ตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book)

    บทที่ 4 ตอนที่ 13 ลานประลองที่หก 2/2

            หลังจากที่ทั้งอูหมินจิงและเยว่ฟง ได้รับอาคมเสริมร่างกายก็รู้สึกว่าร่างกายของตนเองเบาขึ้นมาก เมื่อร่างกายเบาลงแม้ว่าจะโดนพลังของอาณาเขตถ่วงศิลาก็จะทำให้ได้รับผลกระทบน้อยลง แม้จะไม่สามารถใช้ความเร็วของตนเองได้เต็มที่ แต่ว่าก็ย่อมต้องดีกว่าการที่แทบไม่อาจขยับได้เลยแม้แต่นิดเดียว 

            “น้องชาย พวกเราลองโจมตีพร้อมกัน” เยว่ฟงกล่าว

            “ได้เลยขอรับ” อูหมินจิงตอบรับ

            ปราณแสงวายุอัสนี ปีกวายุอัสนี/ปราณแสงวายุอัสนี กรงเล็บแสงวายุอัสนี ปีกสีทองและกรงเล็บสีทองได้ปรากฏขึ้นบนร่างของเยว่ฟงอีกครั้ง

            ปราณอัสนีม่วง ปีกแห่งวิหคอัสนี อูหมินจิงที่สามารถใช้กระบวนท่าแท้จริงของสายเลือดตระกูลอูได้แล้วก็สร้างปีกอัสนีสีม่วงเข้มขึ้นมาด้านหลังของตนเอง อัสนีสีม่วงเข้มนี้มีพลังแฝงของธาตุความมืดไว้อีกด้วย อูหมินจิงได้ชักกระบี่ของตนเองออกมา ปราณอัสนีม่วงจากปีกไหลไปยังกระบี่อย่างรวดเร็ว

            เส้นแสงสีทองและเส้นแสงสีม่วงดำได้พุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่าเมื่อเข้าไปอย่างอาณาเขตถ่วงศิลาและอาณาเขตพายุหิมะเยือกแข็งแล้ว ความเร็วจะตกเร็ว แต่ก็ยังสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วมากอยู่ดีภายในอาณาเขตประสาน นับว่าอาคมเสริมร่างกายที่หวังชุนให้มามีประโยชน์ยิ่งนัก เส้นแสงทั้งสองพุ่งตรงไปยังร่างของถงต้าเหวยเป็นคนแรก ในเมื่อไม่อาจสามารถจัดการคนที่แข็งแกร่งที่สุดได้เป็นคนแรก จึงคิดจะจัดการคนที่อ่อนที่สุดภายในกลุ่มก่อน กระบี่และกรงเล็บโจมตีไปถงต้าเหวย

            ปราณปฐพี กายยักษาศิลากระบวนท่าที่หนึ่ง แปลงกายยักษ์ศิลา

            ลี่เจียงกลายร่างเป็นยักษ์ศิลาที่มีความสูงถึงห้าเมตร ตึง!! กระบี่และกรงเล็บโจมตีเข้าปะทะกับร่างกายอันใหญ่โตของยักษ์ศิลา ลี่เจียง ใช้ร่างกายที่ใหญ่โตของร่างยักษ์ศิลาเข้าปกถงต้าเหวยได้อย่างทันท่วงที

            ปราณปฐพี กายยักษาศิลากระบวนท่าที่สอง หอกปฐพี

            ลี่เจียงประสานลมปราณปฐพีของตนเองเข้าสู่พื้นดิน ส่งหอกปฐพีหลายเล่ม พุ่งออกจากพื้นเพื่อโจมตีเยว่ฟงและอูหมินจิง เยว่ฟงและอูหมินจิงอาศัยความเร็วของตนเองที่เหนือกว่าความเร็วของหอกปฐพี หลบหลีกหอกได้ทั้งหมด โชคดีที่ทั้งสองมีอาคมเสริมกำลัง ไม่อย่างนั้นย่อมต้องไม่สามารถหลบหลีกหอกปฐพีนี้ได้แน่นอน แต่ว่าในตอนนั้นเองที่ทั้งสองกำลังหลบหลีกออกปฐพีอย่างตั้งใจ อูหมินจิงกับหลบหลีกไปโดนเส้นลวด จนเสียจังหวะและตกลงสู่พื้นดิน

