    “ถ้าเราต้องเจออสูรร้ายเช่นนี้ คิดว่าดินแดนอื่นคงไม่ต่างกัน ข้าเองก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากนักหรอกนะ พวกเขาอาจจะยื่นมือมาช่วย หรือไม่ช่วยก็ได้ แต่ละฝ่ายคงต้องเอาตัวรอดเป็นอันดับแรกก่อนทั้งนั้น”

    “ที่ฮาคิมพูดมาก็ถูก” นี่เป็นเพียงไม่กี่ครั้งที่อาดินจะเห็นด้วยกับอีกฝ่าย “แต่พวกเราก็มีสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับท่านซาบิน่า ไม่แน่ว่า...”

    “พรรคพวกฆ่าล้างโคตรตระกูลอินเซนเดีย แล้วเจ้ายังมีหน้าเสนอตัวเองว่ามีสัมพันธ์อันดีกับท่านหญิงอีกเหรอ มองโลกในแง่ดีให้มันสมจริงหน่อยเถอะอาดิน หากเป็นเจ้า... จะรู้สึกอย่างไร”

    “อามิร่าก็หายสาบสูญไปหลายปี ไม่รู้เป็นตายร้ายดีอย่างไร” ฮาคิมย้ำข้อเท็จจริงอีกครั้ง “บางทีเหตุการณ์ในครั้งนี้อาจจะเป็นบาปที่พวกเราก่อไว้ก็ได้

    “คงได้แต่รอเวลา...” อาลีไม่อาจตัดสินใจว่าจะใช้ทางออกที่โหดร้ายอันไหน ปล่อยให้ประชาชนหิวตาย และให้บางส่วนอยู่รอด หรือยืนหยัด พร้อมกับอดตายไปด้วยกันอย่างทรมาน


    พวกเขายังมีปัญหาของเพื่อนร่วมชาติที่อยู่อีกฝั่งทางดินแดนตะวันตกด้วย กลุ่มปกครองของราชัทกำลังแตกกระเจิงเพราะผู้นำเริ่มบ้าคลั่งเข่นฆ่าปล้นชิงพวกเดียวกันเอง กลุ่มผู้หนีตายที่ลัดเลาะผ่านทะเลทรายสุดโหดมาถึงกลุ่มซาลาม ได้ถ่ายทอดเรื่องราวน่าสยดสยองให้ทุกคนได้หวาดวิตกมากขึ้นไปอีก


    “เรื่องราชัทพวกเราคงไม่ต้องวิตกนักหรอก อย่าลืมว่าพวกเรามีปราการธรรมชาติคอยขัดขวางหลายชั้น กว่าพวกนั้นจะฆ่ากันเองจนเสร็จ พวกเราคงอดตายเสียก่อนแล้วล่ะ...”

    “....” อาดินได้แต่นิ่งเงียบพร้อมเบ้ปาก แม้จะรำคาญสหายปากร้ายนิสัยขวานผ่าซากอย่างฮาคิม แต่สิ่งที่เขาพูดออกมาก็ไม่เคยเคลือบยาพิษให้ต้องปวดหัว

    “ทหารส่งข่าวชุดที่สองน่าจะถึงโอเอซิสคามาริตั้งแต่ห้าวันก่อนใช่ไหม ถ้าพวกเขาให้เวลาอีกสัปดาห์ ก็คงถึงเซริสพอดี...”

    “ข้าไม่อยากดับฝันท่านหรอกนะอาลี... แต่กว่าจดหมายจะถึงมือราชาเอริค ก็คงใช้เวลาอีกร่วมสัปดาห์ กว่าจะประชุมหารือเพื่อตัดสินว่าจะช่วยพวกเราหรือไม่ ก็คงกินเวลาอีกหนึ่งสัปดาห์ กว่าจะรวบรวมทหารและเสบียงแบบรวดเร็วที่สุดก็คงใช้เวลาขั้นต่ำอีกหนึ่งสัปดาห์ กว่าจะเดินทางลงใต้มาถึงพวกเรา... ก็คงมีแต่ศพเต็มเมือง และคงจะมีแต่แมลงวันบินว่อนพร้อมอีแร้งเต็มไปหมด”


    ไม่ใช่ว่าฮาคิมเป็นคนที่เห็นแก่ตัว แต่เขาก็คิดคำนึงถึงปัจจัยทุกอย่างมาหลายรอบแล้ว ด้วยนิสัยส่วนตัวที่พูดแต่ความจริงอันน่าเจ็บปวดในที่ประชุมแห่งนี้ จึงทำให้ฮาดราห์ผู้นี้ดูเป็นคนโหดร้ายและอำมหิตมาก


