บทที่88แพทย์เฉือนแพทย์
ที่หอโอสถได้มีการเตรียมยาสมุนไพรขนานใหม่โดยสมุนไพรที่ใช้ล้วนมีแต่ตัวยาที่ดีและสรรพคุณก็ดีเยี่ยม ทั้งยังใส่ในปริมาณที่เข้มข้นจนกลิ่นของตัวยาแสดงออกมาอย่างเด่นชัดอีกทั้งสมุนไพรที่มีใบหยักสีม่วง ท้องใบสีแดงโลหิตก็ได้เปลี่ยนกรรมวิธีการปรุง พวกมันใช้วิธีเผาใบสมุนไพรแล้วนำมาบดผสมกับรากของโสมแห้งแทนตามด้วยผงสมุนไพรอีกตัวที่มีสรรพคุณทางการรักษาที่ดี
ผู้ที่มีความรู้ด้านสมุนไพรอยู่บ้างอย่างชิงหวงรวมถึงลูกมือคนอื่นๆ ที่ทำงานที่หอโอสถของพรรคเห็นเช่นนั้นก็ต่างครุ่นคิดไปตามๆ กันว่าเพราะหมออี้หางปรับสูตรสมุนไพรที่ใช้แต่ของดีแลมีสรรพคุณตัวยาที่ล้ำเลิศนี้เองจึงทำให้อาการของท่านประมุขที่ดูซูบตรอบมาหลายสิบปีแปรเปลี่ยนเป็นมีชีวิตชีวาและดูดีขึ้นเป็นอย่างมาก
ทุกผู้จึงต่างพากันยกย่องหมออี้หางไม่ว่าจะต่อหน้าหรือลับหลังอดีตมันคือแพทย์ประจำพรรคที่สร้างชื่อมาฉันใด ปัจจุบันมันก็ยังเป็นความหวังหนึ่งเดียวในการรักษาฉันนั้นหลังจากที่จับจุดการรักษามานาน มันคงพบเห็นแนวทางที่จะรักษาท่านประมุขแล้ว
หลายผู้ล้วนคิดเช่นนั้นแต่ทว่าในสายตาของฮุ่ยจวินกลับเห็นต่าง สมุนไพรที่มีสรรพคุณทางตัวยาที่เป็นเลิศ มิได้หมายว่าจักปรุงด้วยกรรมวิธีใดก็จะคงความเป็นเลิศได้และก็มิได้หมายว่าเมื่อนำไปผสมรวมกับสมุนไพรชั้นเลิศขนานอื่นๆ จะทำให้เกิดตัวยาที่ดีเพราะสมุนไพรชั้นเลิศบางตัว เมื่อแปรเปลี่ยนกรรมวิธีการปรุง หรือนำไปผสมรวมกับสมุนไพรบางชนิดนอกจากมันจะไม่ให้ผลดีแล้ว แต่มันยังจะก่อให้เกิดผลกระทบทางยาที่ทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายผิดปกติแลอ่อนแอลงจนทำให้เกิดภาวะพิษแลเป็นอันตรายสะสมในร่างกายจนแทบจะไม่รู้ตัว จะใช้เข็มเงินหรือสิ่งทดสอบพิษโดยตรงก็มิอาจตรวจพบ
ซึ่งสมุนไพรใบหยักสีม่วงกับโสมที่มันสัมผัสกลิ่นได้อย่างชัดเจนนั้นก็คือพิษเรื้อรังชั้นดีนี่เอง!
