“บุปผาธาตุ....”
อวี๋จื่ออวี๋พึมพำแผ่วเบานัยน์ตาเปล่งประกายลึกลับ
หากใช้เป็นทรัพยากรบุปผาธาตุนับเป็นสมบัติที่ยอดเยี่ยมที่สุดสำหรับการสร้างกองกำลังอย่างแท้จริง
เพียงแต่ยามนี้เขาสามารถผลิตได้เพียงบุปผาแห่งศิลา ซึ่งเหมาะสำหรับสัตว์ร้ายธาตุดินเท่านั้น
สำหรับเก้าหาง งูขาว หรือสัตว์ธาตุอื่นๆหากดูดซับบุปผาแห่งศิลาเข้าไป กลับจะส่งผลเสียมากกว่าผลดี
เนื่องจากธาตุต่างๆย่อมมีการสะกดข่มและส่งเสริมกันตามธรรมชาติ
“นั่นหมายความว่าฉันต้องค้นหาเหมืองหินวิญญาณธาตุอื่นๆเพื่อที่จะกลั่นบุปผาธาตุชนิดอื่นออกมาให้ได้”
อวี๋จื่ออวี๋ถอนหายใจพลางรู้สึกเหนื่อยหน่ายเล็กน้อย
เดิมทีเขาคิดว่าทรัพยากรที่มีอยู่นั้นเพียงพอแล้วแต่เมื่อลองตรึกตรองดู กลับยังห่างไกลนัก
ไม่ใช่เพียงผู้ใต้บังคับบัญชาที่ต้องการบุปผาธาตุแม้แต่ตัวเขาเองก็ต้องการเหมืองหินวิญญาณธาตุที่หลากหลายเช่นกัน
เขาต่างจากสัตว์ร้ายทั่วไปแม้จะสามารถดูดซับหินวิญญาณธาตุดินได้มหาศาล
ทว่านั่นเป็นเพราะขนาดร่างกายที่มหึมาและระดับพลังที่ล้ำลึกทำให้เขาสามารถกลั่นกรองพลังจากหินวิญญาณธาตุดินได้
แต่การดูดซับพลังธาตุดินเพียงอย่างเดียวเป็นเวลานานจะทำให้ร่างหลักของเขาหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ
และความหนักอึ้งนั้นหากจะใช้คำที่ตรงกว่านี้ก็คือ เทอะทะ
นั่นหมายความว่าความปรารถนาที่จะถอนรากจากผืนดินเพื่อไปวิ่งเล่นท่ามกลางแสงอาทิตย์อัสดงจะยิ่งกลายเป็นเรื่องที่ไกลเกินเอื้อม
อวี๋จื่ออวี๋นิ่งเงียบพลางขบคิดถึงความเป็นไปได้ต่างๆ
พอนึกถึงจุดนี้ เขาก็รู้สึกอึ้งจนพูดไม่ออก
เหตุใดก่อนหน้านี้เขาถึงมองข้ามเรื่องสำคัญเช่นนี้ไปได้
เขาเองก็แปลกใจว่าทำไมการควบคุมธาตุดินของเขาถึงได้รุดหน้าและชำนาญขึ้นอย่างรวดเร็ว
เพียงแค่ขยับราก คลื่นดินก็พวยพุ่งเพียงแค่นึกคิด เขาก็ปั้นดินให้กลายเป็นวัตถุได้ตามใจนึก
ระดับการควบคุมนั้นแทบจะไล่ตามม่านหมอกมาติดๆ
หากไม่ใช่เพราะข้อจำกัดเรื่องระยะทางในหุบเขาเป่ยอวี่เขาคงสร้างยักษ์ธาตุดินขึ้นมาได้แล้ว
ที่แท้ต้นตอของเรื่องมันอยู่ตรงนี้นี่เอง
“หินวิญญาณธาตุดิน หินวิญญาณธาตุดิน....”
อวี๋จื่ออวี๋พึมพำไม่หยุดสีหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน
หินวิญญาณธาตุดินช่วยยกระดับการควบคุมธาตุของเขาแต่ก็ต้องแลกกับการที่เขาถูกผูกมัดกับผืนดินแน่นหนายิ่งขึ้น
“ฉันต้องหาหินวิญญาณธาตุอื่นหากดูดซับแต่ธาตุดิน แม้พลังจะเพิ่มขึ้นอย่างมั่นคงแต่สุดท้ายก็จะเกิดผลเสียที่ร้ายแรงตามมา”
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็เงยหน้าขึ้น
“แกว๊ก...”
