Gustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ

บทที่ 494 แผนการนารีพิฆาต

แผนการนารีพิฆาต

 

            การปรากฏตัวพร้อมกับคำชมเชยของผู้อาวุโสนั้นทำให้กัสสับสนไปชั่วขณะ เขาไม่เข้าใจว่าผู้อาวุโสมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง แล้วมาตั้งแต่เมื่อไหร่

            ขณะที่ความคิดนี้กำลังวิ่งวุ่นอยู่ในหัว กัสก็ยกมือขึ้นมาตามความเคยชินและถ่ายพลังเวทลงไปที่แหวนเล็กน้อย ชั่วขณะนั้นกลุ่มแสงก็ก่อตัวขึ้นเป็นตัวเลขชุดหนึ่งที่บ่งบอกวันเวลาในปัจจุบันให้เขารู้

            วินาทีนั้นกัสก็ตระหนักว่าเขายืนอยู่ตรงนี้มานานกว่า 1 อาทิตย์แล้ว ยืนอยู่นานจนเลยวันเดินทางของผู้อาวุโสไปหลายวัน

            “นี่ข้า! ข้ายืนอยู่ตรงนี้มานานกว่า 1 อาทิตย์แล้วหรือเนี่ย!!”

            กัสอุทานออกมาด้วยความตกใจและทำให้ผู้อาวุโสทั้งสองระบายยิ้มออกมาด้วยความชื่นชมปนเอ็นดู

            “ใช่! และพวกเราก็ยืนดูเจ้ามานานกว่า 3 วันแล้ว นับว่าได้เปิดหูเปิดตาไม่เลว นึกไม่ถึงว่าคนรุ่นเยาว์เช่นเจ้าจะทำให้ผู้อาวุโสอย่างข้าได้เรียนรู้อะไรบางอย่างจากการเฝ้ามองเจ้าแบบนี้!!”

            ผู้อาวุโสร่างยักษ์พูดออกมาด้วยความรู้สึกสะท้อนใจลึกๆ เพราะมันคิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่ามันจะเป็นฝ่ายที่ได้ประโยชน์ก่อนจากการรับการว่าจ้างของกัสแบบนี้

            “ไม่ผิด ข้าและสามีมาที่นี่ก็เพราะคำขอของเจ้า แต่พวกเราก็นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าก่อนที่พวกเราจะได้ทำงานของตัวเอง พวกเราจะได้ค่าตอบแทนที่ล้ำค่ายิ่งกว่าค่าจ้างเสียแล้ว..เด็กน้อยเจ้ารู้ไหมว่าเจ้าทำให้พวกเราวางตัวลำบากเสียแล้วนะ”

            กัสยังคงสับสนและไม่เข้าใจ แต่เขาก็พอจะเข้าใจอะไรหลายๆ อย่างได้บ้างแล้ว รวมกับความเข้าใจที่ส่งผ่านมาจากร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นโดยรอบแทนเขา

            ในช่วงเวลากว่า 1 อาทิตย์ที่กัสเข้าสู่สภาวะลืมเลือนทุกสิ่งยกเว้นกระบี่ ผู้อาวุโสทั้งสองก็ปรากฏตัวด้วยความรู้สึกไม่พอใจที่เขาไม่ออกไปรอต้อนรับอย่างที่ควรจะทำตามธรรมเนียม

            ในฐานะผู้เยาว์การทิ้งให้แขกที่มีอาวุโสมากกว่าต้องเป็นฝ่ายบุกรุกเข้ามาในสถานที่แห่งนี้โดยปราศจากคำเชิญนั้น เป็นเรื่องที่ไม่สมควรยิ่ง ซึ่งจริงๆ แล้วหากไม่ได้สาวกทั้ง 10 ที่กัสนำมาด้วยแจ้งกับผู้อาวุโสทั้งสองว่าเขายืนอยู่ที่นี่โดยไม่ได้ขยับไปไหนหลายวันแล้วละก็

            ผู้อาวุโสทั้งสองก็อาจจะตัดสินใจเดินทางกลับไปแทนที่จะเดินเข้ามาดูกัสด้วยความสงสัยไปแล้วก็เป็นไป จากนั้นทั้งสองก็คงพลาดโอกาสเรียนรู้บางสิ่งจากเขาและเปลี่ยนความไม่พอใจทั้งหมดให้กลายเป็นความนับถือและชื่นชม

