จี๋โม่หานไม่ได้คำถามหลิงชวน แต่หันไปถามสตรีคนนั้น“เหนียงเหนียงของเจ้าวางยาพิษอย่างไร?”
หญิงชราชะงักไปแล้วรีบตอบ “เอายาพิษที่มีฤทธิ์ไม่มากหลายอย่างมาผสมกันเพคะยาพิษพวกนั้นหากแยกกันจะไม่มีพิษอะไร แต่พอรวมกันแล้วถึงจะมีพิษเหนียงเหนียงระวังมาก ตอนทำยาพวกนี้ก็ระมัดระวังตลอดเพคะ”
“อีกทั้งตัวยาพวกนี้หากแยกกันแล้ว ถึงแม้จะหาเจอ แต่ก็ไม่ถูกสงสัยเพคะแต่ก็ยังถูกฮ่องเต้จับได้อยู่ดี เพราะพระองค์ไม่เชื่อใจเหนียงเหนียงมาโดยตลอดจึงคอยระวังตัวเสมอ”
“แล้วยาล่ะ?”
“หลังจากวางยาเสร็จ หม่อมฉันก็เอาไปโรยทิ้งในแม่น้ำเพื่อไม่ให้เหลือหลักฐานทิ้งเอาไว้อีกทั้งพิษพวกนั้นก็แยกให้คนทำคนละคนกัน ดังนั้นจะตรวจสอบอย่างไรก็ตรวจสอบไม่พบเพคะ”
จี๋โม่หานครุ่นคิดก่อนจะออกคำสั่ง “เจ้าไปเขียนชื่อยาพวกนั้นทั้งหมดออกมา ห้ามผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว”
“เพคะ” สตรีคนนั้นหากระดาษกับพู่กันแล้วเริ่มเขียนสูตรยา
ตอนแรกหลิงชวนไม่เข้าใจนัก แต่ไม่นานก็รับรู้ได้ทันที เขาจึงเบิกตากว้างเล็กน้อยแล้วมองไปทางจี๋โม่หานอย่างไม่อยากจะเชื่อ“ท่านอ๋อง ความต้องการของท่านคือ...”
มุมปากของจี๋โม่หานยกยิ้มเย็น ใบหน้ามีจิตสังหารที่ซ่อนเอาไว้ไม่มิด“ข้าอดทนกับเขาแค่ครั้งเดียวก็พอแล้ว”
ถึงแม้จี๋โม่หานจะไม่ได้พูดออกมาอย่างชัดเจนแต่ในใจของหลิงชวนนั้นรับรู้ได้ว่าเจ้านายจะทำอะไรถึงว่าเมื่อครู่จี๋โม่หานถึงได้รับปากว่าจะช่วยเวินเยว่ ดูเหมือนว่าเขาจะเข้าใจเจ้านายผิดไป
ไม่ใช่ว่าจี๋โม่หานไม่สนใจซูหมิงเยว่ แต่เขาวางแผนที่จะยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวโดยการเบนความผิดไปที่อีกฝ่ายหนึ่งแล้วทำลายองค์ชายห้าให้เขาลุกขึ้นมายืนไม่ได้อีกแล้วก็มีแค่วิธีนี้เท่านั้นที่จะทำให้ฮ่องเต้ไม่สามารถปกป้ององค์ชายห้าได้อีก
เพียงครู่เดียวหญิงชราก็เขียนสูตรยาเสร็จแล้วส่งให้หลิงชวน
“ไป ไปหายาตามสูตรนี้ ระวังหน่อย อย่าทิ้งหลักฐานอะไรเอาไว้”
“พ่ะย่ะค่ะ วางใจได้เลยท่านอ๋อง”
คุกวังหลวง
ทั้งมืดสนิทและอับชื้น ด้านบนพื้นยังมีหญ้าฟางวางกองอยู่ ตรงมุมห้องมีหนูวิ่งไปมาอยู่หลายตัว
อากาศมีกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้ง ภายในห้องขังมีแสงสว่างเพียงเล็กน้อยมีแค่แสงที่ลอดเข้ามาจากหน้าต่างเล็กๆ ด้านบน มองไม่ออกว่าตอนนี้เป็นตอนเที่ยงหรือว่าตอนบ่าย