ราวกับรับรู้ถึงสิ่งที่อยู่ในใจนายท่านเสียงร้องแหลมสูงดุจโลหะปะทะหินดังสนั่นไปทั่วป่ายามวิกาล
“อาต้า ไปบอกจระเข้จักรพรรดิให้ภารกิจหลักอันดับแรกคือการค้นหาเหมืองหินวิญญาณ”
อวี๋จื่ออวี๋กล่าวกับเหยี่ยวเพเรกรินที่กำลังสยายปีกบินสูง
“รับคำสั่งขอรับ ท่านเทพต้นไม้”
สิ้นเสียงเหยี่ยวเพเรกรินระดับแรกเริ่มขั้นที่เก้าก็พุ่งตัวออกไปราวกับลูกธนูหายลับไปในความมืดมิด
ทันใดนั้น ราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้อวี๋จื่ออวี๋จึงเบนความสนใจไปยังพื้นที่ส่วนลึกใต้ดิน
ภาพที่ปรากฏในครรลองสายตาคือลานกว้างใต้ดินที่ว่างเปล่า
กอริลลาหลายสิบตัวยืนเรียงแถวหน้ากระดานอย่างเป็นระเบียบราวกับกองทัพ
โดยมีชิงกังและคิงคองยืนนำทัพอยู่เบื้องหน้า
“ก่อนจะเริ่มงานสิ่งแรกที่พวกนายต้องทำคือเรียนรู้ที่จะฟังคำสั่งของฉันให้เข้าใจ ฉันสั่งให้ทำอะไรพวกนายต้องทำตามอย่างเคร่งครัด”
“เข้าใจไหม?”
เสียงของชิงกังคำรามก้องดุจสายฟ้ามัดกล้ามที่แขนซึ่งหนาพอกับต้นขาช่วยเสริมความน่าเกรงขามได้เป็นอย่างดี
ทว่าสิ่งที่ทำให้ชิงกังต้องกุมขมับคือเหล่าวานรหลายสิบตัวที่อยู่เบื้องหน้ากลับมองหน้ากันเลิ่กลั่กพวกมันเกาหัวเกาหูด้วยท่าทางมึนงงสุดขีด
“เอ่อ...”
ชิงกังมีสีหน้ากระอักกระอ่วนเขาจึงหันไปส่งสายตาขอความช่วยเหลือจากคิงคองที่อยู่ข้างๆ
ต้องยอมรับว่าแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างกายของคิงคองนั้นมหาศาลจนน่าตกใจ
เพียงแค่สบตากับมันไม่กี่ครั้งมุมปากของชิงกังก็อดที่จะกระตุกไม่ได้
เดิมทีเขาคิดว่าสายเสริมแกร่งอย่างตนเองก็นับว่ายอดเยี่ยมแล้วแต่ไม่นึกเลยว่าท่านเทพต้นไม้จะไปหาสัตว์ประหลาดเช่นนี้มาจากไหน
ขนาดร่างกายที่สูงใหญ่ราวตึกขนาดย่อมและมัดกล้ามเนื้อที่อัดแน่นจนเกินบรรยายทำให้ชิงกังรู้สึกลำคอแห้งผากขึ้นมาทันที
‘วิวัฒนาการเหมือนกันแท้ๆแต่ทำไมช่องว่างถึงได้ห่างชั้นขนาดนี้’
ชิงกังลอบบ่นในใจพลางถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสัตว์ร้ายกลายพันธุ์ในระดับเดียวกันมนุษย์มักจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบเสมอ
โดยเฉพาะสัตว์ร้ายที่มีพรสวรรค์โดดเด่นอย่างคิงคองมนุษย์แทบไม่มีทางเทียบชั้นได้เลย
ชิงกังคาดการณ์ว่าต่อให้มีมนุษย์ระดับเขาถึงสิบคน ก็อาจจะไม่สามารถโค่นคิงคองเพียงตัวเดียวลงได้
ทว่าเมื่อคิงคองเห็นสายตาขอความช่วยเหลือจากชิงกังมันก็พยักหน้าเล็กน้อย
ในฐานะสัตว์ร้ายระดับแรกเริ่มขั้นที่เก้าที่ได้รับการสั่งสอนจากอวี๋จื่ออวี๋และชิงเอ๋อร์มาอย่างต่อเนื่องการทำความเข้าใจความหมายพื้นฐานจึงไม่ใช่เรื่องยาก
“โฮก...”