            ซึ่งแน่นอนว่ากัสไม่ทราบว่าสิ่งที่เขาทำนั้น ได้ช่วยทำลายความห่างเหินและย่นระยะเวลาที่ใช้ในการปรับตัวของผู้อาวุโสทั้งสองและตัวเขาได้อย่างมาก นอกจากนั้นแล้วเขายังเอาชนะใจผู้อาวุโสทั้งสองไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งมันส่งผลต่อความตั้งใจที่ผู้อาวุโสทั้งสองมีต่องานที่เขาขอให้ทำอีกด้วย

            ขณะที่ยังสับสนและไม่รู้ว่าจะทำอะไรอยู่นั้น กัสก็นึกขึ้นมาได้ว่าเขาควรจะทำอะไรบางอย่างก่อน

            อย่างแรกเขากล่าวขออภัยอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ซึ่งเรียกรอยยิ้มและความชื่นชมปนเอ็นดูจากผู้อาวุโสทั้งสองได้เป็นอย่างดี จากนั้นก็เริ่มทำการแนะนำตัวเองอย่างเป็นทางการอีกครั้งเช่นเดียวกัน

            “ข้ากัสโทนีย่า เลโอลอว์ ดิ อันดูวเดธยินดีที่ได้พบครับท่านผู้อาวุโส”

            “อืม!! ข้าฟูรี่เฟอร์! เจ้าจะเรียกข้าลุงฟูรี่ก็ได้นะเจ้าหนู!!!”

            “ข้าชื่อซอฟต์เฟอร์ เจ้าจะเรียกข้าป้าซอฟต์ก็ได้นะเด็กน้อย”

            แม้ว่ากัสจะไม่รู้ว่ามีอะไรบางอย่างผิดแปลกไประหว่างที่ผู้อาวุโสทั้งสองยืนอยู่เขาอยู่ข้างๆ แต่เขาก็สัมผัสได้จากการแนะนำตัวในครั้งนี้และตระหนักถึงความเมตตาที่ผู้อาวุโสทั้งสองมีให้เขา รวมไปถึงความสนิทสนมและความเอ็นดูที่เขาได้รับ

            โดยไม่จำเป็นต้องให้ใครมาอธิบาย กัสย่อมไม่ปฏิเสธความเมตตานี้และเรียกทั้งสองด้วยสรรพนามอย่างลุงและป้าในทันที

            “ครับท่านลุงฟูรี่! ท่านป้าซอฟต์!!”

            ทันทีที่กัสเรียกลุงและป้า ผู้อาวุโสทั้งสองก็ยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู บรรยากาศระหว่างพวกเขาสามคนก็แปรเปลี่ยนเป็นสนิทสนมกลมเกลียวขึ้นมาทันที ราวกับญาติผู้ใหญ่ที่รู้จักกันมานาน

            “เด็กดีๆ เอาละเจ้ายืนอยู่ตรงนี้มานานแล้ว ตอนนี้ได้เวลาทำหน้าที่ ‘จ้าวตำหนัก’ แล้วนะ ตอนนี้ก็..น่าจะได้เวลาที่เด็กๆ ของเจ้ากำลังฝึกซ้อมอยู่พอดี โอกาสดีเชียวละ”

            กัสเลิกคิ้วขึ้นมาเล็กน้อย พลางตรวจสอบเวลาอีกครั้งเขาก็จดจำได้ว่าช่วงเวลานี้ตรงกับช่วงเวลาฝึกฝนร่วมกันของสาวกที่เขาตั้งเอาไว้พอดี เขาจึงเข้าใจความหมายที่ป้าซอฟต์พูดอย่างรวดเร็ว

            “ข้าทราบแล้วครับ! พวกเราไปกันเถอะครับ!!”