            “เส้นลวด?? มาจากไหนกัน” อูหมินจิงกล่าวขึ้นเมื่อเห็นสิ่งที่ตนเองสะดุด เหตุใดภายในลานประลองถึงมีเส้นลวดได้ และไม่ใช่เพียงแค่เส้นลวด หลังจากที่เขาตกลงมาได้มีกรงเหล็ก พุ่งออกมาจากพื้นแล้วขังเขาไว้ “เฮ้ย!! มาจากไหนกัน”

    เมื่ออูหมินจิงถูกขังอย่างง่ายดาย ร่างยักษ์ศิลาได้คว้ามือขนาดใหญ่ของตนเองจับเข้าที่กรงแล้วโยนออกนอกสนามประลอง สิ่งนั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนแม้กระทั่งเยว่ฟงและหวังชุนไม่สามารถที่จะช่วยพวกเดียวกันได้

            “กรง?? มาจากไหนกัน” หวังชุนกล่าว จากนั้นเขาได้หันไปหาถงต้าเหวย และนึกขึ้นได้ว่าวิชาที่อีกฝ่ายใช้มีความคล้ายคลึงกับหินหนืด

            “มีเปลวเพลิงหลอมละลาย ตระกูลถังสินะ” เป็นตระกูลถังจริงๆ ก็อาจจะไม่แปลกใจ ที่จะมีอุปกรณ์บางอย่างภายในสนามติดตั้งเอาไว้

    ตระกูลถัง หนึ่งในสี่มหาตระกูลแห่งทวีปปราณฟ้า ตระกูลถังครอบครองเปลวเพลิงแห่งการหลอมละลายและเปลวเพลิงแห่งการขึ้นรูป มีความสามารถในการหลอมละลายเหล็กกล้าและการขึ้นรูป ศาสตราวุธต่างๆ เป็นตระกูลแห่งช่างทำศาสตราที่มีชื่อเสียง อย่างมากภายในโลกแห่งลมปราณแห่งนี้ แต่ลมปราณของตระกูลถัง แม้จะมีความร้อนสูงและมีความสามารถในการหลอมละลายที่สูงแต่มีความเชื่องช้าเป็นอย่างยิ่ง เพราะลักษณะของเปลวเพลิงตระกูลถังจะมีลักษณะเป็นหินหนืดหรือลาวา ตระกูลถังจึงมักจะต่อสู้โดยการใช้อุปกรณ์ที่ตนเองสร้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอาวุธลับ หรือ อาวุธแปลกๆ ชดเชยความช้าของลมปราณตนเอง

            “สำเร็จ จัดการไปได้แล้วหนึ่ง แผนของเจ้าเยี่ยมมาก” ถงต้าเหวย กล่าวออกมาอย่างดีใจ ตัวเขามีอุปกรณ์มากมายที่ได้สร้างไว้ตอนที่อาศัยอยู่ในตระกูลถัง หนึ่งในนั้นได้นั้นทั้งเส้นลวดเหล็กและกรงขังที่แข็งเป็นพิเศษ เขาได้ให้ลี่เจียงซ่อนกรงขังนี้ไว้ภายในพื้นดิน แล้วยังมีลวดเหล็กที่มอบให้ ลี่เจียง ลี่เจียงจึงควบคุมหอกปฐพีที่พุ่งออกมาจากพื้นดิน ให้บางเล่มบังคับเส้นลวดและโจมตีไปยังอูหมินจิง อูหมินจิงที่มีสมาธิหลบหลีกออกปฐพีจึงไม่ได้สังเกตเห็นเส้นลวดที่ประสานกันไว้ระหว่างหอก จึงถูกเส้นลวดทำให้ตกลงไปยังพื้นที่มีกรงรออยู่ จึงพ่ายแพ้ไปอย่างรวดเร็ว

