สายลมเย็นโชยเข้ามาปะทะกับใบหน้าของแอเรียสอย่างแผ่วเบา สายตาของเขากำลังมองไปที่ภาพของคนงานที่กำลังช่วยกันซ่อมบำรุงคฤหาสน์ของตระกูลสการ์เชียอย่างขยันขันแข็ง คนงานพวกนี้เป็นคนของสมาคมการช่างที่ถูกจ้างวานมาอีกที
สมาคมการช่างนั้นก่อตั้งขึ้นมาจากการรวมตัวของเหล่าช่างในอาณาจักร ซึ่งพวกเขาจะมีเครือข่ายของสมาคมกระจายอยู่ทุกเมือง รวมถึงเมืองเบอเนียร์ด้วยเช่นกัน สมาชิกในสมาคมการช่างส่วนใหญ่ก็จะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนต่างๆ ส่วนพวกที่ยังไม่ชำนาญก็จะรับหน้าที่เป็นลูกมือคอยทำหน้าที่แบกหามแล้วค่อยๆเรียนรู้งานไปเรื่อยๆ แต่โดยรวมแล้วพวกเขาก็สามารถทำงานออกมาได้ดี ด้วยเหตุนี้ฟาร์ฮานจึงเลือกที่จะจ้างคนของสมาคมการช่างให้มันซ่อมคฤหาสน์ของตระกูลแทนที่จะให้พวกคนรับใช้ในตระกูลซ่อมเอง
“ ยืนมองอะไรอยู่แอเรียส หรือว่าเจ้าไม่ชอบตรงไหนจะได้บอกให้พวกเขาปรับเปลี่ยนเสียใหม่ “
เสียงของฟาร์ฮานดังมาจากด้านหลัง ที่เห็นเขาลุกจากเตียงมาเดินเล่นได้อย่างอารมณ์ดีเช่นนี้ก็เพราะบาดแผลของเขาถูกรักษาจนหายเป็นปลิดทิ้งแล้ว จะเหลือก็เพียงรอยแผลเป็นจางๆเท่านั้น แต่สิ่งที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือหลังจากอาการบาดเจ็บของฟาร์ฮานหายดีแล้ว พลังของเขาที่เคยหยุดนิ่งอยู่ในระดับอัศวินขั้นที่สามมาอย่างยาวนาน อยู่ดีๆระดับพลังของเขาก็เพิ่มขึ้นกลายเป็นระดับอัศวินขั้นที่สี่
ฟาร์ฮานเคยคิดมาเสมอว่าเขาจะต้องติดอยู่ในระดับอัศวินขั้นที่สามไปจนวันตาย เขาก็เหมือนกับนักเวทชราคนอื่นๆที่ระดับพลังหยุดนิ่งอยู่กับที่มาเนิ่นนานแล้ว คนพวกนี้ต่างรู้ดีว่าตนไม่อาจจะบ่มเพาะเพิ่มระดับพลังเวทได้อีกแล้ว การเพิ่มระดับของฟาร์ฮานหากจะเรียกว่าปาฏิหาริย์ก็คงจะไม่ผิดนัก เพียงไม่นานข่าวเรื่องผู้นำตระกูลสการ์เชียเพิ่มระดับพลังขึ้นมาอีกหนึ่งขั้นก็แพร่สะพัดไปทั่ว
ผู้คนมากหน้าหลายตาต่างแวะเวียนมาแสดงความยินดีกับฟาร์ฮานถึงตระกูลสการ์เชีย ของขวัญมากมายถูกนำมามอบให้เพื่อแสดงความยินดี ด้วยระดับพลังของฟาร์ฮานที่ก้าวล้ำผู้นำตระกูลอื่นๆประกอบกับแอเรียสที่กลายเป็นนักเวทอันดับหนึ่งในหมู่ของคนรุ่นใหม่ อนาคตของตระกูลสการ์เชียย่อมรุ่งโรจน์กว่าเดิมอย่างไม่ต้องสงสัย การผูกสัมพันธ์ที่ดีกับตระกูลที่มีอนาคตไกลเช่นนี้เอาไว้ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดี
“ เปล่าหรอกท่านปู่ ตัวคฤหาสน์ก็สร้างออกมาดีแล้วล่ะ เพียงแต่ข้าอยากจะให้พวกเขาสร้างบางอย่างเพิ่มเสียหน่อย “
แอเรียสหันมาตอบพร้อมรอยยิ้มเล็กๆ
“ เจ้าอยากจะให้สร้างสิ่งใดกัน ?“
ฟาร์ฮานขมวดคิ้วถาม
“ ข้าอยากจะให้สร้างโรงตีเหล็กที่ด้านหลังคฤหาสน์ ขนาดไม่ต้องใหญ่โตมากนัก เอาแค่ขนาดกลางๆก็พอ “
แอเรียสเอ่ยตอบ
“ เจ้าจะสร้างโรงตีอาวุธเหรอ ? “
ฟาร์ฮานถามออกมา เขาพบเจอเรื่องความสามารถอันน่าแปลกประหลาดของแอเรียสมามากแล้ว ทั้งการฝึกฝนพลังเวทที่แข็งแกร่งผิดมนุษย์ ศาสตร์การปรุงยาที่รอบรู้เกินกว่าผู้ใดในเมืองเบอเนียร์ หากแอเรียสจะเป็นนักสร้างอาวุธด้วยมันก็คงไม่ได้เกินกว่าความคาดหมายของเขาไปมากนัก เขาชักอยากจะพบเจออาจารย์นามทานอสผู้นั้นสักครั้ง ว่าเขาเป็นนักเวทเช่นไรกันเหตุใดจึงได้สั่งสอนลูกศิษย์ให้รอบรู้ได้ถึงเพียงนี้ และหากมีโอกาสตระกูลสการ์เชียก็อยากจะตอบแทนบุญคุณของเขาคนนั้นด้วยเช่นกัน
“ เปล่าหรอก ข้าก็แค่อยากสร้างมันไว้ใช้งานเบ็ดเตล็ดทั่วไปก็เท่านั้น ไม่ได้มีความคิดจะสร้างอาวุธเวทอะไรหรอก “
แอเรียสตอบออกมา สิ่งที่เขาอยากสร้างมันก็ไม่เชิงเรียกว่าอาวุธหรอก แต่มันก็มีส่วนใกล้เคียงอยู่ล่ะนะ
“ ไว้ข้าจะบอกพวกคนงานให้“
ฟาร์ฮานพยักหน้าอย่างเข้าใจ เขาไม่ได้ซักไซ้แอเรียสให้มากนัก
มีคนรับใช้กลุ่มหนึ่งเดินผ่านแอเรียสและฟาร์ฮานไป พวกเขาหันมาทำความเคารพทั้งคู่ด้วยความนอบน้อม สายตาที่เต็มไปด้วยความเคารพเหล่านี้ หากเป็นแอเรียสคนก่อนคงไม่มีทางได้พบเจอ ตอนนี้สถานะของแอเรียสในตระกูลนับว่าเป็นรองแต่เพียงฟาร์ฮานคนเดียวเท่านั้น พวกคนรับใช้ในตระกูลต่างยำเกรงแอเรียสมากกว่าอัลเบิร์ตหรือมาเรียเสียอีก แม้แอเรียสจะไม่ได้ต้องการให้เป็นเช่นนั้นแต่มันก็ช่วยไม่ได้จริงๆ
“ แอเรียสแล้วเรื่องตำแหน่งอัศวินเจ้าจะไม่ไตร่ตรองอีกครั้งจริงๆเหรอ? “
ฟาร์ฮานเอ่ยถามอย่างแผ่วเบา แต่น้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยความหนักใจ พอคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครึ่งเดือนก่อนทีไรเขาก็รู้สึกปวดหัวเล็กๆทุกที เขาไม่คิดฝันมาก่อนว่าดยุคโคเว่นจะหยิบยื่นตำแหน่งอัศวินอันสูงศักดิ์ให้กับแอเรียสที่เป็นเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่ง แต่เรื่องที่ทำให้เขาตกตะลึงไปกว่านั้นคือการที่แอเรียสปฏิเสธออกไปอย่างไม่ลังเล หากเรื่องนี้แพร่กระจายออกไปล่ะก็ รับรองได้เลยว่ามันคงได้กลายเป็นข่าวใหญ่ของเมืองเบอเนียร์แน่
