"ไฟไหม้ศาลบรรพชนโว้ย—"
เสียงะโยามดึกสงัดปลุกผู้คนให้สะดุ้งตื่น หมู่บ้านบนเขาที่เคยเงียบสงบพลันวุ่นวายขึ้นมาทันที
เงาร่างหลายสายพุ่งพรวดออกจากบ้านเรือน บ้างหิ้วถังน้ำ บ้างแบกไม้กวาด วิ่งหน้าตั้งมุ่งตรงไปยังศาลบรรพชน
ศาลบรรพชนไฟไหม้?
ที่นั่นคือที่ประดิษฐานป้ายิญญาของบรรพบุรุษ หากถูกไฟเผาวอดวาย ย่อมเกิดเื่ใหญ่แน่!
ขณะที่ทุกคนกำลังวุ่นวายกับการเตรียมดับไฟ อวี๋เอ้อร์โก่วกลับลอบถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก เขาวิ่งแหกปากะโไปทั่วหมู่บ้าน พอเห็นพรรคพวกญาติพี่น้องแห่กันไปที่ศาลบรรพชน ตัวเองถึงค่อยวิ่งตามไป
แต่ยังไม่ทันถึงหน้าประตู เขากลับชะลอฝีเท้าลง
การหายตัวไปของอวี๋เย่ หมาที่ถูกฟันขาดท่อน บวกกับเงาร่างปริศนาสองสาย ทำเอาเขาขวัญหนีดีฝ่อ ใจหนึ่งอยากกลับไปบอกอวี๋เป่าซาน แต่อีกใจก็กลัวถูกฆ่าปิดปาก แถมดึกดื่นป่านนี้เกณฑ์คนคงลำบาก
เพื่อแจ้งเตือนให้เร็วที่สุด เขาจึงใช้ไหวพริบะโหลอกว่าไฟไหม้ศาลบรรพชนเสียเลย วิธีนี้ได้ผลชะงัด แม้แต่ปู่สามก็ยังตื่นเพราะเสียงเขา ทว่าหากเขามองผิดหรือเดาพลาดขึ้นมา การหลอกคนทั้งหมู่บ้านแบบนี้ พ่อคงกระทืบเขาปางตายแน่
อวี๋เอ้อร์โก่วคิดไปก็ยิ่งกลัว จึงหมุนตัวเลี่ยงประตูใหญ่ กำแพงลานด้านหลังมีช่องโหว่อยู่ เขาแอบย่องไปยกก้อนหินมาวางรองเท้า แล้วค่อยๆ ปีนขึ้นไปชะโงกหน้ามอง
ภายใต้แสงจันทร์สลัว ลานหลังศาลบรรพชนอัดแน่นไปด้วยผู้คนร่วมสองสามสิบชีวิต ล้วนเป็ญาติพี่น้องสกุลอวี๋
คนที่ยืนอยู่หน้าสุดคืออวี๋โย่วไฉกับอวี๋สือโถวผู้เป็พ่อ แต่ละคนถือถังน้ำและไม้คานหาม ทว่าทุกคนกลับยืนเบิกตาโพลงอ้าปากค้าง
กลางลานแคบๆ มีชายสองคนยืนตระหง่าน คนหนึ่งเชิดหน้าหยิ่งผยอง หน้าตาคุ้นเคย ส่วนอีกคนเป็ชายฉกรรจ์ไว้หนวดเคราแปลกหน้า ในมือถือกระบี่คมกริบ ภายใต้คมกระบี่นั้น มีคนผู้หนึ่งถูกจับคุกเข่าอยู่
อวี๋เป่าซาน?
เป็อวี๋เป่าซานจริงๆ! เขาถูกซ้อมจนหน้าตาอาบเื แขนข้างหนึ่งห้อยต่องแต่ง เห็นได้ชัดว่าาเ็หนัก
แต่สิ่งที่ทำให้ชาวบ้านตื่นตระหนกยิ่งกว่า ไม่ใช่สภาพของเขา แต่เป็ชายหน้าคุ้นคนนั้นต่างหาก
"ข้าไม่รู้! ต่อให้เอ็งตีข้าจนตาย ข้าก็ไม่รู้อยู่ดีโว้ย..."
พลั่ก!
อวี๋เป่าซานด่าไม่ทันจบคำ ก็ถูกชายถือกระบี่เตะเสยจนหงายหลังล้มตึง
"อย่าทำร้ายคนนะโว้ย!"