            พูดจบกัสก็เดินนำไปทันที ตามมาด้วยฟูรี่เฟอร์และซอฟต์เฟอร์ที่ติดตามไปด้วยความเต็มใจ ซึ่งถ้าสังเกตจากตำแหน่งการยืนและจังหวะการก้าวเท้า จะเห็นได้ว่าทั้งสองกำลังวางตัวอยู่ในสถานะที่ต่ำกว่ากัสขั้นหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักดิ์ศรีในฐานะจ้าวตำหนักของเขา

            แม้ว่าสิ่งนี้จะไม่จำเป็นนัก แต่เมื่อทั้งสองเต็มใจรับงานนี้ด้วยใจจริง ทั้งสองก็ทำในสิ่งที่จำต้องทำทันทีโดยที่กัสไม่จำเป็นต้องร้องขอและช่วยขับเน้นศักดิ์ศรีของเขาในฐานะจ้าวตำหนักตามหน้าที่ของตัวเอง

            พวกเขาสามคนเดินตรงไปยังลานกว้างอย่างรวดเร็ว เมื่อไปถึงกัสก็ยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ เมื่อเห็นสาวกทั้ง 10 ฝึกฝนกันอย่างขยันขันแข็ง

            แต่ก่อนที่กัสจะได้พูดอะไรออกมา หางตาของเขาก็เหลือบไปเห็นเด็กสาวแปลกหน้า 2 คนยืนอยู่ที่มุมหนึ่งของลานกว้างพร้อมกับสิ่งที่ดูเหมือน ‘ก้อนขน’ สัตว์ขนาดใหญ่ก้อนหนึ่งที่มีแสงสว่างคู่หนึ่งสาดส่องออกมาจากภายใน

            ทันทีที่กัสกับผู้อาวุโสทั้งสองปรากฏตัว ดวงแสงสีทองแดงที่ซ่อนอยู่ในก้อนขนก็ขยับมายังทิศทางที่พวกเขาปรากฏตัวทันที

            จากนั้นก้อนขนก้อนนั้นก็บินออกมาด้วยความเร็วสูง มันกระเด้งกับพื้นสองครั้งติดต่อกันก็พุ่งตรงเข้าใส่ผู้อาวุโสฟูรี่เฟอร์ ก่อนจะฝังตัวเข้าไปในเส้นผมที่ดกหนาของอีกฝ่ายจนแทบจะหลอมรวมตัวเองเป็นหนึ่งเดียวกัน

            กัสมองภาพนี้ด้วยความทึ่งปนตกตะลึง ก่อนจะสังเกตเห็นสายตาที่แฝงไว้ด้วยความลำบากใจของผู้อาวุโสทั้งสองและคำขอโทษที่ส่งผ่านดวงตามาให้

            “ขออภัย นี่คือ..หลานสาวของข้าเอง ถ้าเจ้าจำได้ในข้อตกลงของพวกเรามีเรื่องนี้อยู่”

            “ถูกแล้ว..นางอาจจะแปลกไปบ้าง ข้าต้องขออภัยแทนนางด้วย หวังว่าเจ้าจะไม่ถือนะเด็กน้อย”

            กัสรับฟังด้วยความสับสนปนประหลาดใจ ก่อนจะมองไปยังก้อนขนอีกครั้งด้วยสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ ถึงตอนนั้นเขาก็ได้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ในก้อนขน หรือก็คือเส้นผมของเด็กสาวที่ดกหนาและฟูฟ่องจนน่าทึ่ง ชนิดที่สามารถห่อหุ้มร่างกายของเธอทุกส่วนและซ่อนมันเอาไว้ภายในได้อย่างสมบูรณ์

            “ข้า..ข้าไม่ถือแน่นอน เพียงแต่ข้า ข้าไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับนาง นี่คือ..วิชาใหม่หรือครับ”

            ขณะที่กัสพูดถึง ‘วิชาใหม่’ ออกมาก้อนขนก็สั่นไหวขึ้นมาครั้งหนึ่ง ก่อนที่ความไม่พอใจจะส่งผ่านออกมาผ่านทางดวงตาสีทองแดงที่เต็มไปด้วยความโกรธ ความไม่พอใจและความอับอาย

            กัสสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่ส่งผ่านมานี้อย่างชัดเจนจนแอบตกใจเล็กๆ ก่อนจะเหลือบมองไปยังผู้อาวุโสทั้งสองที่ส่งสายตาแทนคำขอโทษออกมา

            เมื่อเห็นแบบนั้นกัสก็ตระหนักว่าเขาเผลอเหยียบลงบนอะไรบางอย่างที่คล้ายๆ กับ ‘กับระเบิด’ ของเด็กสาวก้อนขนเสียแล้ว เขาจึงไม่พูดต่อและพยายามเบี่ยงเบนประเด็นการพูดคุยอย่างระมัดระวังด้วยการพูดถึงสิ่งที่ต้องพูดก่อน