            น่าเสียดายที่แม้ว่าถงต้าเหวย จะสามารถสร้างอุปกรณ์ได้อย่างมากมายและสามารถเปิดพลังของตระกูลถังได้ แต่ระดับความคิดและการวางแผนของถงต้าเหวย ไม่สามารถที่จะวางแผนอย่างละเอียดอ่อนได้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ลวดหรือการวางกรงแทบจะเป็นการเสนอของลี่เจียงแทบทั้งหมด

            อาคมเสริมร่างกาย ภาวะไร้น้ำหนัก / อาคมเสริมร่างกาย กายาเหล็ก / อาคมเสริมร่างกาย กล้ามเนื้อคชสาร / อาคมเสริมศาสตรา ค้อนสงคราม / อาคมเสริมศาสตรา ขวานสงคราม / อาคมเสริมศาสตรา โซ่อนันต์

            หวังชุนอาศัยเวลาที่ทั้งสองคนเคลื่อนที่ไปมาอย่างรวดเร็วประสานอาคมเสริมกำลังเข้าสู่ร่างกายและศาสตราวุธของตนเองมากมาย เมื่อเสริมกำลังจนพอใจแล้วได้กระโดดเข้าสู่การต่อสู้ พละกำลังและความเร็วของเขาตอนนี้มีมากมายยิ่งนัก หวังชุน ปล่อยมือขวาที่จับขวานจับไปยังโซ่ แล้วหมุนควงโซ่จนเกิดแรงลมที่หมุนวนรอบๆ จากนั้นขว้างขวานไปยังลี่เจียง

            ลี่เจียงที่เห็นการโจมตีของขวานที่เข้ามาได้ยกมือของยักษ์ศิลาขึ้นป้องกัน แม้ว่ากว่านั้นจะโจมตีมาด้วยพลังมหาศาล แต่ด้วยความแข็งแกร่งของยักษ์ศิลา ขวานนั้นสามารถปักลงไปได้เพียงแค่ครึ่งแขนของยักษ์ศิลา ไม่สามารถตัดแขนของยักษ์ศิลาให้ขาดได้แต่ว่า ก่อนที่ลี่เจียงจะได้ทำอะไรต่อไป หวังชุนได้นำค้อนที่มือซ้ายผนึกอาคมโจมตีไปยังด้ามขวานที่ปักอยู่บนมือยักษ์ศิลา

            ปัง!! เสียงกระทบการของค้อนและขวานดังขึ้นพร้อมๆ กับที่ แขนของยักษ์ศิลาที่ได้รับการกระแทกรอบที่สองขาดสะบั้นลง

            ‘ใช้การโจมตีสองระลอกเพื่อสร้างการโจมตีที่รุนแรงขึ้น จนสามารถทำลายแขนของยักษ์ศิลาได้ สมกับที่เป็นคนจากหอคอยวิญญาณไม่ธรรมดาจริงๆ’ ลี่เจียงคิด อย่างที่คิดว่าอีกฝ่ายมีความแข็งแกร่งมากยิ่งนัก ลี่เจียงประสานลมปราณของตนเองผ่านยักษ์ศิลา ประสานแก่นแท้แห่งปฐพีเข้าสู่ร่างกายของยักษ์ศิลา ประสานพลังแห่งธรรมชาติจากพื้นดินดึงพลังจากดินเพื่อฟื้นฟูยักษ์ศิลาของตนเอง จนเพียงไม่นานแขนที่ขาดไปก็สามารถงอกขึ้นมาได้ไว

            “ซ่อมแซมตัวเองได้ แถมยังรวดเร็วอีกด้วย ไม่ธรรมดาจริงๆ แล้วถ้าเป็นแบบนี้ล่ะ” หวังชุนกล่าว พร้อมกับที่จับขวานและค้อนในมือให้แน่นขึ้น ข้อเสียของยักษ์ศิลาคือความเชื่องช้า หวังชุนจึงใช้ความเร็วจากร่างกายที่ได้รับการเสริมกำลังมาแล้วเคลื่อนที่เข้าสู่บริเวณขวาโจมตีรูปแบบเดิมเข้าไป แม้ว่าจะไม่สามารถโจมตีให้ขาขาดได้ภายในครั้งเดียวแต่ว่าหากโดนการโจมตีด้วย การกระแทกตีค้อนซ้ำไปยังตำแหน่งของขวาน ร่างกายของยักษ์จะถูกทำลายทันที