"ปล่อยเป่าซานเดี๋ยวนี้นะ!"
"หยุดมือเดี๋ยวนี้!"
กลุ่มชาวบ้านได้สติจากความตกตะลึง
อวี๋โย่วไฉชูไม้คานขึ้น ตวาดลั่น "เฉินฉี่! เอ็งเป็ถึงผู้บำเพ็ญเพียรสูงส่ง ทำไมถึงบุกหมู่บ้านยามวิกาล แถมยังลงมือทำร้ายคนในศาลบรรพชนอีก!"
ชายท่าทางหยิ่งยโสคนนั้นคือเฉินฉี่ ศิษย์พี่ของไป๋จื่อ เหตุการณ์ปะทะกันที่หุบเขาหลิงเจียวเมื่อไม่กี่วันก่อน เหล่าพรานป่าสกุลอวี๋ยังจำมันได้ฝังใจ
เฉินฉี่เอามือไพล่หลัง ปิดปากเงียบสนิท ส่วนพรรคพวกที่อยู่ข้างๆ กลับยกเท้าเหยียบแผ่นหลังของอวี๋เป่าซาน จ่อกระบี่พลางขู่ตะคอกเหี้ยมเกรียม "บอกมาว่าอวี๋เย่ซ่อนอยู่ที่ไหน ไม่งั้นข้าจะฆ่าเอ็งทิ้งซะ!"
"กล้าฆ่าข้าเรอะ... โอ๊ย!"
อวี๋เป่าซานถูกลากตัวมากระทืบทั้งที่ยังสะลึมสะลือ โกรธจัดจนด่ากราดไม่หยุด ทว่าก็ถูกกดหัวไว้จนดิ้นไม่หลุด อาการเ็ปแสนสาหัสที่แผ่นหลังทำให้เขาอดรนทนไม่ไหว ต้องร้องครวญครางออกมา
"อวี๋เย่มันออกไปเยี่ยวแล้วยังไม่กลับมา ผีที่ไหนจะไปรู้ว่ามันหายหัวไปไหนโว้ย!"
ชาวบ้านเพิ่งถึงบางอ้อ ต่างหันขวับไปมองห้องพักด้านหลังลาน
ที่แท้เฉินฉี่ก็มาเพื่อตามล่าอวี๋เย่ ข้อพิพาทที่หุบเขาหลิงเจียวยังไม่จบสิ้น!
เดิมทีอวี๋เย่ควรนอนพักรักษาตัวอยู่ในห้อง แต่ตอนนี้กลับไม่เห็นแม้แต่เงา มันจึงจับตัวอวี๋เป่าซานมาแทน
"หึหึ!"
จู่ๆ เฉินฉี่ก็แค่นเสียงหัวเราะเย็นเยียบ "อวี๋เย่าเ็สาหัสด้วยน้ำมือข้า สภาพไม่ต่างจากคนตาย แล้วคนใกล้ตายมันจะลุกเดินไปเยี่ยวกลางดึกได้ยังไง?"
มันกวาดสายตามองทุกคน "ข้าค้นทั่วหมู่บ้านแล้ว แต่ไม่เจอไอ้เด็กนั่น ถ้าพวกเ้ากล้าปิดบังล่ะก็ อย่าหาว่าข้าไร้ความปรานี!"
ตอนนั้นเอง ฝูงชนพลันแหวกทางออก แสงคบเพลิงสว่างจ้า ชายหนุ่มหลายคนแห่ล้อมประคองชายชราผู้หนึ่งเดินเข้ามา
"ปู่สาม!"
"ลุงสาม!"
"พ่อ..."
ชายชราผู้นี้คือผู้าุโที่สุดในหมู่บ้าน หรือ 'ปู่สาม' ที่ลูกหลานเรียกขาน แม้หนวดเคราและเส้นผมจะขาวโพลน แต่กลับยืดหลังตรง ฝีเท้าหนักแน่นมั่นคง
เขาพยักหน้าให้อวี๋โย่วไฉกับคนอื่นๆ เล็กน้อย คล้ายเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด ก่อนจะประสานมือคารวะเฉินฉี่
"ชาวเขาอย่างพวกเราไม่รู้ธรรมเนียม ยอดฝีมือทั้งสองโปรดอย่าถือสา ปล่อยหลานชายของข้าไปก่อนได้หรือไม่ แล้วผู้เฒ่าอย่างข้าจะขอรับผิดแทนเอง!"