ซูหมิงเยว่นั่งอยู่บนกองฟางเอาหลังพิงกำแพงในเวลานี้ไม่สนใจแล้วว่ากำแพงนั้นจะสะอาดหรือไม่ นางอยู่ในท่านี้มาไม่รู้ว่านานเท่าไรแล้วหลังจากเข้าคุกมาอุดมคติของนางก็อ่อนลง
นางไม่รู้ว่าตัวเองเข้ามาอยู่ในนี้กี่ชั่วยามแล้ว อาจจะเป็นสามชั่วยามหรือสี่ชั่วยาม
นางหลับตาลง หน้าขาวซีด ริมฝีปากแห้งผาก ตั้งแต่เช้าจนถึงตอนนี้ยังไม่ได้ดื่มน้ำเลยสักอึกคอแห้งจนเจ็บไปหมด
ซูหมิงเยว่หัวเราะเย้ยหยันตัวเองเบาๆ รวมชาติก่อนกับชาตินี้นี่เป็นครั้งที่สองที่นางเข้ามาที่นี่ สองชาติ สองครั้งล้วนถูกคนคนเดียวพาเข้ามาน่าเศร้าแค่ไหนกัน
เมื่อชาติก่อนที่เข้ามาก็ถูกเหล็กสิบแปดแท่งแทงทั่วตัว พอกลับชาติมาเกิดใหม่นางก็สาบานว่าจะต้องแก้แค้นคู่ชายหญิงชั่วให้ได้
แต่ตอนนี้นางยังไม่มีความสามารถพอ ซ้ำร้ายยังถูกใส่ร้ายอีกครั้ง ถูกพาเข้ามาในสถานที่มืดมิดไม่เห็นเดือนเห็นตะวันอีกครั้งไม่มีทางให้นางต่อต้านได้เลย
ซูหมิงเยว่รู้สึกทุกข์เหลือคณา
นางยกมือขึ้นลูบอกตัวเองแล้วหยิบสร้อยเส้นที่จี๋โม่หานให้กับนางออกมากำที่ฝ่ามือไข่มุกที่มีอุณหภูมิร่างกายอยู่เป็นความอบอุ่นเดียวให้กับนาง นางหยิบมันขึ้นมาแนบริมฝีปากจรดจูบเบาๆ
จริงด้วย นี่ไม่เหมือนชาติก่อนที่โดดเดี่ยวไร้คนช่วย เกิดใหม่ชาตินี้นางยังมีจี๋โม่หาน
ซูหมิงเยว่คิดถึงประโยคที่จี๋โม่หานบอกนางว่าให้เชื่อเขา ในใจก็พลันอุ่นวาบขึ้นมาอย่างน่าประหลาดความเจ็บปวดจุกเข้ามาในอก แม้แต่ขอบตาก็อดที่จะปวดขึ้นมาไม่ได้
เมื่อคิดเช่นนี้ ซูหมิงเยว่ก็พลันรู้สึกว่าตัวเองมีแรงฮึดสู้ขึ้นมาแล้ว
นางเก็บสร้อยเข้าไปในเสื้อแล้วขยับร่างกายที่แข็งทื่อก่อนจะลืมตาขึ้น
ตอนนี้ภายในคุกมืดยิ่งกว่าเดิม แสงที่ส่องจากด้านนอกหน้าต่างก็เริ่มมืดลงท้องฟ้าไม่สว่างแล้ว
ซูหมิงเยว่ลุกขึ้นแล้วขยับคอที่แข็งเกร็งเล็กน้อย
ด้านนอกคุกมีการลาดตระเวนอยู่ตลอด บางครั้งก็มาตำหนิซูหมิงเยว่เรื่องนี้ฮ่องเต้ไม่ได้ปิดเอาไว้ ตอนนี้เชื่อว่าคนทั้งเมืองหลวงคงจะรู้กันหมดแล้ว
ซูหมิงเยว่ถอนหายใจออกมา นางไม่สนว่าคนอื่นจะมองนางอย่างไรเกลียดก็แค่ตัวเองที่ประมาทไป ในเมื่อมีโอกาสให้องค์ชายห้าแว้งกัดนางเขาจะไม่มีการเคลื่อนไหวได้อย่างไร
เพียงแต่นางคิดไม่ถึงว่าครั้งนี้องค์ชายห้าจะลงมือไวขนาดนี้เรื่องใส่ร้ายจี๋โม่หานเพิ่งจะผ่านไปได้ไม่นานเอง เขาก็เริ่มมาใส่ร้ายนางต่อทั้งยังลงมือในงานเลี้ยงวันเกิดของไทเฮา เป็นนางที่ประเมินองค์ชายห้าต่ำไป