หมออี้หางถือถ้วยโอสถเข้ามาให้จางเยี่ยนจือดั่งเช่นทุกวัน
“ท่านประมุขถึงเวลาต้องทานโอสถแล้ว"
จางเยี่ยนจือที่กำลังปรึกษาเรื่องราวกับบุตรหลานบุญธรรมทั้งสามของตนและชิงหวงอยู่นางก็รับถ้วยโอสถนั้นมา ฮุ่ยจวินที่สัมผัสได้ว่ากลิ่นของโอสถนั้นดูแปลกไป มันก็หยิบผ้าขาวบางแผ่นเล็กๆออกมาไว้ในฝ่ามือ ขณะที่จางเยี่ยนจือกำลังจะยกดื่ม ฮุ่ยจวินก็ทำทีชี้มือไปที่แผนที่ของอาณาเขตการปกครองของพรรคปธุมอัคคี
“ท่านย่าหากน่านน้ำนี้คือตำแหน่งที่เจ็ดพรรคใหญ่กำลังวนเวียนอยู่ ก็ยากที่จะหาทางขับไล่พวกมันออกไปโดยมิให้พวกมันรู้ตัวว่ามีผู้ฝึกญาณหลบซ่อน”
มือที่ถือถ้วยโอสถจึงชะงักไปทำให้หมออี้หางที่กำลังใจจดใจจ่ออยู่กับถ้วยโอสถต้องชะงักตาม จางเยี่ยนจือผงกศีรษะ
“ถูกต้องยิ่งตอนนี้เหล่าผู้ฝึกญาณที่โกรธแค้นต่อการกระทำในอดีตของเจ็ดพรรคใหญ่ต่างคิดจะออกไปจัดการพวกมันอย่างหุนหันหากกระทำด้วยความวู่วาม หรือบางทีหากเจ็ดพรรคใหญ่มิได้มาด้วยตัวคนเดียว ยังมีคนของนิกายเทวะวจนะร่วมด้วยเรื่องอาจบานปลายขึ้น ความลับของที่นี่อาจจะไม่เป็นความลับอีกต่อไป"
ชิงหวงจึงกล่าวเสริม
“ข้าน้อยจึงได้กำชับแลจับตาเหล่าผู้ฝึกญาณเดนตายที่มีความแค้นลึกล้ำต่อพวกมันไว้แล้วป้องกันมิให้พวกนั้นขาดสติคิดแก้แค้นวุ่นวาย”
จางเยี่ยนจือผงกศีรษะ
“ดีแล้ว"
เป็นอี้หางที่กล่าวแทรก
“โอสถจะเย็นเสียก่อนท่านประมุขรีบทานเถิด”
แล้วจังหวะนั้นเองขณะที่จางเยี่ยนจือกำลังจะยกถ้วยโอสถขึ้นฮุ่ยจวินก็แสร้งชักมือกลับมาจากแผนที่สัมผัสเข้ากับถ้วยโอสถในมือของย่าตนจนถ้วยโอสถหล่นลง
อี้หางถึงกับเส้นเลือดปูดขึ้นบนขบับคนสบทด่าฮุ่ยจวินอย่างลืมตัว
“ตัวบัดซบเจ้าทำอะไรลงไป รู้หรือไม่ว่าสมุนไพรนี้หาได้ยากแลมีจำนวนจำกัด ทั้งยังต้องใช้เวลาปรุงนานเพียงไหน!”
จางเยี่ยนจือและชิงหวงได้ยินเช่นนั้นก็หันขวับไปมองมันเป็นจุดเดียวอี้หางมันจึงรู้ว่าตนพลั้งปากจึงกล่าวเสียงอ่อนลง
“ที่หอโอสถจะปรุงยาแลเตรียมสมุนไพรเพียงหม้อต่อหม้อวันนี้ท่านรู้ตัวหรือไม่ว่าจะทำให้ท่านย่าบุญธรรมของตนมิได้รับโอสถอย่างต่อเนื่อง”
จางเยี่ยนจือยกมือขึ้นห้าม
“เอาเถอะมันมิได้ตั้งใจ ขอหมออี้หางอย่างถือสามัน วันนี้ข้าก็รู้สึกปลอดโปร่งดี คิดว่าคงไม่มีอาการกำเริบได้"
หมออี้หางสูดลมหายใจเข้าลึกพลางเหลือบมองฮุ่ยจวินด้วยสายตาที่เจือไปด้วยโทสะแวบหนึ่ง
“อาการของท่านกำลังจะดีขึ้นหากวันนี้อาการท่านกลับกำเริบขึ้นมาและทรุดหนักลงกว่าเดิม ข้าที่เป็นหมอดูแลพรรคนี้มาอย่างยาวนานคงมิอาจทำใจยอมรับได้"
จางเยี่ยนจือกล่าวกับมัน
“ท่านไม่ต้องโทษตนเองแม้หากข้าเป็นอะไรขึ้นมา นั่นก็มิใช่ความผิดท่าน"
ชิงหวงจึงกล่าวกลั้วหัวเราะเพื่อต้องการให้เหตุการณ์คลี่คลายลง
“แทนที่ท่านจะมีอารมณ์ฉุนเฉียวใยไม่รีบไปเตรียมโอสถไว้สำหรับวันพรุ่งนี้เล่า”
อี้หางผงกศีรษะ
“ผู้อาวุโสกล่าวได้ถูกต้อง"
ก่อนมันจะหันไปประสานมือแก่จางเยี่ยนจือ
“เช่นนั้นข้าขอตัว”
กล่าวจบบุรุษชราร่างผอมแห้งก็ก้าวเดินจากไปอย่างรวดเร็วออกไปพ้นประตูห้องโถง เสียงที่รอดผ่านไรฟันของมันก็ดังขึ้นแผ่วเบา
“สั่งสอนนายน้อยผู้บัดซบคนนี้เอาให้มันได้นอนพิการก็ยิ่งดี!”