            ความรู้สึกแปลกๆ ถูกส่งตรงๆ เข้าสู่ทั้งร่างกายจิตและวิญญาณของ ลี่เจียง ‘วิชาเสริมกำลังของเจ้านี่สามารถที่จะ แฝงพลังโจมตีทางจิตและวิญญาณมายัง ร่างกายของข้าได้เลยงั้นเหรอ โชคดีที่ดวงวิญญาณของข้าได้รับเสริมกำลังและการปกป้องจากท่านอาจารย์ ไม่อย่างนั้นได้พ่ายแพ้ ตั้งแต่ที่ยักษ์ศิลาโดนโจตตีครั้งแรกแล้ว’ ลี่เจียงที่เคยสัมผัสถึงพลังวิญญาณของกระบี่เหนือสวรรค์มาก่อน ในตอนนั้นเองดวงวิญญาณของเขาได้รับการปกป้องจากเทพกระบี่คงหมิง และเทพกระบี่คงหมิงยังเสริมความแข็งแกร่งของดวงวิญญาณให้กับลี่เจียง จึงทำให้พลังอาคมของหวังชุนที่โดยปกติแล้วจะสามารถโจมตีโดนดวงวิญญาณได้ผ่านการโจมตีกายเนื้อ แต่การโจมตีครั้งนี้กลับไม่สามารถ ทำร้ายดวงวิญญาณของลี่เจียงได้

            อาคมของหวังชุนเป็นอาคมที่ง่ายดายยิ่งนัก คืออาคมเสริมกำลัง แต่นอกจากจะเสริมกำลังแล้วมันยังทำให้ทุกการโจมตีนั้น สามารถโจมตีได้ทั้งกายเนื้อ ดวงจิต และดวงวิญญาณได้โดยตรง เป็นวิชาอาคมที่ใช้ได้ง่ายแต่มีประสิทธิภาพสูง ยิ่งหากร่างกายของผู้ใช้วิชารวบรวมอาคมเสริมกำลังได้จำนวนมากเท่าไหร่ ความรุนแรงจะยิ่งมากขึ้นไปเท่านั้น แต่น่าเสียดายที่เขาต้องมาเจอกับลี่เจียง ที่ดวงจิตและวิญญาณถูกปกป้องโดยเทพกระบี่คงหมิง ไม่อย่างนั้นหวังชุนย่อมต้องสามารถชนะได้ด้วยการโจมตีเพียงสองครั้ง

            ‘ต้านทานได้งั้นหรือ พลังป้องกันของชายคนนี้สุดยอดยิ่งนัก’ หวังชุนคิดอย่างชื่นชมในความแข็งแกร่งด้านการป้องกันของอีกฝ่าย หมายความว่าอีกฝ่ายมีพลังป้องกันที่เพียบพร้อมไม่ว่าจะเป็นการป้องกันทางด้านกายภาพ พลังจิต และ พลังวิญญาณ แต่ถึงแม้จะไม่สามารถทำอันตรายลี่เจียงได้ แต่พลังสมาธิที่ลี่เจียงได้แบ่งไว้เพื่อใช้พลังอาณาเขตถ่วงศิลาได้ถูกทำลายลงไปแล้ว จึงเหลือเพียงอาณาเขตพายุหิมะเยือกแข็งของถิงถิงเท่านั้น

