บทที่ 35 ที่เลี้ยงผี
เสี่ยวหงอดทนต่อความเจ็บปวดอย่างรุนแรงสะสมพลังงานไว้เล็กน้อยใช้วิชาลับเลือดปีศาจ ยิงคำสาปเลือดไปที่ยายหวัง คำสาปเลือดนี้กินแรงใจอย่างมากเธอก็อายุร้อยปีแล้วแม้จะมีวิชาคงความเยาว์วัย แต่ระยะห่างที่มีบวกกับไม่มีสื่อกลางใด ๆ เพียงใช้คำสาปทำร้ายผู้อื่นเช่นนี้ ร่างกายก็ไม่อาจทานทนไหวล้มลงบนแท่นดินข้างต้นไม้
ผมเห็นยายหวังถอยหลังไปชนขวดโหลแตกเป็นเสี่ยง ๆ นานแล้วยังไม่เห็นลุกขึ้น คิดในใจว่านางคงถูกเสี่ยวหงสังหารในครั้งเดียวล่ะมั้ง ผมพยายามประคองต้าเหว่ยที่ยังสลบอยู่ ต้าเหว่ยหนักเกินไปได้แต่ลากครึ่งตัวเดินไปหายายหวัง
มาถึงมุมกำแพงผมปล่อยต้าเหว่ยลงประคองยายหวัง ขึ้นจากซากปรักหักพังมาวางไว้บนหัวเข่า ใบหน้าของนางขาวซีดริมฝีปากปิดแน่นมีรอยเลือดเล็กน้อยที่มุมปาก มองไปที่ท้องของนาง กลับมีเลือดสดไหลออกมา ทั้งสองไม่ได้สู้ประชิดตัวกัน เสี่ยวหงเพียงใช้คาถากระแทกก็ทำให้ยายหวังบาดเจ็บถึงเพียงนี้
ผมรีบมองไปที่หญิงปีศาจใต้ต้นไม้เห็นนางผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อคลุมแดงยาวขาดวิ่นเป็นผ้าขี้ริ้ว ผิวขาวของนางเปลือยโล่งออกมากลับขุดดินในแท่นใต้ต้นไม้ เอาดินทาลงบนแขนที่บาดเจ็บทุกครั้งที่ทาเหมือนถูกหินเผาไหม้ต้องครางออกมาสองสามที
ผมไม่รู้ว่านางจะทำอะไร แต่ถ้าไม่มียายหวังแล้ว เพียงแค่เสี่ยวหง ฟื้นพลังกลับมา กลัวว่าคืนนี้ผมกับต้าเหว่ยจะออกจากลานเล็ก ๆ นี้ไม่ได้ผมรีบเขย่าตัวยายหวังเบา ๆ พลางเรียกชื่อของนางไปด้วย
ยายหวังขมวดคิ้วดูเหมือนจะรู้สึกไม่สบายตัวเล็กน้อย ลำคอส่งเสียงครางอย่างเจ็บปวดออกมาเบา ๆ ทันใดนั้นก็อ้าปากกว้างจนเลือดคั่งพุ่งออกมาเป็นสายลงพื้น เสื้อผ้ายายหวังจึงเปื้อนเลือดหลายจุด
ตามมาด้วยการอาเจียนอีกสองสามครั้งในที่สุดก็ขจัดเลือดคั่งที่สะสมในอวัยวะภายในที่ได้รับบาดเจ็บออกไป นางค่อย ๆ ได้สติกลับมา จนสามารถลืมตาขึ้นเล็กน้อย เห็นผมประคองนางอยู่ ต้าเหว่ยที่นอนอยู่ด้านข้างนางพยักหน้าเบา ๆ สายตาเลื่อนลอยมองหาไปรอบ ๆ
ผมชี้ไปข้างหน้าห่างออกไปสิบเมตรคือเสี่ยวหง ตอนนี้นางทาดินเต็มตัวแล้วกลายเป็นรูปร่างเหมือนหุ่นดิน เสื้อแดงขาดวิ่นถูกนางโยนทิ้งไปข้าง ๆ นางกำลังทุกข์ทรมานจนต้องคำรามออกมา ก่อนค่อย ๆ ยืดตัวตรง
ยายหวังเห็นสถานการณ์เช่นนี้ จึงหยิบขวดยาออกมาจากอกหยิบยาสีดำออกมาสามเม็ด กินเองหนึ่งเม็ดแล้วแบ่งให้ผมพร้อมชี้ไปที่ต้าเหว่ย ผมทำตามคำสั่งบดยาด้วยมือป้อนให้ต้าเหว่ยกิน
สักพักเปลือกตาของต้าเหว่ยมีการเคลื่อนไหวเล็กน้อย เมื่อเขาครางออกมา ในที่สุดก็ได้สติกลับมา