            เรื่องแรกที่กัสพยายามพูดถึงคือสถานะของผู้อาวุโสทั้งสองและเริ่มต้นการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ จากนั้นก็ทำการคัดเลือกสาวก โดยให้ผู้อาวุโสทั้งสองเลือกสาวกที่ตนเองต้องการจากสาวกทั้ง 10 คนที่รอคอยอยู่

            ผู้อาวุโสฟูรี่เฟอร์นั้น เลือกเอาสาวกชายไปทั้งหมด 4 คน กับสาวกหญิง 1 คนที่มีรูปร่างสูงใหญ่และมีความกล้าหาญมากกว่าหญิงสาวทั่วไป

            ส่วนผู้อาวุโสซอฟต์เฟอร์นั้นเพียงเลือกเอาจากสาวกที่เหลือโดยไม่ออกความเห็นอะไร นอกจากกระซิบบอกกัสเล็กน้อยเกี่ยวกับความเหมาะสมของสาวกชายที่เธอเลือกไป ว่าไม่เหมาะกับความชำนาญของเธอ

            แน่นอนว่ากัสย่อมทราบว่าต้องมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเขาจึงไม่พูดอะไรนอกจากขอบคุณที่ผู้อาวุโสทั้งสองช่วยสนับสนุน

            “เจ้าหนู! จำนวนสาวกมันไม่น้อยเกินไปหน่อยหรือ มีแค่ 10 คนเองงั้นหรือ”

            “ไม่ครับ! จริงๆ แล้วมีมากกว่านี้แต่ข้าเกรงว่าจะทำให้พวกท่านไม่พอใจหากนำสาวกมาจำนวนมาก ถ้ายังไงข้าจะนำมาเพิ่มอีกดีหรือไม่ครับ”

            “ดีสิ!! นำมาให้หมดเลยก็ได้นะ มีเด็กอยู่เยอะๆ แบบนี้ข้าว่ามีสีสันดี!! แบบนี้มันถึงจะสนุกหน่อย!!!”

            “ใช้แล้วเด็กน้อย อย่าได้เกรงใจข้าเลย ข้ากับสามีมีเวลาว่างเยอะมาก พวกเราสัญญาว่าจะช่วยดูแลสาวกแทนเจ้าอย่างเต็มความสามารถ”

            เมื่อได้รับคำยืนยันกัสก็ยิ้มกว้างด้วยความยินดี ก่อนจะให้คำสัญญาว่าจะคัดเอาสาวกมาเพิ่มอีก จากนั้นก็กล่าวกำชับสาวกทั้ง 10 คนที่เลือกมาก่อนใครและปล่อยให้สาวกและผู้อาวุโสทำความรู้จักกัน

            ต่อจากนั้นกัสก็พาผู้อาวุโสทั้งสองไปแนะนำสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นที่พักของทั้งสอง สถานที่ฝึกฝนส่วนตัว ไปจนถึงสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างอุปกรณ์เวทมนตร์ที่ดูเหมือนจะกระตุ้นความสนใจของผู้อาวุโสทั้งสองไม่น้อย

            แม้ว่าทั้งสองคนจะก้าวข้ามขอบเขตจนกลายเป็นเทพอสูรไปแล้ว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการฝึกฝนด้วยอุปกรณ์ชนิดนี้ยังมีประสิทธิภาพกับทั้งสองอยู่มาก ยิ่งไปกว่านั้นหากคิดถึงเป้าหมายหลักที่ทำให้ทั้งสองยอมรับคำจ้างวานของกัสแล้ว ทั้งสองคนจะสนใจอุปกรณ์เวทมนตร์ชิ้นนี้มากก็ไม่น่าแปลกเลย

            “ตามที่ตกลงกันไว้..ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่ลืมนะเด็กน้อย ข้าสัญญาว่าข้าจะช่วยเจ้าเต็มที่ตราบเท่าที่เจ้าช่วยเหลือข้า”

            “ไม่ต้องห่วงครับ ทุกอย่างที่ข้าสัญญาถูกเตรียมเอาไว้แล้ว พื้นที่ฝึก อุปกรณ์รุ่นใหม่ รวมไปถึงสารอาหารชนิดเข้มข้นที่เรียกว่าออริจินฟู้ด! ท่านสามารถให้หลานสาวของท่านเข้ามาฝึกฝนได้เต็มที่เลยครับ!!”