เมื่อหมออี้หางจากไปภายในห้องโถงก็ปรึกษากันอีกชั่วครู่ก็ล้วนลากลับ แล้วฮุ่ยจวินที่เดินกลับที่พักของตนก็ได้ล้วงผ้าผืนบางแผ่นสีขาวออกมาผ้าผืนนี้เต็มไปด้วยโอสถที่มันได้ตั้งใจให้หกราดลงใส่ มันหวังที่จะพิสูจน์ตัวยาขนานใหม่ที่หมออี้หางปรุงขึ้นจากผ้าผืนนี้เมื่อพิสูจน์อย่างแน่ชัด สัมผัสได้ถึงสมุนไพรที่เข้มข้นสองชนิด รสสัมผัสของตัวยาที่มีกลิ่นไหม้ติดมาฮุ่ยจวินจึงเริ่มมั่นใจในจิตเจตนาของหมออี้หางขึ้นมาทันที
ตอนแรกชายหนุ่มยังสองจิตสองใจที่ว่าหมออี้หางใช่จะหวังดีเกินไปจนหาสมุนไพรชั้นเลิศมาทำการปรุงโอสถรักษาแลไม่รู้ว่ามันจะทำให้เกิดผลข้างเคียงสะสมหรือไม่แต่ตอนนี้มันมั่นใจแล้ว ด้วยกรรมวิธีการปรุงยาเช่นนี้ ส่วนผสมที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนโดยมีสมุนไพรสองชนิดเป็นตัวชูโรงนี้จิตเจตนาของหมออี้หางมิได้หวังรักษาย่าของตนให้หายดีแน่ แต่มันต้องการรักษาให้สตรีชราหายไปจากโลกต่างหาก!
เมื่อมั่นใจในข้อเท็จจริงมือที่ถือผ้าแผ่นบางก็กำแน่น คนที่ชายหนุ่มเกลียดที่สุดอีกประเภทก็คือคนที่เป็นวิชาแพทย์แต่กลับใช้ความรู้ด้านการแพทย์เพื่อฆ่าคนแพทย์ที่มุ่งหวังที่จะฆ่ามิได้คิดที่จะรักษา มันไม่สมควรที่จะเรียกตนว่าแพทย์อีกต่อไป
แต่การจะเปิดโปงแพทย์ประจำพรรคที่มีความดีความชอบมานานทั้งยังเป็นที่นับหน้าถือตาคงเป็นไปได้ยาก การจะตรวจพิษในยาก็ยิ่งเป็นไปมิได้เพราะคุณสมบัติของสมุนไพรที่กอปรรวมทั้งสองจะมีสภาพเป็นพิษก็ต่อเมื่อเข้าสู่ร่างกายแลทำลายภูมิคุ้มกันของคนเท่านั้น
ทางเดียวที่มันกระทำได้ในตอนนี้ก็คือหากฝ่ายตรงข้ามคิดส่วนผสมของตัวยาขึ้นมาใหม่ มันก็จะใช้ส่วนผสมในตัวยาของมันหักล้างพิษเหล่านั้นแลรักษาท่านย่าของตนเอง
เช่นนั้นเมื่อฝ่ายตรงข้ามได้เปลี่ยนรูปแบบการปรุงยาและขนานยาให้มีฤทธิ์เพิ่มพูนฮุ่ยจวินก็ได้ปรับปรุงตัวเก๋ากี้พร้อมกับตัวยาที่คลุกเคล้าให้มีฤทธิ์ที่หักล้างแลเพิ่มพูนประสิทธิภาพการรักษาเช่นเดียวกัน!
