Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

    เล่มที่ 5 บทที่ 143 เผ่าพันธุ์นักรบ

            “บุปผาธาตุ....”

            อวี๋จื่ออวี๋พึมพำแผ่วเบานัยน์ตาเปล่งประกายลึกลับ

            หากใช้เป็นทรัพยากรบุปผาธาตุนับเป็นสมบัติที่ยอดเยี่ยมที่สุดสำหรับการสร้างกองกำลังอย่างแท้จริง

            เพียงแต่ยามนี้เขาสามารถผลิตได้เพียงบุปผาแห่งศิลา ซึ่งเหมาะสำหรับสัตว์ร้ายธาตุดินเท่านั้น

            สำหรับเก้าหาง งูขาว หรือสัตว์ธาตุอื่นๆหากดูดซับบุปผาแห่งศิลาเข้าไป กลับจะส่งผลเสียมากกว่าผลดี

            เนื่องจากธาตุต่างๆย่อมมีการสะกดข่มและส่งเสริมกันตามธรรมชาติ

            “นั่นหมายความว่าฉันต้องค้นหาเหมืองหินวิญญาณธาตุอื่นๆเพื่อที่จะกลั่นบุปผาธาตุชนิดอื่นออกมาให้ได้”

            อวี๋จื่ออวี๋ถอนหายใจพลางรู้สึกเหนื่อยหน่ายเล็กน้อย

            เดิมทีเขาคิดว่าทรัพยากรที่มีอยู่นั้นเพียงพอแล้วแต่เมื่อลองตรึกตรองดู กลับยังห่างไกลนัก

            ไม่ใช่เพียงผู้ใต้บังคับบัญชาที่ต้องการบุปผาธาตุแม้แต่ตัวเขาเองก็ต้องการเหมืองหินวิญญาณธาตุที่หลากหลายเช่นกัน

            เขาต่างจากสัตว์ร้ายทั่วไปแม้จะสามารถดูดซับหินวิญญาณธาตุดินได้มหาศาล

            ทว่านั่นเป็นเพราะขนาดร่างกายที่มหึมาและระดับพลังที่ล้ำลึกทำให้เขาสามารถกลั่นกรองพลังจากหินวิญญาณธาตุดินได้

            แต่การดูดซับพลังธาตุดินเพียงอย่างเดียวเป็นเวลานานจะทำให้ร่างหลักของเขาหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ

            และความหนักอึ้งนั้นหากจะใช้คำที่ตรงกว่านี้ก็คือ เทอะทะ

            นั่นหมายความว่าความปรารถนาที่จะถอนรากจากผืนดินเพื่อไปวิ่งเล่นท่ามกลางแสงอาทิตย์อัสดงจะยิ่งกลายเป็นเรื่องที่ไกลเกินเอื้อม

            อวี๋จื่ออวี๋นิ่งเงียบพลางขบคิดถึงความเป็นไปได้ต่างๆ

            พอนึกถึงจุดนี้ เขาก็รู้สึกอึ้งจนพูดไม่ออก

            เหตุใดก่อนหน้านี้เขาถึงมองข้ามเรื่องสำคัญเช่นนี้ไปได้

            เขาเองก็แปลกใจว่าทำไมการควบคุมธาตุดินของเขาถึงได้รุดหน้าและชำนาญขึ้นอย่างรวดเร็ว

            เพียงแค่ขยับราก คลื่นดินก็พวยพุ่งเพียงแค่นึกคิด เขาก็ปั้นดินให้กลายเป็นวัตถุได้ตามใจนึก

            ระดับการควบคุมนั้นแทบจะไล่ตามม่านหมอกมาติดๆ

            หากไม่ใช่เพราะข้อจำกัดเรื่องระยะทางในหุบเขาเป่ยอวี่เขาคงสร้างยักษ์ธาตุดินขึ้นมาได้แล้ว

            ที่แท้ต้นตอของเรื่องมันอยู่ตรงนี้นี่เอง

            “หินวิญญาณธาตุดิน หินวิญญาณธาตุดิน....”

            อวี๋จื่ออวี๋พึมพำไม่หยุดสีหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน

            หินวิญญาณธาตุดินช่วยยกระดับการควบคุมธาตุของเขาแต่ก็ต้องแลกกับการที่เขาถูกผูกมัดกับผืนดินแน่นหนายิ่งขึ้น

            “ฉันต้องหาหินวิญญาณธาตุอื่นหากดูดซับแต่ธาตุดิน แม้พลังจะเพิ่มขึ้นอย่างมั่นคงแต่สุดท้ายก็จะเกิดผลเสียที่ร้ายแรงตามมา”

            เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็เงยหน้าขึ้น

            “แกว๊ก...”