            ได้ยินแบบนั้นผู้อาวุโสฟูรี่เฟอร์ก็ผ่อนคลายลง สีหน้าของมันแฝงไว้ด้วยความเกรงใจหลายส่วน แต่ก็ยังฝืนตัวเองเพื่อเรียกร้องสิทธิ์ให้กับหลานสาวโดยไม่สนใจว่าสิ่งที่ตนทำนั้นจะน่าอับอายขนาดไหน

            ซึ่งแน่นอนว่ากัสไม่ได้มองแบบนั้นแต่ศักดิ์ศรีของผู้อาวุโสของฟูรี่เฟอร์ก็ยังทำให้มันรู้สึกอับอายและละอายใจอยู่ดีที่พยายามเรียกร้องค่าตอบแทนก่อนที่จะได้ทำงานเช่นนี้

            โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่มันกับภรรยาได้ยืนดูกัสรวบรวมจิตวิญญาณกระบี่มานานถึง 3 วันจนได้เรียนรู้อะไรมากมายที่มีประโยชน์ต่อการฝึกฝนของพวกมันเอง

            สิ่งที่พวกมันได้รับใน 3 วันที่ผ่านมา ความจริงมีค่ามากกว่าค่าตอบแทนที่พวกมันได้รับเสียอีก ด้วยเหตุนี้พวกมันจึงรู้สึกละอายใจอยู่ไม่น้อยที่เรียกร้องสิทธิ์พิเศษให้กับหลานสาวเช่นนี้

            ทว่ากัสไม่ได้สนใจเรื่องนี้เลยสักนิด เขายังมีท่าทีถ่อมตนและเคารพผู้ใหญ่ ตอบรับและซักถามอย่างเป็นกันเองจนให้ความรู้สึกสนิทสนมเป็นที่สุด

            จนกระทั่งทุกอย่างได้รับการจัดการจนเข้าที่เข้าทาง กัสก็ขอตัวจากไปเพื่อทำงานในส่วนที่คั่งค้างเอาไว้เพราะการยืนอยู่กับที่เป็นเวลานานกว่า 1 อาทิตย์ของเขา

            กัสกลับไปอย่างรวดเร็วและเริ่มจัดการงานที่วุ่นวาย เขาขนวัตถุดิบออกมาจากดันเจี้ยนหลายครั้งติดต่อกัน แบ่งมันออกเป็นส่วนๆ ตามการจัดการของบลูอาย จากนั้นก็นำมันมาต่อเติมค่ายกลเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง

            แบ่งบางส่วนไปหลอมรวมกับภูเขายักษ์เพื่อบ่มเพาะกระบี่ธุลีดิน วิ่งไปตรวจสอบการคัดเลือกสาวกรอบที่สอง ตรวจสอบความเรียบร้อยของตำหนักกระบี่ ตรวจสอบสถานการณ์ภายในเมืองแห่งการฝึกฝน เมืองแห่งดันเจี้ยนและมองหาร่องรอยของคลื่นใต้น้ำที่กำลังก่อตัวอย่างเงียบงัน

            กัสทำทุกอย่างไม่ได้หยุดจนหัวหมุนไปหมด แต่เขาก็มีความสุขมากเพราะเขาได้เห็นสิ่งที่เขาพยายามทำมาตลอดเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

            ไม่ว่าจะเป็นเมืองแห่งการฝึกฝน ผลตอบแทนที่ได้รับ ความคืบหน้าของแผนการไปจนถึงความแข็งแกร่งของสาวกที่ได้รับการสั่งสอนจากผู้อาวุโสทั้งสอง

            ผู้อาวุโสทั้งสองก็ไม่เสียทีที่เป็นมือกระบี่มากประสบการณ์ แม้ว่าทั้งสองจะไม่มีวิชากระบี่ที่ล้ำเลิศมาใช้สั่งสอนสาวก แต่ทั้งสองก็มีวิธีชี้แนะเพื่อเสริมวิชากระบี่ ‘พื้นฐาน’ ให้กลายเป็นวิชาที่มีเอกลักษณ์ส่วนตัวได้

            เห็นได้ชัดว่าผู้อาวุโสทั้งสองเข้าใจหลักการของตำหนักกระบี่ที่กัสสร้างเป็นอย่างดี หัวใจหลักของคำว่า ‘จิตวิญญาณกระบี่’ ปรากฏชัดในคำสอนของทั้งสองทำให้เขาวางใจได้ในที่สุด