เฉินฉี่ไม่ตอบคำ พรรคพวกของมันกลับชิงตะคอก "ตาเฒ่า ส่งตัวอวี๋เย่มาซะ ไม่อย่างนั้น..."
"ไม่อย่างนั้นจะทำไม?"
ปู่สามเริ่มร้อนใจ เอ่ยสวนไป "ยอดฝีมืออย่างท่านทำตัวป่าเถื่อนโอหังเช่นนี้ ไม่กลัวสหายร่วมมรรคาหัวเราะเยาะหรือไง? อีกอย่าง อวี๋เย่มันก็หายตัวไปจริงๆ..."
ชายชรารักหลานชายสุดหัวใจ ร้อนรนอยากช่วยคนให้รอด ทว่าพูดไม่ทันขาดคำ ประกายเืพลันสาดกระเซ็น!
มีบางสิ่งกลิ้งหลุนๆ มาหยุดอยู่ตรงหน้า
มันคือหัวคน... หัวของอวี๋เป่าซาน!
อวี๋เป่าซานที่เพิ่งดิ้นรนเอาชีวิตรอดเมื่อครู่ กลายเป็ศพไร้หัวไปเสียแล้ว เือุ่นๆ สาดกระจายย้อมพื้นจนแดงฉาน
ร่างของปู่สามซวนเซแทบล้ม หนวดเคราสั่นเทา หลุดเสียงครางเครือ "เป่าซาน..."
ชาวบ้านสกุลอวี๋ทุกคนตกตะลึงจนพูดไม่ออก
แค่พูดจาไม่เข้าหู ก็ลงมือฆ่าคนเลยรึ? แถมยังฆ่าอวี๋เป่าซานต่อหน้าต่อตาทุกคนกลางศาลบรรพชน!
เฉินฉี่ดูเหมือนจะคาดไม่ถึงเช่นกัน มันขมวดคิ้ว "พี่กู่..."
ชายฉกรรจ์ที่ถูกเรียกว่าพี่กู่เอ่ยอย่างไม่ยี่หระ "ไอ้พวกมดปลวกชั้นต่ำ ตายไปก็ไม่เห็นน่าเสียดาย ถ้าวันนี้หาตัวอวี๋เย่ไม่เจอ ข้าจะฆ่าล้างหมู่บ้านมันซะ!"
อวี๋โย่วไฉเห็นสภาพน่าเวทนาของลูกชาย และผู้เป็พ่อที่โศกเศร้าจนแทบขาดใจ ดวงตาพลันเบิกถลนแดงก่ำด้วยความโกรธแค้น เขาชูไม้คานพุ่งทะยานเข้าใส่อย่างเหลืออด
"เอาชีวิตลูกข้าคืนมา!"
อวี๋สือโถวกับคนอื่นๆ ก็เดือดดาลจนขาดสติ หิ้วถังน้ำ ชูคบเพลิง กำหมัดแน่นพุ่งทะยานตามไป
เหล่าพรานป่าสกุลอวี๋แม้ชาติกำเนิดต่ำต้อย จิตใจซื่อตรง แต่ก็ไม่ยอมให้ใครมาย่ำยีหยามเกียรติ เมื่อถูกกระตุ้นสัญชาตญาณดิบเถื่อน พวกเขาก็พร้อมจะเอาชีวิตเข้าแลก!
เฉินฉี่ถอยหลังไปสองก้าว สีหน้าลังเล
ชายที่ถูกเรียกว่าพี่กู่เอ่ยขึ้น "คนพวกนี้จำหน้าเ้าได้ ถ้าความแตกขึ้นมา ผลที่ตามมาคงคาดเดาไม่ได้แน่!"
เฉินฉี่พยักหน้าเงียบๆ รังสีฆ่าฟันพาดผ่านแววตา
พรรคพวกของมันแค่นเสียงหัวเราะเหี้ยมเกรียม แกว่งกระบี่พุ่งเข้าใส่ฝูงชน ลานหลังศาลบรรพชนอันคับแคบพลันกึกก้องไปด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวน เืและชิ้นเนื้อสาดกระเซ็นปลิวว่อน...