“เขาตายไม่ได้หรอก” ยายหวังพูดพลางดึงเสื้อนอกของต้าเหว่ยมา ฉีกเป็นแถบยาวใช้เป็นผ้าพันแผล พันรอบท้องให้แน่นหนึ่งรอบเพื่อหยุดเลือดชั่วคราว “ถ้าอยากมีชีวิตรอด รีบประคองฉันลุกขึ้น”
ยายหวังมือไม่หยุดนิ่ง ผมค่อย ๆ ประคองนาง พยายามไม่ให้โดนแผลของนาง ยายหวังพยายามเดินไปข้างหน้าสองสามก้าว ความเจ็บปวดที่ท้องโถมเข้ามา นางรู้สึกเวียนหัวเล็กน้อย ได้แต่เอามือข้างหนึ่งพาดบนไหล่ของผม
“ถ้าเธอมีความกล้าพอ ตอนนี้ก็จงเดินไปตีหัวเสี่ยวหงสักสองสามทีซะ แล้วพวกเราก็จะจบเรื่องโดยไร้กังวล” ยายหวังมองมาที่ผมอย่างเยียบเย็น ผมจับประแจในมือไว้เพื่อป้องกันตัว
ความจริงแล้วจะง่ายอย่างนั้นไหม ผมก็ไม่แน่ใจ หรือว่านี่เป็นแผนการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวของยายหวัง บางทีนางอาจจะอยากโยนก้อนหินลงไปในน้ำ เพื่อดูว่าจระเข้ใต้น้ำยังคล่องแคล่วเหมือนเดิมไหม ผมไม่อยากให้ตัวเองกลายเป็นก้อนหินก้อนนั้น
“ผมจะพยุงยายเดินไปดูข้างหน้าแทนละกัน” ผมยิ้มแล้วมองไปที่ใต้ต้นไม้ เสี่ยวหงนั่งขัดสมาธิอยู่ ทั้งตัวรวมถึงใบหน้าและปากก็ถูกปกคลุมไปด้วยดิน เธอเหลือเพียงดวงตาสองข้างที่จ้องมาทางพวกเราอย่างเคียดแค้น ความเงียบในที่นี้ช่างดังกว่าเสียงใด ๆ
“เธอจะทำอะไร” ผมรู้สึกงุนงงกับพฤติกรรมผิดปกติของเธอ ยายหวัง ก็เพิ่งเจอกันแบบนี้ครั้งแรก ไม่มั่นใจจึงได้แต่ยืนดูอยู่ข้าง ๆ ไปก่อน
เสี่ยวหงตอนนี้กลายเป็นคนที่มีแต่ดินไปแล้ว พยายามลุกขึ้นยืนอีกครั้ง เธอโซเซมีดินดำกระจัดกระจายอยู่รอบ ๆ มากมาย และด้วยแสงสลัว ผมจึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าดินใต้ต้นไม้ถูกขุดออกไปเกือบหมดแล้ว เหลือเพียงรากไม้โดดเดี่ยวไม่กี่ราก และกระดูกขาวโพลนอยู่
นี่คือสถานที่เลี้ยงผีของเสี่ยวหงสินะ กระดูกขาวเหล่านั้นตั้งตระหง่านขึ้นฟ้าราวกับหอกยาว
“ฝังต้นไม้ผีไว้ใต้ดินที่เลี้ยงผี” ยายหวังพูดกับตัวเองเบา ๆ เนื่องจากเสียเลือดมาก ใบหน้าจึงซีดขาวราวกับกระดาษเมื่อเห็นกระดูกขาวน่าขนลุกเหล่านั้น
ในที่สุดเสี่ยวหงก็ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ได้ เธอเงยหน้าขึ้นมองยอดต้นไม้ ผมสีดำสยายยาวราวกับน้ำตกห้อยอยู่ด้านหลัง กิ่งไม้ที่ห้อยลงมาไม่รู้จบสิ้นลอยอยู่เหนือร่างของเธอที่ห่อหุ้มด้วยโคลน