            เมื่อกัสสามารถปล่อยวางเรื่องที่เกิดขึ้นในตำหนักกระบี่ได้ เขาก็หันกลับมาให้ความสำคัญกับสถานการณ์ในเมืองแห่งดันเจี้ยนต่อ

            ร่องรอยของคลื่นใต้น้ำนั้น ยิ่งตรวจสอบก็ยิ่งเด่นชัดขึ้น การซ่องสุมกำลังคนนั้นยิ่งมีจำนวนมากเท่าไหร่ก็ยิ่งยากที่จะอำพรางมากขึ้นเท่านั้น

            ด้วยดวงตาของตระกูลใหญ่ทั้ง 5 ที่ทำสัญญาเช่าพื้นที่ฝึกฝนจากกัส รวมกับหุ่นยนต์แมลงรุ่นใหม่ที่ผ่านการปรับปรุงโดยอาศัยพลังของเขาเป็นหัวใจหลัก มันมีประสิทธิภาพที่เหนือกว่าหุ่นยนต์เดิมๆ หลายสิบเท่านัก

            ความสามารถในการตรวจสอบของพวกมันเหนือกว่ามาตรฐานไปไกล ยิ่งกัสเพิ่มความสามารถในการตรวจสอบพลังธาตุจากพลังใหม่เข้าไปด้วย มันก็ยิ่งเห็นชัดมากยิ่งขึ้น

            เมื่อเห็นการเคลื่อนไหวที่ชัดเจนถึงเพียงนี้กัสก็ตระหนักว่ามันถึงเวลาแล้วที่เขาจะต้องเคลื่อนไหวเป็นการตอบโต้บ้าง

            ในขณะที่กัสตั้งใจจะลงมือนั้นเอง ฟลาวเวอร์ก็เข้ามาพบเขา พร้อมกับคำขอและข้อเสนอที่เธอสร้างขึ้น

            “แผนการนี้มัน..แองจี้ทำสำเร็จแล้วงั้นหรือ”

            “ถูกต้อง! ทีนี้เจ้าคงไม่ขัดแล้วใช่ไหมกัสโทนีย่า..พวกมันไม่ใช่ผู้หญิงจริงๆ แล้วนะ”

            สีหน้าของกัสเปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อได้อ่านเอกสารที่ฟลาวเวอร์ส่งมาให้ซึ่งเป็นแผนการ ‘นารีพิฆาต’ ซึ่งเดิมทีฟลาวเวอร์วางแผนนี้โดยใช้หญิงสาวที่เป็นร่างกาฝากของมันเป็นตัวดำเนินการ แต่กัสก็ปฏิเสธเพราะเขาไม่ชอบแผนการที่ใช้ผู้หญิงมาเป็นเบี้ยแบบนี้

            จนกระทั่งฟลาวเวอร์ประสบความสำเร็จในการสร้างจิตวิญญาณเทียมและทำให้หุ่นยนต์เมดมีปฏิกิริยาตอบสนองเหมือนจริงราวกับมนุษย์คนหนึ่ง ถึงตอนนั้นฟลาวเวอร์จึงเปลี่ยนแผนหันมาให้หุ่นยนต์เมดในแผนนี้แทนกัสถึงได้ตอบตกลง

            ทว่าก่อนหน้านี้แผนการยังอยู่ในช่วงปรับปรุง เนื่องจากหุ่นยนต์เมดเพิ่งจะถูกสร้างขึ้นจึงมีส่วนที่ยังต้องปรับปรุงอีกมากและยังไม่เหมาะที่จะใช้ในแผนการนี้

            จนกระทั่งตอนนี้ตอนที่ความต้องการทั้งหมดในแผนการได้รับการตอบสนองจากการปรับปรุงครั้งล่าสุดของแองจี้ ฟลาวเวอร์จึงนำแผนการนี้มายื่นต่อกัสอีกครั้ง ซึ่งเขาก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องปฏิเสธ

            แต่ก่อนที่กัสจะได้ตอบรับ เขาก็อดนึกถึงแองเจิลขึ้นมาไม่ได้ เขาคิดถึงตัวตนของแองเจิล ความรู้สึกที่เขาได้สัมผัสยามที่ได้เริงรักกับเธอจนอดคิดไม่ได้ว่านี่มันเกินกว่าคำว่าของเทียมไปไกล