ซูหมิงเยว่เดินไปเดินมาอยู่ในห้องขังช้าๆ ในใจครุ่นคิดหาวิธีที่จะหลุดพ้นการจะหนีออกจากคุกในวังนั้นเป็นไปไม่ได้
นางทำได้แค่คิดว่ายังมีอะไรที่พอยืดเวลาออกไปได้บ้างตอนนี้จี๋โม่หานกับเสี่ยวอวี่จะต้องร้อนใจกันมากและกำลังคิดหาวิธีช่วยนางอยู่เป็นแน่
ฮ่องเต้ไม่ชอบนางมานานแล้ว ครั้งนี้เขาไม่ยอมปล่อยนางไปแน่นอน
ซูหมิงเยว่ถอนหายใจ ณ ตอนนั้นเอง ด้านนอกคุกก็มีเสียงดังมาลิบๆเหมือนจะเป็นเสียงของซูโม่ ซูหมิงเยว่หยุดความคิดลงแล้วขมวดคิ้ว
ต่อมาเสียงฝีเท้าก็ใกล้เข้ามาทางนี้ ภายในคุกเงียบมากจึงได้ยินเสียงชัดเจนเป็นพิเศษ
สุดท้ายซูโม่หยุดอยู่ด้านนอกห้องขัง แสงสว่างค่อนข้างน้อย นางจึงมองไม่ออกว่าเขาแสดงอารมณ์อะไรบนใบหน้าแต่ในความทรงจำของซูหมิงเยว่ ซูโม่เหมือนจะมีแค่อารมณ์เดียวตลอดไป
ซูหมิงเยว่ยืนอยู่ใกล้ๆ ไม่ได้เข้ามา
นางไม่หวังให้ซูโม่ช่วยนางหรือขอความเมตตาจากฮ่องเต้เพื่อนางความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกคู่นี้ช่างเปราะบางมาก ซูหมิงเยว่ถือว่านางมองขาดมองออกชัดเจนว่าไม่ขอหอบความหวังใดใด
ซูโม่เองก็ไม่ได้พูดอะไร เขายืนอยู่ด้านนอกห้องขังมองใบหน้าของนางอยู่นาน
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร คนคุมห้องขังที่อยู่ด้านข้างทนดูต่อไปไม่ได้จึงเอ่ยเตือนเสียงเบา“ใต้เท้าสกุลซู เวลาเยี่ยมมีไม่มาก มีอะไรก็รีบพูดเถิดพวกข้าน้อยเองก็ต้องทำงานตามคำสั่ง”
ซูหมิงเยว่ก้มหน้าลงถอนหายใจเบา จากนั้นก็เงยหน้ามองซูโม่อีกครั้งก่อนจะยิ้มแล้วกล่าว“ท่านพ่อมาที่นี่อยากจะพูดอะไรหรือเจ้าคะ?”
เป็นเพราะไม่ได้ดื่มน้ำมานาน คอจึงแห้งผาก ตอนที่พูดออกมาเสียงจึงแหบ นางคิดว่าตัวเองควรจะถามว่าเหตุใดซูโม่ถึงไม่เชื่อนางทั้งๆ ที่นางคือลูกสาวเพียงคนเดียวของเขา แล้วก็เป็นครอบครัวเพียงคนเดียวของเขา
แต่ในชั่ววินาทีนางก็เข้าใจทันทีจึงไม่อยากถามเรื่องพวกนี้อีกทั้งที่แปลกมากก็คือ ในใจนางไม่ได้เกลียดซูโม่เลยสักนิดมีแค่ความแปลกหน้าและเรียบเฉย ราวกับคนที่นางเรียกว่าบิดามาหลายสิบกว่าปีตรงหน้าเป็นแค่คนแปลกหน้า
ดวงตาของซูโม่มีความรู้สึกซับซ้อน ดูไม่ออกว่ามันคืออะไร จากนั้นเขาก็พูดเสียงเย็นชาตามปกติ“เจ้าแค่ต้องอยู่ในความสงบเหมือนแต่ก่อน ไม่ต้องถามอะไร ไม่ต้องทำสิ่งใด เช่นนั้นเรื่องทั้งหมดก็จะไม่เกิดขึ้น”
ซูหมิงเยว่คิดไม่ถึงว่าซูโม่จะพูดเช่นนี้