กิ่งไม้เถาวัลย์เส้นหนึ่งพันรอบตัวเธอ อีกไม่นานเถาวัลย์มากมายก็พุ่งเข้ามาราวกับงูเขียวที่บิดเบี้ยวและเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่ว พันรัดร่างกายของเธอ มีเสียงดังราวกับโคลนเหล่านั้นเป็นน้ำเลี้ยง เถาวัลย์มากมายไม่รู้จบก็ห่อหุ้มเสี่ยวหงจนราวกลับเป็นรังไหมสีเขียวของต้นไม้ เถาวัลย์ได้ดึงรั้งร่างของเธอลอยขึ้นสู่ยอดไม้จนห้อยกลางอากาศใต้ต้นไม้นั้น
นี่เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในพริบตา ยายหวังและผมต่างตกตะลึง แต่ก็ยังกำเครื่องมือที่จับได้แน่น พวกเรารู้ว่าต่อจากนี้คงหลีกเลี่ยงการต่อสู้อันดุเดือดไม่ได้แน่ เสี่ยวหงคงไม่ยอมนั่งรอความตายอย่างแน่นอน
ผ่านไปเพียงระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น รังสีเขียวของต้นไม้นั้นเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีแดงแล้วกลายเป็นสีเทาขาวก่อนเถาวัลย์ที่พันรอบ เสี่ยวหง ซึ่งดูเหมือนเหี่ยวแห้งไปแล้วจะร่วงหล่นลงพื้น ภายในว่างเปล่าไม่มีอะไรเลย
เสี่ยวหงหายตัวไปที่ไหนก็ไม่รู้ ผมอ้าปากค้างประแจในมือร่วงหล่นลงพื้นเพราะความตกใจ และกระแทกลงบนฝ่าเท้าของต้าเหว่ยพอดีทำให้มีเสียงร้องโหยหวนดังขึ้นจากด้านหลังของผม ผมรีบหันกลับไปมอง ต้าเหว่ยตื่นขึ้นมาในที่สุดเขาลูบหลังเท้าพลางยิ้มอย่างเจ็บปวดใส่ผม
“ปิดปากเงียบ ๆ ไป” ผมขี้เกียจจะสนใจไอ้ตัวถ่วงนี่ เขาเพิ่งมองเห็นชัด ๆ ว่าใครยืนเคียงข้างผม นั่นคือ… ยายหวัง
“โอ้!… พระเจ้า” ต้าเหว่ย นึกถึงสภาพน่าสังเวชตอนที่ถูกสาปก่อนหน้านี้ขึ้นมาได้ เขาร้องลั่นและพยายามจะหนี เมื่อหันกลับไปก็เห็นเด็กหน้าขาวปิดกั้นทางออกจากลานบ้านเอาไว้ เขาตกใจกลัวจนล้มลงที่เท้าของผม
“ฮ่าวจื่อนายกำลังทำอะไรอยู่เนี่ย รสนิยมของนายผิดเพี้ยนเกินไปแล้ว ทิ้งสาวสวยไว้ในห้องไม่สนใจแต่กลับไปติดพันกับยายแก่ที่อายุพอจะเป็นยายของนายได้น่ะเหรอ” หลังจากตกใจสุดขีด ต้าเหว่ยคิดว่าคงเอาตัวรอดยาก ปากของเขาก็เริ่มพูดจาไม่เข้าเรื่องอีกแล้ว
“ไปตายซะ” ผมได้ยินไอ้หมูนี่พูดจาหยาบคายเต็มปาก ผมเตะเขาไปทีหนึ่งด้วยความโมโห ‘ก็เพราะแกโดนยัยปีศาจนั่นมอมเมา ถึงได้ทำให้วันนี้เราตกที่นั่งลำบากแบบนี้’ ผมอยากจะถลกหนังถอดกระดูกมันซะให้ได้
ผมโกรธแค้นยิ่งนักแต่ก็ทำอะไรไอ้หมูดื้อรั้นคนนี้ไม่ได้ ผมจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้คร่าว ๆ โดยไม่สนใจว่าเขาจะเชื่อหรือไม่ แล้วชี้ไปที่ต้นไม้ปีศาจที่กำลังสั่น
“ต้าเหว่ยไอ้หมูหน้าโง่ ตอนนี้เจ้าสาวของแกโดนต้นไม้ปีศาจกลืนไปแล้ว รีบไปตายเป็นเพื่อนเธอเร็วเข้า” ต้าเหว่ยฟังเรื่องราวนี้แล้วก็งงงวยไปชั่วขณะ เขาจ้องมองต้นไม้ปีศาจต้นนั้น
“แบบนี้จะพูดอะไรดีล่ะ”