บางทีหากแอเรียสเลือกรับตำแหน่งอัศวินเขาอาจจะกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในเมืองเบอเนียร์ไปเลยก็ได้ และหากมีดยุคโคเว่นคอยผลักดันอยู่ข้างหลังไม่แน่ว่าอนาคตของเขาอาจจะกลายนักเวทที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งภายในอาณาจักรเลยก็เป็นไปได้
“ ข้าบอกท่านไปตั้งหลายรอบแล้วว่าข้าไม่ได้อยากจะเป็นเบี้ยล่างของผู้ใด ข้าไม่ได้ต้องการเป็นหางของมังกร และข้าก็ไม่ต้องการเป็นหัวของสุนัข สิ่งที่ข้าต้องการคือการเป็นหัวของมังกรเท่านั้น จะไม่มีใครมาผูกมัดข้าได้ด้วยตำแหน่งเพียงแค่นั้น และสักวันหนึ่งข้าจะทำให้ชื่อเสียงของตระกูลสการ์เชียยิ่งใหญ่กว่าตระกูลใดๆในอาณาจักร“
สายตาของแอเรียสเต็มไปด้วยความหนักแน่น เขายังคงยืนยันคำตอบเดิมอย่างไม่มีท่าทีจะเปลี่ยนแปลง เป้าหมายของเขาคือการกลายเป็นนักเวทผู้ยิ่งใหญ่ เขาไม่ได้ต้องการมาหยุดอยู่แค่ตำแหน่งอัศวินเพียงเท่านี้ แม้ข้อเสนอของดยุคโคเว่นจะคือการส่งเสริมเขาในอนาคต แต่ถึงอย่างไรมันก็เป็นการถูกผูกมัดอยู่ดี และที่สำคัญการที่ให้เขาออกจากตระกูลเพื่อไปรับตำแหน่งอัศวินเมืองเบอเนียร์ บอกได้เลยว่าอย่างไรก็ไม่มีวัน
“ ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจเจ้า“
ฟาร์ฮานก้มหน้าก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เขารู้ว่าถึงอย่างไรก็ไม่มีทางเปลี่ยนใจแอเรียสได้อยู่ดี แต่การที่ได้ยินคำพูดอันแสนหนักแน่นของแอเรียสก็ทำให้เขารู้สึกเชื่อมั่นในตัวเด็กหนุ่มมากขึ้นกว่าเดิม ถึงแม้สมาชิกของตระกูลสการ์เชียจะลดลงเกือบครึ่ง แต่อย่างน้อยเขาก็เป็นคนที่ฟาร์ฮานสามารถฝากความหวังเอาไว้ได้
“ ท่านปู่ข้ามีธุระต้องไปจัดการที่ตระกูลฮาร์เกนเสียหน่อย ยังไงก็ฝากท่านดูแลทางนี้ด้วยล่ะ “
“ ธุระที่ตระกูลฮาร์เกน? ธุระอะไรของเจ้ากัน ? “
ฟาร์ฮานเอ่ยถามอย่างไม่อาจจะเข้าใจถึงธุระที่แอเรียสกล่าวถึง
“ พอดีว่าข้ามีสิ่งที่ยังติดค้างกับท่านดยุคโคเว่นนิดหน่อย เอ่อ..มันก็แค่ข้อแลกเปลี่ยนเล็กๆน่ะท่านปู่“
แอเรียสพูดพร้อมด้วยรอยยิ้มเล็กๆก่อนที่จะเดินจาก
“ เดี๋ยวนี้เจ้าเด็กนี่ถึงขั้นทำข้อแลกเปลี่ยนกับเจ้าเมืองเบอเนียร์ได้แล้วเหรอ? “