            เมื่อเป็นแบบนั้น คนที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงอย่างเยว่ฟงราวกับถูกปลดปล่อย เขาสามารถใช้ความเร็วสูงสุดของตนเองได้อีกครั้ง และ ในตอนนี้อาคมเสริมร่างกายก็ยังทำให้ร่างกายเบากว่าเดิม ย่อมต้องสามารถแสดงความเร็วที่เหนือกว่าเดิมได้ เส้นแสงสีทองได้พุ่งตรงไปหาถิงถิงและคว้าร่างของนางจนนางออกไปจากสนามอย่างรวดเร็ว เป็นความเร็วที่ถิงถิงไม่อาจตามได้ทัน รู้ตัวอีกครั้งนางก็ได้มายืนนอกสนามแล้ว

            “อะไรกัน ขะ ข้าแพ้แล้ว” ถิงถิงกล่าวออกมาอย่างเสียดาย น่าเสียดายยิ่งนักที่อีกฝ่าย คือ ผู้แข็งแกร่งอย่างเยว่ฟงและหวังชุน ถึงแม้พรรคพวกของนางจะแข็งแกร่งเช่นกัน แต่อีกฝ่ายมีสัตว์ประหลาดถึงสองคน ต่อให้พยายามได้ดีแค่ไหนการจะชนะสองคนนั้นคงเป็นเนื้อเรื่องที่ยากมาก ป้ายเหล็กของนางส่องสว่างขึ้นนางถูกส่งกลับไปยังที่ที่มา

            ไม่ใช่เพียงแค่นั้นเยว่ฟงยังอาศัยความเร็วของตนเองนำพาร่างถงต้าเหวย ออกไปจากสนามเช่นเดียวกัน เหลือเพียง ลี่เจียงที่อยู่ภายในร่างยักษ์ศิลาที่เขาไม่อาจใช้ความเร็วนำร่างของอีกฝ่ายออกนอกสนามได้ 

            “อะ อ้าว เหตุในข้าถึงมาอยู่นอกสนามกัน” ถงต้าเหวยกล่าว

            “สองต่อหนึ่งแล้วงั้นหรือ” ลี่เจียงกล่าว หากว่าเขาแสดงเพลงหมัดพยัคฆ์คชสารออกมา ไม่แน่ว่าอาจจะสามารถเอาชนะทั้งสองได้แต่ว่า นั่นหมายความว่าเขาจะต้องแสดงพลังทั้งหมดออกมา หากเข้าไปยังแดนเทพรกร้างย่อมต้องถูกรับรู้ความสามารถทั้งหมด หากเป็นเช่นนั้นก็ย่อมต้องกลายเป็นตัวถ่วงของอูหลินเฟิง เพราะฉะนั้นในตอนนี้เขายังไม่อาจที่จะใช้เพลงหมัดพยัคฆ์คชสารได้ การประลองครั้งนี้ไม่ได้วัดว่าผู้ชนะจะได้เข้าไปยังแดนเทพรกร้าง แต่หาคนที่เพียบพร้อม ทั้งความสามารถในการต่อสู้ข้ามขั้น ความสามารถในการตัดสินใจและการวิเคราะห์สถานการณ์ ความสามารถในการร่วมมือกันกับผู้อื่น เพราะฉะนั้นต่อให้พ่ายแพ้ที่นี่ก็ไม่เป็นอะไร เพียงแค่ทำให้ดีที่สุด

            ปราณปฐพี กายยักษาศิลาขั้นที่สองกระบวนที่หนึ่ง แปลงกายยักษ์ศิลาสี่กร ลี่เจียงใช้ขั้นที่สองของยักษ์ศิลาสร้างแขนขึ้นมาอีกสองแขน พลังภายในร่างของยักษ์ศิลาเพิ่มมากขึ้น ลมปราณปฐพีภายในร่างกายของยักษ์ศิลารุนแรงมากขึ้น พลังกันของยักษ์ศิลาเองก็มากขึ้นเช่นกัน 

            “ยังสามารถเร่งพลังขึ้นไปได้อีกนะหรือ สุดยอดจริงๆ นะ เจ้ามีนามว่าอะไร” หวังชุนถาม ในตอนนี้เขายอมรับความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายอย่างจริงใจ ลมปราณที่สามารถสัมผัสได้ในตอนนี้ราวกับกำลังยืนอยู่ต่อหน้าชนชั้นราชันชั้นกลาง ความรุนแรงของลมปราณไม่ธรรมดาเลยทีเดียว 