            เมื่อฟลาวเวอร์เห็นท่าทางลังเลใจของกัส เธอก็ไม่พอใจขึ้นมาทันที ดวงตาที่ยั่วยวนใจของฟลาวเวอร์แปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยือกขึ้นมาทันที

            “เจ้าทำเช่นนี้หมายความว่ายังไงกันกัสโทนีย่า..เจ้าจะผิดสัญญาหรือไง”

            “ข้าไม่ได้พูดแบบนั้น ข้าเพียงแค่..แค่รู้สึกว่าพวกนางเหมือนจริงเกินไป เหมือนจนทำให้ข้าลืมไปว่าพวกนางเป็นเพียงหุ่นยนต์”

            เมื่อได้ยินสิ่งที่กัสพูดฟลาวเวอร์ก็มีท่าทีแปลกๆ สีหน้าไม่พอใจของเธอกลายเป็นความสงสัย ก่อนจะกลายเป็นยั่วเย้าเมื่อเข้าใจความหมายในคำพูดของกัส

            “แบบนี้เอง..ดูเหมือนเจ้าจะเป็นผู้ทดสอบที่แองจี้พูดถึงสินะ..เจ้า ทำกับแองเจิลไปแล้วสินะ!”

            ทันทีที่ได้ยินคำพูดนี้จากปากของฟลาวเวอร์กัสก็มีปฏิกิริยาขึ้นมาทันที ใบหน้าของเขาแดงขึ้นมาเล็กน้อยด้วยความขัดเขินและสับสนเพราะเขาไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องอายด้วย

            เห็นแบบนั้นฟลาวเวอร์ก็ยิ้มขำ ท่าทางเย็นชาของเธอหายไปจนหมดและถูกแทนที่ด้วยประกายตาหยอกเย้าที่แฝงไว้ด้วยความขบขัน

            “แบบนี้เอง ถ้าเป็นเรื่องนี้เจ้าไม่ต้องห่วง..หุ่นยนต์เมดที่ข้านำไปใช้ไม่เหมือนกับแองเจิล นางนั้นต่างจากหุ่นยนต์เมดทั่วไป จิตใจของนางผ่านการบ่มเพาะจนเกือบจะมีชีวิตมาตั้งแต่แรกแล้ว นางไม่เหมือนกับหุ่นยนต์ที่ถูกสร้างใหม่หรอก เจ้าวางใจได้ หากเจ้าได้เห็นเจ้าก็จะเข้าใจ ไม่สิ..ให้เจ้าได้ทดลองดูสักหน่อยน่าจะดี ว่าไงละกัสโทนีย่า..สนใจไหม!”

            ใบหน้าของกัสแดงขึ้นมาชั่วขณะก่อนจะเปลี่ยนความอายให้กลายเป็นความโกรธ แล้วขับไล่ฟลาวเวอร์ที่หัวเราะเสียงหวานออกไปพร้อมกับคำอนุญาตให้เธอทำตามแผนการได้

            เมื่อฟลาวเวอร์จากไป กัสก็หอบหายใจน้อยๆ ก่อนจะสงบลงอย่างรวดเร็วและคิดไปถึงแองเจิลที่เขาแทบจะไม่ได้เห็นหน้าเธออีกเลยหลังจากค่ำคืนนั้น

            แต่ก่อนที่เขาจะได้คิดอะไร เสียงเคาะประตูก็ดังแทรกขึ้นมา ทำให้เขาจำต้องดึงสติกลับมาจากความคิดที่ล่องลอยไปไกล

            “ท่านกัส ขออนุญาตค่ะ”

            แองจี้ปรากฏตัวขึ้นมาพร้อมกับแองเจิลที่ติดตามมาอย่างใกล้ชิด ทำให้กัสที่เพิ่งจะคิดถึงเธอได้ไม่นานเกิดหน้าแดงขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวและทำให้แองเจิลที่สบตากับเขาหน้าแดงขึ้นมาด้วยเช่นกัน

            ชั่วขณะนั้นแองจี้ที่เตรียมจะพูดอะไรบางอย่างก็หยุดชะงักไป สีหน้าแปลกๆ ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของเธอ ก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว

            “ท่านกัส”

            “ห..ห๊ะ! ว่าไง แผนการใหม่หรือแองจี้”

            “ค่ะ! แผนการเสริมของฟลาวเวอร์นะคะ ข้ากลัวว่านางอาจจะลืมก็เลยนำมาให้ท่านอ่านผ่านตาก่อน”