ฟาร์ฮานได้แต่ยืนมึนงงด้วยความสงสัยที่ไม่อาจจะหาคำตอบได้ เขาคิดว่าหลังจากที่แอเรียสปฏิเสธการเข้ารับตำแหน่งอัศวินเขาจะถูกดยุคโคเว่นโกรธเอาเสียอีก แต่ที่ไหนได้เขายังคงติดต่อกับดยุคโคเว่นได้อย่างปกติ หนำซ้ำเมื่อครู่เขายังบอกว่ามีข้อแลกเปลี่ยนบางอย่างที่ต้องไปจัดการให้แล้วเสร็จ ยิ่งคิดเท่าไรเขาก็ยิ่งไม่เข้าใจความคิดอ่านของแอเรียส
ณตระกูลฮาร์เกน
“ ยินดีต้อนรับท่านแอเรียส นายท่านคอยอยู่ด้านในแล้ว “
ที่หน้าประตูทางเข้าตระกูลฮาร์เกน มีสาวใช้สองคนที่เดินออกมาต้อนรับแอเรียสด้วยท่าทีอันแสนนอบน้อม แอเรียสเองก็ยิ้มรับเล็กน้อยก่อนจะเดินตามนางทั้งสองคนไป
“ แอเรียสข้ารอเจ้าอยู่ตั้งนานคิดว่าวันนี้เจ้าจะไม่มาแล้วเสียอีก“
ทันทีที่แอเรียสเดินเข้ามาถึงภายในคฤหาสน์ ดยุคโคเว่นก็รีบเดินมาหาเขาในทันที
“ ข้ารับปากท่านแล้ว จะผิดคำพูดได้อย่างไร “
แอเรียสเอ่ยตอบ
“ นี่หรือท่านดยุคคนที่ท่านบอกว่าจะมาช่วยรักษาอาการป่วยของภรรยาท่าน ข้าว่าท่านคงโดนเจ้าเด็กคนนี้หลอกเอาแล้วล่ะ “
เสียงของชายแปลกหน้าดังขึ้นมาแทรกระหว่างการสนทนาอย่างไร้มารยาท คำพูดเหล่านั้นเต็มไปด้วยการดูหมิ่นในความสามารถของแอเรียส เจ้าของเสียงนั้นคือชายร่างใหญ่ที่ดูท่าทางน่าเกรงขามคนหนึ่ง ใบหน้าของเขามีหนวดเคราสีดำที่ขึ้นอยู่อย่างพอประมาณ เขาสวมเสื้อคลุมสีเทาที่ดูเรียบง่ายแต่มันกลับแผ่พลังเวทจางๆออกมา ดูก็รู้ว่าเสื้อคลุมนี่คืออุปกรณ์เวทระดับสูง จากลักษณะของชายผู้นี้เขาน่าจะเป็นสหายคนหนึ่งของดยุคโคเว่น หรือไม่ก็คงเป็นคนที่มีตำแหน่งใหญ่โตพอสมควร จึงได้กล้าที่จะพูดแทรกการสนทนาของดยุคโคเว่นเช่นนี้
แอเรียสหันหน้าไปมองเล็กน้อยด้วยความสงสัยว่าชายแปลกหน้าที่ทำตัวไร้มารยาทผู้นี้คือผู้ใด แต่เมื่อสัมผัสพลังเวทที่แผ่ออกมาจากชายผู้นั้นแอเรียสก็รู้สึกถึงแรงกดดันในทันที‘ระดับปราชญ์ !?หรือว่าจะเป็นนักเวทที่ถูกส่งมาจากเมืองโพริอัส’ในใจของแอเรียสลอบตกตะลึงอยู่เล็กน้อย นี่ขนาดว่าชายคนนี้เพียงแค่นั่งอยู่เฉยๆเขายังได้รับแรงกดดันขนาดนี้ หากชายคนใช้พลังเวทโจมตีสักหนึ่งครั้งล่ะก็ คาดว่าเขาคงไม่อาจจะต้านไหวแม้แต่ทักษะเดียว
“ แอเรียสนี่คือท่านอาจารย์จอร์แดน เขาเป็นอาจารย์สอนศาสตร์เวทมนตร์อยู่ที่โรงเรียนเวทมนตร์โพริอัส“
ดยุคโคเว่นรีบแนะนำตำแหน่งของชายชื่อจอร์แดนให้แอเรียสได้รับรู้จักก่อนที่แอเรียสจะโต้ตอบใดๆออกไป เขารู้ซึ้งดีถึงวาจาและนิสัยของแอเรียสที่มักจะไม่ไว้หน้าผู้ใด และเขาก็รู้ดีถึงนิสัยของจอร์แดนที่มักไม่ยอมคนเช่นกัน เขาไม่ได้อยากจะให้ทั้งคู่มาบาดหมางกัน