ภายในถ้ำ
อวี๋เย่นอนขดตัวอยู่บนพื้น หลับตาแน่น สีหน้าอิดโรยร่อแร่
หิมะคงตกหนักอีกระลอก น้ำแข็งและหิมะหนาเตอะปิดกั้นปากถ้ำจนมิด ทำได้เพียงอาศัยแสงสว่างรำไรจากภายนอกเพื่อแยกแยะกลางวันกลางคืน
ผ่านไปกี่วันแล้ว?
จำได้ว่าหลังจากฉิวปั๋วจากไป เขาก็สลบไสลไปด้วยความเหนื่อยล้าและสิ้นหวัง ใครจะคิดว่าหลับไปได้ไม่นาน ท้องก็ปวดบิดเป็ริ้วๆ เขาควานหาขวดยา เทออกมากินหนึ่งเม็ด พอความเ็ปทุเลาลงก็หลับต่อ แต่หลับไม่ค่อยสนิทนัก
ในหัวคอยแต่วนเวียนนึกถึงเื่ราวในหุบเขาหลิงเจียว รวมถึงคำพูดลึกลับซับซ้อนของฉิวปั๋ว
ไม่กี่ชั่วยามให้หลัง อาการปวดท้องก็กำเริบอีกครั้ง ทรมานราวกับถูกแมลงนับหมื่นกัดกินกระดูกจนต้องนอนดิ้นทุรนทุราย เขาทำได้เพียงควานหายามากินอีกเม็ด ถึงฝืนทนรอดมาได้อย่างยากลำบาก
อวี๋เย่ลืมตาขึ้น แบมือออก
ขวดยาใบเล็กในมือว่างเปล่าเสียแล้ว ทุกครั้งที่ความเ็ปกำเริบ เขาจะกลืนยาลงไปหนึ่งเม็ด ตอนนี้ยาหมดเกลี้ยงแล้ว ต่อไปคงทำได้แค่นอนรอความตายสินะ?
ฉิวปั๋วเคยบอกว่า พิษัเจียวไม่มียาถอน ยาบำรุงธาตุขวดนี้ แค่ช่วยบรรเทาความเ็ปเท่านั้น
แต่ว่า... ทุกครั้งที่กินยา ร่างกายจะขับเหงื่อออกมา แถมระยะห่างของการปวดกำเริบก็เริ่มทิ้ง่นานขึ้น แรกๆ แค่ไม่กี่ชั่วยามก็ต้องทรมานหนึ่งรอบ แต่ตอนนี้ผ่านมาสิบกว่าชั่วยามแล้ว พิษัเจียวยังไม่แผลงฤทธิ์เลย
ถ้าเกิดหายาได้มากพอ จะช่วยยืดเวลาตายออกไปได้หรือเปล่า?
เอาเถอะ อย่างน้อยตอนนี้ข้าก็ยังมีชีวิตอยู่
หลบซ่อนตัวอยู่บนเขาตั้งหลายวัน ไม่รู้ว่าในหมู่บ้านเป็ยังไงบ้าง การรอดชีวิตกลับมาคราวนี้ ต้องขอบคุณลุงสาม ลุงห้า และคนอื่นๆ ที่ยื่นมือเข้าช่วย แม้แต่อวี๋เป่าซานที่น่ารังเกียจ ก็ยังกล้าออกหน้าแทนข้า พอกลับถึงหมู่บ้าน คงต้องไปเคาะประตูขอบคุณทีละบ้านเสียแล้ว
อวี๋เย่ยัดขวดยาเปล่าเก็บเข้าอกเสื้อ
กระดูกหัวไหล่กับข้อมือขวาที่หักสมานกันดีแล้ว เพียงแต่แขนขายังไม่มีแรง สติสัมปชัญญะยังล่องลอยอยู่บ้าง
อวี๋เย่ลุกขึ้นเดินไปที่ปากถ้ำ เอื้อมมือขุดคุ้ยกองหิมะและน้ำแข็งที่อุดอยู่ เขาออกแรงปล้ำอยู่ร่วมครึ่งชั่วยาม ถึงได้เดินหอบแฮกๆ ออกมาจากถ้ำ
แสงสว่างนอกถ้ำเจิดจ้า หิมะขาวโพลนสะท้อนแสงจนแสบตา
อวี๋เย่ต้องยกมือขึ้นป้องหน้าผาก หรี่ตาลงเล็กน้อย