คิงคองก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวพร้อมกับคำรามต่ำออกมาฉับพลัน
“โฮก โฮก โฮก...”
เสียงคำรามต่ำดังขานรับต่อเนื่องจากเหล่ากอริลลาราวกับเป็นการแสดงการตอบรับ
แต่แล้วคิงคองกลับชะงักฝีเท้าเหมือนสัมผัสได้ถึงบางอย่าง
มันเงยหน้าขึ้นมองและพบว่ามีกอริลลาตัวหนึ่งกำลังมองซ้ายมองขวาด้วยท่าทางสอดส่องสงสัย
“โฮก...”
เสียงคำรามต่ำดังขึ้นอีกคราคราวนี้แฝงไว้ด้วยโทสะอย่างชัดเจน
โดยไม่รอให้ตัวอื่นตั้งตัวคิงคองพุ่งทะยานออกไปในทันที
“ครืน ครืน ครืน...”
น้ำหนักหลายตันกระแทกพื้นจนลานกว้างสั่นสะเทือนรุนแรง
เพียงพริบตาเดียวมันก็เข้าถึงตัววานรตัวนั้นคิงคองไม่ลังเลเลยที่จะคว้าขาของมันไว้
จากนั้นทั้งชิงกังและอวี๋จื่ออวี๋ต่างก็อึ้งกับภาพที่เห็นคิงคองกำลังกวัดแกว่งร่างของวานรตัวนั้นราวกับแส้ ฟาดลงบนพื้นดินซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ตึง ตึง ตึง...”
เสียงสั่นสะเทือนที่น่ากลัวดังระงมไปทั่วลานใต้ดินที่สั่นไหวไม่หยุด
“รุนแรงชะมัด”
ชิงกังมองภาพนั้นพลางลอบชั่งน้ำหนักร่างกายเล็กๆของตนเอง
เอาเถอะ
เขากล้ารับประกันได้เลยว่า ถ้าเป็นเขาเขาจะไม่มีวันส่งเสียงร้องแบบนั้นออกมาแน่นอน
เพราะแค่โดนฟาดทีแรก ชีวิตก็คงหาไม่แล้วจะเอาแรงที่ไหนไปร้องได้อีก
....
เมื่อระบายโทสะไปพอสมควรคิงคองจึงเหวี่ยงวานรตัวนั้นทิ้งไป
ชิงกังถึงกับมุมปากกระตุกเมื่อเห็นกอริลลาตัวนั้นลุกขึ้นยืนแล้วปัดก้นราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
‘ร่างกายพวกนี้มันสัตว์ประหลาดชัดๆ’
ชิงกังลอบบ่นอีกครั้งและตัดสินใจในทันทีว่าหลังจากนี้ต้องผูกมิตรกับเผ่าพันธุ์นี้ให้ดี
แต่ละตัวอึดถึกราวกะเหล็กกล้ายั่วโมโหไม่ได้เด็ดขาด...
ในตอนนั้นเองเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในใจของชิงกัง
“เจ้าคิดว่าพวกเขาเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ดุดันมากครับ”
ชิงกังพยายามระงับความตื่นเต้นและตอบคำถามของอวี๋จื่ออวี๋ออกไป
“ใช่ ดุดันมาก”
อวี๋จื่ออวี๋พยักหน้าพลางเอ่ยวิจารณ์ประโยคหนึ่ง
“เผ่าพันธุ์นี้มีศักยภาพที่จะกลายเป็นเผ่าพันธุ์นักรบ”
“เผ่าพันธุ์นักรบงั้นหรือครับ?”
ชิงกังเอ่ยถามอย่างสงสัย
“เผ่าพันธุ์ที่เกิดมาเพื่อการต่อสู้มีพลังรบที่เหนือกว่าเผ่าพันธุ์อื่นอย่างมหาศาลโดยธรรมชาติ”
อวี๋จื่ออวี๋อธิบายต่อซึ่งหาได้ยากที่เขาจะพูดยาวเช่นนี้
“แต่เงื่อนไขคือพวกเขาต้องทนต่อการฝึกฝนแบบนรกแตกได้หลายรอบมิฉะนั้นศักยภาพก็เป็นได้เพียงแค่ภาพฝันเท่านั้น”