    แต่ความจริงก็คือความจริง จะบิดเบือนให้สวยงามขึ้นอย่างไร ผลลัพธ์สุดท้ายก็เป็นเช่นเดิม


    ยังมีขุนนางร้ายกาจหลบเร้นอยู่ในเงามืดอีกเยอะนัก ปรสิตร้ายที่พอจะสัมผัสได้ด้วยใจ ช่างเป็นเรื่องที่น่าปวดหัวเพราะพวกเขาไม่มีหลักฐานมัดตัวที่มากพอ

    เมื่อไตร่ตรองดีแล้วว่าตายเพราะอสูรเป็นสิ่งที่สิ้นหวังมากเกินไป ฮาดราห์ทั้งสามจึงสรุปแนวทางในอนาคตด้วยการแบ่งสันปันส่วนเสบียงอาหารเสียใหม่ ให้ทหารอิ่มท้องพร้อมปกป้องทุกคนมากขึ้น แลกกับการที่ประชาชนส่วนใหญ่ลดปริมาณอาหารลงเหลือแค่พอคลายหิวเพียงวันละมื้อเท่านั้น


    ทว่าหนังสือคำสั่งที่กำลังถูกร่างด้วยน้ำหมึกบนแผ่นหนัง หยุดชะงักลงเพราะเสียงระฆังที่ดังกังวานไปทั่วเมืองชั้นนอก หัวใจของทุกคนเต้นระรัว พวกเขากำลังคาดหวังว่าข่าวจากกำแพงจะเป็นข่าวดีหรือข่าวร้าย เป็นอสูร หรือว่าเป็นมิตรจากเซริสกันแน่


    “นายท่าน... นายท่านขอรับ! แฮ่กๆๆ ... มีทหาร... มีทหารจากเซริสมารออยู่นอกเมืองขอรับ!” รายงานข่าวจากกำแพงมาถึงในไม่ช้า และมันก็เป็นข่าวดี

    “เปิดประตูเมือง! รีบต้อนรับพวกเขาเดี๋ยวนี้”

    “แต่... ฮาดราห์ขอรับ พวกเขาไม่มีเสบียงติดมือมาเลยนะขอรับ”

    “หืม... คนเหล่านั้นได้แจ้งชื่อหรือไม่ แน่ใจนะว่าไม่ใช่พวกของราชัท”

    “เรียนฮาดราห์ฮาคิม รูปร่างเป็นชาวเซริสแน่นอนขอรับ แต่ว่า พวกเขาก็มีฮาดราห์เช่นกัน แต่งตัวสมฐานะมากขอรับ”

    “คงเป็นลอร์ดสักคนของเซริสเดินทางมาด้วย ไม่ก็เป็นเจ้าชายองค์หนึ่งของท่านซาบิน่าเป็นแน่” อาดินพูดออกมา แต่คิ้วก็ยังขมวดเพราะสงสัย “แต่มาโดยไม่มีเสบียงแบบนี้ เพื่ออะไรกันนะ”


    คำถามของอาดิน คงจะได้รับคำตอบหลังจากพูดคุยกันผ่านล่ามภาษาที่เตรียมการไว้ ขุนนางส่วนใหญ่แสดงความยินดีพร้อมประกาศข่าวออกไป ทว่าบางคนกลับมีแววตาที่เปล่งประกายเจ้าเล่ห์ รอตักตวงผลประโยชน์เพื่อตนเอง

    กองกำลังของลอร์ดเดวิด ถูกนำขบวนไปที่คฤหาสน์ขนาดใหญ่ซึ่งเป็นที่พำนักดั้งเดิมของฮาดราห์อาลี สิ่งปลูกสร้างในเมืองล้วนทำจากอิฐดินเหนียวอัดตากแห้ง พร้อมฉาบผิวจนเรียบด้วยดินเหนียวเนื้อละเอียดเพื่อความสวยงาม หากทอดสายตามองไปทั่วเมือง ก็จะเห็นภาพสีน้ำตาลอ่อนทอดยาวไปไกลสลับกับถนนที่มีผู้คน

    เมืองแห่งนี้มีกลิ่นอายของอารยธรรมโบราณที่คิทเคยเห็นมาหลายครั้งในอดีต แต่ศิลปะประจำท้องถิ่นกลับเหมือนเป็นลูกผสมระหว่างวัฒนธรรมจีน และอียิปต์ ที่ดูลงตัวภายใต้ดินแดนอันร้อนระอุอย่างประหลาด ทว่าเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของพวกเขากลับคล้ายกับวัฒนธรรมอาหรับเสียนี่