วันถัดมาเก๋ากี้ถุงใหม่ได้ถูกนำไปเปลี่ยนแทนถุงเดิมจางเยี่ยนจือก็มิได้ถามมากความ แม้รสชาติของเก๋ากี้ถุงใหม่จะรสแย่ยิ่งกว่าเดิม แต่นางก็ยังคงกินของที่ฮุ่ยจวินมอบให้มิเคยขาดอาการของนางนับวันจึงดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ส่วนทางด้านหอโอสถหมออี้หางกับลูกศิษย์ต่างมึนงงละคนแปลกใจไปตามๆ กัน เหตุไฉนฤทธิ์ยาที่สมควรจะมีผลกระทบกลับดูว่าจะส่งเสริมนางขึ้นไปอีกหรือความรู้เกี่ยวกับตัวสมุนไพรที่มีจะผิดพลาด แต่พอพวกมันได้ไปเปิดอ่านตำรายาลับขั้นสูงก็ล้วนพบว่าสิ่งที่ทำล้วนไม่ผิดพลาดแต่สิ่งที่เกิดขึ้นมีที่ใดผิดไปกันแน่
เป็นอีกครั้งที่พวกมันได้เริ่มเปลี่ยนแปลงสูตรยาครั้งนี้ดูเหมือนจะใช้สมุนไพรที่มีฤทธิ์รุนแรงขึ้น แต่ก็ยังมิอาจตรวจสอบได้ ซึ่งทุกครั้งที่ตัวโอสถของอี้หางแปรเปลี่ยนตัวเก๋ากี้ของฮุ่ยจวินก็จะเปลี่ยนแปลงรสชาติเช่นเดียวกัน และอาการของจางเยี่ยนจือก็ไม่มีที่ท่าว่าจะทรุดหนักลงเหมือนเก่าก่อนแม้เพียงนิดเวลาการพักผ่อนของนางก็เริ่มที่จะกลับมาเป็นเหมือนคนปกติทั่วไปแล้ว
จางเยี่ยนจือนางมิใช่คนโง่หลังจากที่ได้สังเกตุถึงความเปลี่ยนแปลงของตนหลังกินเก๋ากี้รสชาติประหลาดของหลานบุญธรรมนางก็เริ่มรู้สึกสงสัยเรื่องบางอย่างโดยเฉพาะทุกครั้งที่โอสถของหมออี้หางแปรเปลี่ยนไป รสชาติของเก๋ากี้ก็จะถูกปรับเปลี่ยนตามไปด้วย
เคว้ง!!
เสียงฝ่ามือทุบลงยังโต๊ะไม้อย่างรุนแรงใบหน้าที่เหี่ยวย่นตอนนี้ดูบิดเบี้ยวพร้อมกับเส้นเลือดที่ปูดโปนบนขมับอย่างเห็นได้ชัด
“ไม่ถูกต้องนี่ไม่ถูกต้อง เรื่องนี้ต้องมีที่ใดที่ไม่ถูกต้อง"
หมออี้หางเดินวนเวียนไปมาภายในห้องปรุงโอสถด้วยความเดือดดาลละคนวุ่นวายใจ
“อาจารย์เป็นไปได้หรือไม่ที่นางจะได้ยาดีรักษา"
อี้หางกล่าวอย่างมั่นใจ
“เป็นไปไม่ได้นี่คือวิชาปรุงยาขั้นสูง หากมิใช่เทพดาเร้นกายมาเองข้ามิเชื่อว่าจะมีใครรู้เกี่ยวกับตัวยาขนานนี้"
หยุดเล็กน้อย ก่อนที่มันพยายามนึกถึงเรื่องราวและเอ่ยออกมาอย่างต่อเนื่อง
“เสมอมานางก็มิเคยได้รับยาอื่นใดที่นี่ก็ไม่มีแพทย์ระดับเทวะอย่างเทพดาเร้นกายผ่านเข้ามา"
กล่าวถึงคนภายนอกกล่าวถึงยาอื่น จู่ๆ อี้หางมันก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ มีวันหนึ่งขณะที่มันเข้าไปรักษาอาการของจางเยี่ยนจือมันได้บังเอิญเห็นถุงเก๋ากี้อบแห้ง และก็เห็นว่าจางเยี่ยนจือมักกินเป็นประจำ แต่ผลไม้อบแห้งหากินได้ทั่วไปมันจึงไม่ใส่ใจแต่เหตุการณ์ที่มิสมควรเกิดกลับเกิดขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อนี้ มันจะไม่ใส่ใจก็คงจะมิได้แล้ว
“หรือว่า…..”