            ราวกับรับรู้ถึงสิ่งที่อยู่ในใจนายท่านเสียงร้องแหลมสูงดุจโลหะปะทะหินดังสนั่นไปทั่วป่ายามวิกาล

            “อาต้า ไปบอกจระเข้จักรพรรดิให้ภารกิจหลักอันดับแรกคือการค้นหาเหมืองหินวิญญาณ”

            อวี๋จื่ออวี๋กล่าวกับเหยี่ยวเพเรกรินที่กำลังสยายปีกบินสูง

            “รับคำสั่งขอรับ ท่านเทพต้นไม้”

            สิ้นเสียงเหยี่ยวเพเรกรินระดับแรกเริ่มขั้นที่เก้าก็พุ่งตัวออกไปราวกับลูกธนูหายลับไปในความมืดมิด

            ทันใดนั้น ราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้อวี๋จื่ออวี๋จึงเบนความสนใจไปยังพื้นที่ส่วนลึกใต้ดิน

            ภาพที่ปรากฏในครรลองสายตาคือลานกว้างใต้ดินที่ว่างเปล่า

            กอริลลาหลายสิบตัวยืนเรียงแถวหน้ากระดานอย่างเป็นระเบียบราวกับกองทัพ

            โดยมีชิงกังและคิงคองยืนนำทัพอยู่เบื้องหน้า

            “ก่อนจะเริ่มงานสิ่งแรกที่พวกนายต้องทำคือเรียนรู้ที่จะฟังคำสั่งของฉันให้เข้าใจ ฉันสั่งให้ทำอะไรพวกนายต้องทำตามอย่างเคร่งครัด”

            “เข้าใจไหม?”

            เสียงของชิงกังคำรามก้องดุจสายฟ้ามัดกล้ามที่แขนซึ่งหนาพอกับต้นขาช่วยเสริมความน่าเกรงขามได้เป็นอย่างดี

            ทว่าสิ่งที่ทำให้ชิงกังต้องกุมขมับคือเหล่าวานรหลายสิบตัวที่อยู่เบื้องหน้ากลับมองหน้ากันเลิ่กลั่กพวกมันเกาหัวเกาหูด้วยท่าทางมึนงงสุดขีด

            “เอ่อ...”

            ชิงกังมีสีหน้ากระอักกระอ่วนเขาจึงหันไปส่งสายตาขอความช่วยเหลือจากคิงคองที่อยู่ข้างๆ

            ต้องยอมรับว่าแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างกายของคิงคองนั้นมหาศาลจนน่าตกใจ

            เพียงแค่สบตากับมันไม่กี่ครั้งมุมปากของชิงกังก็อดที่จะกระตุกไม่ได้

            เดิมทีเขาคิดว่าสายเสริมแกร่งอย่างตนเองก็นับว่ายอดเยี่ยมแล้วแต่ไม่นึกเลยว่าท่านเทพต้นไม้จะไปหาสัตว์ประหลาดเช่นนี้มาจากไหน

            ขนาดร่างกายที่สูงใหญ่ราวตึกขนาดย่อมและมัดกล้ามเนื้อที่อัดแน่นจนเกินบรรยายทำให้ชิงกังรู้สึกลำคอแห้งผากขึ้นมาทันที

            ‘วิวัฒนาการเหมือนกันแท้ๆแต่ทำไมช่องว่างถึงได้ห่างชั้นขนาดนี้’

            ชิงกังลอบบ่นในใจพลางถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้

            เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสัตว์ร้ายกลายพันธุ์ในระดับเดียวกันมนุษย์มักจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบเสมอ

            โดยเฉพาะสัตว์ร้ายที่มีพรสวรรค์โดดเด่นอย่างคิงคองมนุษย์แทบไม่มีทางเทียบชั้นได้เลย

            ชิงกังคาดการณ์ว่าต่อให้มีมนุษย์ระดับเขาถึงสิบคน ก็อาจจะไม่สามารถโค่นคิงคองเพียงตัวเดียวลงได้

            ทว่าเมื่อคิงคองเห็นสายตาขอความช่วยเหลือจากชิงกังมันก็พยักหน้าเล็กน้อย

            ในฐานะสัตว์ร้ายระดับแรกเริ่มขั้นที่เก้าที่ได้รับการสั่งสอนจากอวี๋จื่ออวี๋และชิงเอ๋อร์มาอย่างต่อเนื่องการทำความเข้าใจความหมายพื้นฐานจึงไม่ใช่เรื่องยาก

            “โฮก...”