    ระหว่างเดินทางเข้าเมือง ท่านชายรู้สึกสนใจแปลงการเกษตรใกล้พื้นที่ลุ่ม พร้อมกับคลองส่งน้ำเป็นอย่างมาก แต่ก็ต้องข่มใจเดินตามขบวนนำทางไปเสียก่อน


    ห้องโถงใหญ่ที่ใช้ว่าราชการของเหล่าฮาดราห์ กำลังมีแขกจากต่างเมืองจำนวนสิบคนนั่งอยู่ มีลอร์ดเดวิด สามสาวผู้ติดตามซึ่งแต่งกายมิดชิด อีวาน และหัวหน้ากองร้อยทั้งห้า

    สิ่งที่มีไว้ต้อนรับแขกที่เดินทางมาช่วยเหลือจากแดนไกล มีเพียงน้ำเปล่าเย็นๆ สำหรับดับกระหายเท่านั้น


    ถ้าหากไม่ทราบว่านี้คือสิ่งล้ำค่าสูงสุดตามวัฒนธรรมของชาวอินเซนเดีย ชาวเซริสคงจะมองคนเหล่านี้ด้วยสายตาประหลาดและดูแคลนไมตรีดังกล่าว


    “ทางเราได้เตรียมล่ามแปลภาษาแล้ว คงต้องขอเชิญผู้หญิงออกไปก่อน” หัวหน้าล่ามคนหนึ่งพูดตามธรรมเนียมปฏิบัติ ภาษาเซริสถูกถ่ายทอดออกไปอย่างถูกต้องทุกคำ

    “พวกเธอคือล่ามที่เราเตรียมมา คงจะให้ไปไหนไม่ได้” ทว่าท่านชายยังคงยืนกรานตามเดิม จนฝ่ายซาลามรู้สึกกระอักกระอ่วน

    “ข้าขออภัยที่ล่วงเกิน แต่ตามธรรมเนียมของอินเซนเดียแล้ว ผู้หญิงไม่มีสิทธิ์รับทราบงานบริหารกิจการบ้านเมืองของชายชาตรี”

    “ปากท้องและชีวิตของพวกท่าน สำคัญน้อยกว่าธรรมเนียมอีกหรือ เซริสมีเลดี้ปกครองดินแดนมากมาย บางคนทำงานได้ดีกว่าบรรดาลอร์ดด้วยซ้ำ นี่เป็นธรรมเนียมของเซริสเช่นกัน” ผ้าโพกหัวงดงามถูกปลดออกเผยให้เห็นใบหน้าของลอร์ดเดวิดอย่างชัดเจน เขาได้พูดความต้องการและความเชื่อของตนเองออกไปแล้ว สิ่งที่เหลือ คงเป็นการรอคอยให้อีกฝ่ายวางความเชื่อไร้สาระลงไปเช่นกัน


    ฮาดราห์ที่นั่งอยู่เบื้องสูงพยักหน้าให้กับล่ามของตน ชายแก่ที่เป็นหัวหน้าล่ามจึงต้องถอยออกไป อามิร่าจึงทำหน้าที่แปลภาษาเหมือนอย่างเคย


    “พวกเราขอบคุณที่ทางเซริสส่งกำลังมาช่วยเหลือ อย่างน้อยการเสียสละของทหารกล้าก็ไม่สูญเปล่า” อาลีกล่าวคำต้อนรับอย่างยินดีหลังจากแนะนำตนเองพร้อมสหายฮาดราห์อีกสองคน ทว่าสีหน้ากลับยังไม่ผ่อนคลายเพราะจำนวนของทหารที่ติดตามลอร์ดผู้นี้มาด้วย

    “ข้าคือลอร์ดเดวิดแห่งเรดวู้ด บุตรของลอร์ดออดริคแห่งรัสเซล เป็นผู้นำการเดินทางมาช่วยเหลือในครั้งนี้ ขออภัยที่ล่าช้าไปบ้าง”

    “ข้าทราบว่าทุกฝ่ายไม่อยากเสียเวลามากนัก” ฮาคิมพูดขึ้นเพื่อเร่งรัดให้เข้าประเด็นโดยเร็ว “แผนการช่วยเหลือของท่านเป็นเช่นไร ทำไมถึงมีทหารติดตามมาน้อยนิด แถมยังไม่มีเสบียงที่พวกเราร้องขอด้วย”

    “ทางเราพยายามเต็มความสามารถแล้ว แต่เส้นทางลงใต้ก็ไม่ได้ราบรื่น มีทั้งอสูร ทั้งสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย พวกท่านคงไม่คิดว่าเซริสจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือโดยไม่ได้ดูสถานการณ์ของอินเซนเดียก่อนใช่ไหม”


    หลายฝ่ายกัดฟันกรอด พวกเขามีภาวะฉุกเฉินเป็นที่ตั้งอยู่แล้วจึงยิ่งร้อนใจมากกว่าเดิมหลายเท่า


    “เป็นแค่ลอร์ดแห่งเซริส บังอาจยอกย้อนฮาดราห์ของพวกเราได้อย่างไร ไม่รู้ที่ต่ำที่สูง!” หนึ่งในบรรดาขุนนางตะเบ็งเสียงเป็นภาษาอินเซนเดียอย่างอุกอาจ “นังหญิงชั่ว อย่าคิดบังอาจแปลความหมายของถ้อยคำนั้น” แถมยังขู่ล่ามของฝั่งเซริสเอาไว้อย่างแนบเนียน

    เขาไม่ทราบเลยว่าลอร์ดเดวิดเข้าในภาษาอินเซนเดียทุกถ้อยคำเช่นกัน และอามิร่าก็ยังทำหน้าที่ของตนเองจนอีกฝ่ายสบถด่าอย่างหยาบคายตามมาไม่หยุด


    สายตาคมกริบหันไปมองขุนนางเสียงดังคนนั้น หลังจากนั้นก็หันไปสบตาสามฮาดราห์ที่นั่งอยู่เบื้องสูงอย่างไม่สบอารมณ์


    “ข้าไม่นึกว่า อินเซนเดียจะเห็นพวกเราต่ำต้อยยิ่งกว่าคนทรยศล้มล้างผู้ปกครองของตนเอง... มียศถาบรรดาศักดิ์สูงส่งยิ่งกว่าชนชั้นสูงของเซริส”

    “ท่านชาย...” อามิร่าพยายามเตือน ทว่าล่ามแก่ที่ยืนขนาบข้างเหล่าฮาดราห์ก็แปลความให้เจ้านายของตนทราบแล้ว

    “ดูเหมือนว่าที่แห่งนี้จะมีปัญหา” เสียงกระซิบของคิทส่งออกไปให้อามิร่าได้ทราบ “ดีนักที่ข้าลองเชิงล่วงหน้าเช่นนี้”

    “นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ข้าคิดว่ายังมีคนแบบนี้แอบแฝงอยู่เพื่อตักตวงผลประโยชน์อีกมากนัก” สายตาของเธอกวาดไปรอบๆ ระหว่างใช้เสียงแผ่วเบาเพื่อสนทนา มีขุนนางหลายคนนักที่เธอไม่คุ้นเคย แต่ก็มีหลายคนเช่นกันที่หมายตาเอาไว้แล้วเพราะได้ยินเรื่องราวเลวร้ายมานาน ตั้งแต่ช่วงที่เธอยังเป็นเพียงเจ้าหญิงองค์น้อยๆ


    “ข้าต้องขออภัยที่ฝ่ายเราเสียมารยาทด้วย” อาลีเอ่ยคำขอโทษออกไป พร้อมกับหมายหัวเจ้าคนโอหังเอาไว้แล้ว ทว่า...

    “มันผู้นั้น สำคัญหรือไม่ มีหน้าที่อะไร?” นิ้วของคิทชี้ไปยังขุนนางหยิ่งยโสคนนั้น

    “โทษของการลบหลู่ลอร์ดจากต่างเมือง คืออะไร?”

    “เอ่อ... เรื่องนั้น...”

    “ลากมันออกไปโบยห้าสิบไม้! ใครบังอาจสอดแทรกบทสนทนาระหว่างอาณาจักรครั้งนี้อีก จะต้องได้รับโทษเช่นกัน!” ฮาคิมรีบสั่งการ ทหารในที่แห่งนี้รีบลากตัวชายผู้นั้นออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักก็มีเสียงร้องโหยหวนตามมา


    ลอร์ดแห่งเซริสนั่งฟังเสียงดังกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย สายตากำลังประเมินลักษณะนิสัยของฮาดราห์ทั้งสามโดยละเอียด

    เขาจะช่วยดินแดนแห่งนี้อย่างไรดีหนอ ดูเหมือนว่าเรื่องน่าปวดหัวจะคอยอยู่ทุกแห่ง

    ผู้มีเมตตาเป็นพื้นฐานจึงต้องทำใจเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยว โชคดีนักที่ทวยเทพจับเขาฝึกมาร้อยกว่าปีแล้ว

    เขาทราบดี... ว่าภารกิจในครั้งนี้ ไม่ได้มีตัวเลือกให้เขาคอยลังเลมากนัก



    คล้ายกับเรื่อง(จบแล้ว) ทำสวน? ใครว่าง่าย | Its not easy to be a farmer ที่คุณอ่าน