น่าจะเป็่บ่ายคล้อย ท้องฟ้าแจ่มใส มองไปรอบทิศทางล้วนถูกปกคลุมด้วยสีขาวโพลนสุดลูกหูลูกตา ทั้งในและนอกหุบเขาดูตระการตาไปอีกแบบ
ลมหนาววูบหนึ่งพัดม้วนเกล็ดหิมะปลิวว่อนปะทะใบหน้า
อวี๋เย่กระชับเสื้อคลุมให้แน่นขึ้น แต่แปลกตรงที่เขาไม่ได้รู้สึกหนาวเลย เพียงแค่ไม่ได้กินอะไรมาหลายวัน ท้องจึงประท้วงด้วยความหิวจนแสบไส้
นอกจากนี้ อาจเพราะเหงื่อออก ร่างกายเลยเหนียวเหนอะหนะ ราวกับถูกฉาบด้วยคราบไคลสกปรก สภาพเขามอมแมมดูไม่ได้
ทางลงเขาถูกหิมะหนาเตอะทับถมจนมิด
อวี๋เย่ก้าวเท้าเดินอย่างยากลำบาก ลื่นไถลไปทีละก้าว พอเดินโงนเงนมาถึงหน้าผาแห่งหนึ่งซึ่งมีต้นสนบังทาง พอมองเห็นเส้นทางตอนขามาลางๆ ขณะเดินอ้อมพุ่มไม้ สายตาก็เหลือบไปเห็นบางสิ่ง จึงก้มลงหยิบมันขึ้นมา
มันคือไม้ไผ่ยาวร่วมห้าฉื่อ เอามาใช้แทนไม้เท้า ช่วยให้เดินฝ่าหิมะได้ง่ายขึ้นเยอะ
ถ้าตาไม่ฝาด นี่มันไม้เท้าไผ่ของฉิวปั๋วนี่นา!
เบื้องหน้ามีเพียงหน้าผาสูงชันกับกองหิมะ หันมองรอบทิศก็ไม่เห็นวี่แววของใครเลย
ั้แ่ฉิวปั๋วจากไป ก็ไม่เห็นกลับมาอีก เขาทิ้งไม้เท้าไว้ที่นี่ แล้วตัวคนหายไปไหน?
อวี๋เย่ได้แต่ประหลาดใจ เมื่อหาร่องรอยของชายชราไม่เจอ จึงใช้ไม้เท้าไผ่ค้ำยันร่างเดินลงเขาไป ระหว่างทางล้มลุกคลุกคลานหลายตลบ กว่าจะลงมาถึงตีนเขาได้สำเร็จ
จากนั้นเขาเดินข้ามลำธารที่จับตัวเป็น้ำแข็ง ทะลุผ่านป่า ปีนข้ามเนินเขาอีกลูก มองไปแต่ไกลก็เห็นกระท่อมเตี้ยๆ เรียงราย กับต้นไม้แก่เอนเอียงอยู่สองสามต้น
อวี๋เย่ลุยหิมะ มุ่งหน้าต่อไปอย่างยากลำบาก
เวลานี้ใบหน้าเขามอมแมมเปื้อนฝุ่น ริมฝีปากแห้งผากแตกกระดำกระด่าง สภาพร่างกายอิดโรย ทว่าดวงตากลับทอประกายวาววับ ราวกับมีเปลวเพลิงลุกโชน คอยนำทางให้เขาก้าวเดินต่อไป
ทว่าเมื่อเขาหยุดฝีเท้า ดวงตาที่เคยทอประกายกลับหม่นหมองลงทันที
กระท่อมอยู่ตรงหน้า แต่กลับพังทลายไปครึ่งซีก แม้แต่ประตูบ้านก็แตกละเอียดเป็ชิ้นๆ ซ้ำยังถูกหิมะทับถมจนมิด มองดูทรุดโทรมและอ้างว้างเหลือเกิน
นี่คือบ้านของเขา
แม้กระท่อมจะเตี้ยและซอมซ่อ แต่มันก็เป็ที่ซุกหัวนอนเพียงแห่งเดียว จำได้ว่าตอนที่จากมา มันยังคงสภาพดีอยู่เลย ผ่านไปแค่ไม่กี่วัน บ้านของเขากลับมีสภาพยับเยินจนจำแทบไม่ได้
เกิดเื่บ้าอะไรขึ้นกันแน่?