ศิษย์ทั้งสองของมันเห็นนัยน์ตาของอาจารย์เบิกขึ้นก็กล่าวถามด้วยความสนใจ
“มีอะไรหรืออาจารย์"
“ท่านกำลังคิดสิ่งใดออกอย่างนั้นหรือ”
อี้หางกล่าวว่า
“ช่วงที่พวกเจ้าหาโอกาสลงมือสั่งสอนตัวบัดซบนั่นพวกเจ้าเห็นความผิดปกติใดหรือไม่"
สองศิษย์นิ่งคิดแล้วกล่าวตอบ
“นอกจากจะอยู่ฝึกวิชากับผู้อาวุโสชิงหวงแทบจะตัวติดกันกับขลุกตัวอยู่แต่ในห้องพัก มันก็ไม่มีความผิดปกติอื่นใดเกิดขึ้น และก็ไม่มีโอกาสใดให้พวกข้าได้ลอบเล่นงานมันซักครั้ง"
“อ้อ แต่ข้าก็พอจะเห็นว่ามีบางเวลาที่มันมักจะติดตามจางลู่เหลียนหรือไม่ก็ผู้อาวุโสเข้าไปที่เมืองศูนย์กลาง”
ได้ยินเช่นนั้นหัวคิ้วของอี้หางก็ขมวดแน่นทันที
“มิได้การแล้วให้พวกเจ้าลอบติดตามมันไป หากเห็นว่าสบโอกาสก็หาทางกำจัดมันไปยิ่งดี เมื่ออยู่นอกค่ายพรรคยากจับมือใครดมอยู่แล้ว"
สองศิษย์ขมวดคิ้วตามกัน
“ต้องถึงขั้นสังหารเลยหรือ"
“อาจารย์มีสิ่งใดกันแน่"
แม้ความรู้สึกของอี้หางจะบอกว่าเป็นไปมิได้ที่บุรุษไร้หัวนอนปลายเท้าที่มิได้อยู่ในมหาวิถีแห่งวจนะปัญญาจะมีระดับความสามารถเทียบเทียมเทพดาเร้นกายแต่เพื่อขจัดความสงสัยที่อยู่ในหัว รวมถึงความเป็นไปได้เพียงหนึ่งเดียวนี้ มันก็จะต้องทำเสียตั้งแต่ต้นลม
“ทำตามที่ข้าบอกก็พอ"
ศิษย์ทั้งสองจึงมองหน้ากันแล้วกล่าวว่า
“เช่นนั้นวันนี้โอกาสก็ได้มาถึงแล้ว”
“เห็นว่ามันออกไปที่เมืองศูนย์กลางร่วมกับจางลู่เหลียนและจางเฟยเทียนโดยไม่มีผู้อาวุโสชิงหวงติดตามไป”
“ขอเพียงไม่มีชิงหวงเพียงมดปลวกสองตัว และตัวบัดซบอีกตัวเดียวล้วนไม่คณามือพวกเรา"
อี้หางทอประกายตาที่เจือไปด้วยจิตสังหาร
“ดี อย่าให้ผิดพลาดจนกระทบกับงานของพวกเราได้"
ศิษย์ทั้งสองของมันก็โคลงศีรษะ
“ศิษย์เข้าใจแล้ว"
“วันนี้จะเป็นวันตายของตัวบัดซบอย่างแน่นอน!”