            “ลี่เจียง ตระกูลลี่แห่งเมืองล่องเมฆา”

            “ข้าหวังชุน ตระกูลหวังแห่งหอคอยวิญญาณ”

    ลี่เจียงจ้องไปยังเยว่ฟงและหวังชุน โคจรลมปราณปฐพีของตนเองอีกครั้งหนึ่ง อาณาเขตถ่วงศิลา ดึงดูดศิลา ลี่เจียงใช้พลังของอาณาเขตอีกครั้ง แต่ว่าครั้งนี้ไม่ใช่การเพิ่มแรงโน้มถ่วง แต่เป็นการสร้างแรงดึงดูดมหาศาลเข้าหาร่างของยักษ์ศิลาโดยตรง เยว่ฟงที่กำลังบินอยู่ถูกแรงดึงดูดนั้นดูดเข้าหาร่างของยักษ์ศิลาอย่างรวดเร็ว ยักษ์ศิลาใช้หมัดขนาดใหญ่ของตนเองชกไปยังเยว่ฟง ส่วนหวังชุน เขาได้ใช้ขวานปักไปยังพื้นเพื่อต้านทานแรงดึงดูด จนสามารถต้านทานแรงดึงดูดได้ในระดับหนึ่ง

            ปราณแสงวายุอัสนี กรงเล็บฉีกกระชาก ด้วยการที่โดนดึงเข้าหาร่างกายของยักษ์ศิลาด้วยแรงดึงดูดที่มหาศาล และยังถูกชกเข้ามาเต็มแรง เยว่ฟงจึงต้องใช้พลังทั้งหมดของตัวเอง เพื่อต้านทานหมัดที่โจมตีเข้ามาครั้งนี้ แม้ว่าจะสามารถป้องกันการโจมตีได้แต่ก็ได้รับแรงกระแทกจนบาดเจ็บไปไม่น้อย

    หวังชุนที่สามารถต้านทานการดึงดูดได้ เขวี้ยงค้อนเข้าหาร่างกายของยักษ์ศิลาอย่างรวดเร็ว อาณาเขตถ่วงศิลาแบบนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือหากศัตรูไม่ทันตั้งตัวย่อมต้องถูกโจมตีด้วยแรงที่ถูกดึงดูดเข้ามาพร้อมกับแรงต่อยที่ถูกชกออกไปของร่างยักษ์ศิลา แต่ข้อเสียก็คือหากอีกฝั่งสามารถตั้งตัวได้แล้วโจมตีกลับมา การโจมตีของศัตรูจะถูกแรงดึงดูดทำให้รุนแรงยิ่งขึ้น

            ค้อนที่ถูกส่งออกมาด้วยความรุนแรงย่อมต้องรุนแรงขึ้นไปอีกจากแรงดึงดูดของยักษ์ศิลา ลี่เจียงที่เห็นดังนั้นใช้แขนซ้ายทั้งสองข้างชกเข้าไปพร้อมกันแต่ว่า แขนทั้งสองข้างก็ไม่สามารถป้องกันการโจมตีของค้อนได้ แขนยักษ์ทั้งสองแตกร้าวและถูกทำลายลงอย่างง่ายดาย

    อาณาเขตแรงดึงดูดจึงสลายหายไปอีกครั้ง แต่ว่าร่างยักษ์ศิลาที่ประสานเข้ากับแก่นแท้แห่งปฐพีสามารถซ่อมแซมตัวเองได้เมื่อยังยืนอยู่บนพื้นดิน แขนทั้งสองข้างค่อยๆ งอกกลับมาอีกครั้ง

            “ลำบากจริงๆ นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะแข็งแกร่งขนาด” เยว่ฟงกล่าว พร้อมกับปาดเลือดที่ออกมาจากปากของตนเอง การโจมตีที่ไม่ทันตั้งตัวเมื่อครู่นี้ ทำให้เกิดการบาดเจ็บภายในไม่น้อยเลยทีเดียว