บนพื้นหิมะรอบกระท่อม มีรอยเท้าวุ่นวายย่ำไปมาหลายสาย
อวี๋เย่เก็บงำความสงสัยไว้ ค่อยๆ เดินเข้าไปในบ้าน เดิมทีบ้านก็ยากจนข้นแค้นอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งไม่มีของมีค่าใดเหลือให้ดูต่างหน้า
เขาคุ้ยหาเศษแผ่นแป้งข้าวสารจากไหแตกๆ เจอชิ้นหนึ่ง จึงหมุนตัวเดินกลับไปใต้ต้นไม้แก่ ลุยหิมะสูงท่วมเข่าไปยังเนินหิมะที่อยู่ห่างออกไปราวยี่สิบสามสิบจั้ง
แม้จะบอกว่าเป็เนินหิมะ แต่มันก็แค่หลุมศพที่ถูกหิมะปกคลุมเอาไว้ต่างหาก
หลุมศพของแม่
แม่ชื่ออิงเอ๋อ ปีนั้นคลอดเขาออกมาไม่นานก็ป่วยหนักจนสิ้นใจ ใครจะคิดว่าสิบห้าปีต่อมา พ่อของเขาก็ต้องมาทิ้งชีวิตไว้ที่หุบเขาหลิงเจียวอีกคน
ตอนนี้ แม้แต่บ้านก็ไม่เหลือแล้ว
อวี๋เย่ขอบตาแดงก่ำ น้ำตาเอ่อคลอเบ้า เขาอยากแหกปากร้องไห้ให้ดังลั่น ร่ำไห้ด่าทอโชคชะตาที่อยุติธรรม ทว่าสุดท้ายเขากลับยกมือปาดน้ำตาทิ้ง ชูแผ่นแป้งข้าวสารขึ้นมากัดกินเงียบๆ
มีชีวิตอยู่... ต่อให้เหลือเวลาอีกไม่นาน ก็ต้องอยู่ให้ดีที่สุด
ถ้าต้องตาย ก็แค่ฝังร่างไว้ที่นี่ คอยอยู่เป็เพื่อนแม่ก็เท่านั้น
จังหวะนั้นเอง มีเสียงร้องห่มร้องไห้ดังขึ้น—
"อวี๋เย่ เอาชีวิตคืนมา..."
"เอ็งมันตัวซวยลากชาวบ้านไปตาย!"
"อวี๋เย่ ไอ้ชั่ว เอ็งสมควรตายเป็หมื่นครั้ง!"
กลายเป็หญิงชาวบ้านหลายคนกำลังยืนร้องไห้ก่นด่าอยู่หน้ากระท่อมที่พังทลาย มีชายหนุ่มอีกคนวิ่งกระหืดกระหอบมาจากที่ไกลๆ เพื่อห้ามปราม สีหน้าดูโกรธเกรี้ยวไม่แพ้กัน แต่กลับโบกไม้โบกมือมาทางเขาไม่หยุด
นั่นอวี๋เอ้อร์โก่วนี่นา เขากำลังไล่ให้ข้าหนีไปงั้นหรือ?
อวี๋เย่ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงโดนด่า และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมต้องหนี เขาได้แต่ยืนอึ้งอยู่หน้าหลุมศพแม่ จ้องมองภาพตรงหน้าด้วยความงุนงง
แต่อวี๋เอ้อร์โก่วกลับวิ่งพรวดพราดเข้ามา ตะคอกลั่น "หนีไปสิวะ!"
"ทำไมต้องไล่ข้าด้วย?"
"เอ็งหายหัวไปตั้งสิบวันแล้ว จะกลับมาทำไมอีก!"
"เกิดเื่อะไรขึ้น?"
"เหอะ ยังกล้าถามอีกเรอะ! ตามข้ามานี่"
อวี๋เย่ถูกอวี๋เอ้อร์โก่วคว้าหมับเข้าที่คอเสื้อ ลากถูลู่ถูกังไปทางท้ายหมู่บ้านฝั่งตะวันตก เขาไม่กล้าสะบัดออก ทั้งที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทว่าความหวาดกลัวกลับเริ่มเกาะกุมหัวใจ
ชั่วอึดใจ สองพี่น้องก็มาถึงตีนเขาด้านทิศตะวันตกของหมู่บ้าน
อวี๋เอ้อร์โก่วผลักอวี๋เย่ออกไป ยกมือชี้ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงโกรธแค้นปนเศร้าสลด "เอ็งดูเอาเองเถอะ"