            กัสพยักหน้ารับน้อยๆ ก่อนจะรับเอาเอกสารไปอ่านแล้วเริ่มขมวดคิ้วน้อยๆ อย่างไม่พอใจ

            “นี่มันหมายความว่ายังไงกัน ข้าปฏิเสธไปแล้วนี่! ข้าบอกแล้วว่าถ้าเป็นคนจริงๆ ข้าไม่ยอมรับ”

            “ใจเย็นก่อนค่ะท่านกัส ได้โปรดอ่านมันอย่างละเอียดอีกครั้ง ในเนื้อหาของแผนการพูดถึงการรับสมัครโสเภณีที่เป็นคนจริงๆ ก็จริง แต่พวกนางไม่ได้อยู่ในแผนการค่ะ ดังคำกล่าวที่ว่า ‘ซ่อนไม้ต้องซ่อนในป่า’ ซ่อนหุ่นยนต์เมดทางเพศ ก็ต้องซ่อนในกลุ่มโสเภณี..หากนำหุ่นยนต์เมดออกไปใช้ตรงๆ มันเป็นไปไม่ได้หรอกนะคะท่านกัสที่พวกมันจะไม่สังเกตเห็นความผิดปกติ”

            สีหน้าของกัสเปลี่ยนแปลงไปมาหลายครั้ง เขาไม่ชอบการใช้หญิงสาวมาเป็นเบี้ยในแผนการของเขา แต่เหตุผลที่แองจี้ยกมาก็สมเหตุสมผลจนเขาไม่สามารถปฏิเสธได้

            มันมีช่องว่างระหว่างการหยิบเอาหญิงสาวมาใช้ในแผนการกับการหยิบยืมมาอำพรางอยู่ กัสเองก็ไม่ใช่คนไร้เหตุผล แม้จะไม่ชอบใจแต่เขาก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าวิธีการที่ฟลาวเวอร์ใช้นั้น บังเอิญลอดผ่านช่องว่างที่เขายอมรับได้พอดี

            “นางนี่นะ!! บอกข้ามาตามตรงนะแองจี้ นางไม่ได้ลืม แต่จงใจลืมใช่ไหม!!”

            แองจี้ยิ้มฝืนๆ ด้วยความลำบากใจ แม้เธอจะไม่ตอบออกมาตรงๆ แต่ท่าทางของเธอก็ชัดเจนพอที่จะทำให้เขาเข้าใจได้

            เห็นแบบนั้นกัสก็ไม่พูดอะไรนอกจากถอนหายใจออกมาเบาๆ เพราะเขาพอจะเข้าใจเหตุผลของแองจี้อยู่บ้างว่าทำไมเธอถึงยอมช่วยฟลาวเวอร์แบบนี้

            สายตาของเขาเบนออกไปยังแองเจิล ก่อนจะพยักหน้าและอนุญาตให้เธอใช้แผนการนี้ได้ในที่สุด

            “ข้าขอโทษนะแองจี้ที่ทำให้เจ้าต้องลำบาก..”

            “ไม่หรอกค่ะท่านกัส มันเป็นความผิดของข้าเองที่ยอมทำตามแผนของฟลาวเวอร์แม้จะรู้ว่าท่านไม่ชอบเรื่องแบบนี้”

            เมื่อเห็นสีหน้าของแองจี้กัสก็รู้สึกผิดขึ้นมาทันที เขาจึงลุกขึ้นแล้วเดินอ้อมโต๊ะทำงานออกมา ก่อนจะดึงแองจี้เข้าไปกอดแน่นจนเธอเบิกตากว้างด้วยความตกใจ

            “อย่าพูดแบบนั้นเลยแองจี้..พวกเราอยู่ด้วยกันมานานเกินกว่าจะพูดว่าเป็นคนอื่นคนไกลแล้วนะ..เจ้ารู้สึกยังไงกับข้า ข้ารู้ดี เช่นเดียวกับที่เจ้ารู้ว่าข้ารู้สึกยังไงกับเจ้าใช่ไหมแองจี้”

            สีหน้าของแองจี้เปลี่ยนไปมาอยู่หลายครั้ง ก่อนที่ร่างกายของเธอจะผ่อนคลายในอ้อมกอดของกัสโดยสมบูรณ์

            “ค่ะ”

            

คล้ายกับเรื่องGustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ ที่คุณอ่าน