            “ยังไหวหรือไม่” หวังชุนถาม

            “ย่อมต้องไหวอยู่แล้ว” เยว่ฟงตอบ

            “อีกฝ่ายไม่ธรรมดาจริงๆ ทั้งๆ ที่ไม่ติดอยู่ในอันดับของร้อยมังกรทะยานแต่ยังแข็งแกร่งขนาดนี้ โลกนี้มีมังกรซ่อนเยอะเสียจริง” หวังชุนกล่าว ในอันดับร้อยมังกรทะยาน เขาเคยเห็นอันดับรายชื่อมาแล้วครบทั้งร้อยคน อีกฝ่ายไม่ได้ติดอันดับเลยแม้แต่น้อยแต่กลับมีความแข็งแกร่งที่สามารถปะทะกับเขาได้อย่างเท่าเทียม

            “นั่นสิ ความแข็งแกร่งระดับนี้ ทำให้นึกไม่ถึงจริงๆ” เยว่ฟงกล่าว เขาอยากเห็นสีหน้าของ ฟู่อู ยิ่งนักหากเจ้านั้นได้มาเห็นความแข็งแกร่งของลี่เจียงตอนนี้ เจ้านั่นจะทำหน้าอย่างไร ฟู่อูเคยดูถูกลี่เจียงไว้ไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ดูจากความแข็งแกร่งแล้ว ฟู่อูจะต้องไม่สามารถที่จะชนะลี่เจียงได้อย่างแน่นอน

            อาคมเสริมกาย เสริมกำลังสองเท่า

            หวังชุนใช้อาคมเสริมกำลังอีกครั้ง คราวนี้พลังทุกๆ อย่างของเขาจะเพิ่มขึ้นสองเท่า แต่ในขณะเดียวกันร่างกายของเขาก็จะต้องรับภาระหนักยิ่งขึ้นเนื่องจากมีอาคมเสริมร่างกายภายในร่างกายมากมายนัก แต่ที่เขาต้องทำเช่นนี้ก็เพราะเขายอมรับความแข็งแกร่งของลี่เจียงแล้ว ร่างยักษ์ศิลาของอีกฝ่ายไม่สามารถจัดการได้โดยง่าย แรงกดดันที่พุ่งออกมาจากร่างของหวังชุน ทำให้ทุกคนรับรู้แล้วว่าหลังจากนี้การต่อสู้จะยกระดับขึ้นไปอีก

            เยว่ฟงเองก็เร่งพลังลมปราณของตนเองเช่นเดียวกัน ครึ่งก้าวเจตจำนงแห่งความเร็วถูกผนึกเข้าไปยังปีกแสงวายุอัสนีของตนเอง แสงสีทองเปล่งประกายเจิดจ้าไปทั่วสนาม

            ลี่เจียงเมื่อเห็นทั้งสองโคจรลมปราณเร่งพลังของตนเองขึ้น จึงรับรู้ว่าการโจมตีเพื่อปิดฉากอาจจะมาในไม่ช้า จึงได้โคจรลมปราณปฐพีของตนเองประสานแก่นแท้แห่งหมัดและแก่นแท้แห่งปฐพี ประสานเข้ากับร่างของยักษ์ศิลา แขนของยักษ์ศิลาทั้งสี่ มีแรงกดดันลมปราณที่พุ่งออกมาอย่างมหาศาล

            “เข้ามา” ลี่เจียงกล่าวออกมาอย่างไม่เกรงกลัว

            “อ๊าคคค/อ็าคคค/อ็าคคคค” ทั้งสามคนต่างร้องตะโกนออกมา ลมปราณที่รุนแรงทั้งสามสาย โหมกระหน่ำอยู่ภายในลานประลองที่หก ทั้งสามต่างเข้าปะทะกันด้วยแรงทั้งหมดของตนเอง

            ตูม!!!!

            ..

            ..

            จบตอน        

    คล้ายกับเรื่องตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book) ที่คุณอ่าน