            คิงคองก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวพร้อมกับคำรามต่ำออกมาฉับพลัน

            “โฮก โฮก โฮก...”

            เสียงคำรามต่ำดังขานรับต่อเนื่องจากเหล่ากอริลลาราวกับเป็นการแสดงการตอบรับ

            แต่แล้วคิงคองกลับชะงักฝีเท้าเหมือนสัมผัสได้ถึงบางอย่าง

            มันเงยหน้าขึ้นมองและพบว่ามีกอริลลาตัวหนึ่งกำลังมองซ้ายมองขวาด้วยท่าทางสอดส่องสงสัย

            “โฮก...”

            เสียงคำรามต่ำดังขึ้นอีกคราคราวนี้แฝงไว้ด้วยโทสะอย่างชัดเจน

            โดยไม่รอให้ตัวอื่นตั้งตัวคิงคองพุ่งทะยานออกไปในทันที

            “ครืน ครืน ครืน...”

            น้ำหนักหลายตันกระแทกพื้นจนลานกว้างสั่นสะเทือนรุนแรง

            เพียงพริบตาเดียวมันก็เข้าถึงตัววานรตัวนั้นคิงคองไม่ลังเลเลยที่จะคว้าขาของมันไว้

            จากนั้นทั้งชิงกังและอวี๋จื่ออวี๋ต่างก็อึ้งกับภาพที่เห็นคิงคองกำลังกวัดแกว่งร่างของวานรตัวนั้นราวกับแส้ ฟาดลงบนพื้นดินซ้ำแล้วซ้ำเล่า

            “ตึง ตึง ตึง...”

            เสียงสั่นสะเทือนที่น่ากลัวดังระงมไปทั่วลานใต้ดินที่สั่นไหวไม่หยุด

            “รุนแรงชะมัด”

            ชิงกังมองภาพนั้นพลางลอบชั่งน้ำหนักร่างกายเล็กๆของตนเอง

            เอาเถอะ

            เขากล้ารับประกันได้เลยว่า ถ้าเป็นเขาเขาจะไม่มีวันส่งเสียงร้องแบบนั้นออกมาแน่นอน

            เพราะแค่โดนฟาดทีแรก ชีวิตก็คงหาไม่แล้วจะเอาแรงที่ไหนไปร้องได้อีก

            ....

            เมื่อระบายโทสะไปพอสมควรคิงคองจึงเหวี่ยงวานรตัวนั้นทิ้งไป

            ชิงกังถึงกับมุมปากกระตุกเมื่อเห็นกอริลลาตัวนั้นลุกขึ้นยืนแล้วปัดก้นราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

            ‘ร่างกายพวกนี้มันสัตว์ประหลาดชัดๆ’

            ชิงกังลอบบ่นอีกครั้งและตัดสินใจในทันทีว่าหลังจากนี้ต้องผูกมิตรกับเผ่าพันธุ์นี้ให้ดี

            แต่ละตัวอึดถึกราวกะเหล็กกล้ายั่วโมโหไม่ได้เด็ดขาด...

            ในตอนนั้นเองเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในใจของชิงกัง

            “เจ้าคิดว่าพวกเขาเป็นอย่างไรบ้าง?”

            “ดุดันมากครับ”

            ชิงกังพยายามระงับความตื่นเต้นและตอบคำถามของอวี๋จื่ออวี๋ออกไป

            “ใช่ ดุดันมาก”

            อวี๋จื่ออวี๋พยักหน้าพลางเอ่ยวิจารณ์ประโยคหนึ่ง

            “เผ่าพันธุ์นี้มีศักยภาพที่จะกลายเป็นเผ่าพันธุ์นักรบ”

            “เผ่าพันธุ์นักรบงั้นหรือครับ?”

            ชิงกังเอ่ยถามอย่างสงสัย

            “เผ่าพันธุ์ที่เกิดมาเพื่อการต่อสู้มีพลังรบที่เหนือกว่าเผ่าพันธุ์อื่นอย่างมหาศาลโดยธรรมชาติ”

            อวี๋จื่ออวี๋อธิบายต่อซึ่งหาได้ยากที่เขาจะพูดยาวเช่นนี้

            “แต่เงื่อนไขคือพวกเขาต้องทนต่อการฝึกฝนแบบนรกแตกได้หลายรอบมิฉะนั้นศักยภาพก็เป็นได้เพียงแค่ภาพฝันเท่านั้น”

             

    คล้ายกับเรื่องEvolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน